ชี้ 4 จุดเด่น 4 จุดอ่อนของ iPhone 12 ทั้งตระกูล ก่อนซื้อ!

จุดเด่นใน iPhone 12 ชุดใหม่

ดีไซน์ตัวเครื่องที่เน้นความบาง

iPhone 12 ทั้งตระกูลนั้นหนา 7.4 mm เท่ากันนะครับ ซึ่งหนาพอๆ กับ Vivo V20 Pro ที่เราเคยได้จับมาก่อน จึงพอคาดการณ์ความรู้สึกในการสัมผัสได้ว่ามันน่าจะดีแบบ Vivo V20 Pro นั้นแหละ

เมื่อ iPhone 12 ทำให้เครื่องบางกลายเป็นเทรนด์ และเราเชื่อว่าแอปเปิ้ลจะใช้ดีไซน์ของ iPhone 12 ต่อไปอีกหลายปี ก็เป็นการบีบให้ตลาดต้องพัฒนาเครื่องที่เน้นความบางอีกครั้งครับ หลังจากผู้ผลิตหลายรายต้องยอมให้เครื่องหนาเพื่อใส่แบตเตอรี่ หรือใส่ชุดกล้องที่อลังการลงไป (ส่วนหนึ่งที่ iPhone บางได้เพราะกล้องไม่ได้อัดพิกเซลเยอะ ๆ ใช้เซนเซอร์ใหญ่มาก ๆ เหมือนคู่แข่ง) ยังไงมือถือบาง ๆ เบา ๆ ก็น่าใช้กว่ามือถือหนา ๆ หนัก ๆ นะ

iPhone 12 Mini คือทางออกของคนรักเครื่องเล็ก

หนึ่งในความปวดใจของผู้ใช้สมาร์ตโฟนที่ไม่ชอบเครื่องใหญ่ ๆ ในปัจจุบัน คือเราแทบไม่เหลือทางเลือกสำหรับมือถือขนาดเล็ก ๆ จับพอดีในมือเดียว ใช้ง่าย ๆ ไม่ต้องกลัวเครื่องตกจากมือเลย เมื่อผู้ผลิตมือถือทุกรายต่างพยายามทำให้หน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งเราอยู่ติดอยู่ในโลกมือถือจอ 6 นิ้วกว่ามายาวนาน

แต่ในที่สุดคนรักมือถือเครื่องเล็ก ๆ ก็มีทางเลือกเป็น iPhone 12 Mini ครับ ด้วยขนาดหน้าจอ 5.4 นิ้ว ซึ่งใหญ่กว่าจอ 4.7 นิ้วของ iPhone SE2 ที่ใช้บอดี้ของ iPhone 6 แต่ตัวเครื่องนั้นเล็กกว่า iPhone SE2 เสียอีก และนี่ก็เป็นมือถือที่รองรับ 5G ที่มีขนาดเล็กและเบาที่สุดด้วย ซึ่งถ้า iPhone 12 Mini ได้รับความนิยม ก็คงทำให้เรามีทางเลือกมือถือจอเล็ก ๆ ต่อไปอีกในอนาคตครับ

นอกจากนี้การที่ iPhone 12 ออกมาถึง 4 รุ่น ตั้งแต่ iPhone 12 Mini ไปจนถึง iPhone 12 Pro Max ก็ทำให้ตอบสนองกับผู้ใช้ได้กว้างขึ้น ตั้งแต่คนรักจอเล็ก ไปจนถึงจอใหญ่ ๆ

หน้าจอ Ceramic Shield ที่แกร่งจริง ๆ

โดยไลน์อัปที่ออกมาทั้ง 4 รุ่น ล้วนใช้หน้าจอ Ceramic Shield ทั้งหมด ทางแอปเปิ้ลเครมว่าหน้าจอ Ceramic Shield สามารถป้องกันการแตกของหน้าจอได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ

การถ่ายวิดีโอ Dolby Vision คือดีงาม

ในฐานะที่แบไต๋ผลิตรายการ ทำคลิปออกมาให้ดูกันเสมอ เราก็ได้ใช้มือถือถ่ายวิดีโอแทนกล้องใหญ่จริง ๆ บ่อยครั้งครับ ซึ่งจุดเด่นที่ iPhone มีมาตลอดคือประสิทธิภาพในการถ่ายวิดีโอที่ไว้ใจได้ คือถึงคู่แข่งจะมีสเปกวิดีโอที่แฟนซี ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง เฟรมเรตวิดีโอสูง แต่สุดท้ายสิ่งที่วงการโปรดักชันต้องการคือวิดีโอที่นุ่มนวล มีการป้องกันภาพสั่นไหวที่ดี ที่สำคัญคือเนื้อวิดีโอมีรายละเอียด ไม่แตกเป็นสี่เหลี่ยมจากการบีบอัดที่มากเกินไป ซึ่งมือถือคู่แข่งมักจะตกม้าตายตรงเนื้อวิดีโอครับ ถ้าเอาไปใช้ตัดต่อ ปรับสีหน่อย จะเห็นรอยแตกจากการบีบอัดแล้ว แต่ iPhone จะไม่มีปัญหานี้ครับ

เมื่อ 2 ปีก่อน Sony ได้เริ่มใส่ระบบการถ่ายวิดีโอ HDR (แบบ HLG) ลงใน Sony Xperia XZ2 ซึ่งก็มีประสิทธิภาพดี สามารถเก็บรายละเอียดภาพวิดีโอในส่วนมืด ส่วนสว่างได้ดีมาก แต่ปัญหาของโซนี่ในขณะนั้นคือยังไม่มีแอปที่สามารถตัดต่อวิดีโอโดยคงคุณสัมบัติ HDR ได้ ทำให้เราต้องเปิดคลิปที่ถ่ายมาสด ๆ แบบไม่ตัดต่อ หรือโหลดไฟล์เข้าคอมพิวเตอร์เพื่อตัดต่อใน Workflow HDR ที่ถูกต้องเท่านั้น

แต่เมื่อ iPhone 12 รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR ในมาตรฐาน Dolby Vision พร้อมประกาศว่าแอปตัดต่อของแอปเปิ้ลเองอย่าง Clips หรือ iMovie จะรองรับมาตรฐาน Dolby Vision ไปด้วย ก็ทำให้ต่อไปนี้เราจะได้เห็นวิดีโอแบบ HDR จากผู้ใช้ทั่วไปออกมาเยอะขึ้นแน่นอน ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดแซงกล้อง Mirrorless รุ่นที่กองถ่ายทั่วไปใช้ในเรื่อง HDR ไปเลย เพราะกล้องในกองโปรดักชันที่ถ่าย HDR ได้จริง ๆ ในปัจจุบันนั้นยังแพงอยู่มาก และมี Workflow ที่ซับซ้อนด้วย กว่าจะได้คลิปแบบ HDR ออกมา งานนี้กล้อง Mirrorless คงต้องปรับตัวให้ถ่าย HDR ได้ง่ายขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะโดนสมาร์ตโฟนแซงไปอีก

จุดด้อยของ iPhone 12 ชุดใหม่

แบตเตอรี่เล็ก และการใช้ 5G กินไฟมาก

iPhone 12 นั้นเป็นไอโฟนชุดแรกที่ใช้งาน 5G ได้นะครับ แต่เมื่ออะไรที่เป็นครั้งแรกมันก็มีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีอยู่ เมื่อการทดสอบพบว่า iPhone 12 เมื่อเปิดใช้งาน 5G นั้นจะกินไฟมากกว่าการใช้งาน 4G ตามปกติถึง 20% เลย ซึ่งก็เป็นเพราะโมเด็ม Qualcomm Snapdragon X55 ที่ใช้ใน iPhone 12 นั้นจัดว่ายังกินไฟเยอะอยู่ ซึ่งตอนนี้ Qualcomm ก็โปรโมตออกมาเรียบร้อยแล้วว่า Snapsdragon X60 รุ่นถัดไปจะกินไฟน้อยกว่านี้ ซึ่งจะใช้ใน iPhone รุ่นถัดไปนั่นเอง

นอกจากนี้ด้วยขนาดเครื่องที่เล็กลงยังทำให้ iPhone 12 ทั้งตระกูลมีแบตเตอรี่เล็กลงด้วย

  • iPhone 11 มีแบตเตอรี่ 3,110 mAh ส่วน iPhone 12 และ iPhone 12 Pro มีแบตแค่ 2,815 mAh  เท่านั้น
  • ส่วน iPhone 12 Mini แบตจะเหลือแค่ 2,227 mAh
  • และ iPhone 12 Pro Max มีขนาดแบตเตอรี 3,687 mAh ซึ่งน้อยลงจาก iPhone 11 Pro Max ที่มีแบตเตอรี 3,969 mAh

ก็ทำให้ iPhone 12 น่าจะเป็นมือถือที่ผู้ใช้ต้องพก PowerBank กันไม่ห่าง แม้ว่าจะมีฟีเจอร์ปิด 5G อัตโนมัติ เมื่อตอนที่ไม่ต้องการความเร็วเต็มสูบแล้วก็เถอะ

จอยังบากใหญ่ แถมไม่ใช่จอนุ่ม

แม้ว่าจอของ iPhone จะค่อย ๆ ปรับปรุงคุณภาพภาพให้อยู่ในเกรดท็อปของตลาดสมาร์ตโฟนอยู่เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยปรับปรุงไปเลยตลอด 3 ปีตั้งแต่ iPhone X ออกมาคือความบากของจอครับ เริ่มต้นจากการเป็นผู้นำนวัตกรรมสร้างจอบากจนมือถือทั่วทั้งเมืองเค้าทำตาม จนตอนนี้มือถือทั้งเมืองเค้าไปใช้จอหยดน้ำ หรือจอเจาะรูเพื่อลดพื้นที่ของรอยบาก แต่แอปเปิ้ลก็ยังมุ่งมั่นกับ Face ID จนไม่หาทางพัฒนาให้มันกินพื้นที่หน้าจอเล็กลงมาบ้างเลย ซึ่งเราก็คาดว่าจอบากของ iPhone จะหายไปเมื่อเทคโนโลยีซ่อนกล้องใต้หน้าจอแบบที่ ZTE Axon 20 5G ทำได้ตอนนี้ กลายเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาจนสำเร็จสวยงาม แอปเปิ้ลถึงจะเอามาใช้ซ่อนรอยบากครับ

จอที่มี Refresh Rate 90, 120 หรือ 144 Hz ซึ่งเรือธงของ Android ทำกันหมดแล้ว แต่ iPhone 12 ทุกรุ่นก็ยังเป็นจอ 60 Hz เหมือนเดิม ไม่เอาเทคโนโลยี ProMotion ที่ใช้ใน iPad Pro มาใส่สักที ซึ่งเรื่องนี้เดาได้ไม่ยากว่า 5G ก็กินไฟมากพอแล้ว ถ้าเอาจอนุ่มมาใส่อีก น่าจะใช้ iPhone 12 กันได้แค่ครึ่งวัน ก็คงต้องรอรุ่นหน้าที่จะประหยัดไฟกว่านี้ ถึงจะใส่จอนุ่มมาให้ครับ

Touch ID อยู่ไหน

แม้ว่าแอปเปิ้ลจะเป็นพวกที่ตัดสินใจแล้วไม่คืนคำ เมื่อตั้งใจตัด Touch ID ออกไปตั้งแต่ iPhone X ก็คงหวังไม่ได้ว่าจะให้มันกลับมา แต่สถานการณ์โลกตอนนี้เมื่อคนต้องใส่หน้ากากกันมากกว่าเดิม และ Face ID ก็ไม่มีทางพัฒนาให้เป็นมิตรกับหน้ากากได้เลย แต่แอปเปิ้ลก็ยังไม่หาทางใส่ Touch ID กลับมาสักที แม้ว่าตอนนี้เราจะมีเทคโนโลยีทำให้ตัวอ่านลายนิ้วมือไปอยู่ใต้หน้าจอได้แล้ว หรือปุ่มสแกนลายนิ้วมือไปอยู่ที่ปุ่ม Power แบบที่ iPad Air 4 ทำ แต่แอปเปิ้ลก็เลือกจะให้ผู้ใช้อยู่กับ Face ID ต่อไป โกรธนะเนี่ยแอปเปิ้ล

USB-C และการตัดหัวชาร์จออก

แอปเปิ้ลพูดอย่างสวยหรูว่าการตัดหัวชาร์จออกคือการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดจากบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ เพราะทุกวันนี้ผู้ใช้ส่วนใหญ่มีหัวชาร์จกันอยู่แล้ว

แต่ขอโทษ ผู้ใช้ iPhone แบบที่ใช้ iPhone มาตลอด จะหาหัวชาร์จแบบ USB-C ตามสาย USB-C to Lighting ที่แถมมาในกล่องใช้จากไหน สุดท้ายก็ต้องซื้อหัวชาร์จแบบ USB-C ใช้เองอยู่ได้ ซึ่งของ Apple ขาย 690 บาท ส่วนแบรนด์อื่นๆ ที่มีคุณภาพก็เริ่มขายประมาณ 200 บาท สุดท้ายมันก็เป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค และไม่เห็นจะช่วยสิ่งแวดล้อมตรงไหน เมื่อเราก็ต้องทิ้งแพ็กเกจแยกจากการซื้ออะแดปเตอร์ใหม่อยู่ดี

ถ้าแอปเปิ้ลจะไม่แถมหัวชาร์จ และบอกว่ารักสิ่งแวดล้อม ทำไมไม่เปลี่ยนจากพอร์ต Lightning เป็น USB-C ไปเลยล่ะ เพราะพอร์ตนี้เป็นมาตรฐานกลาง ที่ผู้ใช้แค่ซื้อหัวชาร์จและสายชาร์จครั้งเดียว ก็สามารถใช้กับ Notebook, MacBook, iPad หรือมือถือ Android ได้ ไม่ต้องมาใช้สาย Lightning อีกเส้นให้เป็นขยะล้นโลกเพิ่มด้วยซ้ำ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส