แม้ใน ‘Mission: Impossible II’ (2000) หนังภาคต่อปฏิบัติการเป็นไปไม่ได้ของ อีธาน ฮันต์ จะเป็นหนังที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นภาคที่ได้รับคำชมน้อยที่สุดของแฟรนไชส์ แต่การกำกับของ จอห์น วู (John Woo) เรื่องนี้ก็มีจุดเด่นในด้านงานแอ็กชันสุดระห่ำที่ ทอม ครูซ (Tom Cruise) นักแสดงเจ้าของบท อีธาน ฮันต์ และโปรดิวเซอร์ของแฟรนไชส์ ทุ่มทุนเล่นฉากสตันต์ด้วยตัวเอง

แต่กว่าที่ครูซจะได้แสดงฉากเสี่ยงตายใน ‘M:I II’ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เพราะแม้ว่าวูเองจะเป็นผู้กำกับสายแอ็กชันมันระห่ำ แต่บรรดาฉากผาดโผนเสี่ยงตายในหนัง ทั้งฉากกระโดดหน้าผาที่ต้องเหวี่ยงตัวโหนไปเกาะอีกด้านของหน้าผาให้ได้ หรือฉากต่อสู้ที่ต้องใช้มีดจ่อไปที่ดวงตาในระยะเผาขน ก็ถือว่าเป็นอะไรที่เสี่ยงสิ้นชื่อมาก ๆ จนวูเองต้องยืนกรานให้ใช้สตันท์ในการแสดง แต่ครูซนี่แหละที่ยืนยันว่าเขาจะต้องแสดงเองให้ได้

ในการสัมภาษณ์เพื่อโปรโมต ‘Silent Night’ ผลงานหนังแอ็กชันฮอลลีวูดไร้ไดอะล็อกเรื่องแรกในรอบ 20 ปีของเขากับทาง The New York Times วูได้เล่ารำลึกถึงช่วงเวลาที่ครูซมาอ้อนวอนขอให้เขายอมอนุญาตให้แสดงฉากเสี่ยงตายด้วยตัวเองใน ‘M:I II’ เพราะครูซเองไม่ต้องการให้ผู้ชมรู้สึกว่าเขาไม่ได้แสดงเอง ซึ่งครูซเองก็ตั้งใจและยืนยันในเหตุผลนี้ของตัวเองจนถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตา

“ตอนนั้นเรากำลังถ่ายฉากหนึ่ง ตอนที่เขาต้องปีนหน้าผาสูง 2,000 ฟุต (600 เมตร) ตอนนั้นเรามีสตันท์ดับเบิล (ตัวแสดงแทน) อยู่ 3 คนครับ พวกเขาเป็นนักปีนเขาที่เก่งกาจ ผมเลยบอกว่า ‘โอเค เดี๋ยวจะมีตอนช่วงที่กระโดดข้ามหน้าผาจากฝั่งนี้ ไปฝั่งโน้นด้วยสายเคเบิลเพียงเส้นเดียวนะ’ แล้วครูซก็บอกว่า ‘ไม่ ๆๆ ให้ผมแสดงเถอะ’ ผมถามว่า ‘ทำไมล่ะ ? ไม่สิ มันอันตรายเกินไป ไม่มีเครื่องมือป้องกัน ถ้าเกิดนายพลาดขึ้นมามันจะเกิดอะไรขึ้น ?’ เขาบอกว่า ‘ไม่ ผมว่าผมทำได้ เชื่อผมสิจอห์น'”

“เขาขอร้องผม แล้วจากนั้นน้ำตาเขาก็ไหล เขาอยากทำทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องมีสตันท์ดับเบิล เขาพูดว่า ‘ผู้ชมจะสังเกตได้ว่าใช้ตัวแสดงแทน การเคลื่อนไหวร่างกายของเขากับผมมันแตกต่างกันนะ มองจากด้านหลังก็รู้ ยังไงพวกเขาก็ดูออกว่าไม่ใช่ผม'”

“บางครั้งพอผมกำลังตั้งกล้อง เขาก็จะมีไอเดียใหม่ ๆ มา ทีมงานทุกคนก็จะมองมาที่ผม ซึ่งผมก็รู้ว่ามันจะต้องเกิดปัญหาแหละ ผมพาเขาไปที่ด้านหลังของกองถ่ายและบอกเขาว่า ‘มุมกล้องของผมจะทำให้คุณดูดีและมันจะออกมาสวยมาก นายแค่ต้องเชื่อใจฉัน’ และเขาก็เข้าใจ จากนั้น ผมก็พาเขาออกไปบอกกับทุกคนว่า ‘ไอเดียของเราก็คือการวางกล้องไว้ตรงนั้น’ ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียหน้าอะไรนะ”

แม้จริง ๆ แล้วในภาคแรก ‘Mission: Impossible’ (1996) ก็มีฉากอันตรายที่ครูซแสดงด้วยตัวเองอยู่ แต่ ‘M:I II’ นั้นเปลี่ยนโทนจากแนวจารกรรมในภาคแรก มาสู่การเป็นหนังแอ็กชันสายลับแบบเต็มตัว จนกลายมาเป็นแม่แบบและจุดขายของบรรดาฉากแอ็กชันที่เสี่ยงตายและท้าทายที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ภาค ส่วนครูซและทีมงานเองก็ต้องคิดวิธีการเสี่ยงตายที่ต้องอลังการยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องรัดกุมเพื่อให้ปลอดภัยมากที่สุด และในทุกภาค ครูซก็ต้องทุ่มกำลังซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การถ่ายทำออกมาสมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน

นอกจากฉากปีนหน้าผาที่เป็นซีนเปิดเรื่องของหนังแล้ว ใน ‘M:I II’ ก็ยังมีอีกฉากที่อันตรายไม่แพ้กัน นั่นก็คือฉากที่ อีธาน ฮันต์ ต้องต่อสู้แบบตัวต่อตัวกับ ฌอน แอมโบรส (โดเกรย์ สก็อตต์ – Dougray Scott) เพื่อชิงยาเบลเลอโรฟอน (Bellerophon) สำหรับแก้พิษจากไวรัสไคเมรา (Chimera) ซึ่งจะมีฉากที่ฌอนต้องเหวี่ยงมีดไปจ่อที่ลูกตาของฮันต์แบบเส้นยาแดงผ่าแปดในระดับมิลลิเมตร

แน่นอนว่า วูก็สั่งห้ามไม่ให้ครูซแสดงฉากนี้ เพราะมันเสี่ยงอันตรายมากจนเกินไป แต่มีหรือครูซจะยอมฟัง เพราะนอกจากจะสั่งให้ใช้มีดจริง ๆ ในการถ่ายทำ เพราะการถ่ายในระยะใกล้ขนาดนี้ ถ้าใช้มีดปลอมยังไงคนดูก็ย่อมดูออก และต้องมีการยึดมีดไว้กับสลิงที่วัดระยะห่างระหว่างปลายมีด กับดวงตาของครูซเอาไว้เป็นอย่างดี แถมครูซยังสั่งให้สก็อตต์ออกแรงโถมตัวเหวี่ยงมีดแบบเต็มกำลัง จนได้ออกมาเป็นฉากเสียวลูกตาอย่างที่ได้เห็นกันในหนัง

วูยังได้เล่าถึงบรรยากาศการทำงานของครูซ เพราะแม้ครูซเองจะออกคำสั่งขอแสดงฉากสตัน์เอง แต่ในฐานะของโปรดิวเซอร์ เขาเองก็ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะช็อตการยิงปืน 2 มือที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ในหนังแอ็กชันของวู จนภายหลัง ครูซเองก็น้อมนำคำสอนของวู ผู้ให้กำเนิดพระเอกนักยิงปืน 2 มือด้วยเช่นกัน

“ส่วนใหญ่เขาเองจะให้ความร่วมมือครับ สิ่งเดียวที่เขากังวลก็คือเรื่องของภาพลักษณ์ ผมอยากให้เขาลองแสดงฉากยิงปืน 2 กระบอก เขากังวลว่ามันอาจจะมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ ถ้าต้องยิงคนหลายคนขนาดนั้นด้วยปืน 2 กระบอก ผมบอกเขาว่า ‘เชื่อผมเถอะทอม ลองดู นายจะดูหล่อ ดูสง่างามมาก’ แล้วทีมงานคนอื่น ๆ ก็ช่วยพูดว่า ‘ถ้าคุณจะไม่ทำ แล้วคุณจะมาเล่นหนังของ จอห์น วู ทำไมล่ะ ? ‘ “

“หลังจากที่เขาลองยิงไปหนึ่งนัด เขารู้สึกดีมาก ‘โอเคเลยจอห์น ผมขอลองอีก!’ ฉากแอ็กชันทุกซีนมันเป็นการทดลองสำหรับเขา สำหรับ ‘Mission: Impossible‘ ในอนาคต เขาเพิ่มความอันตรายและความบ้าคลั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มันเริ่มต้นจาก ‘M:I II’ “


ที่มา: The New York Times, Screen Rant

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส