Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ทำไม AIS ถึงจัดสัมมนา ACADEMY for THAIS ถ้ารู้แล้วคุณจะก้าวทันโลกยิ่งกว่าเดิมแน่นอน !!

เคยรู้สึกกันไหมว่า เรื่อง digital หรือดิจิตอล มันดูห่างไกลตัวเรามาก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่แทบจะอยู่ต่อหน้าเราแล้วในทุกวันนี้ ง่าย ๆ เลยก็มือถือที่เราถือ ๆ กันอยู่นั่นแหละคือ 1 ในผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากโลกดิจิตอล และ AIS ก็เข้าใจคนไทยในเรื่องนี้ จึงได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี จนกลายมาเป็นโครงการ ACADEMY for THAIS ที่ชวนคนไทยมารู้จักโลกของดิจิตอล โดยการรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลก มาขึ้นเวทีใหญ่ยักษ์ที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี พร้อมเปิดเผยเรื่องราวที่หลาย ๆ คนควรทราบก่อนที่จะสายเกินไปผ่านวิทยากรระดับโลกมากมายทั้งไทยและต่างประเทศ

 

พิธีกรงาน AIS ACADEMY for THAIS หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ แถมเขายังเป็น 1 ใน Speaker ในงานนี้อีกด้วย โดยขึ้นพูดในเรื่อง Data Privacy and Security in the meaningful business ที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

โลกในวันนี้ต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง AIS ตื่นตัวมาแล้วกว่า 3 ปี โดยเตรียมความพร้อมทุก ๆ ด้านผ่านแนวคิด Anywhere Anytime Any Device สำหรับพนักงานองค์กร อาศัยการใช้ Digital Transformation เพื่อพัฒนาสังคมไทย ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่ง AIS ตั้งใจทำเพื่อสังคมไทยให้เติบโตไปพร้อม ๆ กับ AIS และนี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความรู้ในระดับประเทศ นอกเหนือจากการพัฒนาแค่เพียงพนักงานของตัวเอง และนี่คืออีก 1 เป้าหมายของ AIS ที่ตั้งใจมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนไทยทุกคนโดยคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด มหาชน หรือ AIS

และงานนี้ได้ผนึกกำลังจาก 5 องค์กรชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

  • Advanced Info Service หรือ AIS
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน
  • Minor International ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งด้าน Digital Transformation เป็นอย่างมาก ทำให้บุคลากรสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

ซึ่งงานนี้ก็ได้มี Session ต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายด้วยกัน 4 ช่วง แบ่งเป็นช่วงเช้า 3 Session บนเวทีใหญ่และช่วงบ่าย 4 Session ซึ่งต้องเลือก 1 ใน 4 Session เพื่อเข้าร่วมในห้องสัมมนาเล็ก ทางแบไต๋ก็ขอสรุปแต่ละ Session ออกมาเป็นตัวหนังสือแบบสั้น ๆ (?) ให้ได้อ่านกันที่นี่เลยครับ

สรุป Session “Private Sector in Thailand Digital Transformation Readiness”

สัมมนาแรกว่าด้วยเรื่องความพร้อมของคนไทยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอล หรือ Digital Transformation ผ่านวิทยากร 4 ท่านและผู้ดำเนินรายการ 1 ท่านดังนี้

โดยเหล่า Speakers ก็ได้ขึ้นมาพูดคุยกันถึงการปรับตัวของคนไทยที่ต้องมีต่อการเข้ามาของการทำลายล้างทางด้านเทคโนโลยี หรือ Digital Disruption ว่า แต่ละบริษัทมีการเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง

ด้านประกันชีวิต

เริ่มต้นในฝั่งประกันชีวิต ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายโดยเฉพาะด้านพฤติกรรม เพราะมีเทคโนโลยี มี Platform มากมายเข้ามา ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Transformation ซึ่งปกติทางประกันชีวิตจะมีการเติบโตสูงถึง 3 เท่าของ GDP แต่ในวันนี้การเติบโตเริ่มหยุดชงัก แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยากที่จะเติบโตขึ้น

เพราะในยุคปัจจุบัน Digital Disruption นั้นถือได้ว่ามีทั้งโอกาสและความท้าทายมากขึ้นกว่าเดิมเกิดขึ้นมา เราจึงสามารถปรับแต่ง Business Model ให้เหมาะกับยุคปัจจุบันได้ เพราะวันนี้หลาย ๆ คนสามารถทำได้เหมือน ๆ เราแล้ว ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็อาจทำให้เราอยู่ในโลกประกันได้ยาก

ด้านการธนาคาร

ในด้านฝั่งธนาคาร ก็ได้เจอกับ Digital Disruption อย่างหนักเช่นกัน ทั้งการเข้ามาของ Online Payment ต่าง ๆ ในต่างประเทศ ทำให้เงินที่ควรจะหมุนวนในไทย เริ่มไหลออกสู่ต่างชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพวกเขาต้องมองว่าเรื่อง Digital Transformation นี้ เราจะต้องนำมันมาปรับให้เป็นจุดแข็ง เช่นพัฒนาด้านการบริการใหม่ ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม และใช้บริการได้ถูกลงหรือฟรีค่าธรรมเนียมไปเลยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน และการที่นำ A.I. มาใช้งานในด้านการตอบคำถามลูกค้าผ่าน Chat Bot ก็ช่วยให้เราสามารถนำเอาคนในองค์กรมาทำงานในส่วนอื่นแทนได้ เป็นต้น

ธุรกิจปัจจุบันคือ “Borderless”

พูดถึงด้านการทำธุรกิจในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็น Borderless หรือไร้ขอบเขตแล้ว คู่แข่งปัจจุบันของธนาคารไม่ได้อยู่ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคู่แข่งทั่วโลกที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน และอาจจะทำได้ดียิ่งกว่า พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และจุดเด่นจริง ๆ ของไทยอย่างหนึ่งคือ QR Code ที่เป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมดเป็นมาตรฐานเดียวกัน และธนาคารไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นธุรกิจการเงินเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่จะต้องตอบโจทย์ Lifestyle การใช้งานของลูกค้าได้ตลอดทั้งวัน เพื่อมอบความสะดวกสบายของลูกค้าให้ได้ดีที่สุด

เรื่อง Digital Disruption มันคือการ Connect หรือการเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน คนที่ไม่เคยเจอกัน ได้พบกันอย่างง่ายดาย รวมไปถึงข่าวสารต่าง ๆ ที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ก้าวทันโลกดิจิตอล

คน > A.I.

เราจะต้องทำงานได้มากกว่า A.I. เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ้างคน ถ้า A.I. สามารถทำงานแทนเราได้ 24/7 ไม่มีหยุดพัก แต่คนยังสามารถทำงานหลายอย่างที่ A.I. ไม่สามารถทำงานส่วนนั้นได้ จึงทำให้แรงงานคนไม่มีวันตกงาน ถ้าพวกเขามี Skills ต่าง ๆ ที่เยอะกว่าที่ A.I. สามารถทำงานได้

องค์กรจะต้องเพิ่มศักยภาพของพนักงาน เพื่อผลักดันประเทศไทย ซึ่งสมัยนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า Startup ซึ่งมีความท้าทาย ตั้งใจผลักดันตัวเองสูงมาก และถ้าพนักงานในองค์กรสามารถผลักดันตัวเองได้ในระดับนีี ก็จะสามารถผลักดันองค์กรไปสู่ระดับสากลได้ และพยายามสร้างนิสัยการเรียนรู้ให้กับคนไทย เช่นการหา Tools ต่าง ๆ หรือการจัด Training ขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนา Skills ของเขา

นอกจากการพัฒนาองค์กรตัวเองแล้ว ต้องมีการแชร์วิธีการ กระบวนการเรียนรู้ ให้กับภาครัฐฯ และภาคเอกชน เพื่อช่วยผลักดันประเทศชาติก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

Business Model ยุคใหม่คือการจับมือกับ Partner

โลกปัจจุบัน Business Model ไม่สามารถเดินคนเดียวได้ การจับมือ Partner กับบริษัทอื่นที่มี Asset ที่สามารถสร้าง Potential ให้กับบริษัทของเราทั้งภาครัฐฯ และภาคเอกชน ก็จะช่วยให้องค์กรของเราเติบโตไปได้อย่างก้าวกระโดดไปพร้อมกันกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และเราต้องมีการเตรียมใจที่ Business Model นั้นจะ failed ได้ และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต เพราะเราไม่ได้แข่งกันแค่ในระดับประเทศแล้ว แต่เป็นการแข่งขันกับองค์กรทั่วโลกที่เริ่มก้าวเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตแตกแขนงออกมามากมาย อย่าง Alibaba บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนที่มาทำ Ant Financial เผยข้อมูลว่ามีขนาดใหญ่กว่า Kbank ถึง 800 เท่า !! ถ้าทำคนเดียวยังไงก็สู้ได้ยาก

พฤติกรรมลูกค้าในยุค 4.0

ความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเพราะทุกวันนี้ลูกค้าเริ่มมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ทำให้บางครั้งไม่สามารถใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเอามาวิเคราะห์ได้ เราจึงต้องนำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์และวางแผนอย่างจริงจังเพื่อให้ outcome ออกมาดีที่สุด

สรุป Session “Building Agility with Digital Transformation”

อีก 1 Session ที่น่าสนใจจากศาสตร์ตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford University (ที่ Steve Jobs จบมา) Dr. Hau L. Lee ได้ขึ้นพูดในงานนี้ก็ได้เปิดเผยข้อมูลการวิจัยต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายเช่นเดียวกัน

 

ผลการวิจัยว่า Big Data Analysis มีผลกระทบกับ Digital Disruption มากที่สุด เพราะโลกของข้อมูลในอดีตที่เป็นเพียงการพยากรณ์หรือการสุ่มตัวอย่างนั้น ไม่สามารถเอามาวัดผลได้จริง แต่ Big Data Analysis จะสามารถวัดผลได้จริง และมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากในการนำไปใช้งาน

ในอนาคต จะมีการเติบโตทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Internet of Things เป็นอย่างมาก ซึ่งผลสำรวจคือจะเติบโตมากกว่า 7.1 ล้านล้านล้านเหรียญ (7.1 Trillion) เลยทีเดียว !!

ทุกวันนี้มีคำพูดต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นผ่าน Digital Disruption ถ้าเราไม่เข้าใจอะไรเลยก็อาจทำให้เราตกยุคได้ แต่ในเมื่อเราไม่เข้าใจมันแล้ว บางครั้งถ้าเอาความคิดนี้ไปทำเป็นเสื้อ ก็อาจจะขายได้ก็ได้นะ 🙂

เทคโนโลยีเปิดโอกาสอะไรให้กับเราได้บ้าง?

  • สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราอย่างแรกเลยคือ ข้อมูล ถ้าเรารู้ข้อมูล ก็จะรู้ว่า สิ่งนี้คืออะไร ทำอะไรได้ อยู่ที่ไหน เมื่อเทียบกับการสงคราม ฝั่งที่ชนะไม่จำเป็นต้องมีกำลังพลที่มาก แต่ต้องเป็นฝั่งที่มีข้อมูลมากที่สุดต่างหาก

  • สิ่งที่ 2 คือ Deep Intelligent ที่ไม่ใช่เพียงแค่ ปัญญาประดิษฐ์หรือ A.I. แต่เป็นปัญญาที่ส่งเสริมกันหรือ Augment Intelligent เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ณ วันนี้ เซียนหมากรุกอันดับ 1 – 10 ของโลก ไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เป็น A.I. ทั้งหมด ซึ่งล่าสุด A.I. อันดับ 1 ที่ว่าก็ถูกโค่นลงด้วยการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์ และ A.I. ที่ช่วยวางแผนที่ยืดหยุ่นและมีความแม่นยำกว่าลงไปได้

 

  • สิ่งที่ 3 เรื่องความเร็วของการเข้าถึงข้อมูลและการตอบสนองก็เป็นอีก 1 สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเช่น การวางจำหน่ายสินค้าทีน่าจะมีความต้องการทางด้านการตลาดสูงในช่วงเทศกาล และใช้ Key Message ในการช่วยโปรโมตก็จะทำให้เราสามารถช่วงชิงพื้นที่การขายได้เยอะมากขึ้น หรือปัจจุบันก็มี 3D Printer ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แทบทุกรูปแบบและอย่างง่ายดาย ทำให้บางครั้งสินค้าที่คิดว่าขายไม่ได้อย่างแก้วน้ำรูปโถส้วม ก็อาจจะกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับ 1 ก็ได้นะ
  • สิ่งสุดท้ายคือ การเริ่มต้นมองหา Business Model ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน ยกตัวอย่างคือ เครื่องพิมพ์ 3 มิติของ HP ที่สร้างขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าลูกค้าทั่วไปจะซื้อไปสร้างอะไรบ่อย ๆ แถมมีราคาที่สูงมากเป็นหลักแสนบาท แต่ถ้าเราจับมือกับ Partner ต่าง ๆ ที่มองเห็นการนำไปใช้งาน ก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสามารถขายได้ และมอบประโยชน์ให้กับ Partner ได้อีกด้วย

สรุปคือเรื่องของ Digital Transformation นั้นไม่ใช่ว่าจะต้องศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมองหา Potential ให้เจอว่า สิ่งนั้นจะช่วยเหลือเราได้อย่างไรบ้าง แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ก็จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สรุป Session “interviewtalk with a futurist on the future innovation human talent and conscious leadering”

อนาคตของโลกปัจจุบันที่น่าจับตามอง ถ้าเรามองเห็นมัน เราก็จะสามารถรับมือกับมันได้ ถูกขึ้นพูดโดย Mr. Rudy De Waele Futurist, Innovation Strategist

เผยว่าการทำธุรกิจยุคปัจจุบันจะต้องมีความโปร่งใส เพราะปัจจุบันผู้คนต้องการความโปร่งใสของธุรกิจนั้น ๆ ถ้าเรามีความโปร่งใส ผู้บริโภคก็จะยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าเรา ยกตัวอย่างบริษัทด้านสื่อแห่งหนึ่งที่ถูกค้นพบว่ามีการถูกซื้อข่าวลง Hate Speech ก็ทำให้คนถอนการสมัครสมาชิก เป็นต้น

ด้านการศึกษาปัจจุบันมีความล้าสมัย เพราะการเรียนคือการที่เราต้องมานั่งยัดข้อมูลลงไป แต่ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งปัจจุบันการศึกษาควรมีความยืดหยุ่น และสร้าง Passion เพื่อเปิดรับอะไรใหม่ ๆ มีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งกว่าเดิม เพราะการสำรวจ เด็กอายุ 5 ขวบในโรงเรียน 95% มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ค่อย ๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และเหลือเพียง 12% เมื่ออายุ 50 ปี ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงให้เด็กในอนาคตเติบโตด้านความคิดสร้างสรรค์ ดูว่าเขาชอบทำอะไร ก็ส่งเสริมให้เขาทำสิ่งนั้น

พูดถึงเรื่อง fintech ปัจจุบันมีหลาย Platform ที่มีความสามารถของธนาคารได้ รวมไปถึงอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า หรือเรื่องประกันที่สามารถซื้อผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ได้ง่าย แค่ถ่ายรูป + กรอกข้อมูลนิดหน่อยลงไป ไม่ต้องไปกรอกข้อมูลให้วุ่นวายอีกต่อไป

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เราจะสามารถทำนายการจราจรได้ ทำให้เราสามารถคำณวนเวลาเดินทางได้ หรือการตรวจสอบความผิดปกติของสานพานการผลิตได้ง่าย ๆ ผ่านเซนเซอร์ ก็ช่วยให้ และจะมีร้านค้าปลีกที่สามารถตรวจสอบต้นทางสินค้าที่จัดส่งมาได้ ทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงระบบ IoT ต่าง ๆ มากมายที่จะเข้ามาตอบโจทย์คนทั้งโลกอีกเป็นหมื่น ๆ ล้านชิ้น เพราะผู้บริโภคมีความต้องการข้อมูลความรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อมรับมือกับโลกของ Digital Disruption คือ การสร้างวิสัยทัศน์ที่รวดเร็วและตอบสนองกับโลกให้ทัน และเราควรรู้จักความเป็น Startup เพื่อให้ทีมของเรามองโลกแบบเขา รวมไปถึงอาจมีการทำโปรเจ็คร่วมกัน และการออกแบบตอนนี้จะต้องสร้างให้ตรงใจกับผู้บริโภคจริง ๆ เน้นที่คุณค่าของผู้บริโภคว่าต้องการอะไรจริง ๆ ถ้าเราเรียนรู้และสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อพวกเขาก็จะทำ

สรุป Session “Data Privacy and Security in the meaningful business” โดยหนุ่ย พงศ์สุข

ในโลกการเปลี่ยนแปลงของยุค Digital Transformation นี้ ถือได้ว่าเป็นอีก 1 สิ่งที่ทุกคนต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 1 ในพฤติกรรมหลักที่เห็นได้ชัดคือ ในด้านการใช้จ่ายจากเดิมที่เรามักจะเดินทางไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า แล้วจ่ายเงินผ่านเงินตราปกติ ก็กลายมาเป็นซื้อสินค้าผ่านออนไลน์แล้วจ่ายเงินกันผ่าน Payment ต่าง ๆ บนมือถือ เพราะมันสะดวกกว่าเยอะ!

หนุ่ย พงศ์สุข ได้เดินทางไปเยือนจีน และได้พบกับ แจ๊ค หม่า ซึ่งเขาก็ได้พูดเรื่องความท้าทายที่กำลังมาในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างสมดุลเรื่องตลาดแรงงาน และโลกของ A.I. ที่ในอนาคตจะสามารถมาแทนเราได้ สามารถทำอะไรแทนได้มากมาย แต่ถ้าเราเล็งเห็นประโยชน์ของมัน เช่นเรื่อง Chatbot ถ้าเราสามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ ก็จะช่วยทำแทนเราได้ และสร้างความสะดวกสบายให้กับเราได้มากกว่าเดิม

เรื่อง IoT หรือ Internet of Things มันคือเรื่องของ การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ทุกสิ่งอย่าง เข้ามาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีการส่งข้อมูลมารวบรวมใน Big Data และสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำการคำณวนและสร้างออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถเอามาใช้งานได้ในอนาคตเช่น Routine การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือการสั่งอาหารเมื่อหมดตู้เย็น ก็สามารถทำได้เช่นกัน !! และนอกจากนี้ IoT ยังมีความสามารถในการควบคุมผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวเช่น มือถือได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

เรื่องค้าขายยุค 4.0

ในยุคปัจจุบัน การค้าขายมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่เราจะต้องมาค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ค้นหาคำวิจารณ์ แล้วไปซื้อสินค้าผ่านหน้าช้อป ทุกวันนี้ก็กลายเป็นการค้นหาแล้วซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตไปทั้งหมด ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ให้ได้

คนไทยอ่านหนังสือน้อยลง จริงหรือ?

จริง ๆ แล้วคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือน้อยลง แต่เพราะเดี๋ยวนี้คนเรามีหลายเรื่องให้เราได้รับรู้ผ่านโซเชียล ทำให้ความจดจ่อหรือสมาธิลดลงอย่างมาก เอาง่าย ๆ (ใครอ่านถึงตรงนี้แสดงว่าคุณเป็น 1 ในกลุ่มคนที่ชอบอ่านหนังสืออย่างแน่นอน) ซึ่งมีผลทำให้รีวิวสินค้าที่ยาว ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ มีโอกาสขายของได้ยากกว่ารีวิวสั้น ๆ ผ่าน Influencer ดัง ๆ โดยมีผลสำรวจว่า กว่า 86% คนไม่ฟังโฆษณาจากแบรนด์แล้ว แต่อีก 76% เชื่อที่คนอื่นมาบอกเราในเรื่องแบรนด์นั้น ๆ แทน

เผยวิธีสร้าง Brand Loyalty

ปัจจุบันโลกของ Brand Loyalty อาจฟังดูยาก แต่ก็มีหลาย ๆ เจ้าที่ยังคงสามารถทำได้ เช่น Apple… Apple…. และ Apple (จริง ๆ มีอีกหลายแบรนด์แต่เราขอพูดถึงแบรนด์ที่คนไทยคุ้นหูที่สุด) ทำไมเขาถึงทำได้ เพราะเขามีการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อมั่นในสินค้า และการบริการที่ดีมาก ๆ มาตั้งแต่ต้น ทำให้เหล่าสาวกกล้าที่จะซื้อใช้แม้สินค้าจะมีราคาที่แพงกว่าค่ายอื่น ๆ เป็นเท่าตัว !! ซึ่งทั้งนี้ Brand Loyalty ก็ต้องสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ น่าสนใจและมีความโดดเด่นจริง ๆ จึงสามารถที่จะขายสินค้าราคาแพง(เช่นนี้)ได้

ว่าแต่… BNK48 ก็น่าจะถือว่าเป็น Brand Loyalty เหมือนกันนะ

เรื่อง 5G ไม่ไกลตัวแล้ว

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงมาก ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีตั้งแต่ความเร็ว 20 – 400 Mbps ขึ้นอยู่กับจุดรับสัญญาณ หรือจะใช้ AIS Next G ก็สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้สูงสุดที่ความเร็วกว่า 1 Gbps เลยทีเดียว แต่เรามาพูดถึงอินเตอร์เน็ต 5G นอกเหนือจากการใช้งานทั่วไปกันดีกว่า

โลกของ 5G นั้น นอกเหนือจากความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เร็วและแรงแล้ว ยังมีอีก 1 สิ่งที่เรียกกันว่า Latency หรือความหน่วงเวลาที่จะรวดเร็วและมีความเสถียรยิ่งกว่าเดิมเพียง 20 ms เท่านั้น ซึ่งเขาก็ได้คิดค้นวิธีการใช้งานต่าง ๆ เช่น การขนส่งทางรถยนต์ซึ่งแทนที่จะให้คนขับไปกับรถ ก็กลายเป็นคนนั่งอยู่ที่บริษัทแล้วเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์แล้วขับรถคันนั้นไปส่งของแทน หลังจากส่งเสร็จก็สามารถเปลี่ยนรถขับได้ทันที ไม่ต้องรอขนของให้เสร็จ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกเยอะ

นอกจากนี้ Google ก็ยังได้มีการพัฒนาเรื่องของระบบ A.I. อัจฉริยะที่จะสามารถโทรศัพท์ไปจองโต๊ะอาหาร หรือจัดการคิวงานแทนคุณได้ผ่าน Google Duplex อีกด้วย

แต่ทำไมเขาไม่ให้ A.I. ทำแทนให้หมดเลยล่ะ? ก็เพราะคนเรายังคงต้องการคนที่จะมารับผิดชอบอยู่ดี เชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้ เครื่องบินหลายสายการบิน มีระบบ Landing Take off แบบอัตโนมัติแล้ว โดยที่กับตันแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครอยากขึ้นเครื่องบินที่ไม่มีกับตันขับหรอก !?

สรุป

โลกของ Digital Transformation มีทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โลกที่ไกลตัวเราเลย ถ้าเราทำความเข้าใจกับมัน แล้วศึกษามันให้ดี risk หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็จะกลายมาเป็น Potential หรือความเป็นไปได้ที่เราสามารถควบคุมมันได้ เพื่อให้เราทุกคนสามารถก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ทีวียุคนี้ต้องอัจฉริยะ! มาดูกันว่า LG ThinQ AI TV ทำอะไรได้บ้างเมื่อสั่งงานผ่าน Magic Remote

Published

on

ตอนนี้เทรนด์เรื่องการสั่งงานด้วยเสียงกำลังมาแรงนะครับ โดยเฉพาะการใช้งานในบ้าน ซึ่งทีวีก็เหมือนเป็นศูนย์กลางของบ้าน ทีวียุคใหม่ก็ต้องสั่งงานด้วยเสียงได้สิ เรื่องนี้ LG ก็ไม่น้อยหน้าใครด้วยเทคโนโลยี LG ThinQ AI ที่ทำให้สั่งงานทีวีด้วยเสียงได้ ด้วยคอนเซ็ปต์ Listen. Think. Answer. โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานทีวีเพียงกดปุ่ม Voice บน Magic Remote เมจิกรีโมทแล้วพูดด้วยเสียงของคุณ ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) จะตีความหมายของเสียงที่เข้ามาแล้วทำงานทันที โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งเฉพาะ แต่ใช้ประโยคที่พูดทั่วไปได้เลย เพียงแค่พูดคุยกับ LG ThinQ AI ผ่านเมจิกรีโมท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ซึ่งสิ่งที่ LG ThinQ AI TV สามารถทำได้ก็เช่น

  • การเช็คสภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน “What is the weather today?”
  • สั่งปิดทีวีหลังรายการที่ดูจบลง “Turn off TV after this program ends”
  • สามารถค้นหาคลิปเพลงที่น่าสนใจใน Youtube “เพลงฮิต”
  • สั่ง “Screen off” ทีวีก็ยังเล่นเพลงต่อเนื่องขณะที่จอทีวีดับลงได้
  • อีกทั้งยังให้ทีวีจะเปลี่ยนช่อง Input ปัจจุบันเป็นช่องต่อที่เชื่อมกับเครื่องเล่นเกมก็สั่งว่า “Launch Game Console” เพียงเท่านี้ทีวีก็จะตอบสนองคำสั่งที่เราต้องการทันที

และแอลจีได้ปรับปรุง LG ThinQ AI ให้รองรับการทำงานกับภาษาไทยมากขึ้น ผู้ใช้สามารถใช้คำค้นหาที่ซับซ้อนกว่าการป้อนคำค้นหาโดยตรง เช่น ขอคำแนะนำว่าจะดู/ฟังอะไรดี หรือถามว่า “ใครฆ่าประเสริฐ” โดย LG ThinQ AI จะแสดงผลคลิปที่อยู่ในกระแสขณะนั้นจากยูทูป หรือคลิปจากละครที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ใครฆ่าประเสริฐ” ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้คำสั่งแบบตรงตัว

ทีวีรุ่นที่รองรับ LG ThinQ AI

รุ่นทีวีที่รองรับ LG ThinQ AI มีหลากหลายรุ่นทั้งจอ Full HD, UHD และ OLED TV ที่สามารถใช้งานเมจิกรีโมทได้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15,990 ถึง 599,990 บาท ได้แก่รุ่น OLED77W8, OLED65E8, OLED65C8, OLED55C8, OLED65B8, OLED55B8, 65SK9500, 65SK8500, 55SK8500, 75SK8000, 65SK8000, 55SK8000, 55UK7500, 49UK7500, 86UK6500, 75UK6500, 70UK6540, 65UK6540, 55UK6500, 50UK6500, 55UK6320, 49UK6320, 43UK6320 และรุ่นทีวีที่ต้องซื้อเมจิกรีโมทเพิ่มเติมได้แก่ 65UK6330, 55UK6300, 50UK6300, 49UK6300, 43UK6300, 60UK6200, 49UK6200, 43UK6200, 49LK5700, 43LK5700

ซึ่งทุกรุ่นสามารถใช้งาน ThinQ AI ได้เหมือนกัน แตกต่างกันที่ความเร็วในการตอบสนองแต่ละคำสั่ง ชิปประมวลผลใน OLED TV จะทำงานได้เร็วกว่า Full HD ครับ รายละเอียดเพิ่มเติม lg.com/th/ThinQAI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Mobile Gamer นักเล่นเกมบนมือถือถึงควรเลือกใช้ Huawei Mate 20 X

Published

on

(Advertorial)

ในบรรดาสมาร์ทโฟนตัวตระกูล Huawei Mate 20 Series ที่วางขายทั่วไป 3 ตัวคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro และ Huawei Mate 20 X เราบอกได้เลยว่า Mate 20 X คือสมาร์ทโฟนที่เหมาะในการเล่นเกมมากที่สุดในตระกูล ถ้าใครเป็นคนใช้สมาร์ทโฟนสายเกมเมอร์ (และต้องการมือถือที่ถ่ายภาพสวยด้วย) นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมสมาร์ทโฟนตัวนี้ถึงเล่นเกมได้ดีจัง

1. ใช้ Kirin 980 ชิปตัวท็อปของหัวเว่ยพร้อม Huawei Cooling System

Kirin 980 เป็นชิปแถวหน้าของโลก Android ในตอนนี้นะครับ ซึ่ง Huawei เป็นแค่ 1 ในสามบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนที่ออกแบบชิปใช้เอง ทำให้ Kirin 980 ถูกออกแบบจากความต้องการของ EMUI และการใช้งานอื่นๆ ที่หัวเว่ยต้องการนำเสนอกับผู้ใช้ ซึ่งพื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อน คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 Kirin 980 ของ Huawei Mate 20 X ได้คะแนน Multi-core ไป 9923 คะแนน จัดว่าสูงเลยทีเดียว

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

ส่วนคะแนนกราฟิก 3 มิติจาก 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ไปราว 4,300 คะแนน

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังสามารถเปิด Performance Mode ภายใน Settings ของเครื่อง (อยู่ในหน้า Battery) เพื่อเร่งประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องได้ด้วย ซึ่งโหมดนี้อาจจะเล่นเกมได้สั้นลงหน่อยเพราะใช้แบตเตอรี่มากขึ้น แต่แบต 5,000 mAh ของ Mate 20 X ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องนี้มากนักนะครับ

ที่ต้องพูดถึงเลยคือ Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง ซึ่งเราก็เทสกับหลายเกมหนักๆ เช่น Shadowgun Legends, Asphalt 9, ROV หรือ Contra: Return แบบต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่มีอาการภาพหน่วงให้เห็น เล่นเกมขึ้น 60 fps ได้สบายๆ เริ่มต้นเล่นเกมลื่นยังไง ก็เล่นลื่นไปอย่างนั้นตลอดเวลา ฟินมาก จะเล่นเกมไป แคสเกมออกโลกออนไลน์ก็ยังไหว เครื่องไม่ร้อนมาก ซึ่งอนาคตหัวเว่ยน่าจะปรับปรุงซอฟต์แวร์ร่วมกับผู้พัฒนาเกมต่างๆ เพื่อให้รองรับประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีต่อไปครับ

2. หน้าจอใหญ่ สบายตา ออกแบบเครื่องมาให้เหมาะกับการเล่นเกม

หน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก เพราะรองรับการแสดงภาพแบบ HDR ด้วย ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

แต่หน้าจอใหญ่ขนาดนี้จะมีปัญหาในการพกพาไหม ตอนเราเห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

อีกเรื่องที่น่าพูดถึงสำหรับนักเล่นเกมคือการออกแบบเครื่อง จุดเด่นของ Huawei Mate 20 X คือมีลำโพงสเตอริโอจริงๆ อยู่ขอบบนและขอบล่างของเครื่อง ซึ่งเป็นลำโพงที่ให้เสียงดังและดีที่สุดในตระกูล Mate 20 Series เวลาเล่นเกมนี่แยกซ้าย-ขวาสบายๆ เล่นเกมแล้วเสียงดังกังวาลจนตกใจว่ามือถือให้เสียงเล่นเกมดีขนาดนี้เชียว แล้วเมื่อถือเครื่องแนวนอนเจ้าลำโพงคู่นี้จะหลบฝ่ามือที่จับเครื่องอยู่พอดี (ถ้าไม่หลบฝ่ามือก็พลิกเครื่องขึ้นอีกทางหนึ่งนะครับ 555) ส่วนปุ่มปิดจอ เร่งเสียงก็จะไปอยู่ด้านล่างเครื่องถ้าจับแบบนี้ ก็ทำให้มือไม่ไปโดนปุ่มง่ายๆ ดีครับ

3. แบตเตอรี่ เรื่องสำคัญยิ่งยวดของเกมเมอร์

หัวชาร์จ SuperCharge

จะเล่นเกมต่อเนื่องได้นานๆ แบตเตอรี่ก็ต้องทนจริงไหมครับ Huawei Mate 20 X ให้แบตเตอรี่ในเครื่องมา 5,000 mAh ก็มากที่สุดในตระกูล Mate 20 แล้วแหละ ซึ่งเราเทส Huawei Mate 20 X ทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม ถ้าคุณใช้ Mate 20 X แบบใช้งานทั่วไป เปิดเฟซ เปิดไลน์ เล่นเกมบ้าง ไม่ได้เล่นยาวนานเป็นชั่วโมงๆ Mate 20 X ไม่เคยแบตหมดในระหว่างวันให้เราเห็นเลย คนอื่นเค้าพก Powerbank กัน แต่พกแค่โทรศัพท์นี่แหละพอแล้ว ส่วนถ้าใช้เล่นเกมยาวๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้จนจบวันนะครับ อย่างเอาไปเปิดบอทในเกม Ragnorok M สองชั่วโมงแบตลดไปสิบกว่าเปอร์เซนต์ ยกเว้นวันที่เล่นเกมนานจริงๆ ซึ่งถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายเล่นเกมหนัก ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง เราก็แนะนำให้พกหัวชาร์จ SuperCharge ที่ได้มากับเครื่องติดไปด้วยนะครับ

แม้ว่า Huawei Mate 20 X จะไม่ได้มาพร้อม SuperCharge ระดับ 40 W เหมือนตัวพี่ Huawei Mate 20 Pro ที่ชาร์จด้วยสปีดเร็วกว่านรก แต่หัว SuperCharge มาตรฐาน กำลัง 22.5 W ก็เร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไปมากแล้วครับ ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมง ก็สามารถใช้งานเครื่องต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง แต่ถ้าลืมเอาหัว SuperCharge ไป ก็สามารถใช้หัวชาร์จ USB-PD หรือหัว Quick Charge เพื่อชาร์จไฟเครื่องด้วยกำลัง 9v 2a หรือ 18 w ได้ครับ ซึ่งก็ชาร์จได้เร็วใช้ได้เหมือนกัน ก็ถือว่า Huawei Mate 20 X สามารถรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟได้หลายรูปแบบ

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Huawei Mate 20 X เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเล่นเกมตอนนี้นะครับ ด้วยราคาเปิดตัวไม่แรงมากที่ 28,990 บาท พร้อม Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB ซึ่งก็เกินพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบันครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เจาะประเด็น 5G กับ AIS ครั้งแรกของไทย พร้อมเปิดทดสอบ “5G” ก่อนใคร 22 พ.ย. นี้ ที่ AIS D.C.

Published

on

5G จะมาเมื่อไหร่?, ตอนนี้เน็ต 4G ก็เร็วมากแล้ว แล้ว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรอีก?

หลากคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจผู้ใช้เกี่ยวกับเรื่อง 5G เทคโนโลยีการเชื่อมต่อยุคใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทน 4G เร็วๆ นี้ เพื่อเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับ 4G, 5G ให้ถึงแก่น แบไต๋ได้พูดคุยกับ คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส ถึงเรื่องวุ่นๆ ของ 4G และ 5G เพื่อเรียบเรียงให้อ่านกันครับ

ว่าด้วยเรื่อง AIS-T ก่อน มันคือ 4G ใช่ไหม?

ช่วงตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการ AIS อาจแปลกใจว่าบางครั้งเครือข่ายที่โทรศัพท์ตัวเองจับได้นั้นไม่ได้ขึ้นชื่อ AIS แต่ขึ้นเป็น AIS-T ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง AIS กับ TOT เพื่อใช้คลื่น 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) มาให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนถามกันเยอะว่าขึ้น AIS-T แล้วสัญญาณแรงเท่าสัญญาณที่เป็น AIS ไหม? จับได้แค่ 3G ไหม?

 

ซึ่งคุณวสิษฐ์ให้ข้อมูลว่า AIS-T ให้ความแรงสัญญาณเท่ากับ สัญญาณที่เป็น AIS แน่นอน เนื่องจาก AIS-T ก็คือ การที่ AIS นำคลื่น 2100MHz(TOT) มากระจายสัญญาณอยู่บนเสาสัญญาณเดิมของ AIS ที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ต้องกังวล เรื่องสัญญาณว่าจะแรงไม่เท่ากัน

และวันนี้ AIS ได้มีการปรับคลื่น 2100 MHz (TOT) จากการให้บริการ 3G อย่างเดียว จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) เปลี่ยนมาเป็น 4G จำนวน 20 MHz (10 MHz x 2) และ 3G จำนวน 10 MHz (5 MHz x 2) โดยดูจากพื้นที่การให้บริการ ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 3G อยู่เยอะ ก็จะเก็บ 2100 MHz (TOT) ไว้ใช้สำหรับ 3G ก่อน ยังไม่ได้ทำ 4G ต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน แต่ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 4G อยู่เยอะ เช่นในเมือง ส่วนใหญ่ก็ถูกปรับให้เป็น 4G แล้ว

ทำให้ตอนนี้ AIS เป็นค่ายที่มีคลื่นให้บริการ 4G มากที่สุด มีคลื่นใช้งาน 4G (900MHz+1800MHz+2100MHz) ถึง 100 MHz (50 MHz x 2) เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20 MHz ซึ่งจะทำให้ความเร็วโดยรวมเพิ่มขึ้น 20-30% และรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นอีกราว 25%

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยเติบโตขึ้นมาก AIS ก็ปรับปรุงเครือข่ายตลอด ตอนนี้ AIS เป็นผู้นำเรื่องคลื่นในไทย มีมากกว่าทุกเจ้า

ว่าด้วยเรื่อง 5G บ้าง มันดีกว่า 4G อย่างไร?

คุณวสิษฐ์เล่าเรื่อง 5G ให้เราฟังว่า การออกแบบมาตรฐาน 5G นี้คำนึงถึง 3 แกนที่จะต้องดีกว่า 4G คือ

3 แกนที่ปลาย 3 มุมของ 5G

  1. ความเร็วที่สูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Massive MIMO ซึ่งปัจจุบัน AIS ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีความเร็วสูง 4G Massive MIMO 32T 32R อยู่แล้วเพื่อรองรับการใช้บริการความเร็วสูงและผู้ใช้จำนวนมาก
  2. Low Latency เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญเลยที่การเชื่อมต่อระหว่างกันจะต้องไม่แลค มีความหน่วงระหว่างต้นทางกับปลายทางน้อยลง ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับงานที่ต้องเชื่อมต่อตลอดเวลา ซึ่ง AIS ก็ปรับปรุงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แม้จะยังอยู่ในยุค 4G ก็เถอะ ซึ่งลูกค้าจะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เมื่อมี Latency ลดลงด้วย เช่นถ้า Latency ลดลง 10 ms ประสิทธิภาพ Thoughput จะเพิ่มขึ้นถึง 20-30%
    1. เรื่องที่ใกล้ตัวหน่อยก็การเล่นเกมที่จะทำได้ลื่นไหลขึ้น โดนยิงหัวโดยไม่รู้ตัวน้อยลง
    2. ถ้ายกตัวอย่างงานสเกลใหญ่ๆ อย่างการควบคุมระบบขนส่งมวลชนที่ทุกเสี้ยววินาทีก็สำคัญต่อความปลอดภัย เมื่อสั่งหยุดรถไฟก็ต้องหยุดได้ทันที
    3. หรืองานอันตรายเช่นการควบคุมหุ่นยนต์กู้ภัย หรือการควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ระบบต้องทำงาน Real-time จากระยะไกลจริงๆ ซึ่งก็จะเป็นจริงได้ในยุค 5G
  3. รองรับ machine type communication (mMTC) หรือการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเมื่อเครือข่าย 5G รองรับ MTC เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ทำให้เก็บข้อมูลจาก IoT ได้เยอะขึ้น เพราะเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกันมากขึ้น (พูดแบบกีกๆ คือรองรับ Endpoint สูงขึ้น) ซึ่ง NB-IoT และ eMTC ที่ AIS ลงทุนพัฒนาอยู่ตอนนี้ก็สามารถเข้าสู่ระบบ 5G ได้ทันทีเมื่อเริ่มใช้

คุณวสิษฐ์ย้ำว่าแม้ 5G จะยังไม่ได้เริ่มให้บริการจริงๆ แต่ผู้ใช้ก็สามารถใช้เทคโนโลยีส่วนหนึ่งของ 5G ได้บนเครือข่าย 4.5G ของ AIS ได้ในตอนนี้เลย และเมื่อ 5G มาถึงจริงๆ ก็จะยิ่งดีกว่านี้อีก

5G ต้องใช้คลื่นอะไรในการให้บริการ?

(คนกลาง ยืดกอดอก) วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

คุณวสิษฐ์อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังว่า ความต้องการใน 3 เรื่องของ 5G คือ 1. ความเร็วที่สูงขึ้น 2. Low Latency และ 3. รองรับ mMTC ทั้ง 3 เรื่องนี้ ต้องการคลื่นที่แตกต่างกันในการทำงานเพื่อให้ได้ผลที่ดี เช่นถ้าต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงขึ้นก็ต้องใช้คลื่นความถี่สูงและ Bandwidth ที่มีขนาดใหญ่ แต่การใช้งานกับระบบขนส่งมวลชน หรือรถยนต์ไร้คนขับก็ต้องการคลื่นความถี่ต่ำเพื่อให้ครอบคลุมระยะทางกว้างกว่าคลื่นความถี่สูงหรือการทำ Low latency ก็ต้องใช้ความถี่กลางๆ เพื่อให้ได้ทั้งความเร็วและระยะทาง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่จะออกแบบเครือข่ายและรูปแบบการใช้คลื่นให้เหมาะกับงานและบริเวณที่นำไปใช้ แต่ที่บอกได้คือผู้ให้บริการก็ต้องมีคลื่นทั้งความถี่ต่ำ กลาง สูงเพื่อให้บริการได้ครอบคลุม

ซึ่งการเริ่มใช้ 5G ผู้ให้บริการน่าจะมุ่งไปที่คลื่นความถี่ใหม่ๆ ก่อน เพื่อทำความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล จึงจะยังไม่ได้ดึงคลื่นเดิมที่ใช้กับบริการเก่าๆ อย่าง 3G มาใช้ จึงทำให้มีเวลาพักหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 5G ที่ต้องรอความพร้อมของหลายๆ ด้านด้วย

การจะไปถึง 5G ได้ก็ต้องมีการปรับปรุงสถาปัตยกรรมของเครือข่ายใหม่ ซึ่ง AIS ได้นำสถาปัตยกรรมของ 5G มาใส่ใน 4.5G แล้ว ตัวแกนของเครือข่ายคือพร้อมสำหรับใช้งาน 5G แล้ว

5G จะได้ใช้กันเมื่อไหร่ แล้ว AIS พร้อมแค่ไหนในตอนนี้?

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

สำหรับประเด็นนี้คุณวสิษฐ์เล่าย้อนไปถ้า Roadmap ของ 3GPP (3rd Generation Partnership Project) ที่กำหนดความเป็นไปของโทรคมนาคมโลก โดยแผนของ 3GPP ระบุว่าปีหน้าในปี 2019 เครือข่าย 5G จะเกิดแน่นอนในโลก โดยเฉพาะในประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีน อเมริกา หรือญี่ปุ่น-เกาหลี แต่อย่างญี่ปุ่นคือมีแผนชัดอยู่แล้วว่าปี 2020 จะต้องมี 5G ใช้เต็มตัว เพื่อรับกีฬาโอลิมปิก

การมาของ 5G นั้นแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เมื่อครั้ง 3G คือในอดีตตอนที่ทำ 3G เป็นเครือข่ายที่พัฒนาไปรอก่อน แต่อุปกรณ์ต่างๆ รองรับ 3G ช้า การเปลี่ยนผ่านเลยต้องใช้เวลารอคนซื้ออุปกรณ์ใหม่ (อันนี้ทีมงานแบไต๋เสริมว่าเฉพาะในต่างประเทศนะ เพราะในไทย 3G เกิดค่อนข้างช้าจนอุปกรณ์พร้อมใช้กันไปหมดแล้ว เมื่อเกิด 3G คนไทยเลยใช้งานได้ทันที) แต่ในรอบ 5G นี้สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงต่างๆ ก็เริ่มใส่เทคโนโลยีเพื่อให้พร้อมรองรับ 5G กันแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมีสมาร์ทโฟนแบบ plug-in ที่ใช้อุปกรณ์เสริมทำให้ใช้ 5G ได้ สำหรับใครที่ไม่อยากเปลี่ยนมือถือ หรือแบบที่รองรับ 5G ในตัวก็น่าจะออกสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้ ทำให้เมื่อ 5G พร้อม คนส่วนหนึ่งก็จะใช้งานได้ทันที

ส่วนในไทย 5G จะมาเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะกสทช. ก็กำลังวางแผนการใช้คลื่นความถี่กันอยู่ แต่ AIS ก็ไม่ได้รอ ทำ 4.5G ที่พร้อมสำหรับ 5G เมื่อ 5G เกิดก็พร้อมให้บริการได้ทันที

สถาปัตยกรรมเครือข่ายของ AIS พร้อมแล้วสำหรับ 5G เพราะมาตรฐานโลกฟรีซแล้ว เมื่อถึงเวลาของ 5G ก็ใช้งาน AIS 5G ได้ทันที

เอไอเอสก็ได้เริ่มศึกษาและเป็นรายแรกที่เริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค (AIS Core Network Architecture Ready for 5G) ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลางซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการตอบสนองได้เร็วขึ้น เพราะค่า Latency ต่ำ ทำให้เมื่อประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ทุกครั้งที่โลกการสื่อสารเปลี่ยนยุค ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลงไปมาก อุตสาหกรรมก็เปลี่ยน เช่น ตอนเข้าสู่ยุค 2G เรามี SMS ใช้ ก็ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ เมื่อเข้าสู่ยุค 3G เราเริ่มใช้ Video Call ได้ การสื่อสารก็เปลี่ยนไป ชีวิตเปลี่ยนไป ส่วน SMS ก็ค่อยๆ ตายในยุคนี้ และในยุค 4G เราทำไลฟ์ได้ ก็ทำให้รูปแบบธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปอีก ซึ่งธุรกิจก็ต้องตามความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน ซึ่ง 5G น่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมมากกว่าผู้ใช้ทั่วไปอีกวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

และพบกับ 5G the First LIVE in Thailand by AIS” การแสดง 5G ครั้งแรกของไทย วันที่ 22 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2561 ที่ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เข้าไปดูความล้ำของ 5G ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!