‘กิจการอวกาศ’ กับงานหลากมิติและความเป็นไปได้ในไทย

เป็นประเด็นร้อนแรงกันที่เดียว กับการประกาศ คลอด ‘พรบ.กิจการอวกาศ’ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนสงสัยว่า การออก พรบ.นี้ในห้วงเวลาเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือไม่ และงานด้านอวกาศนั้นจะมีประโยชน์อะไร และส่งผลกับชีวิตเราอย่างไร สำหรับคำตอบของคำถามแรกนั้น เราคงไม่อาจตอบได้ แต่เพื่อให้เห็นปลายทางของคำตอบที่สองและสามมากขึ้น เราจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานด้านอวกาศมาให้อ่านและทำความเข้าใจกัน

หากพูดถึง ‘อวกาศ’ หลายคนอาจนึกภาพนักบินอวกาศอยู่ในจรวด ที่กำลังพุ่งทะยานออกเดินทางมุ่งสู่พื้นที่อันไกลโพ้น เพื่อสำรวจดวงดาวต่าง ๆ และหาคำตอบนานาประการเกี่ยวกับเอกภพ แต่ที่จริงแล้วงานด้านอวกาศและดาราศาสตร์สามารถสร้างประโยชน์ให้กับเราได้หลากหลาย และมีมิติที่มากมายกว่านั้น 

สำรวจทรัพยากรโลก เพื่อฟื้นฟูรักษาสมดุล

คำว่า ‘ทรัพยากรโลก’ อาจชวนให้นึกถึง ป่าไม้ แร่ธาตุ ระดับน้ำทะเล หรือสิ่งที่เป็นวัตถุต่าง ๆ ในธรรมชาติ ซึ่งก็แน่นอนว่าวัตถุเหล่านี้สามารถสำรวจตรวจสอบได้จากการใช้ดาวเทียมสำรวจนั่นเอง และนั่นก็อาจจะไม่ใช่สิ่งเหนือคาดสำหรับใครหลายคนเท่าไหร่ แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบัน ความหมายของทรัพยากรในที่นี้นั้นครอบคลุมถึงสิ่งมีชีวิตด้วย 

ล่าสุด หน่วยงานชั้นนำด้านอวกาศอย่างนาซา (NASA) ก็ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่ทำงานอนุรักษ์ฉลาม โดยใช้ดาวเทียมและเทคโนโลยีขั้นสูงเก็บเกี่ยวข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์และดูแลสัตว์ชนิด ซึ่งวิธีการที่ใช้สำรวจและเก็บข้อมูลนั้นก็น่าทึ่งมาก ๆ มีทั้ง:

  • ติดตามการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลด้วยการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Cloud-Aerosol Lidar and Infrared Pathfinder Satellite (CALIPSO) ที่เกิดจากการร่วมทุนของนาซาและหน่วยงานอวกาศของฝรั่งเศส (Center National D’Etudes Spatiales: CNES) มาผสานกับการวัดภาคสนามในพื้นที่จริง ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างภาพจำลองของเส้นทางการเดินทางของฉลามและสัตว์ทะเลอื่น ๆ ได้ ช่วยให้เห็นการอพยพของสัตว์จำนวนมาก มองเห็นว่าแหล่งอาหารของฉลามอยู่บริเวณใด และการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศใดจะส่งผลต่อสุขภาพของฉลามและสัตว์ทะเลขนาดใหญ่อื่นๆ ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งส่วนนี้ยังสนับสนุนแนวทางการจับปลาอย่างยั่งยืนได้ด้วย
ดาวเทียม CALIPSO ของนาซาใช้ไลดาร์ (lidar) ตรวจจับการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล
Credits: NASA / Timothy Marvel
  • ในปี 1986 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันได้พัฒนาอัลกอริธึม เพื่อนำภาพที่กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลถ่าย มาทำแผนที่ดาวและกาแล็กซี และตอนนี้ได้มีการนำอัลกอริธึมนั้นมาปรับ โดยโฟกัสกับรูปแบบคล้ายดาวบนฉลามวาฬที่มีผิวเป็นลายจุด วิธีนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์แยกฉลามชนิดนี้ออกจากฉลามสายพันธุ์อื่นและสามารถติดตามฉลามหายากเหล่านี้ได้ (โอโห้ คิดได้ไงเนี่ย)
ฉลามวาฬที่มีผิวลายจุดแหวกว่ายในมหาสมุทร
Credits: NASA’s Goddard Space Flight Center with footage from Alexpunker via Motion Array and Tom Cook.
  • ใช้ดาวเทียมสำรวจสภาพอากาศ ช่วยวัดระดับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นท้องทะเล เช่น อุณหภูมิ ระดับน้ำทะเล รูปแบบการไหลเวียนและขึ้นลงของกระแสน้ำ เทียบเคียงว่ามีความสัมพันธ์ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของฉลามอย่างไร
  • ดำเนินโครงการศึกษา EXport Processes in the Ocean from Remote Sensing (EXPORTS) ศึกษาปั๊มชีวภาพของมหาสมุทร โดยใช้ทั้งการสังเกตการณ์ทั้งจากอวกาศ เรือ และยานยนต์ใต้น้ำเพื่อดูว่ากระบวนการดึงคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศลงไปกักเก็บที่พื้นผิวมหาสมุทรได้อย่างไร และเป็นไปอย่างปกติหรือไม่ โดยที่ฉลามนั้นถือเป็นส่วนนี้ในกระบวนการนี้ (แพลงก์ตอนพืชดึงคาร์บอนออกจากบรรยากาศผ่านการสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นอาหารของแพลงก์ตอนสัตว์ จากนั้นก็ถูกสิ่งที่มีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่ากินเป็นทอด ๆ และในที่สุด เมื่อสัตว์ทะเลขนาดใหญ่รวมทั้งฉลาม ตายลง พวกมันจะนำคาร์บอนที่สะสมในร่างกายไปสู่พื้นมหาสมุทร)
ภาพจำลองแสดงการทำงานของดาวเทียม (SWOT satellite) ในโครงการ EXPORTS ที่กำลังสำรวจพิ้นผิวมหาสมุทรทะลุผ่านเมฆ
Credits: Centre National D’Etudes Spatiales (CNES)

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในโครงการที่นำเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาช่วงสอดส่องดูแลทรัพยากรบนโลกเท่านั้น ยังมีโครงการของนาซาในลักษณะนี้อีกมากมายหลายอย่าง ลองเข้าไปดูตามลิงก์นี้กันได้เลย

เกาะติดสภาพภูมิอากาศและนานาภัยพิบัติ เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ภาพที่เห็นข้างบนนี้คือภาพที่ถ่ายจากดาวเทียมสำรวจของนาซา แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของพื้นที่ในออสเตรเลีย ช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมและขณะเกิดน้ำท่วม ช่วยทำให้เห็นว่าความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ในบริเวณใดบ้าง ทั้งยังมองเห็นเส้นทางที่จะลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปถึง ขณะเดียวกันยังใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อเตรียมการรับมือในภายภาคหน้าได้ด้วย

นอกจากน้ำท่วมแล้ว หลายครั้งดาวเทียมเหล่านี้ยังติดตามไฟป่า ไฟไหม้ ช่วยแจ้งเตือนให้ผู้คนได้อพยพจากพื้นที่เสี่ยง ดูทิศทางลม ใช้เป็นข้อมูลประกอบการดับไฟ และจำกัดไฟให้อยู่ในพื้นที่ควบคุมอีกด้วย

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านหลังเลย)