Read
| Health
03/09/2025
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 116 days ago
เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 40% มีแท็บเล็ตส่วนตัว เสี่ยง ‘ภาวะออทิสติกเทียม’
ยุคสมัยเปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนตาม แน่นอนว่าไลฟ์สไตล์ของเด็กรุ่นใหม่ก็เช่นกัน เมื่อเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและสิ่งเร้ามากมาย ความสนใจก็ย่อมต่างออกไปจากคนยุคก่อน ความสนใจของคนเจนก่อน ๆ คงหนีไม่พ้นทีวี แต่สมัยนี้คือแท็บเล็ตไปหมดแล้ว มองไปทางไหน ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงเด็กเล็ก ก็ต่างมีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ราวกับอุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี กว่า 40% มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ข้อมูลล่าสุดจาก Common Sense Media สหรัฐฯ รายงานว่า เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี กว่า 40% หรือเด็ก 4 คนจาก 10 คน มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง หากอ่านแบบผิวเผินอาจดูเป็นเรื่องปกติของสังคมยุคปัจจุบัน แต่แท้จริงแล้วการติดแท็บเล็ตตั้งแต่อายุไม่ถึง 2 ปี น่ากังวลและร้ายแรงมากกว่านั้น เพราะอาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็น ‘ภาวะออทิสติกเทียม’ ทำความรู้จัก "ออทิสติกเทียม" ออทิสติกเทียม (Pseudo Autism) เป็นภาวะที่เกิดจากการขาดพัฒนาการที่เหมาะสมในวัยเด็กเล็ก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่เด็กได้รับสิ่งกระตุ้นทางเดียว เช่น การดูหน้าจอมากเกินไป จนขาดการสื่อสารสองทางกับคนอื่น ส่งผลให้พัฒนาการด้านภาษาและการเข้าสังคมล่าช้า ออทิสติกเทียมเกิดจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม…
18/07/2024
Read Moreการเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกบุคลิกภาพของเจ้าของ
การเลี้ยงสัตว์เป็นสิ่งที่หลายคนเลือกทำเพื่อเพิ่มความสุขและสีสันในชีวิต สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดไม่เพียงแค่เป็นเพื่อนที่ดี แต่ยังสะท้อนถึงบุคลิกภาพและลักษณะเฉพาะตัวของเจ้าของด้วย การเลือกเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ นอกจากจะบ่งบอกถึงความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว ยังสามารถบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเจ้าของได้เช่นกัน การเลี้ยงสัตว์เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้ฝึกฝนความรับผิดชอบ ความอดทน และการดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของเรา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงยังสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเราอีกด้วย มาดูกันว่า การเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับบุคลิกภาพของเจ้าของได้บ้าง 1. สุนัข บุคลิกภาพ: ผู้ที่เลี้ยงสุนัขมักจะเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ชอบเข้าสังคม และมีความอดทน สุนัขเป็นสัตว์ที่ต้องการการดูแลและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของมีความรับผิดชอบและใส่ใจในสุขภาพของสัตว์เลี้ยง 2. แมว บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงแมวมักจะเป็นคนที่มีความเป็นอิสระ ชอบความสงบ และมีความคิดสร้างสรรค์ แมวเป็นสัตว์ที่ดูแลตัวเองได้ดี และต้องการพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความเข้าใจและเคารพในความเป็นอิสระของผู้อื่น 3. นก บุคลิกภาพ: เจ้าของนกมักจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ รักความสวยงาม และมีความสงบ นกเป็นสัตว์ที่มีสีสันและเสียงร้องที่ไพเราะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของชื่นชอบความงามและความรื่นรมย์ในชีวิต 4. ปลา บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงปลามักจะเป็นคนที่มีความใจเย็น ใส่ใจในรายละเอียด และมีความสงบ การดูแลตู้ปลาให้สะอาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับปลา ต้องการความอดทนและการดูแลอย่างต่อเนื่อง 5. หนูแฮมสเตอร์ หรือหนูตะเภา บุคลิกภาพ: เจ้าของหนูแฮมสเตอร์หรือหนูตะเภามักจะเป็นคนที่ชอบความน่ารัก ความสนุกสนาน และมีความเป็นเด็กในใจ หนูเหล่านี้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและชอบเล่น ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความใส่ใจและชื่นชอบความสนุกสนานในชีวิต…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 528 days ago
18/07/2024
Read Moreการนินทา การสื่อสารที่ทรงพลัง ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์
“การนินทา” เป็นการกระทำที่มักถูกมองในแง่ลบ แต่จะทำยังไงละถึงจะเทิร์นให้เป็นข้อดีได้ มาดูจิตวิทยาของการนินทา และกลยุทธ์ที่จะใช้การนินทาให้เป็นประโยชน์กัน ประโยชน์ของ “การนินทา” คือ การสร้างสายสัมพันธ์ทางสังคม ทำยังไงให้เกิดประโยชน์? ต้องเริ่มจากการนินทาในเชิงบวก+ และสุดท้าย คือ ไม่นินทาคนอื่น ด้วยเรื่องเท็จ! หรือเรื่องที่ไม่เป็นความจริง อย่าพยายามตีไข่ใส่สี พูดแต่เฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือมีหลักฐานเท่านั้น เพราะนอกจากจะทำให้คนอื่นเสียหายด้วยเรื่องโกหกแล้ว สิ่งนี้อาจย้อนหาตัวคุณเข้าสักวันก็ได้
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 528 days ago
11/07/2024
Read Moreข้อดีของการสวมหน้ากากเข้าหาคนอื่น (ในบางสถานการณ์)
เราเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงไม่เห็นด้วยกับการ “สวมหน้ากาก” ในการเข้าหาผู้อื่น เพราะมันคือการเข้าหากันแบบ “ไม่จริงใจ” แต่ ! จริง ๆ แล้วสิ่งนี้ก็อาจมีประโยชน์ในยามที่เราต้องเข้าสังคมขนาดใหญ่ หรือสังคมที่เราไม่คุ้นเคย โดยที่เราไม่อาจรู้เลยว่าคนที่เราไปพบแต่ละคนนั้นเขาคิดอะไรกับเราบ้าง เพราะ “ความจริงใจ” จะเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าใช้ถูกคน เนื่องจากบางคนก็อาจจะใช้ความจริงใจของเรา นำไปสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเขา โดยที่เขาก็ไม่ได้แคร์ความรู้สึกของเราเลย หรือนำความจริงใจที่เรามอบให้ ย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกทีหนึ่งก็มี การ “สวมหน้ากาก” ในบางสถานการณ์ ที่เรานำมาแนะนำในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องไปหลอกใคร หรือแสดงความไม่จริงใจกับใคร แต่เพียงแค่สร้าง “กำแพงใจ” ขึ้นมาในระหว่างที่เข้าสังคมนั้นก็พอ เพราะสังคมบางแห่งไม่ได้เหมาะกับเรา คุณเองก็ไม่ต้องไปฝืนใจที่จะพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนั้น และเลือกแสดงความจริงใจและเปิดเผยความรู้สึก ในสังคมที่คุณรู้สึกว่าเป็น safe zone และทำให้ชีวิตของคุณมีคุณค่าเท่านั้นก็พอ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตก็คือ “ปรับตัวให้เป็น” อยู่ให้ถูกที่ ทำดีให้ถูกคน ใครที่ทำไม่ดีกับเราก็แค่ปั้นหน้าคบไปวัน ๆ ไม่ต้องไปให้ใจอะไรเท่านั้นก็พอแล้ว คุณเองก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียความรู้สึกในภายหลังด้วย
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 535 days ago
15/05/2023
Read Moreบอกลาหน้ามัน! วิธีดูแลผิวหน้าให้สะอาดห่างไกลสิวและผิวมัน
ปัญหาหน้ามัน เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กวนใจใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะไม่เพียงแต่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายผิวหน้าเท่านั้น แต่งหน้าทีไรเครื่องสำอางก็เยิ้มง่าย แถมยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดสิวอีกด้วย ดังนั้น คนที่มีผิวหน้ามันควรเลือกสกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยลดความมันบนใบหน้า แต่ทั้งนี้ก็ยังมีบางคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการดูแลผิวหน้าของตนเอง Hack for Health มีวิธีการดูแลผิวหน้าสำหรับคนหน้ามันมาแนะนำ ผิวมันเกิดจากอะไร ? ต่อมไขมัน เป็นต่อมขนาดเล็กในผิวหนังที่มีอยู่ในทุกส่วนของผิวหนัง ยกเว้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ต่อมเหล่านี้จะผลิตซีบัมซึ่งเป็นสารน้ำมันที่เคลือบและปกป้องผิว เมื่อร่างกายผลิตซีบัมมากเกินไปผิวจะกลายเป็นผิวมันได้ นอกจากนี้ ซีบัมยังสามารถผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและเศษอื่น ๆ ซึ่งอาจอุดตันรูขุมขนต้นเหตุเหล่านี้อาจนำไปสู่การเกิดสิวได้ วิธีทำให้ผิวมันน้อยลง 1.ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ ผู้ที่มีผิวหน้ามันควรล้างทำความสะอาดหน้าอย่างเป็นประจำ และควรใช้สบู่สูตรอ่อนโยน มีค่า pH สมดุล เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH มากกว่า 7 ขึ้นไป อาจทำให้ผิวแห้ง หยาบ ขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นทำให้เกิดสิวเพราะแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี 2.ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดได้ และอาจทำให้หลอดเลือดและต่อมน้ำมันขยายตัว ทำให้รูขุมขนของผิวหนังขยายใหญ่ขึ้นเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวต่าง ๆ สิ่งสกปรกก็จะเข้าไปอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายและเป็นสิวในที่สุด ดังนั้น ผู้ที่มีผิวหน้ามันจึงควรลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ 3.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดซาลิไซลิก การขัดผิวอย่างอ่อนโยนโดยใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่มีสารเคมี เช่น…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 958 days ago
11/05/2023
Read Moreศิลปะการพูดคุย เรื่องเลือกตั้งในที่ทำงาน
เหตุผลที่หลาย ๆ คนมองว่า การพูดคุยเรื่องการเมืองหรือการเลือกตั้งในสถานที่ทำงาน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะเราทุกคนล้วนมีความเชื่อที่แตกต่างกัน เพื่อนร่วมงานของคุณ อาจมีความเชื่อและค่านิยมทางการเมืองในบางแง่มุมที่ลึกซึ้ง และการพูดคุยเรื่องการเมืองในที่ทำงานอาจนำไปสู่ความไม่ลงรอยกัน และเกิดความตึงเครียดระหว่างเพื่อนร่วมงาน สิ่งนี้จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ชวนอึดอัด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมากเลยทีเดียว แต่เมื่อถึงงานอิเวนต์ใหญ่ อย่างการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ หรือการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเลือกตัวแทนประชาชนครั้งสำคัญ ก็อาจมีประเด็นพูดคุยในเรื่องนี้บ้างในที่ทำงาน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ในกรณีที่คุณหลีกเลี่ยงการคุยไม่ได้จริง ๆ หรือคุณอยากจะนำเสนอทัศนคติ มุมมองของตัวเองต่อการเลือกตั้ง จะมีวิธีการพูดอย่างไร ที่จะทำให้บรรยากาศในการสนทนานั้นเป็นไปอย่างราบรื่น เกิดการแลกเปลี่ยนการพูดคุยกันอย่างมีเหตุผล ไม่ทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจตามมา วันนี้เราก็ได้หยิบจับนำประเด็นนี้แหละมานำเสนอคุณผู้อ่านกัน หวังว่าจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย วิธีพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการเมือง ในที่ทำงาน ขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งในการสนทนาเท่านั้น ไม่ทำให้เกิดการลุกลามบานปลายไปจนกระทั่งทำให้เกิดความไม่พอใจส่วนตัว หรือก่อให้เกิดการโกรธเคืองกันแบบรุนแรง เราขอแนะนำวิธีการพูดคุยเรื่องการเมืองในที่ทำงาน แบบมีหลักการและเหตุผล ดังนี้ การรับมือกับความเห็นต่างทางการเมืองในที่ทำงาน แบบดีต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญของการรับมือความเห็นต่างทางการเมืองในที่ทำงาน คือ จะต้องเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ และคุณต้องทำความเข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อ และมีสิทธิ์ที่จะมีความคิดเห็นทางการเมืองเป็นของตนเอง แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะแตกต่างจากความคิดเห็นของคุณก็ตาม หลักจิตวิทยาลดความบาดหมางระหว่างเพื่อนร่วมงาน ในช่วงสถานการณ์ปกติหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้มีประเด็นที่จะต้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง กับเพื่อนร่วมงานมากนัก แต่ในยามที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ หรือการจัดอีเวนต์ใหญ่ ๆ…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 962 days ago
11/05/2023
Read Moreวิธีรับมือเพื่อยื้อชีวิต! วูบหมดสติจากหัวใจหยุดเต้น ไม่เป็นโรคหัวใจก็เกิดได้ แม้อายุน้อย
หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) เป็นภาวะที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันตามชื่อ เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีสัญญาณหรืออาการบอกล่วงหน้า เมื่อหัวใจที่มีหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดหยุดเต้นจะทำให้ความดันเลือดภายในร่างกายตกลง ระบบอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงก็จะหยุดทำงานตามไปด้วย โดยเฉพาะสมอง ผลที่ออกมาคือการวูบหมดสติและล้มลงไป หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเหมาะสมหรือการรักษาที่ทันเวลาอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะนี้ยังอันตรายมาก เพราะเมื่อสมองขาดเลือดและออกซิเจนจะทำให้เซลล์สมองบางส่วนตาย และเป็นอัมพาต ภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เราเข้าใจกันมักจะเป็นโรคของคนสูงวัยที่มีโรคประจำตัว แต่ภาวะนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ว่าคุณจะอายุน้อยก็อาจมีความเสี่ยงของภาวะนี้ด้วยเหมือนกัน การรู้จักกับภาวะนี้และวิธีปฐมพยาบาลจะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนได้ สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน สาเหตุหลักที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมาจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติด้วยสาเหตุต่าง ๆ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นรัว และหยุดเต้น คนที่มีโรคเกี่ยวกับหัวใจมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้มากกว่า อย่างโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดแดงอุดตัน โรคหัวใจโต โรคลิ้นหัวใจรั่ว และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าต่อให้คุณไม่ได้มีโรคหัวใจ คุณก็อาจมีความเสี่ยงได้เหมือนกัน หากมีปัจจัยต่อไปนี้ นอกจากโรคหัวใจและปัจจัยเหล่านี้แล้ว บางคนอาจมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งรู้อีกทีก็เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว รับมือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเพื่อยื้อชีวิต แม้ว่าเคสส่วนใหญ่จะไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า แต่ในบางคนอาจพบอาการเจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจลำบาก รู้สึกเวียนหัวและหน้ามืด ก่อนที่จะหมดสติไป แต่ทั้งหมดนี้มักเกิดในเวลาสั้น ๆ เท่านั้น การปฐมพยาบาลและได้รับการรักษาภายใน 4 นาทีหลังหมดสติมีโอกาสที่ผู้ป่วยจะรอดชีวิต โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนสูงที่สุด โดยแต่ละนาทีที่ผ่านไปจะเสี่ยงอันตรายมากขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อหากพบคนหมดสติจากภาวะหัวใจหยุดเต้น คุณสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ 1. เช็กสถานะของคนที่หมดสติ…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 962 days ago
11/05/2023
Read Moreเช็กด่วน! 12 สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารน้อยเกินไป
ในหนึ่งมื้อคุณคิดว่าตนเองกินอาหารเพียงพอหรือยัง ? หลายคนอาจจะกังวลเรื่องการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรืออาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูงเพราะไม่อยากหุ่นพัง แต่ขณะเดียวกันการกินอาหารที่น้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็อาจจะให้โทษกับคุณได้เช่นเดียวกัน การกินอาหารน้อยเกินไปอย่างเป็นประจำอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และปัญหาภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ตามมา สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารน้อยเกินไป 1.ระดับพลังงานต่ำ หากคุณได้รับแคลอรีน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการน้ำหนักของคุณก็จะลดลง โดยจำนวนแคลอรีที่จำเป็นต่อการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดของร่างกาย ระบบเผาผลาญ และระดับกิจกรรมที่ทำแต่ละวัน แต่การจำกัดการกินให้น้อยกว่า 1,000 แคลอรีต่อวัน อาจทำให้อัตราการเผาผลาญของคุณช้าลง และนำไปสู่ความเหนื่อยล้า เนื่องจากคุณไม่ได้รับแคลอรีมากพอที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต 2.ป่วยบ่อยขึ้น การกินน้อยเกินไปอาจทำให้ได้รับอาหารที่ไม่สมดุล ซึ่งหมายความว่าร่างกายของคนเราไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอเพื่อรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังอาจทำให้อาการป่วย เช่น โรคไข้หวัดหายยากกว่าที่ควร ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง ระบุว่า นักวิจัยพบว่าการให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี กินอาหารเสริม ส่งผลให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้ 3.ผมร่วง ผมร่วง เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลสำหรับหลาย ๆ คน โดยปกติแล้วคนเราจะผมร่วงหลายเส้นทุกวัน แต่หากคุณสังเกตว่าตนเองผมร่วงเยอะมากขึ้น ไม่ว่าจะสะสมอยู่ที่หวี หรือท่อระบายน้ำในห้องน้ำ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกินอาหารไม่เพียงพอ เพราะสารอาหารจำนวนมากจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผมและช่วยบำรุงให้เส้นผมมีสุขภาพดี ซึ่งการได้รับแคลอรี โปรตีน ไบโอติน ธาตุเหล็ก และสารอาหารอื่น…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 962 days ago
10/05/2023
Read MoreIKEA Effect การให้ค่าในสิ่งตัวเองประกอบสร้างมากเกินจริงและการตระหนักคุณค่าในตัวเอง
ทุกคนคงรู้จัก IKEA ห้างสรรพสินค้าที่ขายเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน ซึ่งเวลาที่คุณซื้อเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA คุณจะต้องประกอบเองหรือเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อให้ช่างประกอบให้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ประกอบเฟอร์นิเจอร์ที่ยาก ต้องทำความเข้าใจ และใช้เวลา ซึ่งคุณก็มุมานะประกอบมันจนเสร็จ แม้จะเหงื่อตก แต่ก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองประกอบสร้างขึ้น IKEA Effect เป็นพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาที่ใช้ในทางการตลาดเพื่อเรียกเวลาที่ใครคนใดคนหนึ่งมองผลงานที่ตัวเองประกอบสร้างยิ่งใหญ่เกินความเป็นจริง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA หากคุณนึกถึงการประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม่ออก ลองนึกถึงการต่อจิ๊กซอว์ภาพ Abstract 1,000 ชิ้นจนเสร็จ การต่อเลโก้แผ่นจิ๋วจนกลายเป็นปราสาทหลังใหญ่ หรือการทุ่มเทออกกำลังกายเป็นเดือนจนน้ำหนักลด จุดเริ่มต้นของ IKEA Effect คือการศึกษาที่โดยกลุ่มนักวิจัย 3 คน ได้แก่ ไมเคิล นอร์ตัน, แดเนียล มาโชน์ และ แดน อารีลี โดยให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งประกอบเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ด้วยตัวเอง พอเสร็จแล้วก็นำมาวางเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบด้วยช่างมืออาชีพ และให้อาสาสมัครเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งคนเกินกว่าครึ่งเลือกที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ตัวเองประกอบ แม้มันไม่สมบูรณ์หรือสวยงามเป๊ะ ๆ แบบที่ช่างประกอบก็ตาม ในการศึกษาทีมวิจัยนี้ยังให้อาสาสมัครได้สร้างและประกอบชิ้นงานของตัวเองในแบบอื่น เช่น การพับโอริงามิ (Origami) หรือศิลปะการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นเป็นรูปนกกระเรียนและกบ ซึ่งที่อาศัยสมาธิและความละเอียดสูง ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมาคล้ายกัน คือ…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 963 days ago
10/05/2023
Read Moreวิธีรับมือเมื่อคุณกำลังตกเป็นเหยื่อการบูลลี่ในที่ทำงาน (Workplace Bullying)
การบูลลี่ในที่ทำงาน (Workplace Bullying) หรือการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน เป็นการทารุณกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจรวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การวิจารณ์ด้วยวาจา การตำหนิ ดูหมิ่นดูแคลน หรือการใช้อำนาจบีบบังคับ เป็นต้น จากผลสำรวจพบว่าคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมักถูกบูลลี่หรือกลั่นแกล้งในที่ทำงานถึง 30% โดยการบูลลี่ในที่ทำงานส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และสร้างความอึดอัดในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอีกด้วย สัญญาณและผลกระทบของการบูลลี่ในที่ทำงาน หากคุณตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้งหรือรังแกในที่ทำงาน คุณอาจเริ่มต้นแต่ละสัปดาห์ด้วยความวิตกกังวล จากนั้นคุณจะเริ่มนับถอยหลังจนกว่าจะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เพราะทุกข์ทรมานกับการต้องเจอบุคคลเหล่านั้นในที่ทำงาน โดยพฤติกรรมที่คุณอาจจะเจอจากเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมบูลลี่หรือกลั่นแกล้ง มีดังนี้ การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน อาจไม่ได้มีลักษณะที่โจ่งแจ้งเปิดเผยเสมอไป อาจใช้รูปแบบที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เช่น การโยนความผิดให้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร จนผู้ถูกกลั่นแกล้งเกิดความรู้สึกผิดและสับสนเสียเองว่าสรุปแล้วตนเองเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ ผลเสียของการบูลลี่ในที่ทำงาน 1.ผลเสียด้านสุขภาพ ผลกระทบของการบูลลี่ในที่ทำงานไม่ได้จบลงเมื่อคุณออกจากที่ทำงานแต่จะต่อเนื่องจนถึงเวลาเข้านอนของคุณเลยทีเดียว และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจตามมา รวมถึงความดันโลหิตสูง อารมณ์แปรปรวน ตื่นตระหนก และความเครียด ผู้ที่ถูกรังแกในที่ทำงานอาจมีอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อตึง และมีความอยากอาหาร นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ นำไปสู่ความเครียดที่เพิ่มขึ้น เกิดความรู้สึกนับถือตนเองต่ำ วิตกกังวล และเป็นซึมเศร้าในที่สุด นอกจากนี้ นักวิจัยพบว่าเพื่อนร่วมงานของผู้ที่ถูกรังแกก็ได้รับผลกระทบด้านลบเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ถูกรังแกก็ตาม การศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งและผู้ที่พบเห็นการกลั่นแกล้งมักจะได้รับประเภทยากล่อมประสาท และยานอนหลับ เป็นต้น 2.ผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 963 days ago
10/05/2023
Read MoreTelemedicine การหาหมอออนไลน์ เทรนด์การแพทย์แห่งยุคดิจิทัล
Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกล เรียกกันแบบง่าย ๆ ว่าการหาหมอออนไลน์ Telemedicine เป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกใช้กันมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของการหาหมอในโลกยุคดิจิทัล Telemedicine จำลอง Ecosystem ขนาดเล็กของโรงพยาบาลมาไว้บนอุปกรณ์ของคุณ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งที่เทคโนโลยี Telemedicine ก้าวหน้ามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในบทความนี้ Hack for Health จะพาคุณไปรู้จักกับ Telemedicine เทคโนโลยีการหาหมอของโลกยุคใหม่นี้กัน รู้จักกับ Telemedicine การหาหมอออนไลน์ คำว่า Telemedicine เป็นการผสมระหว่าง 2 คำ คือ 1) Tele ที่หมายความว่าไกล และ 2) Medicine ที่หมายความว่ายาหรือการรักษาโรค พอมารวมกันก็หมายถึงการหาหมอแบบทางไกล Telemedicine เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งเป็นการสื่อสารผ่านช่องทางที่มีในสมัยนั้น อย่างโทรศัพท์หรือจดหมาย แต่ทุกวันนี้รูปแบบหลักของการหาหมอแบบทางไกล คือ การเอาฟังก์ชัน VDO Call มาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ แทนที่ผู้ป่วยจะต้องไปโรงพยาบาลก็สามารถพบแพทย์ผ่านทางแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่รองรับการ VDO…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 963 days ago
10/05/2023
Read Moreการกินอาหารเมนูเดิมซ้ำ ๆ ทุกวันเพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพ
เชื่อว่าคนทุกคนต้องมีอาหารที่ชื่นชอบหรืออาหารที่เรียกได้ว่าเป็นเซฟโซน เวลาคิดอะไรไม่ออกก็มักจะเลือกกินอาหารเมนูเดิมบ่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับคนที่กินอาหารเมนูเดิมซ้ำ ๆ ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะจากร้านเดิมด้วยแล้วอาจเกิดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงของโรคเลยก็ว่าได้ ต่อให้อาหารชนิดนั้นจะมีประโยชน์ก็ตาม การกินอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ อันตรายขนาดนั้นเลยหรือ? การกินอาหารแบบเดิมซ้ำทุกวันเกิดได้จากหลายเหตุผล เช่น ความชื่นชอบในรสชาติอาหาร ความคุ้นเคยกับอาหาร ราคาถูก ไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี กินแบบเดิมเพราะประหยัดเวลาคิด ลดความยุ่งยาก ไม่มีเมนูให้เลือกมาก หรือมีข้อจำกัดด้านการกิน อย่างไม่กินเผ็ด ไม่กินผัก เป็นวีแกน หรือกำลังคุมอาหารอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนที่บอกว่าไม่ควรกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนานเกินไป แต่เพียงแค่คุณกินมื้อเที่ยงด้วยเมนูเดิมซ้ำกัน 1 สัปดาห์คุณอาจได้รับผลกระทบแล้ว เพียงแค่ไม่ใช่ผลกระทบที่รุนแรงและทำให้เกิดอาการ แต่สำหรับคนที่กินต่อกันเป็นเดือน หลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปีอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลกระทบทางสุขภาพจากการกินอาหารเมนูเดิมซ้ำ ๆ ในระยะแรก คุณอาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านลบของสุขภาพ แต่นานวันเข้า คุณอาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่อไปนี้ได้ สารอาหารในร่างกายเสียสมดุล ร่างกายมนุษย์ต้องการสารอาหารหลากหลายชนิดเพื่อรักษาการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ แน่นอนว่าการกินอาหารเมนูเดิม ๆ ที่มีวัตถุดิบซ้ำ ๆ ทำให้คุณได้รับสารอาหารชนิดเดิมทุกวัน อย่างแรกเลยคือคุณจะได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินไป เช่น การกินกะเพราหมูกรอบอาจทำให้คุณได้รับไขมันอิ่มตัวมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ร่างกายคุณขาดสารอาหารบางชนิด เช่น…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 963 days ago
09/05/2023
Read Moreความเชื่อและข้อเท็จจริงของไข่ไก่กับสุขภาพที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน
ไข่ไก่ วัตถุดิบพื้นฐานของอาหารทั่วโลกจนอาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารของมวลมนุษยชาติ หาง่าย นำมาปรุงได้หลากหลายเมนู ทั้งคาวและหวาน ที่สำคัญ คือ ไข่ไก่มีสารอาหารหลากหลายชนิด แม้ผู้คนจะคุ้นเคยกับรสชาติของไข่ แต่ยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบชนิดนี้ รวมถึงความเชื่อที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับไข่ไก่ มาดูกันว่า 1. ความเชื่อ: การกินไข่ดิบและไข่ไม่สุกได้โปรตีนสูงกว่า หลายคนอาจคุ้นกับภาพของนักกล้ามที่กินไข่ไก่ดิบหลังออกกำลังกายเพื่อช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ แต่นั่นเป็นเพียงภาพจำแบบผิด ๆ ในการกินไข่ เพราะร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยโปรตีนของไข่ดิบได้ทั้งหมด โดยอาจย่อยและดูดซึมได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่การนำไข่ไปปรุงสุกด้วยความร้อนจะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างของโปรตีนในไข่และช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมโปรตีนจากไข่ไก่ได้ราว 90 เปอร์เซ็นต์ของโปรตีนทั้งหมด 2. ความเชื่อ: การล้างไข่ไก่ก่อนปรุงช่วยลดเชื้อโรค เมื่อซื้อไข่จากตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต หลายบ้านมักจะนำไข่มาล้างเพื่อทำความสะอาดเอาเศษดินหรือมูลของไก่ออกไป โดยที่เข้าใจว่าจะทำให้ไข่สะอาดขึ้น แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะบริเวณเปลือกไข่มีรูพรุนขนาดเล็กอยู่จำนวนมากและบนเปลือกไข่ก็มีแบคทีเรียอาศัยอยู่จริง ซึ่งการไข่ไปล้างน้ำอาจทำให้น้ำล้างเอาแบคทีเรียตัวจิ๋วเข้าไปในไข่ผ่านรูเล็ก ๆ บนเปลือกได้มากขึ้น โดยเฉพาะการล้างด้วยน้ำเย็น 3. ความเชื่อ: คนสูงอายุไม่ควรกินไข่แดง คอเลสเตอรอลในเลือดสูงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ ซึ่งไข่ไก่ โดยเฉพาะไข่แดงถูกมองว่าเป็นตัวร้ายและเป็นสาเหตุของภาวะคอเลสเตอรอลสูงที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจได้ เพราะไข่ไก่มีคอเลสเตอรอล 200–300 มิลลิกรัม แต่ในปัจจุบันยังไม่มีผลงานวิจัยที่ยืนยันแน่ชัดว่าการกินไข่ไก่ในปริมาณปกติเพิ่มความเสี่ยงของภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง นักโภชนาการและแพทย์จึงยังแนะนำให้คนส่วนใหญ่ รวมถึงคนสูงอายุกินไข่ 1 ฟองต่อวัน เพราะสารอาหารสูง ทั้งโปรตีน กรดอะมิโน…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 964 days ago
09/05/2023
Read Moreชอบกัดเล็บตัวเอง เป็นอาการทางจิตหรือไม่ ?
เด็กหลายคน รวมถึงผู้ใหญ่บางคนมีนิสัยชอบกัดเล็บตนเอง จนบางครั้งเล็บสั้นกุดทำให้ติดเชื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงติดนิสัยนี้ไม่หายสักที เคยสงสัยหรือไม่ว่าพฤติกรรมที่ชอบกัดเล็บมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะแม้ว่าพฤติกรรมนี้จะไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพในระยะยาวก็จริง แต่ก็สามารถพัฒนาไปสู่ปัญหาระยะยาวที่รุนแรงได้เช่นกัน การกัดเล็บมักเริ่มขึ้นในวัยเด็ก เป็นเรื่องปกติที่เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบจะกัดเล็บอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอาจติดเป็นนิสัยไปจนถึงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน สาเหตุของพฤติกรรมชอบกัดเล็บ สาเหตุของพฤติกรรมที่ชอบกัดเล็บนั้นอาจมาจากพันธุกรรม แต่ขณะเดียวกันการกัดเล็บก็มักเกี่ยวกับความวิตักกังวล เพราะการกัดหรือเคี้ยวเล็บตนเองจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดและความเบื่อหน่ายลงได้ คนที่กัดเล็บจนเป็นนิสัยมักจะบอกว่าพวกเขาทำเช่นนั้นเมื่อรู้สึกกระวนกระวายใจ เบื่อ เหงา หรือแม้แต่เวลาที่หิว นอกจากนี้ การกัดเล็บยังเป็นนิสัยที่ติดมาจากการชอบดูดนิ้วหัวแม่มือในวัยเด็ก รวมถึงสามารถเชื่อมโยงไปถึงโรคสมาธิสั้น และปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้อีกด้วย ความรู้สึกของผู้มีพฤติกรรมชอบกัดเล็บ ผลข้างเคียงจากการกัดเล็บ การกัดเล็บถือเป็นโรคทางจิต ? ในทางการแพทย์มีการพูดถึงโรคกัดเล็บ (Onychophagia) ซึ่งเป็นคำใช้เรียกสำหรับคนที่มีพฤติกรรมชอบกัดเล็บเป็นประจำหรือเรื้อรัง โดยโรคกัดเล็บเป็นหนึ่งในพฤติกรรม Body-Focused Repetitive Behaviors (BFRBs) และอาจเกิดร่วมกับ BFRBs ประเภทอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมชอบดึงผมตนเอง เป็นต้น นอกจากนี้ พฤติกรรมกัดเล็บยังเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตและปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคสมาธิสั้น ภาวะซึมเศร้า และภาวะทางอารมณ์อื่น ๆ ด้วย ที่สำคัญยังพบว่าเด็กที่มีพฤติกรรมกัดเล็บมีความเสี่ยงของภาวะไฮเปอร์ มีปัญหาด้านอารมณ์…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 964 days ago
08/05/2023
Read Moreสมาร์ตวอตช์ตรวจจับการนอนหลับของคุณด้วยวิธีไหน?
ผลลัพธ์ของการนอนหลับในทุก ๆ เช้าที่คุณอาจอ่านจากสมาร์ตวอตช์มาจากไหน แล้วสมาร์ตวอตช์ที่เราสวมในแต่ละคืนตรวจจับการนอนของเราด้วยวิธีไหน?
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 965 days ago
08/05/2023
Read Moreนักวิจัยเผยช่วง 30 ปีที่ผ่าน เจ้าหนูของผู้ชายมีค่าเฉลี่ยความยาวเพิ่มขึ้น
เกิดก่อนใช่ว่าจะเก๋า เพราะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 ที่ผ่านมา บทความวิชาการจาก The World Journal of Men’s Health ที่ได้รวบรวมและวิเคราะห์ขนาดอวัยวะเพศชายของผู้ชายหลากหลายเชื้อชาติและช่วงอายุจำนวนมากกว่า 18,000 คน ในการศึกษากว่า 20 ชิ้น ตั้งแต่ปี 1992–2021 และพบว่าค่าเฉลี่ยของอวัยวะเพศชายเมื่อแข็งตัวเพิ่มขึ้นกว่า 24 เปอร์เซ็นต์หรือราว 1.4 นิ้ว จาก 4.6 นิ้ว กลายเป็น 6 นิ้วเลยทีเดียว โดยข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเป็นการวัดและรวบรวมโดยแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น เพราะโดยปกติแล้วผู้ชายมักจะบอกว่าน้องชายของตัวเองใหญ่และยาวเกินความเป็นจริงเสมอ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่งานวิจัยนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดก็เพราะว่าการศึกษาอีกชิ้นที่นำโดย นพ.ไมเคิล ไอเซนเบิร์ก (Michael Eisenberg) ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินปัสสาวะจากโรงเรียนแพทย์ของ Stanford University ในแคลิฟอร์เนียที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลของขนาดอวัยวะเพศชายจากการศึกษากว่า 75 ชิ้น ตั้งแต่ปี 1942–2021 ซึ่งมีข้อมูลของผู้ชายกว่า 55,000 คนที่มีอายุระหว่าง 18–86 ปี โดยข้อมูลจากงานวิจัยนี้พบว่าจำนวนของอสุจิหรือสเปิร์มและฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ที่เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 965 days ago
06/05/2023
Read MoreToxic Relationship คุณกำลังตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษหรือไม่ ?
Toxic Relationship คือ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ทำให้คุณรู้สึกอึดอัด ไม่ได้รับการให้เกียรติ ถูกดูหมิ่น หรือถูกคุกคามทางด้านอารมณ์ จิตใจ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกความสัมพันธ์ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และความสัมพันธ์แบบคู่รัก ซึ่ง Toxic Relationship ถือว่าสร้างผลกระทบให้หลาย ๆ คนที่ติดอยู่ในวังวนนี้ และหากบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือแม้แต่มีแนวโน้มซึมเศร้า คุณอาจจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คุณจึงควรต้องรู้เกี่ยวกับ Toxic Relationship รวมถึงสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เป็นพิษ และตรวจสอบว่าคุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์นี้หรือไม่ สัญญาณ Toxic Relationship 1.ขาดการสนับสนุน ในความสัมพันธ์ที่ดี แน่นอนว่าคุณย่อมอยากเห็นคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวตนเองประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกว่าบุคคลเหล่านั้นขาดการสนับสนุนความก้าวหน้าของคุณ และรู้สึกราวกับว่าพวกเขาต้องการที่จะแข่งขันเพื่อเอาชนะคุณมากกว่า ไม่มีแม้แต่การให้กำลังใจ ไม่เคยได้รับการสนับสนุน พวกเขามักสนใจแต่ในสิ่งที่พวกเขาต้องการเท่านั้น และนานวันคุณเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องพบเจอคนเหล่านั้น นั่นเป็นหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าตอนนี้คุณอาจกำลังเผชิญกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอยู่ 2.การสื่อสารที่เป็นพิษ แทนที่จะแสดงความเมตตาและเคารพซึ่งกันและกัน บทสนทนาส่วนใหญ่ของคุณกลับเต็มไปด้วยการเสียดสีหรือการวิจารณ์ และการดูถูก ยิ่งต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม สุดท้ายคุณอาจเริ่มเลี่ยงการพูดคุยกับพวกเขาเพื่อหลีกหนีจากการโต้เถียงกัน จนในที่สุดก็กลายเป็นความอึดอัดที่ต้องอยู่ในความสัมพันธ์นี้…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 967 days ago
05/05/2023
Read Moreโอกาสสู่ความสำเร็จน้อยลง เพราะชอบพูดถึงตนเองในด้านลบ (Negative Self-Talk)
การคิดหรือวิจารณ์ตนเองไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะบางครั้งมันทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ และการกระทำของตนเอง แต่หากความคิดนั้น ๆ ส่งผลด้านลบต่อชีวิตของคุณ คุณควรบอกลาการคิดในแง่ร้ายต่อตนเอง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตคุณมีเรื่องดี ๆ เข้ามา พูดถึงตนเองในด้านลบ (Negative Self-Talk) การพูดถึงตนเองในด้านลบมีได้หลายรูปแบบ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เช่น ฉันไม่เก่งเรื่องนี้ ดังนั้นฉันต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของตนเอง หรือในบางครั้งอาจเป็นการประเมินสถานการณ์ของตนเอง เช่น ฉันไม่สามารถทำงานด้านนี้ได้ เพราะฉันไม่เก่งคณิตศาสตร์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากการจินตนาการที่มีพื้นฐานมาจากความกลัวของคุณที่คุณคิดไปก่อนที่จะได้ลงมือทำว่าตนเองทำไม่ได้ โดยปกติแล้วการพูดถึงตนเองในด้านลบ คือ บทสนทนาในใจที่คุณมักจะมองตนเองในแง่ร้าย และจำกัดความสามารถของตนเองอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่มั่นใจในตนเอง และมีส่วนทำให้คุณไม่มั่นใจในศักยภาพของตนเองมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังนั้น การพูดถึงตนเองในด้านลบไม่เพียงแต่สร้างความเครียด แต่ยังบั่นทอนความสำเร็จในชีวิตคุณอีกด้วย ผลกระทบจากการพูดถึงตนเองในด้านลบ มีการศึกษาที่ระบุไว้ว่า การพูดถึงตนเองในด้านลบ การตำหนิ และการไม่เชื่อมั่นในตนเองนั้นมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตตามมา เพราะการจดจ่อกับความคิดเชิงลบอาจทำให้แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรัก ลดลงได้อย่างไม่รู้ตัว อีกทั้งความสามารถในการมองเห็นโอกาสก้าวหน้าและแนวโน้มที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ลดลงด้วย ที่สำคัญหากคุณมักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงตนเองในเชิงลบบ่อยครั้งมากขึ้น อาจเสี่ยงที่จะเป็นภาวะซึมเศร้าได้ บอกลาการพูดถึงตนเองในด้านลบ การที่คุณพูดถึงตนเองในเชิงลบจะนำพามาซึ่งความเครียด และอาจนำพลังลบมาสู่ชีวิตของคุณ ส่งผลถึงสภาพจิตใจและลดโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตไปโดยปริยาย โดยวิธีที่จะช่วยลดการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองในด้านลบมี ดังนี้ 1.รู้เท่าทันตนเองเมื่อคุณเริ่มพูดถึงตนเองในด้านลบ คุณควรต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 968 days ago
05/05/2023
Read Moreให้การดูแลสุขภาพของผู้หญิงง่ายขึ้นด้วยแอปพลิเคชัน Flo Period Tracker & Calendar
การตกไข่ (Ovulation) และการมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แม้เป็นเรื่องพื้นฐานและเกิดขึ้นทุกเดือน แต่สาว ๆ บางคนก็ไม่ได้จริงจังกับการนับวันตกไข่หรือวันประจำเดือนมาสักเท่าไหร่ ซึ่งอาจทำให้เตรียมตัวไม่ทัน อย่างเพิ่งรู้สึกได้ว่าประจำเดือนจะมาแล้วแต่ไม่ได้พกผ้าอนามัยติดตัวไว้อะไรแบบนั้น หรือบางคนอาจอารมณ์แปรปรวนในช่วงที่ประจำเดือนจะมา การรู้วันตกไข่ล่วงหน้าอาจช่วยให้คุณจัดการกับอารมณ์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การนับวันไข่ตกยังสามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้ด้วยการกำหนดวันในการมีเซ็กส์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีส่วนช่วยเพิ่มความสำเร็จในการตั้งครรภ์ Hack for Health เลยจะมาแนะนำ Flo Period Tracker & Calendar แอปพลิเคชันนับวันไข่ตกให้กับสาว ๆ กัน แอปพลิเคชัน Flo Period Tracker & Calendar Flo Period Tracker & Calendar มียอดผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 250 ล้านคน ซึ่งแอปพลิเคชันนี้ไม่ได้ช่วยแค่การติดตามวันไข่ตก แต่คุณยังสามารถใช้เพื่อดูแลสุขภาพอื่น ๆ อย่างน้ำหนักตัว การนอนหลับ การดื่มน้ำ อาการช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน และบันทึกกิจกรรมทางเพศ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้หญิง พอคุณเริ่มใช้งาน แอปพลิเคชันมีแบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะการเป็นประจำเดือนหรือจุดประสงค์เป้าหมายที่คุณต้องการ อย่างการติดตามวันไข่ตกเพื่อการตั้งครรภ์โดยเฉพาะ การลดน้ำหนัก การดูแลเรื่องการนอนหลับ ความเครียด…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 968 days ago
02/05/2023
Read Moreข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไมโครพลาสติกกับผลกระทบต่อสุขภาพ น่ากังวลแค่ไหน?
ไมโครพลาสติก (Microplastic) และนาโนพลาสติก (Nanoplastic) ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นผลพวงจากอุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตของมนุษย์ พลาสติกทั้งหลายที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่ได้ถูกทำลายและสลายไป แต่ถูกทำให้มีขนาดเล็กลงด้วยวิธีการต่าง ๆ จนสามารถปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมทั่วโลกในแบบที่วิทยาการมนุษย์ในปัจจุบันไม่สามารถหยุดยั้งได้ โดยพลาสติกขนาดจิ๋วนี้อยู่ในทุกที่ ในดิน ในน้ำ ในอากาศที่เราหายใจ ในอาหารที่เรากิน หรือแม้แต่น้ำในขวดที่เราเชื่อว่าสะอาด การศึกษาพบว่ามนุษย์เราได้รับไมโครพลาสติกเฉลี่ย 5 กรัม/สัปดาห์จากอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งชวนให้หลายคนรู้สึกกังวลถึงผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะภาพจำเกี่ยวกับพลาสติกของคนส่วนใหญ่คือสารเคมีหรือสิ่งของที่ใช้ภายนอก หากสิ่งเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายก็อาจเป็นอันตรายได้ แต่จริง ๆ แล้วเป็นอย่างนั้นจริงหรือ? บทความนี้ Hack for Health จะมาแฮกเรื่องนี้กัน! ไมโครพลาสติก < 5 มิลลิเมตร นาโนพลาสติก = 1–1000 นาโนเมตร PM2.5 < 2.5 ไมโครเมตร นาโนเมตร < ไมโครเมตร < มิลลิเมตร < เซนติเมตร ข้อเท็จจริงเรื่องปัญหาสุขภาพจากไมโครพลาสติก นักวิทยาศาสตร์รู้จักกับไมโครพลาสติกมานานแล้ว แต่ในตั้งแต่ปี 2019…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 971 days ago
PR Partners
See All26/12/2025
Meechok Dechpokasup | 2 days ago
Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม
กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)

























