ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Health
Read More

เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 40% มีแท็บเล็ตส่วนตัว เสี่ยง ‘ภาวะออทิสติกเทียม’

ยุคสมัยเปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนตาม แน่นอนว่าไลฟ์สไตล์ของเด็กรุ่นใหม่ก็เช่นกัน เมื่อเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและสิ่งเร้ามากมาย ความสนใจก็ย่อมต่างออกไปจากคนยุคก่อน ความสนใจของคนเจนก่อน ๆ คงหนีไม่พ้นทีวี แต่สมัยนี้คือแท็บเล็ตไปหมดแล้ว มองไปทางไหน ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงเด็กเล็ก ก็ต่างมีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ราวกับอุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี กว่า 40% มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ข้อมูลล่าสุดจาก Common Sense Media สหรัฐฯ รายงานว่า เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี กว่า 40% หรือเด็ก 4 คนจาก 10 คน มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง หากอ่านแบบผิวเผินอาจดูเป็นเรื่องปกติของสังคมยุคปัจจุบัน แต่แท้จริงแล้วการติดแท็บเล็ตตั้งแต่อายุไม่ถึง 2 ปี น่ากังวลและร้ายแรงมากกว่านั้น เพราะอาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็น ‘ภาวะออทิสติกเทียม’  ทำความรู้จัก "ออทิสติกเทียม" ออทิสติกเทียม (Pseudo Autism) เป็นภาวะที่เกิดจากการขาดพัฒนาการที่เหมาะสมในวัยเด็กเล็ก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่เด็กได้รับสิ่งกระตุ้นทางเดียว เช่น การดูหน้าจอมากเกินไป จนขาดการสื่อสารสองทางกับคนอื่น ส่งผลให้พัฒนาการด้านภาษาและการเข้าสังคมล่าช้า ออทิสติกเทียมเกิดจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม…
18/07/2024
Read More

การเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกบุคลิกภาพของเจ้าของ

การเลี้ยงสัตว์เป็นสิ่งที่หลายคนเลือกทำเพื่อเพิ่มความสุขและสีสันในชีวิต สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดไม่เพียงแค่เป็นเพื่อนที่ดี แต่ยังสะท้อนถึงบุคลิกภาพและลักษณะเฉพาะตัวของเจ้าของด้วย การเลือกเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ นอกจากจะบ่งบอกถึงความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว ยังสามารถบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเจ้าของได้เช่นกัน การเลี้ยงสัตว์เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้ฝึกฝนความรับผิดชอบ ความอดทน และการดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของเรา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงยังสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเราอีกด้วย มาดูกันว่า การเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับบุคลิกภาพของเจ้าของได้บ้าง 1. สุนัข บุคลิกภาพ: ผู้ที่เลี้ยงสุนัขมักจะเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ชอบเข้าสังคม และมีความอดทน สุนัขเป็นสัตว์ที่ต้องการการดูแลและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของมีความรับผิดชอบและใส่ใจในสุขภาพของสัตว์เลี้ยง 2. แมว บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงแมวมักจะเป็นคนที่มีความเป็นอิสระ ชอบความสงบ และมีความคิดสร้างสรรค์ แมวเป็นสัตว์ที่ดูแลตัวเองได้ดี และต้องการพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความเข้าใจและเคารพในความเป็นอิสระของผู้อื่น 3. นก บุคลิกภาพ: เจ้าของนกมักจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ รักความสวยงาม และมีความสงบ นกเป็นสัตว์ที่มีสีสันและเสียงร้องที่ไพเราะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของชื่นชอบความงามและความรื่นรมย์ในชีวิต 4. ปลา บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงปลามักจะเป็นคนที่มีความใจเย็น ใส่ใจในรายละเอียด และมีความสงบ การดูแลตู้ปลาให้สะอาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับปลา ต้องการความอดทนและการดูแลอย่างต่อเนื่อง 5. หนูแฮมสเตอร์ หรือหนูตะเภา บุคลิกภาพ: เจ้าของหนูแฮมสเตอร์หรือหนูตะเภามักจะเป็นคนที่ชอบความน่ารัก ความสนุกสนาน และมีความเป็นเด็กในใจ หนูเหล่านี้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและชอบเล่น ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความใส่ใจและชื่นชอบความสนุกสนานในชีวิต…
18/07/2024
Read More

การนินทา การสื่อสารที่ทรงพลัง ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์

“การนินทา” เป็นการกระทำที่มักถูกมองในแง่ลบ แต่จะทำยังไงละถึงจะเทิร์นให้เป็นข้อดีได้ มาดูจิตวิทยาของการนินทา และกลยุทธ์ที่จะใช้การนินทาให้เป็นประโยชน์กัน ประโยชน์ของ “การนินทา” คือ การสร้างสายสัมพันธ์ทางสังคม  ทำยังไงให้เกิดประโยชน์? ต้องเริ่มจากการนินทาในเชิงบวก+ และสุดท้าย คือ ไม่นินทาคนอื่น ด้วยเรื่องเท็จ! หรือเรื่องที่ไม่เป็นความจริง อย่าพยายามตีไข่ใส่สี พูดแต่เฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือมีหลักฐานเท่านั้น เพราะนอกจากจะทำให้คนอื่นเสียหายด้วยเรื่องโกหกแล้ว สิ่งนี้อาจย้อนหาตัวคุณเข้าสักวันก็ได้
11/07/2024
Read More

ข้อดีของการสวมหน้ากากเข้าหาคนอื่น (ในบางสถานการณ์)

เราเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงไม่เห็นด้วยกับการ “สวมหน้ากาก” ในการเข้าหาผู้อื่น เพราะมันคือการเข้าหากันแบบ “ไม่จริงใจ”  แต่ ! จริง ๆ แล้วสิ่งนี้ก็อาจมีประโยชน์ในยามที่เราต้องเข้าสังคมขนาดใหญ่ หรือสังคมที่เราไม่คุ้นเคย โดยที่เราไม่อาจรู้เลยว่าคนที่เราไปพบแต่ละคนนั้นเขาคิดอะไรกับเราบ้าง เพราะ “ความจริงใจ” จะเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าใช้ถูกคน เนื่องจากบางคนก็อาจจะใช้ความจริงใจของเรา นำไปสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเขา โดยที่เขาก็ไม่ได้แคร์ความรู้สึกของเราเลย หรือนำความจริงใจที่เรามอบให้ ย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกทีหนึ่งก็มี  การ “สวมหน้ากาก” ในบางสถานการณ์ ที่เรานำมาแนะนำในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องไปหลอกใคร หรือแสดงความไม่จริงใจกับใคร แต่เพียงแค่สร้าง “กำแพงใจ” ขึ้นมาในระหว่างที่เข้าสังคมนั้นก็พอ  เพราะสังคมบางแห่งไม่ได้เหมาะกับเรา คุณเองก็ไม่ต้องไปฝืนใจที่จะพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนั้น และเลือกแสดงความจริงใจและเปิดเผยความรู้สึก ในสังคมที่คุณรู้สึกว่าเป็น safe zone และทำให้ชีวิตของคุณมีคุณค่าเท่านั้นก็พอ  อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตก็คือ “ปรับตัวให้เป็น” อยู่ให้ถูกที่ ทำดีให้ถูกคน ใครที่ทำไม่ดีกับเราก็แค่ปั้นหน้าคบไปวัน ๆ  ไม่ต้องไปให้ใจอะไรเท่านั้นก็พอแล้ว คุณเองก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียความรู้สึกในภายหลังด้วย
15/05/2023
Read More

บอกลาหน้ามัน! วิธีดูแลผิวหน้าให้สะอาดห่างไกลสิวและผิวมัน

ปัญหาหน้ามัน เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กวนใจใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะไม่เพียงแต่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายผิวหน้าเท่านั้น แต่งหน้าทีไรเครื่องสำอางก็เยิ้มง่าย แถมยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดสิวอีกด้วย ดังนั้น คนที่มีผิวหน้ามันควรเลือกสกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยลดความมันบนใบหน้า แต่ทั้งนี้ก็ยังมีบางคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการดูแลผิวหน้าของตนเอง Hack for Health มีวิธีการดูแลผิวหน้าสำหรับคนหน้ามันมาแนะนำ ผิวมันเกิดจากอะไร ? ต่อมไขมัน เป็นต่อมขนาดเล็กในผิวหนังที่มีอยู่ในทุกส่วนของผิวหนัง ยกเว้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ต่อมเหล่านี้จะผลิตซีบัมซึ่งเป็นสารน้ำมันที่เคลือบและปกป้องผิว เมื่อร่างกายผลิตซีบัมมากเกินไปผิวจะกลายเป็นผิวมันได้ นอกจากนี้ ซีบัมยังสามารถผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและเศษอื่น ๆ ซึ่งอาจอุดตันรูขุมขนต้นเหตุเหล่านี้อาจนำไปสู่การเกิดสิวได้ วิธีทำให้ผิวมันน้อยลง 1.ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ ผู้ที่มีผิวหน้ามันควรล้างทำความสะอาดหน้าอย่างเป็นประจำ และควรใช้สบู่สูตรอ่อนโยน มีค่า pH สมดุล เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH มากกว่า 7 ขึ้นไป อาจทำให้ผิวแห้ง หยาบ ขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นทำให้เกิดสิวเพราะแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี  2.ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดได้ และอาจทำให้หลอดเลือดและต่อมน้ำมันขยายตัว ทำให้รูขุมขนของผิวหนังขยายใหญ่ขึ้นเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวต่าง ๆ สิ่งสกปรกก็จะเข้าไปอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายและเป็นสิวในที่สุด ดังนั้น ผู้ที่มีผิวหน้ามันจึงควรลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ 3.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดซาลิไซลิก การขัดผิวอย่างอ่อนโยนโดยใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่มีสารเคมี เช่น…
11/05/2023
Read More

ศิลปะการพูดคุย เรื่องเลือกตั้งในที่ทำงาน

เหตุผลที่หลาย ๆ คนมองว่า การพูดคุยเรื่องการเมืองหรือการเลือกตั้งในสถานที่ทำงาน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะเราทุกคนล้วนมีความเชื่อที่แตกต่างกัน เพื่อนร่วมงานของคุณ อาจมีความเชื่อและค่านิยมทางการเมืองในบางแง่มุมที่ลึกซึ้ง และการพูดคุยเรื่องการเมืองในที่ทำงานอาจนำไปสู่ความไม่ลงรอยกัน และเกิดความตึงเครียดระหว่างเพื่อนร่วมงาน สิ่งนี้จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ชวนอึดอัด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมากเลยทีเดียว แต่เมื่อถึงงานอิเวนต์ใหญ่ อย่างการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ หรือการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเลือกตัวแทนประชาชนครั้งสำคัญ  ก็อาจมีประเด็นพูดคุยในเรื่องนี้บ้างในที่ทำงาน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ในกรณีที่คุณหลีกเลี่ยงการคุยไม่ได้จริง ๆ หรือคุณอยากจะนำเสนอทัศนคติ มุมมองของตัวเองต่อการเลือกตั้ง จะมีวิธีการพูดอย่างไร ที่จะทำให้บรรยากาศในการสนทนานั้นเป็นไปอย่างราบรื่น เกิดการแลกเปลี่ยนการพูดคุยกันอย่างมีเหตุผล ไม่ทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจตามมา วันนี้เราก็ได้หยิบจับนำประเด็นนี้แหละมานำเสนอคุณผู้อ่านกัน หวังว่าจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย วิธีพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการเมือง ในที่ทำงาน  ขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งในการสนทนาเท่านั้น ไม่ทำให้เกิดการลุกลามบานปลายไปจนกระทั่งทำให้เกิดความไม่พอใจส่วนตัว หรือก่อให้เกิดการโกรธเคืองกันแบบรุนแรง เราขอแนะนำวิธีการพูดคุยเรื่องการเมืองในที่ทำงาน แบบมีหลักการและเหตุผล ดังนี้ การรับมือกับความเห็นต่างทางการเมืองในที่ทำงาน แบบดีต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญของการรับมือความเห็นต่างทางการเมืองในที่ทำงาน คือ จะต้องเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ และคุณต้องทำความเข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อ และมีสิทธิ์ที่จะมีความคิดเห็นทางการเมืองเป็นของตนเอง แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะแตกต่างจากความคิดเห็นของคุณก็ตาม หลักจิตวิทยาลดความบาดหมางระหว่างเพื่อนร่วมงาน ในช่วงสถานการณ์ปกติหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้มีประเด็นที่จะต้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง กับเพื่อนร่วมงานมากนัก แต่ในยามที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ หรือการจัดอีเวนต์ใหญ่ ๆ…
11/05/2023
Read More

วิธีรับมือเพื่อยื้อชีวิต! วูบหมดสติจากหัวใจหยุดเต้น ไม่เป็นโรคหัวใจก็เกิดได้ แม้อายุน้อย

หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) เป็นภาวะที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันตามชื่อ เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีสัญญาณหรืออาการบอกล่วงหน้า เมื่อหัวใจที่มีหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดหยุดเต้นจะทำให้ความดันเลือดภายในร่างกายตกลง ระบบอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงก็จะหยุดทำงานตามไปด้วย โดยเฉพาะสมอง ผลที่ออกมาคือการวูบหมดสติและล้มลงไป หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเหมาะสมหรือการรักษาที่ทันเวลาอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะนี้ยังอันตรายมาก เพราะเมื่อสมองขาดเลือดและออกซิเจนจะทำให้เซลล์สมองบางส่วนตาย และเป็นอัมพาต ภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เราเข้าใจกันมักจะเป็นโรคของคนสูงวัยที่มีโรคประจำตัว แต่ภาวะนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ว่าคุณจะอายุน้อยก็อาจมีความเสี่ยงของภาวะนี้ด้วยเหมือนกัน การรู้จักกับภาวะนี้และวิธีปฐมพยาบาลจะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนได้ สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน สาเหตุหลักที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมาจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติด้วยสาเหตุต่าง ๆ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นรัว และหยุดเต้น คนที่มีโรคเกี่ยวกับหัวใจมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้มากกว่า อย่างโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดแดงอุดตัน โรคหัวใจโต โรคลิ้นหัวใจรั่ว และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าต่อให้คุณไม่ได้มีโรคหัวใจ คุณก็อาจมีความเสี่ยงได้เหมือนกัน หากมีปัจจัยต่อไปนี้ นอกจากโรคหัวใจและปัจจัยเหล่านี้แล้ว บางคนอาจมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งรู้อีกทีก็เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว รับมือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเพื่อยื้อชีวิต แม้ว่าเคสส่วนใหญ่จะไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า แต่ในบางคนอาจพบอาการเจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจลำบาก รู้สึกเวียนหัวและหน้ามืด ก่อนที่จะหมดสติไป แต่ทั้งหมดนี้มักเกิดในเวลาสั้น ๆ เท่านั้น การปฐมพยาบาลและได้รับการรักษาภายใน 4 นาทีหลังหมดสติมีโอกาสที่ผู้ป่วยจะรอดชีวิต โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนสูงที่สุด โดยแต่ละนาทีที่ผ่านไปจะเสี่ยงอันตรายมากขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อหากพบคนหมดสติจากภาวะหัวใจหยุดเต้น คุณสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ 1. เช็กสถานะของคนที่หมดสติ…
11/05/2023
Read More

เช็กด่วน! 12 สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารน้อยเกินไป

ในหนึ่งมื้อคุณคิดว่าตนเองกินอาหารเพียงพอหรือยัง ? หลายคนอาจจะกังวลเรื่องการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรืออาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูงเพราะไม่อยากหุ่นพัง แต่ขณะเดียวกันการกินอาหารที่น้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็อาจจะให้โทษกับคุณได้เช่นเดียวกัน การกินอาหารน้อยเกินไปอย่างเป็นประจำอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และปัญหาภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ตามมา  สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารน้อยเกินไป 1.ระดับพลังงานต่ำ หากคุณได้รับแคลอรีน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการน้ำหนักของคุณก็จะลดลง โดยจำนวนแคลอรีที่จำเป็นต่อการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดของร่างกาย ระบบเผาผลาญ และระดับกิจกรรมที่ทำแต่ละวัน แต่การจำกัดการกินให้น้อยกว่า 1,000 แคลอรีต่อวัน อาจทำให้อัตราการเผาผลาญของคุณช้าลง และนำไปสู่ความเหนื่อยล้า เนื่องจากคุณไม่ได้รับแคลอรีมากพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต 2.ป่วยบ่อยขึ้น การกินน้อยเกินไปอาจทำให้ได้รับอาหารที่ไม่สมดุล ซึ่งหมายความว่าร่างกายของคนเราไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอเพื่อรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังอาจทำให้อาการป่วย เช่น โรคไข้หวัดหายยากกว่าที่ควร ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง ระบุว่า นักวิจัยพบว่าการให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี กินอาหารเสริม ส่งผลให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้ 3.ผมร่วง ผมร่วง เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลสำหรับหลาย ๆ คน โดยปกติแล้วคนเราจะผมร่วงหลายเส้นทุกวัน แต่หากคุณสังเกตว่าตนเองผมร่วงเยอะมากขึ้น ไม่ว่าจะสะสมอยู่ที่หวี หรือท่อระบายน้ำในห้องน้ำ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกินอาหารไม่เพียงพอ เพราะสารอาหารจำนวนมากจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผมและช่วยบำรุงให้เส้นผมมีสุขภาพดี ซึ่งการได้รับแคลอรี โปรตีน ไบโอติน ธาตุเหล็ก และสารอาหารอื่น…
10/05/2023
Read More

IKEA Effect การให้ค่าในสิ่งตัวเองประกอบสร้างมากเกินจริงและการตระหนักคุณค่าในตัวเอง

ทุกคนคงรู้จัก IKEA ห้างสรรพสินค้าที่ขายเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน ซึ่งเวลาที่คุณซื้อเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA คุณจะต้องประกอบเองหรือเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อให้ช่างประกอบให้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ประกอบเฟอร์นิเจอร์ที่ยาก ต้องทำความเข้าใจ และใช้เวลา ซึ่งคุณก็มุมานะประกอบมันจนเสร็จ แม้จะเหงื่อตก แต่ก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองประกอบสร้างขึ้น IKEA Effect เป็นพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาที่ใช้ในทางการตลาดเพื่อเรียกเวลาที่ใครคนใดคนหนึ่งมองผลงานที่ตัวเองประกอบสร้างยิ่งใหญ่เกินความเป็นจริง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA หากคุณนึกถึงการประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม่ออก ลองนึกถึงการต่อจิ๊กซอว์ภาพ Abstract 1,000 ชิ้นจนเสร็จ การต่อเลโก้แผ่นจิ๋วจนกลายเป็นปราสาทหลังใหญ่ หรือการทุ่มเทออกกำลังกายเป็นเดือนจนน้ำหนักลด จุดเริ่มต้นของ IKEA Effect คือการศึกษาที่โดยกลุ่มนักวิจัย 3 คน ได้แก่ ไมเคิล นอร์ตัน, แดเนียล มาโชน์ และ แดน อารีลี โดยให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งประกอบเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ด้วยตัวเอง พอเสร็จแล้วก็นำมาวางเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบด้วยช่างมืออาชีพ และให้อาสาสมัครเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งคนเกินกว่าครึ่งเลือกที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ตัวเองประกอบ แม้มันไม่สมบูรณ์หรือสวยงามเป๊ะ ๆ แบบที่ช่างประกอบก็ตาม ในการศึกษาทีมวิจัยนี้ยังให้อาสาสมัครได้สร้างและประกอบชิ้นงานของตัวเองในแบบอื่น เช่น การพับโอริงามิ (Origami) หรือศิลปะการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นเป็นรูปนกกระเรียนและกบ ซึ่งที่อาศัยสมาธิและความละเอียดสูง ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมาคล้ายกัน คือ…
Overworked young employee refuses all things, frowns face in annoyance, sits at desktop with paper documents and notepad, isolated over pink background. Female workes bothered by many questions
10/05/2023
Read More

วิธีรับมือเมื่อคุณกำลังตกเป็นเหยื่อการบูลลี่ในที่ทำงาน (Workplace Bullying)

การบูลลี่ในที่ทำงาน (Workplace Bullying) หรือการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน เป็นการทารุณกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจรวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การวิจารณ์ด้วยวาจา การตำหนิ ดูหมิ่นดูแคลน หรือการใช้อำนาจบีบบังคับ เป็นต้น จากผลสำรวจพบว่าคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมักถูกบูลลี่หรือกลั่นแกล้งในที่ทำงานถึง 30% โดยการบูลลี่ในที่ทำงานส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และสร้างความอึดอัดในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอีกด้วย สัญญาณและผลกระทบของการบูลลี่ในที่ทำงาน หากคุณตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้งหรือรังแกในที่ทำงาน คุณอาจเริ่มต้นแต่ละสัปดาห์ด้วยความวิตกกังวล จากนั้นคุณจะเริ่มนับถอยหลังจนกว่าจะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เพราะทุกข์ทรมานกับการต้องเจอบุคคลเหล่านั้นในที่ทำงาน โดยพฤติกรรมที่คุณอาจจะเจอจากเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมบูลลี่หรือกลั่นแกล้ง มีดังนี้ การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน อาจไม่ได้มีลักษณะที่โจ่งแจ้งเปิดเผยเสมอไป อาจใช้รูปแบบที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เช่น การโยนความผิดให้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร จนผู้ถูกกลั่นแกล้งเกิดความรู้สึกผิดและสับสนเสียเองว่าสรุปแล้วตนเองเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ ผลเสียของการบูลลี่ในที่ทำงาน 1.ผลเสียด้านสุขภาพ ผลกระทบของการบูลลี่ในที่ทำงานไม่ได้จบลงเมื่อคุณออกจากที่ทำงานแต่จะต่อเนื่องจนถึงเวลาเข้านอนของคุณเลยทีเดียว และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจตามมา รวมถึงความดันโลหิตสูง อารมณ์แปรปรวน ตื่นตระหนก และความเครียด ผู้ที่ถูกรังแกในที่ทำงานอาจมีอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อตึง และมีความอยากอาหาร นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ นำไปสู่ความเครียดที่เพิ่มขึ้น เกิดความรู้สึกนับถือตนเองต่ำ วิตกกังวล และเป็นซึมเศร้าในที่สุด นอกจากนี้ นักวิจัยพบว่าเพื่อนร่วมงานของผู้ที่ถูกรังแกก็ได้รับผลกระทบด้านลบเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ถูกรังแกก็ตาม การศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งและผู้ที่พบเห็นการกลั่นแกล้งมักจะได้รับประเภทยากล่อมประสาท และยานอนหลับ เป็นต้น 2.ผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน…
10/05/2023
Read More

Telemedicine การหาหมอออนไลน์ เทรนด์การแพทย์แห่งยุคดิจิทัล

Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกล เรียกกันแบบง่าย ๆ ว่าการหาหมอออนไลน์ Telemedicine เป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกใช้กันมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของการหาหมอในโลกยุคดิจิทัล Telemedicine จำลอง Ecosystem ขนาดเล็กของโรงพยาบาลมาไว้บนอุปกรณ์ของคุณ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งที่เทคโนโลยี Telemedicine ก้าวหน้ามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในบทความนี้ Hack for Health จะพาคุณไปรู้จักกับ Telemedicine เทคโนโลยีการหาหมอของโลกยุคใหม่นี้กัน รู้จักกับ Telemedicine การหาหมอออนไลน์ คำว่า Telemedicine เป็นการผสมระหว่าง 2 คำ คือ 1) Tele ที่หมายความว่าไกล และ 2) Medicine ที่หมายความว่ายาหรือการรักษาโรค พอมารวมกันก็หมายถึงการหาหมอแบบทางไกล Telemedicine เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งเป็นการสื่อสารผ่านช่องทางที่มีในสมัยนั้น อย่างโทรศัพท์หรือจดหมาย แต่ทุกวันนี้รูปแบบหลักของการหาหมอแบบทางไกล คือ การเอาฟังก์ชัน VDO Call มาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ แทนที่ผู้ป่วยจะต้องไปโรงพยาบาลก็สามารถพบแพทย์ผ่านทางแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่รองรับการ VDO…
10/05/2023
Read More

การกินอาหารเมนูเดิมซ้ำ ๆ ทุกวันเพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพ

เชื่อว่าคนทุกคนต้องมีอาหารที่ชื่นชอบหรืออาหารที่เรียกได้ว่าเป็นเซฟโซน เวลาคิดอะไรไม่ออกก็มักจะเลือกกินอาหารเมนูเดิมบ่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับคนที่กินอาหารเมนูเดิมซ้ำ ๆ ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะจากร้านเดิมด้วยแล้วอาจเกิดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงของโรคเลยก็ว่าได้ ต่อให้อาหารชนิดนั้นจะมีประโยชน์ก็ตาม การกินอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ อันตรายขนาดนั้นเลยหรือ? การกินอาหารแบบเดิมซ้ำทุกวันเกิดได้จากหลายเหตุผล เช่น ความชื่นชอบในรสชาติอาหาร ความคุ้นเคยกับอาหาร ราคาถูก ไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี กินแบบเดิมเพราะประหยัดเวลาคิด ลดความยุ่งยาก ไม่มีเมนูให้เลือกมาก หรือมีข้อจำกัดด้านการกิน อย่างไม่กินเผ็ด ไม่กินผัก เป็นวีแกน หรือกำลังคุมอาหารอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนที่บอกว่าไม่ควรกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนานเกินไป แต่เพียงแค่คุณกินมื้อเที่ยงด้วยเมนูเดิมซ้ำกัน 1 สัปดาห์คุณอาจได้รับผลกระทบแล้ว เพียงแค่ไม่ใช่ผลกระทบที่รุนแรงและทำให้เกิดอาการ แต่สำหรับคนที่กินต่อกันเป็นเดือน หลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปีอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลกระทบทางสุขภาพจากการกินอาหารเมนูเดิมซ้ำ ๆ ในระยะแรก คุณอาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านลบของสุขภาพ แต่นานวันเข้า คุณอาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่อไปนี้ได้ สารอาหารในร่างกายเสียสมดุล ร่างกายมนุษย์ต้องการสารอาหารหลากหลายชนิดเพื่อรักษาการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ แน่นอนว่าการกินอาหารเมนูเดิม ๆ ที่มีวัตถุดิบซ้ำ ๆ ทำให้คุณได้รับสารอาหารชนิดเดิมทุกวัน อย่างแรกเลยคือคุณจะได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินไป เช่น การกินกะเพราหมูกรอบอาจทำให้คุณได้รับไขมันอิ่มตัวมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ร่างกายคุณขาดสารอาหารบางชนิด เช่น…
plate with fried egg on yellow background
09/05/2023
Read More

ความเชื่อและข้อเท็จจริงของไข่ไก่กับสุขภาพที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

ไข่ไก่ วัตถุดิบพื้นฐานของอาหารทั่วโลกจนอาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารของมวลมนุษยชาติ หาง่าย นำมาปรุงได้หลากหลายเมนู ทั้งคาวและหวาน ที่สำคัญ คือ ไข่ไก่มีสารอาหารหลากหลายชนิด แม้ผู้คนจะคุ้นเคยกับรสชาติของไข่ แต่ยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบชนิดนี้ รวมถึงความเชื่อที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับไข่ไก่ มาดูกันว่า 1. ความเชื่อ: การกินไข่ดิบและไข่ไม่สุกได้โปรตีนสูงกว่า หลายคนอาจคุ้นกับภาพของนักกล้ามที่กินไข่ไก่ดิบหลังออกกำลังกายเพื่อช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ แต่นั่นเป็นเพียงภาพจำแบบผิด ๆ ในการกินไข่ เพราะร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยโปรตีนของไข่ดิบได้ทั้งหมด โดยอาจย่อยและดูดซึมได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่การนำไข่ไปปรุงสุกด้วยความร้อนจะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างของโปรตีนในไข่และช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมโปรตีนจากไข่ไก่ได้ราว 90 เปอร์เซ็นต์ของโปรตีนทั้งหมด 2. ความเชื่อ: การล้างไข่ไก่ก่อนปรุงช่วยลดเชื้อโรค เมื่อซื้อไข่จากตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต หลายบ้านมักจะนำไข่มาล้างเพื่อทำความสะอาดเอาเศษดินหรือมูลของไก่ออกไป โดยที่เข้าใจว่าจะทำให้ไข่สะอาดขึ้น แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะบริเวณเปลือกไข่มีรูพรุนขนาดเล็กอยู่จำนวนมากและบนเปลือกไข่ก็มีแบคทีเรียอาศัยอยู่จริง ซึ่งการไข่ไปล้างน้ำอาจทำให้น้ำล้างเอาแบคทีเรียตัวจิ๋วเข้าไปในไข่ผ่านรูเล็ก ๆ บนเปลือกได้มากขึ้น โดยเฉพาะการล้างด้วยน้ำเย็น 3. ความเชื่อ: คนสูงอายุไม่ควรกินไข่แดง คอเลสเตอรอลในเลือดสูงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ ซึ่งไข่ไก่ โดยเฉพาะไข่แดงถูกมองว่าเป็นตัวร้ายและเป็นสาเหตุของภาวะคอเลสเตอรอลสูงที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจได้ เพราะไข่ไก่มีคอเลสเตอรอล 200–300 มิลลิกรัม แต่ในปัจจุบันยังไม่มีผลงานวิจัยที่ยืนยันแน่ชัดว่าการกินไข่ไก่ในปริมาณปกติเพิ่มความเสี่ยงของภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง นักโภชนาการและแพทย์จึงยังแนะนำให้คนส่วนใหญ่ รวมถึงคนสูงอายุกินไข่ 1 ฟองต่อวัน เพราะสารอาหารสูง ทั้งโปรตีน กรดอะมิโน…
09/05/2023
Read More

ชอบกัดเล็บตัวเอง เป็นอาการทางจิตหรือไม่ ?

เด็กหลายคน รวมถึงผู้ใหญ่บางคนมีนิสัยชอบกัดเล็บตนเอง จนบางครั้งเล็บสั้นกุดทำให้ติดเชื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงติดนิสัยนี้ไม่หายสักที เคยสงสัยหรือไม่ว่าพฤติกรรมที่ชอบกัดเล็บมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะแม้ว่าพฤติกรรมนี้จะไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพในระยะยาวก็จริง แต่ก็สามารถพัฒนาไปสู่ปัญหาระยะยาวที่รุนแรงได้เช่นกัน การกัดเล็บมักเริ่มขึ้นในวัยเด็ก เป็นเรื่องปกติที่เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบจะกัดเล็บอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอาจติดเป็นนิสัยไปจนถึงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน  สาเหตุของพฤติกรรมชอบกัดเล็บ สาเหตุของพฤติกรรมที่ชอบกัดเล็บนั้นอาจมาจากพันธุกรรม แต่ขณะเดียวกันการกัดเล็บก็มักเกี่ยวกับความวิตักกังวล เพราะการกัดหรือเคี้ยวเล็บตนเองจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดและความเบื่อหน่ายลงได้ คนที่กัดเล็บจนเป็นนิสัยมักจะบอกว่าพวกเขาทำเช่นนั้นเมื่อรู้สึกกระวนกระวายใจ เบื่อ เหงา หรือแม้แต่เวลาที่หิว นอกจากนี้ การกัดเล็บยังเป็นนิสัยที่ติดมาจากการชอบดูดนิ้วหัวแม่มือในวัยเด็ก รวมถึงสามารถเชื่อมโยงไปถึงโรคสมาธิสั้น และปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้อีกด้วย ความรู้สึกของผู้มีพฤติกรรมชอบกัดเล็บ ผลข้างเคียงจากการกัดเล็บ การกัดเล็บถือเป็นโรคทางจิต ? ในทางการแพทย์มีการพูดถึงโรคกัดเล็บ (Onychophagia) ซึ่งเป็นคำใช้เรียกสำหรับคนที่มีพฤติกรรมชอบกัดเล็บเป็นประจำหรือเรื้อรัง โดยโรคกัดเล็บเป็นหนึ่งในพฤติกรรม Body-Focused Repetitive Behaviors (BFRBs) และอาจเกิดร่วมกับ BFRBs ประเภทอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมชอบดึงผมตนเอง เป็นต้น  นอกจากนี้ พฤติกรรมกัดเล็บยังเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตและปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคสมาธิสั้น ภาวะซึมเศร้า และภาวะทางอารมณ์อื่น ๆ ด้วย ที่สำคัญยังพบว่าเด็กที่มีพฤติกรรมกัดเล็บมีความเสี่ยงของภาวะไฮเปอร์ มีปัญหาด้านอารมณ์…
08/05/2023
Read More

สมาร์ตวอตช์ตรวจจับการนอนหลับของคุณด้วยวิธีไหน?

ผลลัพธ์ของการนอนหลับในทุก ๆ เช้าที่คุณอาจอ่านจากสมาร์ตวอตช์มาจากไหน แล้วสมาร์ตวอตช์ที่เราสวมในแต่ละคืนตรวจจับการนอนของเราด้วยวิธีไหน?
08/05/2023
Read More

นักวิจัยเผยช่วง 30 ปีที่ผ่าน เจ้าหนูของผู้ชายมีค่าเฉลี่ยความยาวเพิ่มขึ้น

เกิดก่อนใช่ว่าจะเก๋า เพราะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 ที่ผ่านมา บทความวิชาการจาก The World Journal of Men’s Health ที่ได้รวบรวมและวิเคราะห์ขนาดอวัยวะเพศชายของผู้ชายหลากหลายเชื้อชาติและช่วงอายุจำนวนมากกว่า 18,000 คน ในการศึกษากว่า 20 ชิ้น ตั้งแต่ปี 1992–2021 และพบว่าค่าเฉลี่ยของอวัยวะเพศชายเมื่อแข็งตัวเพิ่มขึ้นกว่า 24 เปอร์เซ็นต์หรือราว 1.4 นิ้ว จาก 4.6 นิ้ว กลายเป็น 6 นิ้วเลยทีเดียว โดยข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเป็นการวัดและรวบรวมโดยแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น เพราะโดยปกติแล้วผู้ชายมักจะบอกว่าน้องชายของตัวเองใหญ่และยาวเกินความเป็นจริงเสมอ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่งานวิจัยนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดก็เพราะว่าการศึกษาอีกชิ้นที่นำโดย นพ.ไมเคิล ไอเซนเบิร์ก (Michael Eisenberg) ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินปัสสาวะจากโรงเรียนแพทย์ของ Stanford University ในแคลิฟอร์เนียที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลของขนาดอวัยวะเพศชายจากการศึกษากว่า 75 ชิ้น ตั้งแต่ปี 1942–2021 ซึ่งมีข้อมูลของผู้ชายกว่า 55,000 คนที่มีอายุระหว่าง 18–86 ปี โดยข้อมูลจากงานวิจัยนี้พบว่าจำนวนของอสุจิหรือสเปิร์มและฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ที่เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์…
06/05/2023
Read More

Toxic Relationship คุณกำลังตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษหรือไม่ ?

Toxic Relationship คือ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ทำให้คุณรู้สึกอึดอัด ไม่ได้รับการให้เกียรติ ถูกดูหมิ่น หรือถูกคุกคามทางด้านอารมณ์ จิตใจ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกความสัมพันธ์ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และความสัมพันธ์แบบคู่รัก ซึ่ง Toxic Relationship ถือว่าสร้างผลกระทบให้หลาย ๆ คนที่ติดอยู่ในวังวนนี้ และหากบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือแม้แต่มีแนวโน้มซึมเศร้า คุณอาจจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ  คุณจึงควรต้องรู้เกี่ยวกับ Toxic Relationship รวมถึงสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เป็นพิษ และตรวจสอบว่าคุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์นี้หรือไม่  สัญญาณ Toxic Relationship 1.ขาดการสนับสนุน ในความสัมพันธ์ที่ดี แน่นอนว่าคุณย่อมอยากเห็นคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวตนเองประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกว่าบุคคลเหล่านั้นขาดการสนับสนุนความก้าวหน้าของคุณ และรู้สึกราวกับว่าพวกเขาต้องการที่จะแข่งขันเพื่อเอาชนะคุณมากกว่า ไม่มีแม้แต่การให้กำลังใจ ไม่เคยได้รับการสนับสนุน พวกเขามักสนใจแต่ในสิ่งที่พวกเขาต้องการเท่านั้น และนานวันคุณเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องพบเจอคนเหล่านั้น นั่นเป็นหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าตอนนี้คุณอาจกำลังเผชิญกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอยู่ 2.การสื่อสารที่เป็นพิษ แทนที่จะแสดงความเมตตาและเคารพซึ่งกันและกัน บทสนทนาส่วนใหญ่ของคุณกลับเต็มไปด้วยการเสียดสีหรือการวิจารณ์ และการดูถูก ยิ่งต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม สุดท้ายคุณอาจเริ่มเลี่ยงการพูดคุยกับพวกเขาเพื่อหลีกหนีจากการโต้เถียงกัน จนในที่สุดก็กลายเป็นความอึดอัดที่ต้องอยู่ในความสัมพันธ์นี้…
05/05/2023
Read More

โอกาสสู่ความสำเร็จน้อยลง เพราะชอบพูดถึงตนเองในด้านลบ (Negative Self-Talk)

การคิดหรือวิจารณ์ตนเองไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะบางครั้งมันทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ และการกระทำของตนเอง แต่หากความคิดนั้น ๆ ส่งผลด้านลบต่อชีวิตของคุณ คุณควรบอกลาการคิดในแง่ร้ายต่อตนเอง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตคุณมีเรื่องดี ๆ เข้ามา  พูดถึงตนเองในด้านลบ (Negative Self-Talk)  การพูดถึงตนเองในด้านลบมีได้หลายรูปแบบ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เช่น ฉันไม่เก่งเรื่องนี้ ดังนั้นฉันต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของตนเอง หรือในบางครั้งอาจเป็นการประเมินสถานการณ์ของตนเอง เช่น ฉันไม่สามารถทำงานด้านนี้ได้ เพราะฉันไม่เก่งคณิตศาสตร์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากการจินตนาการที่มีพื้นฐานมาจากความกลัวของคุณที่คุณคิดไปก่อนที่จะได้ลงมือทำว่าตนเองทำไม่ได้ โดยปกติแล้วการพูดถึงตนเองในด้านลบ คือ บทสนทนาในใจที่คุณมักจะมองตนเองในแง่ร้าย และจำกัดความสามารถของตนเองอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่มั่นใจในตนเอง และมีส่วนทำให้คุณไม่มั่นใจในศักยภาพของตนเองมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังนั้น การพูดถึงตนเองในด้านลบไม่เพียงแต่สร้างความเครียด แต่ยังบั่นทอนความสำเร็จในชีวิตคุณอีกด้วย ผลกระทบจากการพูดถึงตนเองในด้านลบ มีการศึกษาที่ระบุไว้ว่า การพูดถึงตนเองในด้านลบ การตำหนิ และการไม่เชื่อมั่นในตนเองนั้นมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตตามมา เพราะการจดจ่อกับความคิดเชิงลบอาจทำให้แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรัก ลดลงได้อย่างไม่รู้ตัว อีกทั้งความสามารถในการมองเห็นโอกาสก้าวหน้าและแนวโน้มที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ลดลงด้วย ที่สำคัญหากคุณมักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงตนเองในเชิงลบบ่อยครั้งมากขึ้น อาจเสี่ยงที่จะเป็นภาวะซึมเศร้าได้  บอกลาการพูดถึงตนเองในด้านลบ การที่คุณพูดถึงตนเองในเชิงลบจะนำพามาซึ่งความเครียด และอาจนำพลังลบมาสู่ชีวิตของคุณ ส่งผลถึงสภาพจิตใจและลดโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตไปโดยปริยาย โดยวิธีที่จะช่วยลดการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองในด้านลบมี ดังนี้ 1.รู้เท่าทันตนเองเมื่อคุณเริ่มพูดถึงตนเองในด้านลบ คุณควรต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง…
05/05/2023
Read More

ให้การดูแลสุขภาพของผู้หญิงง่ายขึ้นด้วยแอปพลิเคชัน Flo Period Tracker & Calendar

การตกไข่ (Ovulation) และการมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แม้เป็นเรื่องพื้นฐานและเกิดขึ้นทุกเดือน แต่สาว ๆ บางคนก็ไม่ได้จริงจังกับการนับวันตกไข่หรือวันประจำเดือนมาสักเท่าไหร่ ซึ่งอาจทำให้เตรียมตัวไม่ทัน อย่างเพิ่งรู้สึกได้ว่าประจำเดือนจะมาแล้วแต่ไม่ได้พกผ้าอนามัยติดตัวไว้อะไรแบบนั้น หรือบางคนอาจอารมณ์แปรปรวนในช่วงที่ประจำเดือนจะมา การรู้วันตกไข่ล่วงหน้าอาจช่วยให้คุณจัดการกับอารมณ์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การนับวันไข่ตกยังสามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้ด้วยการกำหนดวันในการมีเซ็กส์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีส่วนช่วยเพิ่มความสำเร็จในการตั้งครรภ์ Hack for Health เลยจะมาแนะนำ Flo Period Tracker & Calendar แอปพลิเคชันนับวันไข่ตกให้กับสาว ๆ กัน แอปพลิเคชัน Flo Period Tracker & Calendar Flo Period Tracker & Calendar มียอดผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 250 ล้านคน ซึ่งแอปพลิเคชันนี้ไม่ได้ช่วยแค่การติดตามวันไข่ตก แต่คุณยังสามารถใช้เพื่อดูแลสุขภาพอื่น ๆ อย่างน้ำหนักตัว การนอนหลับ การดื่มน้ำ อาการช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน และบันทึกกิจกรรมทางเพศ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้หญิง พอคุณเริ่มใช้งาน แอปพลิเคชันมีแบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะการเป็นประจำเดือนหรือจุดประสงค์เป้าหมายที่คุณต้องการ อย่างการติดตามวันไข่ตกเพื่อการตั้งครรภ์โดยเฉพาะ การลดน้ำหนัก การดูแลเรื่องการนอนหลับ ความเครียด…
02/05/2023
Read More

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไมโครพลาสติกกับผลกระทบต่อสุขภาพ น่ากังวลแค่ไหน?

ไมโครพลาสติก (Microplastic) และนาโนพลาสติก (Nanoplastic) ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นผลพวงจากอุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตของมนุษย์ พลาสติกทั้งหลายที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่ได้ถูกทำลายและสลายไป แต่ถูกทำให้มีขนาดเล็กลงด้วยวิธีการต่าง ๆ จนสามารถปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมทั่วโลกในแบบที่วิทยาการมนุษย์ในปัจจุบันไม่สามารถหยุดยั้งได้ โดยพลาสติกขนาดจิ๋วนี้อยู่ในทุกที่ ในดิน ในน้ำ ในอากาศที่เราหายใจ ในอาหารที่เรากิน หรือแม้แต่น้ำในขวดที่เราเชื่อว่าสะอาด การศึกษาพบว่ามนุษย์เราได้รับไมโครพลาสติกเฉลี่ย 5 กรัม/สัปดาห์จากอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งชวนให้หลายคนรู้สึกกังวลถึงผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะภาพจำเกี่ยวกับพลาสติกของคนส่วนใหญ่คือสารเคมีหรือสิ่งของที่ใช้ภายนอก หากสิ่งเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายก็อาจเป็นอันตรายได้ แต่จริง ๆ แล้วเป็นอย่างนั้นจริงหรือ? บทความนี้ Hack for Health จะมาแฮกเรื่องนี้กัน! ไมโครพลาสติก < 5 มิลลิเมตร นาโนพลาสติก = 1–1000 นาโนเมตร PM2.5 < 2.5 ไมโครเมตร นาโนเมตร < ไมโครเมตร < มิลลิเมตร < เซนติเมตร ข้อเท็จจริงเรื่องปัญหาสุขภาพจากไมโครพลาสติก นักวิทยาศาสตร์รู้จักกับไมโครพลาสติกมานานแล้ว แต่ในตั้งแต่ปี 2019…

PR Partners

See All
26/12/2025
Meechok Dechpokasup | 2 days ago
Read More

Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)