Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ทำไม AIS ถึงจัดสัมมนา ACADEMY for THAIS ถ้ารู้แล้วคุณจะก้าวทันโลกยิ่งกว่าเดิมแน่นอน !!

เคยรู้สึกกันไหมว่า เรื่อง digital หรือดิจิตอล มันดูห่างไกลตัวเรามาก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่แทบจะอยู่ต่อหน้าเราแล้วในทุกวันนี้ ง่าย ๆ เลยก็มือถือที่เราถือ ๆ กันอยู่นั่นแหละคือ 1 ในผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากโลกดิจิตอล และ AIS ก็เข้าใจคนไทยในเรื่องนี้ จึงได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี จนกลายมาเป็นโครงการ ACADEMY for THAIS ที่ชวนคนไทยมารู้จักโลกของดิจิตอล โดยการรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลก มาขึ้นเวทีใหญ่ยักษ์ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี พร้อมเปิดเผยเรื่องราวที่หลาย ๆ คนควรทราบก่อนที่จะสายเกินไปผ่านวิทยากรระดับโลกมากมายทั้งไทยและต่างประเทศ

 

พิธีกรงาน AIS ACADEMY for THAIS หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ แถมเขายังเป็น 1 ใน Speaker ในงานนี้อีกด้วย โดยขึ้นพูดในเรื่อง Data Privacy and Security in the meaningful business ที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

โลกในวันนี้ต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง AIS ตื่นตัวมาแล้วกว่า 3 ปี โดยเตรียมความพร้อมทุก ๆ ด้านผ่านแนวคิด Anywhere Anytime Any Device สำหรับพนักงานองค์กร อาศัยการใช้ Digital Transformation เพื่อพัฒนาสังคมไทย ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่ง AIS ตั้งใจทำเพื่อสังคมไทยให้เติบโตไปพร้อม ๆ กับ AIS และนี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความรู้ในระดับประเทศ นอกเหนือจากการพัฒนาแค่เพียงพนักงานของตัวเอง และนี่คืออีก 1 เป้าหมายของ AIS ที่ตั้งใจมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนไทยทุกคนโดยคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด มหาชน หรือ AIS

และงานนี้ได้ผนึกกำลังจาก 5 องค์กรชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

  • Advanced Info Service หรือ AIS
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน
  • Minor International ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งด้าน Digital Transformation เป็นอย่างมาก ทำให้บุคลากรสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

ซึ่งงานนี้ก็ได้มี Session ต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายด้วยกัน 4 ช่วง แบ่งเป็นช่วงเช้า 3 Session บนเวทีใหญ่และช่วงบ่าย 4 Session ซึ่งต้องเลือก 1 ใน 4 Session เพื่อเข้าร่วมในห้องสัมมนาเล็ก ทางแบไต๋ก็ขอสรุปแต่ละ Session ออกมาเป็นตัวหนังสือแบบสั้น ๆ (?) ให้ได้อ่านกันที่นี่เลยครับ

สรุป Session “Private Sector in Thailand Digital Transformation Readiness”

สัมมนาแรกว่าด้วยเรื่องความพร้อมของคนไทยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอล หรือ Digital Transformation ผ่านวิทยากร 4 ท่านและผู้ดำเนินรายการ 1 ท่านดังนี้

โดยเหล่า Speakers ก็ได้ขึ้นมาพูดคุยกันถึงการปรับตัวของคนไทยที่ต้องมีต่อการเข้ามาของการทำลายล้างทางด้านเทคโนโลยี หรือ Digital Disruption ว่า แต่ละบริษัทมีการเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง

ด้านประกันชีวิต

เริ่มต้นในฝั่งประกันชีวิต ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายโดยเฉพาะด้านพฤติกรรม เพราะมีเทคโนโลยี มี Platform มากมายเข้ามา ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Transformation ซึ่งปกติทางประกันชีวิตจะมีการเติบโตสูงถึง 3 เท่าของ GDP แต่ในวันนี้การเติบโตเริ่มหยุดชงัก แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยากที่จะเติบโตขึ้น

เพราะในยุคปัจจุบัน Digital Disruption นั้นถือได้ว่ามีทั้งโอกาสและความท้าทายมากขึ้นกว่าเดิมเกิดขึ้นมา เราจึงสามารถปรับแต่ง Business Model ให้เหมาะกับยุคปัจจุบันได้ เพราะวันนี้หลาย ๆ คนสามารถทำได้เหมือน ๆ เราแล้ว ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็อาจทำให้เราอยู่ในโลกประกันได้ยาก

ด้านการธนาคาร

ในด้านฝั่งธนาคาร ก็ได้เจอกับ Digital Disruption อย่างหนักเช่นกัน ทั้งการเข้ามาของ Online Payment ต่าง ๆ ในต่างประเทศ ทำให้เงินที่ควรจะหมุนวนในไทย เริ่มไหลออกสู่ต่างชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพวกเขาต้องมองว่าเรื่อง Digital Transformation นี้ เราจะต้องนำมันมาปรับให้เป็นจุดแข็ง เช่นพัฒนาด้านการบริการใหม่ ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม และใช้บริการได้ถูกลงหรือฟรีค่าธรรมเนียมไปเลยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน และการที่นำ A.I. มาใช้งานในด้านการตอบคำถามลูกค้าผ่าน Chat Bot ก็ช่วยให้เราสามารถนำเอาคนในองค์กรมาทำงานในส่วนอื่นแทนได้ เป็นต้น

ธุรกิจปัจจุบันคือ “Borderless”

พูดถึงด้านการทำธุรกิจในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็น Borderless หรือไร้ขอบเขตแล้ว คู่แข่งปัจจุบันของธนาคารไม่ได้อยู่ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคู่แข่งทั่วโลกที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน และอาจจะทำได้ดียิ่งกว่า พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และจุดเด่นจริง ๆ ของไทยอย่างหนึ่งคือ QR Code ที่เป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมดเป็นมาตรฐานเดียวกัน และธนาคารไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นธุรกิจการเงินเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่จะต้องตอบโจทย์ Lifestyle การใช้งานของลูกค้าได้ตลอดทั้งวัน เพื่อมอบความสะดวกสบายของลูกค้าให้ได้ดีที่สุด

เรื่อง Digital Disruption มันคือการ Connect หรือการเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน คนที่ไม่เคยเจอกัน ได้พบกันอย่างง่ายดาย รวมไปถึงข่าวสารต่าง ๆ ที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ก้าวทันโลกดิจิตอล

คน > A.I.

เราจะต้องทำงานได้มากกว่า A.I. เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ้างคน ถ้า A.I. สามารถทำงานแทนเราได้ 24/7 ไม่มีหยุดพัก แต่คนยังสามารถทำงานหลายอย่างที่ A.I. ไม่สามารถทำงานส่วนนั้นได้ จึงทำให้แรงงานคนไม่มีวันตกงาน ถ้าพวกเขามี Skills ต่าง ๆ ที่เยอะกว่าที่ A.I. สามารถทำงานได้

องค์กรจะต้องเพิ่มศักยภาพของพนักงาน เพื่อผลักดันประเทศไทย ซึ่งสมัยนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า Startup ซึ่งมีความท้าทาย ตั้งใจผลักดันตัวเองสูงมาก และถ้าพนักงานในองค์กรสามารถผลักดันตัวเองได้ในระดับนีี ก็จะสามารถผลักดันองค์กรไปสู่ระดับสากลได้ และพยายามสร้างนิสัยการเรียนรู้ให้กับคนไทย เช่นการหา Tools ต่าง ๆ หรือการจัด Training ขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนา Skills ของเขา

นอกจากการพัฒนาองค์กรตัวเองแล้ว ต้องมีการแชร์วิธีการ กระบวนการเรียนรู้ ให้กับภาครัฐฯ และภาคเอกชน เพื่อช่วยผลักดันประเทศชาติก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

Business Model ยุคใหม่คือการจับมือกับ Partner

โลกปัจจุบัน Business Model ไม่สามารถเดินคนเดียวได้ การจับมือ Partner กับบริษัทอื่นที่มี Asset ที่สามารถสร้าง Potential ให้กับบริษัทของเราทั้งภาครัฐฯ และภาคเอกชน ก็จะช่วยให้องค์กรของเราเติบโตไปได้อย่างก้าวกระโดดไปพร้อมกันกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และเราต้องมีการเตรียมใจที่ Business Model นั้นจะ failed ได้ และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต เพราะเราไม่ได้แข่งกันแค่ในระดับประเทศแล้ว แต่เป็นการแข่งขันกับองค์กรทั่วโลกที่เริ่มก้าวเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตแตกแขนงออกมามากมาย อย่าง Alibaba บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนที่มาทำ Ant Financial เผยข้อมูลว่ามีขนาดใหญ่กว่า Kbank ถึง 800 เท่า !! ถ้าทำคนเดียวยังไงก็สู้ได้ยาก

พฤติกรรมลูกค้าในยุค 4.0

ความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเพราะทุกวันนี้ลูกค้าเริ่มมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ทำให้บางครั้งไม่สามารถใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเอามาวิเคราะห์ได้ เราจึงต้องนำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์และวางแผนอย่างจริงจังเพื่อให้ outcome ออกมาดีที่สุด

สรุป Session “Building Agility with Digital Transformation”

อีก 1 Session ที่น่าสนใจจากศาสตร์ตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford University (ที่ Steve Jobs จบมา) Dr. Hau L. Lee ได้ขึ้นพูดในงานนี้ก็ได้เปิดเผยข้อมูลการวิจัยต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายเช่นเดียวกัน

 

ผลการวิจัยว่า Big Data Analysis มีผลกระทบกับ Digital Disruption มากที่สุด เพราะโลกของข้อมูลในอดีตที่เป็นเพียงการพยากรณ์หรือการสุ่มตัวอย่างนั้น ไม่สามารถเอามาวัดผลได้จริง แต่ Big Data Analysis จะสามารถวัดผลได้จริง และมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากในการนำไปใช้งาน

ในอนาคต จะมีการเติบโตทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Internet of Things เป็นอย่างมาก ซึ่งผลสำรวจคือจะเติบโตมากกว่า 7.1 ล้านล้านล้านเหรียญ (7.1 Trillion) เลยทีเดียว !!

ทุกวันนี้มีคำพูดต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นผ่าน Digital Disruption ถ้าเราไม่เข้าใจอะไรเลยก็อาจทำให้เราตกยุคได้ แต่ในเมื่อเราไม่เข้าใจมันแล้ว บางครั้งถ้าเอาความคิดนี้ไปทำเป็นเสื้อ ก็อาจจะขายได้ก็ได้นะ 🙂

เทคโนโลยีเปิดโอกาสอะไรให้กับเราได้บ้าง?

  • สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราอย่างแรกเลยคือ ข้อมูล ถ้าเรารู้ข้อมูล ก็จะรู้ว่า สิ่งนี้คืออะไร ทำอะไรได้ อยู่ที่ไหน เมื่อเทียบกับการสงคราม ฝั่งที่ชนะไม่จำเป็นต้องมีกำลังพลที่มาก แต่ต้องเป็นฝั่งที่มีข้อมูลมากที่สุดต่างหาก

  • สิ่งที่ 2 คือ Deep Intelligent ที่ไม่ใช่เพียงแค่ ปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. แต่เป็นปัญญาที่ส่งเสริมกันหรือ Augment Intelligent เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ณ วันนี้ เซียนหมากรุกอันดับ 1 – 10 ของโลก ไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เป็น A.I. ทั้งหมด ซึ่งล่าสุด A.I. อันดับ 1 ที่ว่าก็ถูกโค่นลงด้วยการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์ และ A.I. ที่ช่วยวางแผนที่ยืดหยุ่นและมีความแม่นยำกว่าลงไปได้

 

  • สิ่งที่ 3 เรื่องความเร็วของการเข้าถึงข้อมูลและการตอบสนองก็เป็นอีก 1 สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเช่น การวางจำหน่ายสินค้าทีน่าจะมีความต้องการทางด้านการตลาดสูงในช่วงเทศกาล และใช้ Key Message ในการช่วยโปรโมตก็จะทำให้เราสามารถช่วงชิงพื้นที่การขายได้เยอะมากขึ้น หรือปัจจุบันก็มี 3D Printer ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แทบทุกรูปแบบและอย่างง่ายดาย ทำให้บางครั้งสินค้าที่คิดว่าขายไม่ได้อย่างแก้วน้ำรูปโถส้วม ก็อาจจะกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับ 1 ก็ได้นะ
  • สิ่งสุดท้ายคือ การเริ่มต้นมองหา Business Model ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน ยกตัวอย่างคือ เครื่องพิมพ์ 3 มิติของ HP ที่สร้างขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าลูกค้าทั่วไปจะซื้อไปสร้างอะไรบ่อย ๆ แถมมีราคาที่สูงมากเป็นหลักแสนบาท แต่ถ้าเราจับมือกับ Partner ต่าง ๆ ที่มองเห็นการนำไปใช้งาน ก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสามารถขายได้ และมอบประโยชน์ให้กับ Partner ได้อีกด้วย

สรุปคือเรื่องของ Digital Transformation นั้นไม่ใช่ว่าจะต้องศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมองหา Potential ให้เจอว่า สิ่งนั้นจะช่วยเหลือเราได้อย่างไรบ้าง แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ก็จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สรุป Session “interviewtalk with a futurist on the future innovation human talent and conscious leadering”

อนาคตของโลกปัจจุบันที่น่าจับตามอง ถ้าเรามองเห็นมัน เราก็จะสามารถรับมือกับมันได้ ถูกขึ้นพูดโดย Mr. Rudy De Waele Futurist, Innovation Strategist

เผยว่าการทำธุรกิจยุคปัจจุบันจะต้องมีความโปร่งใส เพราะปัจจุบันผู้คนต้องการความโปร่งใสของธุรกิจนั้น ๆ ถ้าเรามีความโปร่งใส ผู้บริโภคก็จะยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าเรา ยกตัวอย่างบริษัทด้านสื่อแห่งหนึ่งที่ถูกค้นพบว่ามีการถูกซื้อข่าวลง Hate Speech ก็ทำให้คนถอนการสมัครสมาชิก เป็นต้น

ด้านการศึกษาปัจจุบันมีความล้าสมัย เพราะการเรียนคือการที่เราต้องมานั่งยัดข้อมูลลงไป แต่ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งปัจจุบันการศึกษาควรมีความยืดหยุ่น และสร้าง Passion เพื่อเปิดรับอะไรใหม่ ๆ มีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งกว่าเดิม เพราะการสำรวจ เด็กอายุ 5 ขวบในโรงเรียน 95% มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ค่อย ๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และเหลือเพียง 12% เมื่ออายุ 50 ปี ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงให้เด็กในอนาคตเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์ ดูว่าเขาชอบทำอะไร ก็ส่งเสริมให้เขาทำสิ่งนั้น

พูดถึงเรื่อง fintech ปัจจุบันมีหลาย Platform ที่มีความสามารถของธนาคารได้ รวมไปถึงอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า หรือเรื่องประกันที่สามารถซื้อผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ได้ง่าย แค่ถ่ายรูป + กรอกข้อมูลนิดหน่อยลงไป ไม่ต้องไปกรอกข้อมูลให้วุ่นวายอีกต่อไป

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เราจะสามารถทำนายการจราจรได้ ทำให้เราสามารถคำณวนเวลาเดินทางได้ หรือการตรวจสอบความผิดปกติของสานพานการผลิตได้ง่าย ๆ ผ่านเซนเซอร์ ก็ช่วยให้ และจะมีร้านค้าปลีกที่สามารถตรวจสอบต้นทางสินค้าที่จัดส่งมาได้ ทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงระบบ IoT ต่าง ๆ มากมายที่จะเข้ามาตอบโจทย์คนทั้งโลกอีกเป็นหมื่น ๆ ล้านชิ้น เพราะผู้บริโภคมีความต้องการข้อมูลความรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อมรับมือกับโลกของ Digital Disruption คือ การสร้างวิสัยทัศน์ที่รวดเร็วและตอบสนองกับโลกให้ทัน และเราควรรู้จักความเป็น Startup เพื่อให้ทีมของเรามองโลกแบบเขา รวมไปถึงอาจมีการทำโปรเจ็คร่วมกัน และการออกแบบตอนนี้จะต้องสร้างให้ตรงใจกับผู้บริโภคจริง ๆ เน้นที่คุณค่าของผู้บริโภคว่าต้องการอะไรจริง ๆ ถ้าเราเรียนรู้และสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อพวกเขาก็จะทำ

สรุป Session “Data Privacy and Security in the meaningful business” โดยหนุ่ย พงศ์สุข

ในโลกการเปลี่ยนแปลงของยุค Digital Transformation นี้ ถือได้ว่าเป็นอีก 1 สิ่งที่ทุกคนต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 1 ในพฤติกรรมหลักที่เห็นได้ชัดคือ ในด้านการใช้จ่ายจากเดิมที่เรามักจะเดินทางไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า แล้วจ่ายเงินผ่านเงินตราปกติ ก็กลายมาเป็นซื้อสินค้าผ่านออนไลน์แล้วจ่ายเงินกันผ่าน Payment ต่าง ๆ บนมือถือ เพราะมันสะดวกกว่าเยอะ!

หนุ่ย พงศ์สุข ได้เดินทางไปเยือนจีน และได้พบกับ แจ๊ค หม่า ซึ่งเขาก็ได้พูดเรื่องความท้าทายที่กำลังมาในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างสมดุลเรื่องตลาดแรงงาน และโลกของ A.I. ที่ในอนาคตจะสามารถมาแทนเราได้ สามารถทำอะไรแทนได้มากมาย แต่ถ้าเราเล็งเห็นประโยชน์ของมัน เช่นเรื่อง Chatbot ถ้าเราสามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ ก็จะช่วยทำแทนเราได้ และสร้างความสะดวกสบายให้กับเราได้มากกว่าเดิม

เรื่อง IoT หรือ Internet of Things มันคือเรื่องของ การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ทุกสิ่งอย่าง เข้ามาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีการส่งข้อมูลมารวบรวมใน Big Data และสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำการคำณวนและสร้างออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถเอามาใช้งานได้ในอนาคตเช่น Routine การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือการสั่งอาหารเมื่อหมดตู้เย็น ก็สามารถทำได้เช่นกัน !! และนอกจากนี้ IoT ยังมีความสามารถในการควบคุมผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวเช่น มือถือได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

เรื่องค้าขายยุค 4.0

ในยุคปัจจุบัน การค้าขายมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่เราจะต้องมาค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ค้นหาคำวิจารณ์ แล้วไปซื้อสินค้าผ่านหน้าช้อป ทุกวันนี้ก็กลายเป็นการค้นหาแล้วซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตไปทั้งหมด ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ให้ได้

คนไทยอ่านหนังสือน้อยลง จริงหรือ?

จริง ๆ แล้วคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือน้อยลง แต่เพราะเดี๋ยวนี้คนเรามีหลายเรื่องให้เราได้รับรู้ผ่านโซเชียล ทำให้ความจดจ่อหรือสมาธิลดลงอย่างมาก เอาง่าย ๆ (ใครอ่านถึงตรงนี้แสดงว่าคุณเป็น 1 ในกลุ่มคนที่ชอบอ่านหนังสืออย่างแน่นอน) ซึ่งมีผลทำให้รีวิวสินค้าที่ยาว ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ มีโอกาสขายของได้ยากกว่ารีวิวสั้น ๆ ผ่าน Influencer ดัง ๆ โดยมีผลสำรวจว่า กว่า 86% คนไม่ฟังโฆษณาจากแบรนด์แล้ว แต่อีก 76% เชื่อที่คนอื่นมาบอกเราในเรื่องแบรนด์นั้น ๆ แทน

เผยวิธีสร้าง Brand Loyalty

ปัจจุบันโลกของ Brand Loyalty อาจฟังดูยาก แต่ก็มีหลาย ๆ เจ้าที่ยังคงสามารถทำได้ เช่น Apple… Apple…. และ Apple (จริง ๆ มีอีกหลายแบรนด์แต่เราขอพูดถึงแบรนด์ที่คนไทยคุ้นหูที่สุด) ทำไมเขาถึงทำได้ เพราะเขามีการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อมั่นในสินค้า และการบริการที่ดีมาก ๆ มาตั้งแต่ต้น ทำให้เหล่าสาวกกล้าที่จะซื้อใช้แม้สินค้าจะมีราคาที่แพงกว่าค่ายอื่น ๆ เป็นเท่าตัว !! ซึ่งทั้งนี้ Brand Loyalty ก็ต้องสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ น่าสนใจและมีความโดดเด่นจริง ๆ จึงสามารถที่จะขายสินค้าราคาแพง(เช่นนี้)ได้

ว่าแต่… BNK48 ก็น่าจะถือว่าเป็น Brand Loyalty เหมือนกันนะ

เรื่อง 5G ไม่ไกลตัวแล้ว

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงมาก ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีตั้งแต่ความเร็ว 20 – 400 Mbps ขึ้นอยู่กับจุดรับสัญญาณ หรือจะใช้ AIS Next G ก็สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้สูงสุดที่ความเร็วกว่า 1 Gbps เลยทีเดียว แต่เรามาพูดถึงอินเตอร์เน็ต 5G นอกเหนือจากการใช้งานทั่วไปกันดีกว่า

โลกของ 5G นั้น นอกเหนือจากความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เร็วและแรงแล้ว ยังมีอีก 1 สิ่งที่เรียกกันว่า Latency หรือความหน่วงเวลาที่จะรวดเร็วและมีความเสถียรยิ่งกว่าเดิมเพียง 20 ms เท่านั้น ซึ่งเขาก็ได้คิดค้นวิธีการใช้งานต่าง ๆ เช่น การขนส่งทางรถยนต์ซึ่งแทนที่จะให้คนขับไปกับรถ ก็กลายเป็นคนนั่งอยู่ที่บริษัทแล้วเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์แล้วขับรถคันนั้นไปส่งของแทน หลังจากส่งเสร็จก็สามารถเปลี่ยนรถขับได้ทันที ไม่ต้องรอขนของให้เสร็จ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกเยอะ

นอกจากนี้ Google ก็ยังได้มีการพัฒนาเรื่องของระบบ A.I. อัจฉริยะที่จะสามารถโทรศัพท์ไปจองโต๊ะอาหาร หรือจัดการคิวงานแทนคุณได้ผ่าน Google Duplex อีกด้วย

แต่ทำไมเขาไม่ให้ A.I. ทำแทนให้หมดเลยล่ะ? ก็เพราะคนเรายังคงต้องการคนที่จะมารับผิดชอบอยู่ดี เชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้ เครื่องบินหลายสายการบิน มีระบบ Landing Take off แบบอัตโนมัติแล้ว โดยที่กับตันแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครอยากขึ้นเครื่องบินที่ไม่มีกับตันขับหรอก !?

สรุป

โลกของ Digital Transformation มีทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โลกที่ไกลตัวเราเลย ถ้าเราทำความเข้าใจกับมัน แล้วศึกษามันให้ดี risk หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็จะกลายมาเป็น Potential หรือความเป็นไปได้ที่เราสามารถควบคุมมันได้ เพื่อให้เราทุกคนสามารถก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!