‘Digital Disease’ ภัยจากโซเซียลสู่โรคร้ายของจริง เช็กให้ชัวร์คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่!

จากโรคทางดิจิทัล สู่โรคจิตเวชทางการแพทย์

หากยังปล่อยให้ตนเองเสพติด น้อมรับเอาการแพร่กระจายทางความคิดจากโลกโซเซียล ปล่อยตัวปล่อยใจให้มีพฤติกรรมวนลูปอยู่ในโรคทางดิจิทัล ท้ายที่สุดแล้ว มันก็อาจจะนำไปสู่โรคในทางการแพทย์จริง ๆ ได้ด้วย

ดร. อมรวิชช์ ได้ให้ข้อมูลแก่เราว่า ภาวะหรือโรคทางดิจิทัลที่กล่าวมาสามารถนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรคหลงตัวเองซึ่งเป็นโรคทางการแพทย์ และความก้าวร้าวได้ด้วย

เมื่อเราได้ความพอใจจากการเสพข้อมูลในโซเซียลซ้ำ ๆ แรกเริ่มก็จะทำให้เราใจร้อนขึ้น และเริ่มเกิดความวิตกกังวลเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองที่รวดเร็ว ถ้อยคำรุนแรงอย่างที่ไม่ใช้กันในชีวิตจริง ก็ถูกนำมาใช้ได้โดยง่ายเพราะไม่เห็นหน้าค่าตาของคู่กรณี สิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มหล่อหลอม พฤติกรรมเสีย ๆ หรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายโรคขึ้น

นานวันเข้า โรคทางดิจิทัลก็นำมาซึ่งอาการที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที อย่างในโรคเสพติดความรุนแรง ดร. อมรวิชช์ก็ได้ให้ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า หนึ่งในสองของเด็กที่ถูก Cyber Bully จะออกอาการนอนไม่หลับ มีอาการซึมเศร้า และอยู่ในภาวะที่ไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้ว

” ‘ภาวะซึมเศร้า‘ เป็นเรื่องของการสะสม เป็นการเก็บเรื่องต่าง ๆ ที่รับรู้มาไปเรื่อย ๆ ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กเสพสื่อโซเซียลเยอะ แล้วได้รับผลกระทบของมันโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้คือผู้ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ ในทางกลับกัน ฝ่ายที่เป็นผู้กระทำก็คือพวกที่คลั่งความรุนแรงทั้งการพูดและการกระทำ หรือเราเรียกว่าเป็นโรคเสพติดความรุนแรง เมื่อทวีความรุนแรงขึ้นก็กลายเป็น ‘ความก้าวร้าว‘ ซึ่งจัดว่าเกือบจะเป็นโรคชนิดหนึ่งเลย เช่น เห็นใครตีคนอื่นอยู่ ก็อยากจะขอเข้าไปร่วมตีด้วยคน โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้มีความชอบธรรมอะไรเลย และอาจจะรู้ที่มาที่ไปไม่จริงก็ได้”

“ที่เห็นได้ชัดๆ อีกโรคคือ ‘โรคนาซีซิส หรือ โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)‘ คือภาวะที่มองเห็นว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ยึดเอาตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งเราพบเห็นในคนรุ่นใหม่เยอะมาก กลายเป็นบุคลิกหรือนิสัยเฉพาะบางอย่าง เช่น ปากเก่งว่าคนอื่นไปทั่วในโลกโซเซียล แต่พอเจอตัวเองไม่กล้าพูดจา เปราะบางกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ พูดง่ายๆ คือ ด่าคนอื่นได้ แต่รับคำด่าจากคนอื่นไม่ได้”

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็น ‘โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)‘ ที่เสพข้อมูลข่าวสารมากเกินไป ก็อาจถูกโรคทางดิจิทัลกระตุ้นอาการของโรคดังกล่าวให้ทวีความรุนแรงหรือแสดงอาการของโรคถี่ขึ้นด้วย

Digital Vaccine และตัวช่วยให้หลุดออกจากโรคทางดิจิทัล

สำหรับทางแก้ของโรคทางดิจิทัลนั้น ดร. อมรวิชช์อธิบายว่า เราต้องแก้หรือสร้างภูมิคุ้มกันโดยเริ่มที่ระบบ อย่างระบบจำกัดอายุผู้ชม หรือการให้เรตติ้ง ก็เป็นการช่วยป้องกันเด็กไม่ให้เข้าถึงเนื้อหาที่รุนแรงได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ทำให้ได้ แต่ที่ทำยากขึ้นมาอีกขั้นคือ การให้ความรู้ เช่น ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การเสริมสร้างทักษะในการตรวจสอบข่าว ประสบการณ์จัดการกับผู้ที่เข้ามาคุกคาม ซึ่งส่วนนี้พ่อแม่ สื่อ และสถานศึกษาสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือในตรงนี้ได้

“แต่ที่ยากที่สุดคือ การปรับวิธีคิด เราต้องสร้างให้คนมีวิจารณญาณ มีสันติวิธีในวิธีคิด มีความประนีประนอม เมื่อรับข่าวสารอะไรก็รู้จักยับยั้งชั่งใจ สามารถมองปัญหาเดียวกันในสายตาของคนอื่นได้ คือมีนิสัยที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา และเคารพความแตกต่าง มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องผ่านการปลูกฝังให้เกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก ให้ซึมซับว่าความความหลากหลายคือเรื่องที่ดี”

พูดแบบนี้ หลายคนอาจรู้สึกสายเกินแก้เพราะล่วงพ้นเลยวัยเด็กมาแล้ว แต่ที่จริงแล้วหากเรายังไม่มีสิ่งนี้ ขอเพียง ‘เปิดใจ’ มันก็ยังพอมีทางอยู่

“พ่อแม่เองก็อย่าไปคิดว่ามีสมาร์ทโฟนแล้วจะสมาร์ทไปหมด ต้องหาเรื่องพูดคุยกับลูกบ้าง และไม่ใช่แค่เพียงให้ความรู้แก่ลูก ในทางกลับกัน พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่เองก็สามารถสร้างความรู้ตัวและรู้เท่าทันให้กับตัวเองได้ด้วยการเปิดใจคุยกับลูกหลาน อาจจะชวนคุยปรึกษาว่า เอ๊ะ! ข่าวนี้มันจริงหรือไม่อย่างไร สลับบทบาทกันก็ได้ ขณะที่ลูกสอนเรา เขาก็ได้สอนตัวเองและคิดตามไปด้วย”

“หลักสำคัญคืออย่าไปบังคับให้เขาคิดตาม อย่าไปยัดเยียดความคิดให้ลูก ต้องปล่อยให้เขาคิดเอง หาเหตุผลเอง ทำให้เขาค่อย ๆ เกิดวิจารณญาณ เกิดความคิดที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งคนที่มีความคิดที่ซับซ้อนก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลลวงง่าย ๆ” ดร. อมรวิชช์กล่าว

จะเห็นว่าสุดท้ายแล้วทางแก้อาจเริ่มได้ที่ตัวของเราเอง หากเราชะลอใจให้เย็น มีสติ รู้เท่าทัน และใช้วิจารณญาณอยู่เสมอก็จะห่างไกลจากโรคภัยทางดิจิทัลได้ แต่หากยังรู้ตัวช้า ก็อาจหาตัวช่วยคือคนใกล้ชิดสักคนให้ช่วยดูแลพฤติกรรม หรือปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ดูก็ได้

และแม้เทคโนโลยีจะร้ายกับใจเราเพียงใด แต่ในอนาคตอันใกล้มันอาจจะช่วยให้เรารู้ทันสภาวะจิตของตัวเองได้มากขึ้นด้วยก็ได้ เพราะเหล่านักวิจัยในต่างประเทศก็กำลังพัฒนาปรับปรุงแอปพลิเคชันติดตามสภาวะทางจิตใจและให้คำปรึกษาอยู่อย่างขะมักเขม้น

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น หากอยากรู้เท่านั้นตัวเองเพิ่มเติม ก็ติดตามอ่านข้อมูลของโครงการดี ๆ แบบนี้ได้ที่ช่องทางเหล่านี้ได้เลย

อ้างอิง
8 วิธีรู้ทันข่าวลวง ยุติการแชร์มั่ว สู้โควิด-19 ที่นักวิทย์ขอออกมาบอกให้โลกรู้
งานวิจัย 1
งานวิจัย 2
Etda.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึก