Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ทำไม AIS ถึงจัดสัมมนา ACADEMY for THAIS ถ้ารู้แล้วคุณจะก้าวทันโลกยิ่งกว่าเดิมแน่นอน !!

เคยรู้สึกกันไหมว่า เรื่อง digital หรือดิจิตอล มันดูห่างไกลตัวเรามาก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่แทบจะอยู่ต่อหน้าเราแล้วในทุกวันนี้ ง่าย ๆ เลยก็มือถือที่เราถือ ๆ กันอยู่นั่นแหละคือ 1 ในผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากโลกดิจิตอล และ AIS ก็เข้าใจคนไทยในเรื่องนี้ จึงได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี จนกลายมาเป็นโครงการ ACADEMY for THAIS ที่ชวนคนไทยมารู้จักโลกของดิจิตอล โดยการรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลก มาขึ้นเวทีใหญ่ยักษ์ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี พร้อมเปิดเผยเรื่องราวที่หลาย ๆ คนควรทราบก่อนที่จะสายเกินไปผ่านวิทยากรระดับโลกมากมายทั้งไทยและต่างประเทศ

 

พิธีกรงาน AIS ACADEMY for THAIS หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ แถมเขายังเป็น 1 ใน Speaker ในงานนี้อีกด้วย โดยขึ้นพูดในเรื่อง Data Privacy and Security in the meaningful business ที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

โลกในวันนี้ต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง AIS ตื่นตัวมาแล้วกว่า 3 ปี โดยเตรียมความพร้อมทุก ๆ ด้านผ่านแนวคิด Anywhere Anytime Any Device สำหรับพนักงานองค์กร อาศัยการใช้ Digital Transformation เพื่อพัฒนาสังคมไทย ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่ง AIS ตั้งใจทำเพื่อสังคมไทยให้เติบโตไปพร้อม ๆ กับ AIS และนี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความรู้ในระดับประเทศ นอกเหนือจากการพัฒนาแค่เพียงพนักงานของตัวเอง และนี่คืออีก 1 เป้าหมายของ AIS ที่ตั้งใจมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนไทยทุกคนโดยคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด มหาชน หรือ AIS

และงานนี้ได้ผนึกกำลังจาก 5 องค์กรชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

  • Advanced Info Service หรือ AIS
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน
  • Minor International ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งด้าน Digital Transformation เป็นอย่างมาก ทำให้บุคลากรสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

ซึ่งงานนี้ก็ได้มี Session ต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายด้วยกัน 4 ช่วง แบ่งเป็นช่วงเช้า 3 Session บนเวทีใหญ่และช่วงบ่าย 4 Session ซึ่งต้องเลือก 1 ใน 4 Session เพื่อเข้าร่วมในห้องสัมมนาเล็ก ทางแบไต๋ก็ขอสรุปแต่ละ Session ออกมาเป็นตัวหนังสือแบบสั้น ๆ (?) ให้ได้อ่านกันที่นี่เลยครับ

สรุป Session “Private Sector in Thailand Digital Transformation Readiness”

สัมมนาแรกว่าด้วยเรื่องความพร้อมของคนไทยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอล หรือ Digital Transformation ผ่านวิทยากร 4 ท่านและผู้ดำเนินรายการ 1 ท่านดังนี้

โดยเหล่า Speakers ก็ได้ขึ้นมาพูดคุยกันถึงการปรับตัวของคนไทยที่ต้องมีต่อการเข้ามาของการทำลายล้างทางด้านเทคโนโลยี หรือ Digital Disruption ว่า แต่ละบริษัทมีการเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง

ด้านประกันชีวิต

เริ่มต้นในฝั่งประกันชีวิต ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายโดยเฉพาะด้านพฤติกรรม เพราะมีเทคโนโลยี มี Platform มากมายเข้ามา ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Transformation ซึ่งปกติทางประกันชีวิตจะมีการเติบโตสูงถึง 3 เท่าของ GDP แต่ในวันนี้การเติบโตเริ่มหยุดชงัก แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยากที่จะเติบโตขึ้น

เพราะในยุคปัจจุบัน Digital Disruption นั้นถือได้ว่ามีทั้งโอกาสและความท้าทายมากขึ้นกว่าเดิมเกิดขึ้นมา เราจึงสามารถปรับแต่ง Business Model ให้เหมาะกับยุคปัจจุบันได้ เพราะวันนี้หลาย ๆ คนสามารถทำได้เหมือน ๆ เราแล้ว ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็อาจทำให้เราอยู่ในโลกประกันได้ยาก

ด้านการธนาคาร

ในด้านฝั่งธนาคาร ก็ได้เจอกับ Digital Disruption อย่างหนักเช่นกัน ทั้งการเข้ามาของ Online Payment ต่าง ๆ ในต่างประเทศ ทำให้เงินที่ควรจะหมุนวนในไทย เริ่มไหลออกสู่ต่างชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพวกเขาต้องมองว่าเรื่อง Digital Transformation นี้ เราจะต้องนำมันมาปรับให้เป็นจุดแข็ง เช่นพัฒนาด้านการบริการใหม่ ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม และใช้บริการได้ถูกลงหรือฟรีค่าธรรมเนียมไปเลยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน และการที่นำ A.I. มาใช้งานในด้านการตอบคำถามลูกค้าผ่าน Chat Bot ก็ช่วยให้เราสามารถนำเอาคนในองค์กรมาทำงานในส่วนอื่นแทนได้ เป็นต้น

ธุรกิจปัจจุบันคือ “Borderless”

พูดถึงด้านการทำธุรกิจในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็น Borderless หรือไร้ขอบเขตแล้ว คู่แข่งปัจจุบันของธนาคารไม่ได้อยู่ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคู่แข่งทั่วโลกที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน และอาจจะทำได้ดียิ่งกว่า พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และจุดเด่นจริง ๆ ของไทยอย่างหนึ่งคือ QR Code ที่เป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมดเป็นมาตรฐานเดียวกัน และธนาคารไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นธุรกิจการเงินเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่จะต้องตอบโจทย์ Lifestyle การใช้งานของลูกค้าได้ตลอดทั้งวัน เพื่อมอบความสะดวกสบายของลูกค้าให้ได้ดีที่สุด

เรื่อง Digital Disruption มันคือการ Connect หรือการเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน คนที่ไม่เคยเจอกัน ได้พบกันอย่างง่ายดาย รวมไปถึงข่าวสารต่าง ๆ ที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ก้าวทันโลกดิจิตอล

คน > A.I.

เราจะต้องทำงานได้มากกว่า A.I. เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ้างคน ถ้า A.I. สามารถทำงานแทนเราได้ 24/7 ไม่มีหยุดพัก แต่คนยังสามารถทำงานหลายอย่างที่ A.I. ไม่สามารถทำงานส่วนนั้นได้ จึงทำให้แรงงานคนไม่มีวันตกงาน ถ้าพวกเขามี Skills ต่าง ๆ ที่เยอะกว่าที่ A.I. สามารถทำงานได้

องค์กรจะต้องเพิ่มศักยภาพของพนักงาน เพื่อผลักดันประเทศไทย ซึ่งสมัยนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า Startup ซึ่งมีความท้าทาย ตั้งใจผลักดันตัวเองสูงมาก และถ้าพนักงานในองค์กรสามารถผลักดันตัวเองได้ในระดับนีี ก็จะสามารถผลักดันองค์กรไปสู่ระดับสากลได้ และพยายามสร้างนิสัยการเรียนรู้ให้กับคนไทย เช่นการหา Tools ต่าง ๆ หรือการจัด Training ขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนา Skills ของเขา

นอกจากการพัฒนาองค์กรตัวเองแล้ว ต้องมีการแชร์วิธีการ กระบวนการเรียนรู้ ให้กับภาครัฐฯ และภาคเอกชน เพื่อช่วยผลักดันประเทศชาติก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

Business Model ยุคใหม่คือการจับมือกับ Partner

โลกปัจจุบัน Business Model ไม่สามารถเดินคนเดียวได้ การจับมือ Partner กับบริษัทอื่นที่มี Asset ที่สามารถสร้าง Potential ให้กับบริษัทของเราทั้งภาครัฐฯ และภาคเอกชน ก็จะช่วยให้องค์กรของเราเติบโตไปได้อย่างก้าวกระโดดไปพร้อมกันกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และเราต้องมีการเตรียมใจที่ Business Model นั้นจะ failed ได้ และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต เพราะเราไม่ได้แข่งกันแค่ในระดับประเทศแล้ว แต่เป็นการแข่งขันกับองค์กรทั่วโลกที่เริ่มก้าวเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตแตกแขนงออกมามากมาย อย่าง Alibaba บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนที่มาทำ Ant Financial เผยข้อมูลว่ามีขนาดใหญ่กว่า Kbank ถึง 800 เท่า !! ถ้าทำคนเดียวยังไงก็สู้ได้ยาก

พฤติกรรมลูกค้าในยุค 4.0

ความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเพราะทุกวันนี้ลูกค้าเริ่มมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ทำให้บางครั้งไม่สามารถใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเอามาวิเคราะห์ได้ เราจึงต้องนำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์และวางแผนอย่างจริงจังเพื่อให้ outcome ออกมาดีที่สุด

สรุป Session “Building Agility with Digital Transformation”

อีก 1 Session ที่น่าสนใจจากศาสตร์ตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford University (ที่ Steve Jobs จบมา) Dr. Hau L. Lee ได้ขึ้นพูดในงานนี้ก็ได้เปิดเผยข้อมูลการวิจัยต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายเช่นเดียวกัน

 

ผลการวิจัยว่า Big Data Analysis มีผลกระทบกับ Digital Disruption มากที่สุด เพราะโลกของข้อมูลในอดีตที่เป็นเพียงการพยากรณ์หรือการสุ่มตัวอย่างนั้น ไม่สามารถเอามาวัดผลได้จริง แต่ Big Data Analysis จะสามารถวัดผลได้จริง และมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากในการนำไปใช้งาน

ในอนาคต จะมีการเติบโตทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Internet of Things เป็นอย่างมาก ซึ่งผลสำรวจคือจะเติบโตมากกว่า 7.1 ล้านล้านล้านเหรียญ (7.1 Trillion) เลยทีเดียว !!

ทุกวันนี้มีคำพูดต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นผ่าน Digital Disruption ถ้าเราไม่เข้าใจอะไรเลยก็อาจทำให้เราตกยุคได้ แต่ในเมื่อเราไม่เข้าใจมันแล้ว บางครั้งถ้าเอาความคิดนี้ไปทำเป็นเสื้อ ก็อาจจะขายได้ก็ได้นะ 🙂

เทคโนโลยีเปิดโอกาสอะไรให้กับเราได้บ้าง?

  • สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราอย่างแรกเลยคือ ข้อมูล ถ้าเรารู้ข้อมูล ก็จะรู้ว่า สิ่งนี้คืออะไร ทำอะไรได้ อยู่ที่ไหน เมื่อเทียบกับการสงคราม ฝั่งที่ชนะไม่จำเป็นต้องมีกำลังพลที่มาก แต่ต้องเป็นฝั่งที่มีข้อมูลมากที่สุดต่างหาก

  • สิ่งที่ 2 คือ Deep Intelligent ที่ไม่ใช่เพียงแค่ ปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. แต่เป็นปัญญาที่ส่งเสริมกันหรือ Augment Intelligent เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ณ วันนี้ เซียนหมากรุกอันดับ 1 – 10 ของโลก ไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เป็น A.I. ทั้งหมด ซึ่งล่าสุด A.I. อันดับ 1 ที่ว่าก็ถูกโค่นลงด้วยการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์ และ A.I. ที่ช่วยวางแผนที่ยืดหยุ่นและมีความแม่นยำกว่าลงไปได้

 

  • สิ่งที่ 3 เรื่องความเร็วของการเข้าถึงข้อมูลและการตอบสนองก็เป็นอีก 1 สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเช่น การวางจำหน่ายสินค้าทีน่าจะมีความต้องการทางด้านการตลาดสูงในช่วงเทศกาล และใช้ Key Message ในการช่วยโปรโมตก็จะทำให้เราสามารถช่วงชิงพื้นที่การขายได้เยอะมากขึ้น หรือปัจจุบันก็มี 3D Printer ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แทบทุกรูปแบบและอย่างง่ายดาย ทำให้บางครั้งสินค้าที่คิดว่าขายไม่ได้อย่างแก้วน้ำรูปโถส้วม ก็อาจจะกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับ 1 ก็ได้นะ
  • สิ่งสุดท้ายคือ การเริ่มต้นมองหา Business Model ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน ยกตัวอย่างคือ เครื่องพิมพ์ 3 มิติของ HP ที่สร้างขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าลูกค้าทั่วไปจะซื้อไปสร้างอะไรบ่อย ๆ แถมมีราคาที่สูงมากเป็นหลักแสนบาท แต่ถ้าเราจับมือกับ Partner ต่าง ๆ ที่มองเห็นการนำไปใช้งาน ก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสามารถขายได้ และมอบประโยชน์ให้กับ Partner ได้อีกด้วย

สรุปคือเรื่องของ Digital Transformation นั้นไม่ใช่ว่าจะต้องศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมองหา Potential ให้เจอว่า สิ่งนั้นจะช่วยเหลือเราได้อย่างไรบ้าง แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ก็จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สรุป Session “interviewtalk with a futurist on the future innovation human talent and conscious leadering”

อนาคตของโลกปัจจุบันที่น่าจับตามอง ถ้าเรามองเห็นมัน เราก็จะสามารถรับมือกับมันได้ ถูกขึ้นพูดโดย Mr. Rudy De Waele Futurist, Innovation Strategist

เผยว่าการทำธุรกิจยุคปัจจุบันจะต้องมีความโปร่งใส เพราะปัจจุบันผู้คนต้องการความโปร่งใสของธุรกิจนั้น ๆ ถ้าเรามีความโปร่งใส ผู้บริโภคก็จะยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าเรา ยกตัวอย่างบริษัทด้านสื่อแห่งหนึ่งที่ถูกค้นพบว่ามีการถูกซื้อข่าวลง Hate Speech ก็ทำให้คนถอนการสมัครสมาชิก เป็นต้น

ด้านการศึกษาปัจจุบันมีความล้าสมัย เพราะการเรียนคือการที่เราต้องมานั่งยัดข้อมูลลงไป แต่ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งปัจจุบันการศึกษาควรมีความยืดหยุ่น และสร้าง Passion เพื่อเปิดรับอะไรใหม่ ๆ มีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งกว่าเดิม เพราะการสำรวจ เด็กอายุ 5 ขวบในโรงเรียน 95% มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ค่อย ๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และเหลือเพียง 12% เมื่ออายุ 50 ปี ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงให้เด็กในอนาคตเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์ ดูว่าเขาชอบทำอะไร ก็ส่งเสริมให้เขาทำสิ่งนั้น

พูดถึงเรื่อง fintech ปัจจุบันมีหลาย Platform ที่มีความสามารถของธนาคารได้ รวมไปถึงอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า หรือเรื่องประกันที่สามารถซื้อผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ได้ง่าย แค่ถ่ายรูป + กรอกข้อมูลนิดหน่อยลงไป ไม่ต้องไปกรอกข้อมูลให้วุ่นวายอีกต่อไป

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เราจะสามารถทำนายการจราจรได้ ทำให้เราสามารถคำณวนเวลาเดินทางได้ หรือการตรวจสอบความผิดปกติของสานพานการผลิตได้ง่าย ๆ ผ่านเซนเซอร์ ก็ช่วยให้ และจะมีร้านค้าปลีกที่สามารถตรวจสอบต้นทางสินค้าที่จัดส่งมาได้ ทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงระบบ IoT ต่าง ๆ มากมายที่จะเข้ามาตอบโจทย์คนทั้งโลกอีกเป็นหมื่น ๆ ล้านชิ้น เพราะผู้บริโภคมีความต้องการข้อมูลความรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อมรับมือกับโลกของ Digital Disruption คือ การสร้างวิสัยทัศน์ที่รวดเร็วและตอบสนองกับโลกให้ทัน และเราควรรู้จักความเป็น Startup เพื่อให้ทีมของเรามองโลกแบบเขา รวมไปถึงอาจมีการทำโปรเจ็คร่วมกัน และการออกแบบตอนนี้จะต้องสร้างให้ตรงใจกับผู้บริโภคจริง ๆ เน้นที่คุณค่าของผู้บริโภคว่าต้องการอะไรจริง ๆ ถ้าเราเรียนรู้และสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อพวกเขาก็จะทำ

สรุป Session “Data Privacy and Security in the meaningful business” โดยหนุ่ย พงศ์สุข

ในโลกการเปลี่ยนแปลงของยุค Digital Transformation นี้ ถือได้ว่าเป็นอีก 1 สิ่งที่ทุกคนต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 1 ในพฤติกรรมหลักที่เห็นได้ชัดคือ ในด้านการใช้จ่ายจากเดิมที่เรามักจะเดินทางไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า แล้วจ่ายเงินผ่านเงินตราปกติ ก็กลายมาเป็นซื้อสินค้าผ่านออนไลน์แล้วจ่ายเงินกันผ่าน Payment ต่าง ๆ บนมือถือ เพราะมันสะดวกกว่าเยอะ!

หนุ่ย พงศ์สุข ได้เดินทางไปเยือนจีน และได้พบกับ แจ๊ค หม่า ซึ่งเขาก็ได้พูดเรื่องความท้าทายที่กำลังมาในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างสมดุลเรื่องตลาดแรงงาน และโลกของ A.I. ที่ในอนาคตจะสามารถมาแทนเราได้ สามารถทำอะไรแทนได้มากมาย แต่ถ้าเราเล็งเห็นประโยชน์ของมัน เช่นเรื่อง Chatbot ถ้าเราสามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ ก็จะช่วยทำแทนเราได้ และสร้างความสะดวกสบายให้กับเราได้มากกว่าเดิม

เรื่อง IoT หรือ Internet of Things มันคือเรื่องของ การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ทุกสิ่งอย่าง เข้ามาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีการส่งข้อมูลมารวบรวมใน Big Data และสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำการคำณวนและสร้างออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถเอามาใช้งานได้ในอนาคตเช่น Routine การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือการสั่งอาหารเมื่อหมดตู้เย็น ก็สามารถทำได้เช่นกัน !! และนอกจากนี้ IoT ยังมีความสามารถในการควบคุมผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวเช่น มือถือได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

เรื่องค้าขายยุค 4.0

ในยุคปัจจุบัน การค้าขายมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่เราจะต้องมาค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ค้นหาคำวิจารณ์ แล้วไปซื้อสินค้าผ่านหน้าช้อป ทุกวันนี้ก็กลายเป็นการค้นหาแล้วซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตไปทั้งหมด ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ให้ได้

คนไทยอ่านหนังสือน้อยลง จริงหรือ?

จริง ๆ แล้วคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือน้อยลง แต่เพราะเดี๋ยวนี้คนเรามีหลายเรื่องให้เราได้รับรู้ผ่านโซเชียล ทำให้ความจดจ่อหรือสมาธิลดลงอย่างมาก เอาง่าย ๆ (ใครอ่านถึงตรงนี้แสดงว่าคุณเป็น 1 ในกลุ่มคนที่ชอบอ่านหนังสืออย่างแน่นอน) ซึ่งมีผลทำให้รีวิวสินค้าที่ยาว ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ มีโอกาสขายของได้ยากกว่ารีวิวสั้น ๆ ผ่าน Influencer ดัง ๆ โดยมีผลสำรวจว่า กว่า 86% คนไม่ฟังโฆษณาจากแบรนด์แล้ว แต่อีก 76% เชื่อที่คนอื่นมาบอกเราในเรื่องแบรนด์นั้น ๆ แทน

เผยวิธีสร้าง Brand Loyalty

ปัจจุบันโลกของ Brand Loyalty อาจฟังดูยาก แต่ก็มีหลาย ๆ เจ้าที่ยังคงสามารถทำได้ เช่น Apple… Apple…. และ Apple (จริง ๆ มีอีกหลายแบรนด์แต่เราขอพูดถึงแบรนด์ที่คนไทยคุ้นหูที่สุด) ทำไมเขาถึงทำได้ เพราะเขามีการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อมั่นในสินค้า และการบริการที่ดีมาก ๆ มาตั้งแต่ต้น ทำให้เหล่าสาวกกล้าที่จะซื้อใช้แม้สินค้าจะมีราคาที่แพงกว่าค่ายอื่น ๆ เป็นเท่าตัว !! ซึ่งทั้งนี้ Brand Loyalty ก็ต้องสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ น่าสนใจและมีความโดดเด่นจริง ๆ จึงสามารถที่จะขายสินค้าราคาแพง(เช่นนี้)ได้

ว่าแต่… BNK48 ก็น่าจะถือว่าเป็น Brand Loyalty เหมือนกันนะ

เรื่อง 5G ไม่ไกลตัวแล้ว

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงมาก ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีตั้งแต่ความเร็ว 20 – 400 Mbps ขึ้นอยู่กับจุดรับสัญญาณ หรือจะใช้ AIS Next G ก็สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้สูงสุดที่ความเร็วกว่า 1 Gbps เลยทีเดียว แต่เรามาพูดถึงอินเตอร์เน็ต 5G นอกเหนือจากการใช้งานทั่วไปกันดีกว่า

โลกของ 5G นั้น นอกเหนือจากความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เร็วและแรงแล้ว ยังมีอีก 1 สิ่งที่เรียกกันว่า Latency หรือความหน่วงเวลาที่จะรวดเร็วและมีความเสถียรยิ่งกว่าเดิมเพียง 20 ms เท่านั้น ซึ่งเขาก็ได้คิดค้นวิธีการใช้งานต่าง ๆ เช่น การขนส่งทางรถยนต์ซึ่งแทนที่จะให้คนขับไปกับรถ ก็กลายเป็นคนนั่งอยู่ที่บริษัทแล้วเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์แล้วขับรถคันนั้นไปส่งของแทน หลังจากส่งเสร็จก็สามารถเปลี่ยนรถขับได้ทันที ไม่ต้องรอขนของให้เสร็จ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกเยอะ

นอกจากนี้ Google ก็ยังได้มีการพัฒนาเรื่องของระบบ A.I. อัจฉริยะที่จะสามารถโทรศัพท์ไปจองโต๊ะอาหาร หรือจัดการคิวงานแทนคุณได้ผ่าน Google Duplex อีกด้วย

แต่ทำไมเขาไม่ให้ A.I. ทำแทนให้หมดเลยล่ะ? ก็เพราะคนเรายังคงต้องการคนที่จะมารับผิดชอบอยู่ดี เชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้ เครื่องบินหลายสายการบิน มีระบบ Landing Take off แบบอัตโนมัติแล้ว โดยที่กับตันแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครอยากขึ้นเครื่องบินที่ไม่มีกับตันขับหรอก !?

สรุป

โลกของ Digital Transformation มีทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โลกที่ไกลตัวเราเลย ถ้าเราทำความเข้าใจกับมัน แล้วศึกษามันให้ดี risk หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็จะกลายมาเป็น Potential หรือความเป็นไปได้ที่เราสามารถควบคุมมันได้ เพื่อให้เราทุกคนสามารถก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

C internet BY CAT ให้คุณเลือก “เน็ตแรง” ได้ “ทั้งวัน” “ทั้งคืน”

Published

on

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตหลากหลายค่ายก็เริ่มแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุก ๆ คน บ้างก็เน็ตราคาเบาที่ได้ความแรงพอประมาณ หรือหากแรงแบบจัดเต็ม แต่ราคาก็แรงตามไปด้วย แต่บางคนก็คงคิดว่า เน็ตแรง ๆ มีไว้ทำอะไร? แค่เท่าที่ใช้อยู่ก็ดีพอแล้ว วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ

เน็ตฯ แรง ทำอะไรได้บ้าง?

  • เกมเมอร์สายสตรีมมิ่ง (Streaming) ต้องการเน็ตที่มีขา Upload สูง ๆ เพื่อให้การส่งภาพไปยังอินเตอร์เน็ตมีความเสถียรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น YouTube Twitch หรือแม้แต่ Facebook Gaming ก็กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
  • คนค้าขายออนไลน์สมัยนี้ก็ใช้การ Live สดบน Social Media เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ถ้าเน็ตแรง ๆ ภาพชัด ๆ ก็สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี
  • คนชอบดูหนัง โดยเฉพาะการรับชมผ่าน NetFlix iFlix หรือ Video Provider เจ้าอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถรับชมคุณภาพระดับ 4K ได้ ถ้าเน็ตฯ คุณไม่แรงพอ หนังก็จะกระตุก ทำให้อารมณ์ของเราสะดุดไปด้วย
  • คนทำงานด้านต่าง ๆ ที่ต้องมีการรับ / ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ ถ้าเน็ตแรงไม่พอ กว่าจะส่งงาน รับงาน อาจจะชักช้าไม่ทันการได้

เรียกได้ว่าไลฟ์สไตล์ยุคใหม่นี้ต้องการพลังความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งสำคัญนอกเหนือจากความแรง คือความเสถียรที่ดีบนอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ ออฟติค แท้ 100% และจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเลือกช่วงเวลา “เน็ตแรง” ในราคาที่ “เบาสุด ๆ” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราได้ แบไต๋ขอแนะนำ C internet BY CAT อีกหนึ่งทางเลือกของการเล่นเน็ตในรูปแบบแพ็คเกจ Work all day play all night เน็ตบ้านเลือกได้ จะแรงส์ทั้งวัน หรือ จะมันส์…ทั้งคืน ก็คุ้มด้วยราคา 590 บาทต่อเดือนเท่านั้น

Work all Day

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนเน้นทำงานที่บ้าน ที่อยากได้เน็ตแรง ๆ เพื่อให้คุณสามารถอัปโหลด/ดาวน์โหลดงานได้อย่างทันท่วงที หรือจะซื้อ/ขายของออนไลน์ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเน็ตสะดุด พร้อมให้ความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

Play all Night

อินเตอร์เน็ตแพ็คเกจตอบโจทย์คนต้องการเน็ตแรง ๆ หลังกลับมาจากการทำงานเหนื่อย ๆ ให้คุณตะลุยโลกของเกมและภาพยนตร์ระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด บนความเร็วจัดเต็ม 100/100 Mbps ได้ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00-07.00 น. และ 30/30 Mbps ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.00-19.00 น. และในวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถติดสปีดเน็ตสูงสุด 100/100 Mbps ตลอด24 ชั่วโมง

ทั้ง 2 แพ็คเกจนี้ C internet BY CAT ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เน้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตภายในบ้านทั้งทำงาน เล่น Social Media หรือเล่นเกมหนัก ๆ และแม้แต่ดูหนัง 4K ภาพคม ๆ ผ่านสตรีมมิ่งก็จัดเต็มได้อย่างลื่นไหลผ่านสายไฟเบอร์ ออพติค แท้ 100% บน Internet Gateway ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย แถมยังเลือกการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ของเราอีกด้วย

แล้วสำหรับบ้านไหนที่มีคนใช้เน็ตเยอะ ๆ จนคิดว่า 100/100 Mbps ยังไม่พอ เขาก็มีแพ็คเกจ 200/200 Mbps ในราคาสุดคุ้ม 890 บาทต่อเดือนให้คุณได้เลือกอีกด้วย งานนี้แรงสะใจแน่นอน

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้สมัครแพ็คเกจ

  • ยกเว้นค่าแรกเข้า : ค่าติดตั้ง 2,000 บาท และค่าลงทะเบียน 1,500 บาท
  • ยกเว้นค่าเช่าอุปกรณ์ปลายทาง (CPE) 300 บาท/เดือน/เครื่อง (ไม่รวม Vat) และผู้ใช้บริการได้รับสิทธิยกเว้นค่าประกันอุปกรณ์ 2,500 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรณียกเลิกบริการ C internet ต้องคืนอุปกรณ์ ให้กับบริษัทในวันที่ทำการยกเลิก

ถือได้ว่าแพ็คเกจ Work all Day Play all Night เป็นอีก 1 ทางเลือกที่ตอบโจทย์คนชอบใช้อินเตอร์เน็ตตลอดเวลา (Always On) เพื่อการรับข่าวสารที่รวดเร็ว ฉับไว ตอบโจทย์คนไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้สำหรับใครที่สนใจสามารถสมัครแพ็คเกจได้ที่นี่ http://bit.ly/CinternetBYCAT

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุยกับคุณกระทิงประธาน KBTG คนใหม่ ถึงอนาคตเทคโนโลยีกสิกรไทย และความเสถียรระบบในปัจจุบัน

Published

on

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

หนึ่งในเนื้อหาจากงานแถลงวิสัยทัศน์ของกสิกรไทย ที่ 5 ผู้บริหารของธนาคาร ชูการผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตรเพื่อก้าวสู่ธนาคารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันในสมรภูมิที่เทคโนโลยีแข่งกัน Disrupt ธุรกิจเดิม ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือระบบไอทีที่รองรับงานยุคใหม่ได้ และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สำหรับธนาคารกสิกรไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงคือ กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งวันนี้แบไต๋ได้คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KBTG ถึงอนาคตที่กำลังจะมุ่งไปครับ

ปี 2562 KBTG ชูนวัตกรรม 3 ด้าน

1. Cognitive Banking หรือธนาคารอัจฉริยะ

ธนาคารอัจฉริยะคือการนำข้อมูลและ insight ต่างๆ มาทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนเอาพนักงานแบงค์ 20,000 คน มาร่วมให้บริการลูกค้าโดยอยู่ในมือถือตลอดเวลา และให้บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งแอปต่างๆ จะต้องทำหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น KPlus ที่มีความสามารถหลายอย่างในแอปเดียว และให้ข้อมูลได้ทั้งในส่วนที่คิดว่าลูกค้าต้องการ และในส่วนที่ลูกค้ายังไม่สนใจ แต่คาดว่าน่าจะสนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลได้ด้วย

2. Augmented Intelligence (AI)

กสิกรไทยไม่ได้มองว่าปัญญาประดิษฐ์คือคู่แข่งขันสำหรับแรงงาน แต่ AI ในความหมายของกสิกรไทยคือ Augmented Intelligence ที่หมายถึงการที่คนกับเครื่องจักรจะทำงานด้วยกัน เพราะบุคลากรของกสิกรไทยนั้นสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความต้องการของลูกค้ามายาวนาน ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ความรู้ที่ครบรอบด้าน ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันก็จะได้สุดยอดพนักงานที่เข้าใจลูกค้า และรอบรู้

แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ชนะคน ก็สร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือคนให้ดีขึ้น

3. inclusive innovation นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน

แบงค์จะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เทคโนโลยีจะช่วยให้แบงค์เข้าใจคนมากขึ้น สามารถให้บริการคนได้ทุกระดับ เช่นนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลให้กับลูกค้ากลุ่ม Underbanked ที่ในอดีตไม่สามารถรับบริการสินเชื่อจากธนาคารได้เพราะขาดคุณสมบัติ เช่น การเดินบัญชีไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งภารกิจเหล่านี้ กสิกรไทยไม่อาจทำได้คนเดียว จึงมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ผ่านนวัตกรรมการร่วมมือใหม่ที่ทำให้เชื่อมต่อระหว่างกันง่ายขึ้นคือ

  • Open Banking API ความสามารถในการต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย
  • Innovation Sandbox คือ สนามทดลองเพื่อรองรับการทดสอบไอเดียทางนวัตกรรมใหม่ ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
  • K PLUS Business Platform การสร้างความหมายใหม่ของ K PLUS จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งในปี 2562 นี้จะทุ่มงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร กว่า 5,000 ล้านบาท (ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า งบ IT 5,000 ล้านต่อปี ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้าคิดเป็น USD ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับองค์กรระดับโลก) เพื่อเป้าหมายการพัฒนา KBTG ไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของโลกมาสู่ประเทศไทย ภายในปี 2565

คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์เกี่ยวกับแง่มุมเทคโนโลยีใน KBTG

ความเสถียรของระบบธนาคารไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

คุณกระทิง: เรามีการวางแผนปรับปรุงขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมมากขึ้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทำแอป K Plus ใหม่ก็มีการปรับ back-end ใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ถึงระดับใกล้หมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว (TPS) ก็จะไปให้ถึงหลักหมื่น TPS ต่อไป และช่วงก่อนตรุษจีนจะมีการขยายขึ้นระบบขึ้นไปอีกเพื่อรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากขึ้น

ที่เราทำตอนนี้คือเน้นวางสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดี ปรับปรุง Core banking ต่อไปถ้าย้ายจากระบบจาก On Premise (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัท) ไปบน Cloud มากขึ้น ก็จะรองรับการใช้งานได้เยอะขึ้น เพราะสามารถขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ทุกแบงค์ต้องช่วยกันในการวางสถาปัตยกรรมกลางด้วย

แรงงานด้านเทคโนโลยีในไทยเป็นอย่างไร และการจ้างงานสายเทคโนโลยีโดยกสิกรเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกระทิง: ตอนนี้ KBTG มีพนักงานมากกว่า 1,200 คน และยังจะจ้างเพิ่ม 300 อัตรา ตอนนี้รับทุกสายของไอที ซึ่งรับประกันว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้เทคโนโลยี รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่นี่แน่นอน

KBTG ก็มีการใช้แนวทางการบริหารงานใหม่ๆ เสมอ อย่าง Flat Organization ที่การทำงานเสมอกันระหว่างผู้มีตำแหน่งสูงกับต่ำ หรือแนวคิด One KBTG รวมเป็นหนึ่ง ตัดงานต่างๆ ให้ไวขึ้น ลดขอบกั้นระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อให้งานเดินไวขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้ OKR ควบคู่ไปกับ KPI แบบเดิม และกำลังขยายให้ใช้มากขึ้น เพื่อวัดผลในรูปแบบสมัยใหม่ หรือกระบวนการพัฒนาที่ปกติ KBTG ทำในรูปแบบ Agile อยู่แล้ว ก็เริ่มก้าวไปสู่กระบวนการใหม่ๆ ให้ Beyond Aglie มากขึ้น

ซึ่ง KBTG ต้องเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีในไทยให้ได้ ปัจจุบันในไทยก็มีคู่แข่งด้านองค์กรเทคโนโลยีอย่าง Agoda หรือ LINE ที่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ใครที่สนใจก็ส่งใบสมัครมาได้เลยที่ recruitment@kbtg.tech

กสิกรไทยมองภาพ Super App ไว้อย่างไร

คุณกระทิง: Super App หรือแอปใหญ่ ความสามารถเยอะๆ ลูกค้าจะใช้เวลาอยู่กับแอปใหญ่ๆ แบบนี้นานขึ้น ซึ่ง KPlus จะเหนือแอปอื่นๆ กว่าตรงที่เข้าไปอยู่ใน Super App อื่นๆ ด้วย (เช่นระบบจ่ายเงินของ K Plus ไปอยู่ในเฟซบุ๊กให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัญชีของกสิกรได้) ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์แบบนี้ว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ Disrupt ยากขึ้น เพราะเราพร้อมให้บริการจากทุกทาง

ซึ่ง KBTG จะโฟกัสที่เทคโนโลยี และเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อการพัฒนา ซึ่งจะไม่ได้เน้นสนับสนุน Startup มากนัก เพราะมีหน่วยงานอื่นๆ ในกสิกรไทยที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

อนาคตของ KADE (K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นอย่างไร

คุณกระทิง: ระบบ AI ของกสิกรไทยก็ต้องเก่งขึ้น ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่มีมากขึ้น มีการอ้างอิงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่นไปอยู่ใน Grab หรือ LINE ก็ต้องให้ผลต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแอป

ซึ่งปีที่แล้วข้อมูลที่กสิกรไทยเก็บได้ เท่ากับที่เคยเก็บกันมา 60 ปี ซึ่งปีนี้ก็จะมากขึ้น จึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และรากฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ดี ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรถือว่าเป็น 2 เรื่องที่สำคัญมาก เราถึงมีการตั้ง Cyber Security Office เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะ

Q: เราได้เรียนรู้อะไรได้จากจีน?

A: จีนเป็นประเทศที่มี Data มากที่สุดในโลก เรื่อง IoT ก็เป็นระดับโลก เราเรียนรู้เพื่อเอามาเทียบและพัฒนา ไม่ได้รู้เพื่อกลัว อย่างประกันในจีนสามารถเคลมได้ใน 8 วินาที เพราะเอาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งของ 400,000 ชิ้นใน 3 ชั่วโมง เรื่อง Fintech จีนก็เก่งกว่าอเมริกา มี QR มีการปล่อยกู้ผ่านแอป รวมถึง AI ก็น่าจะนำได้เร็วๆ นี้

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต้องการให้ AI ทดแทนคน แต่ทำให้คนเก่งขึ้น และสงครามเทคโนโลยีจีน-อเมริกาไม่จบเร็วๆ นี้แน่ๆ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของ Trade War ซึ่งเราก็ไม่ควรเลือกข้าง เพราะก็ต้องอิงธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ฝั่งอยู่ดี

เมื่อเทคโนโลยีแข็งแกร่งเป็นรากฐาน กสิกรไทยก็มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ได้

ซึ่งการแถลงข่าว K Bank Vision 2019 ยังมีทีมผู้บริหาร ขึ้นให้รายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่จะใช้ AI เข้ามาเสริมการทำงานของธนาคาร ทั้งการทำงานเชิงรับที่พนักงานธนาคารจะเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้นจากความช่วยเหลือของ AI หรือการใช้งานเชิงรุกที่นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าน่าจะสนใจและนำเสนอออกไป นอกจากนี้ยังบุกตลาดในกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ให้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง QR Code มาตรฐานไทยเพื่อให้ผู้ใช้แอปธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้ หรือการพัฒนา National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ เพื่อให้ระบุตัวผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานธุรกรรมสำคัญๆ อย่างการเปิดบัญชีหรือการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปธนาคารได้

ซึ่งผู้บริหารที่ขึ้นให้ข้อมูลในงานนี้มี 5 ท่านดังนี้

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

วิดีโอภาพรวมวิสัยทัศน์จาก 5 ผู้บริหารของกสิกรไทย

ซึ่งเนื้อหาในงานวัน Kbank A year of i ก็มีทั้งวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และโซนซื้อของแบบไม่ใช่เงินสดให้ได้ทดลองกันด้วย สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดงานจากผู้บริหารท่านอื่นๆ ว่ากสิกรไทยในปี 2019 จะรุกตลาดอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความ “สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ” เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

IBM, Netflix ฯลฯ ร่วมกันติวเข้มฝ่าวิกฤต Digital Disruption ในงาน AIS Vision!

Published

on

AIS Digital Intelligent Nation คืองานสัมมนาที่ช่วยเสริมแกร่งให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภายภาคหน้าที่ซ้ำยังมีเซคชั่นครึ่งหลังของงานอย่าง ACADEMY for THAIS ซึ่งความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันเพราะได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำระดับโลกทั้งไทยและเทศ มาร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์ตรงถึงการก้าวผ่านวิกฤติ Digital Disrupt พร้อมเผยเคล็ดลับความคิด จนสามารถพลิกเกมชิงความได้เปรียบกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จ

Welcome Speech โดย คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม

คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลของทาง AIS ได้กล่าวเปิดช่วง ACADEMY for THAIS พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าใน 2-3 ปีมานี้คนไทยมีการพูดถึง digital disruption หรือการถูกดิจิตัลแทรกแซงมากยิ่งขึ้น ทำให้หลายบริษัทได้มองถึงการยกระดับคนไทยให้มีความเข้าใจและรับมือได้อย่างลึกซึ้ง

น้อมรับ ท้าทาย และมองหาโอกาสในยุค Digital Disruption

ดิจิทัลคือสังคมของการเปิด สังคมแห่งการแชร์

หลังจากนั้นในลำดับถัดมา คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) ประเทศไทย จำกัด ก็ได้ขึ้นเวทีมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนมุมคิดในหัวข้อ “Embracing Digital Disruption : Challenges and Opportunities” อันเป็นการนำเสนอกรณีศึกษาทั้ง 4 ที่ทาง IBM สรุปมาให้ ได้แก่

1) Dancing with Disruption เปลี่ยนแปลงการทำงานของตัวเอง หรือการยอมรับและอยู่กับมันด้วยการสร้างความสมดุลของสิ่งที่ตัวเองเป็นและกำลังจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างจากบริษัท ปตท. จำกัด ที่ใช้ Watston ปัญญาประดิษฐ์จากทาง IBM ในการทำนายการซ่อมบำรุงล่วงหน้า (predictive maintenance) ว่าเครื่องยนต์ในโรงงานมีโอกาสเสียหายหรือต้องการซ่อมบำรุงมากน้อยเพียงใด

2) Trust in the journey รับฟังผลตอบรับจากผู้ใช้งานและนำมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาทิ DHL ได้เพิ่มการขนส่งด้วยโดรนให้กับผู้ใช้งานที่ห่างไกลจากเขตเมือง

3) Orchestrating the future ทำอย่างไรถึงจะคิดถึงโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น Beam บริษัทผลิตแปรงสีฟันที่สร้างแอปในเก็บข้อมูลการแปรงฟันของลูกค้า เพื่อสร้างช่องทางให้กับทันตแพทย์และบริษัทประกันเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจของตน (เช่นหากแอปตรวจพบว่าสุขภาพฟันของผู้ใช้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก็จะได้ส่วนลดค่าประกัน เป็นต้น)

4) Innovation in motion นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อให้ธุรกิจตอบรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น Woodside ได้นำความรู้และทักษะการขุดเจาะแท่นนำมั่นกลางทะเลของพนักงานไปใส่ใน Watson ปัญญาประดิษฐ์จากทาง IBM เพื่อให้มันเรียนรู้และช่วยเหลืองานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เหตุใด Netflix ถึงสะเทือนวงการบันเทิงโลกได้!?

วิทยากรท่านถัดมาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเขาคือ Mitch Lowe ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ที่มาพร้อมหัวข้อ “How Netflix Disrupted the Entertainment World” และแม้จะไม่สามารถมาบรรยายได้กับตัว แต่เขาก็ได้ฝากบันทึกวิดีโอที่เป็นประโยชน์มาให้รับฟังกัน

บันทึกวิดีโอของ Lowe ได้อธิบายว่า Netflix คือแพลตฟอร์มที่พยายามแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ที่ในแรกเริ่มพวกเขาถือกำเนิดมาจากบริษัทเปิดให้เช่าดีวีดีที่ส่งแผ่นไปให้ถึงบ้าน ก่อนที่ในภายหลังจะเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มบริการสตรีมมิ่งวิดีโอ ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Netflix และเจ้าอื่นคือ ความเข้าใจผู้ชม ไม่ว่าจะการพยายามทำให้สามารถรับชมซีรีส์จากที่ไหนก็ได้ผ่านอุปกรณ์พกพา, มีฟีเจอร์ในการรับชมวิดีโอตอนต่อในทันที และเป็นผู้คิดค้นคอนเซปต์ของการยกซีรีส์ทั้งซีซั่นให้ผู้บริโภครับชมได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องตามติดแบบรายสัปดาห์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันคู่แข่งของทาง Netflix มีเพียงสิ่งเดียว คือ ”ความง่วง”

และในช่วงท้ายสุดนั้น Lowe ก็ได้จำแนกกุญแจสู่ความสำเร็จของ Netflix ออกมาเป็น 3 หลักด้วยกัน ได้แก่ People, Culture และ Leadership

People (บุคลากร) พวกเขาไม่ได้วัดความคุณภาพพนักงานจากความขยัน แต่ดูจากประสิทธิภาพของงานที่ออกมา, ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา หมั่นหาแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาฝีมือ และที่สำคัญต้องไม่ A***ole (แปลเอาเองละกันนะครับประโยคหลังสุด ฮ่าๆ)

Culture (วัฒนธรรมในหน่วยงาน) Netflix เป็นองค์กรที่มอบความยืดหยุ่นให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกเขาถือคติอย่างกรายๆ ว่างานที่ดีย่อมออกมาจากพนักงานที่สมบูรณ์พร้อม อาทิ การไม่จำกัดวันพักร้อนให้หยุดกี่วันก็ได้ตามใดที่งานสำเร็จ, พวกเขาไม่ได้สนใจว่าพนักงานทำงานที่ไหน หากสนแค่พวกเขาต้องทำงานจริงๆ

Leadership (สร้างความเป็นผู้นำ) ทัศนะคติคือสิ่งที่สำคัญ และองค์กรต่างๆ ควรจะปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามยุคสมัย เพราะไม่มีที่จะปลอดภัยในธุรกิจของตัวเองไปตลอดกาล (ยกตัวอย่างจาก ร้านเช่าวิดีโอ Blockbuster, แบรนด์ขายฟิล์มกล้อง Kodak ฯลฯ) ซึ่ง Netflix คำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง จะทำอย่างไรให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น

“เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน”

หลังจากที่ฟังแนวทางวิธีการจากวิทยากรคนไทยในต่างแดนและ Netflix กันไปเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงคราวของหลากผู้บริหารองค์กรของไทยมาร่วมกันนำเสนอวิธีการรับมือปรับตัว และนำเทคโนโลยีไปใช้ได้อย่างไรในหัวข้อ “เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน” ที่ได้รับเกียรติจาก คุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกรุ๊ป, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), คุณมารุต ชุ่มขุนทด CEO & Founder Class café, คุณอราคิน รักษ์จิตตาโภค Head of Service Application & Network Development, AIS โดยที่มีผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจคนดังคุณบัญชา ชุมชัยเวทย์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ความคิดเห็นจากคุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกรุ๊ป)

  • ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่งจะได้การยอมรับเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเพราะการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งวัฎจักรเทคโนโลยีพร้อมจะเข้ามาและออกในทุกอุตสาหกรรมได้ตลอดเวลา ทำให้นักธุรกิจควรมีแนวคิด 3 X คือ
    Exponential การต้องเติบโตเรียนรู้ตลอดเวลา, Exclusive ควรมีสิ่งที่มีแค่เรา และ Execution การทำให้เกิดขึ้นจริง
  • ธุรกิจต้องปรับตัวและทำความเข้าใจมากที่สุดในเรื่อง Data
  • กลุ่มคนวัย Baby boomers น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะรูปแบบและวิธีการทำงานในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปจากแบบเดิมที่พวกเขาเคยเจออย่างชัดเจน เลยอาจจะปรับตัวและเรียนรู้ได้ยาก ซึ่งอาจเกิดกรณีร้ายแรงคือถูกแทนที่ได้หากไม่ธุรกรรมต่างๆ งานพวกนี้เครื่องจะเข้ามาแทนได้ นักวิเคราะห์ก็จะสู้เครื่องไม่ได้ (Machine Learning) ซึ่งไม่มีความแอบแฝงในข้อมูลด้วย และข้อมูลสะอาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฯลฯ

ความคิดเห็นจากผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ (ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล: Depa)

  • ความรู้ความเข้าใจเรื่องดิจิทัลนั้นสำคัญมาก, ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานหลายองค์ยังตามไม่ทัน
  • ควรมีบริษัทตั้งบริษัทเอกชนเข้ามาดูแล Data ให้กับทางภาครัฐ​ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (แต่น่าเสียดายที่มีคนไม่เห็นด้วย)
  • ตอนนี้ภาครัฐบาลกำลังจัดทำ Cyber Security Law (กฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์) แต่ไทยยังขาดมาตรฐานความปลอดภัยของ Smart Device ต่างๆ ที่อุปกรณ์ IoT เก็บข้อมูลออกไป
  • ประชาชนคาดหวังกับรัฐว่าจะทำเร็วเหมือนเอกสาร ซึ่ง depa ก็ทำงานบน cloud, paperless แล้ว ต้องปรับตัวให้เร็ว

ความคิดเห็นจากคุณมารุต ชุ่มขุนทด (CEO & Founder Class café)

  • Startup มีอาวุธเป็นเทคโนโลยีและความกล้าที่จะแหวกแนวคิด แต่สิ่งที่กีดกั้นเรามากที่สุดคือแนวคิดจากคนสมัยก่อน
  • SME เป็นองค์กรที่สามารถใช้งาน Big Data ได้ดีกว่าองค์กรใหญ่ โดยยกตัวอย่างด้วย Class Cafe เอง ที่ใช้ AI Recognition (เทคโนโลยีจดจำใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์) เพื่อให้พนักงานจดจำลูกค้าได้ดีขึ้น ระบบแนะนำได้ว่าชอบกินอะไร ให้บาริสต้าเอาไปนำเสนอได้

ความคิดเห็นจากคุณอราคิน รักษ์จิตตาโภค (Head of Service Application & Network Development, AIS)

  • องค์การโทรคมนาคมต้องปรับตัวให้ทันผู้ใช้งาน เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนลูกค้าจะเดินเข้ามาหาหรือพาร์ทเนอร์จะเข้ามาที่ AIS เอง แต่กลายเป็นว่าในปัจจุบันได้ติดต่อผ่านอินเทอร์เน็ตแทน และระบบ Cloud เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้และมันรวดเร็วมาก มันทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน อาทิ
    บริการของ LINE ที่เปลี่ยนรูปแบบโปรแกรมแชท,  facebook ก็เปลี่ยนโซเชี่ยล, Grab ก็เปลี่ยนรูปแบบการใช้แท็กซี่ ฯลฯ
  • องค์กรใหญ่ๆ ต้องเรียนรู้จากการล้ม และปรับตัวให้ทัน ไม่ควรหยิ่งทะนงในจุดยืน

จริงอยู่ที่ Digital Disruption เป็นยุคอันใกล้ที่อาจจะดูน่ากลัว แต่หากเราสามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้ทันท่วงที พวกเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้ในการส่งเสริมให้แบรนด์หรือองค์กรของตนเติบใหญ่และไปในทิศทางทีดีขึ้นได้ ซึ่งทาง AIS ก็พร้อมที่จะเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือให้พวกเราอยู่รอดในยุคสมัยนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!