ว่ากันว่าหนังรักดี ๆ สักเรื่อง ช่วยฮีลใจเราได้ ในวันที่อาจจะเต็มไปด้วยความขื่นขม แม้หนังประเภทนี้ ส่วนมากจะมีวิธีการเล่าเรื่อง ผ่านมุมมองความรักของคนสองคน ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศฟีลกู๊ดอันสดใส แต่ก็มีหนังรักจำนวนไม่น้อยที่แอบแฝงข้อคิด คราบน้ำตา หรือบทเรียนชีวิตที่ช่วยทำให้คนดูได้เติบโตไปพร้อม ๆ กันด้วย

วันนี้ beartai BUZZ ขอพาทุกคนไปพบกับ 10 หนังรัก Touch ใจ ในความทรงจำ ที่ควรค่าแก่การดู 

Amélie

หนังอินดี้ฝรั่งเศสชื่อก้อง ผลงานการกำกับของ ฌอง-ปีแยร์ เฌอเนต์ (Jean-Pierre Jeunet) ที่กลายมาเป็นหนังรอมคอมคลาสสิกที่ทำให้หลายคนตกหลุมรัก ทั้งเรื่องราวกระจุกกระจิก ที่มีทั้งอารมณ์ขัน และเรื่องราวฟีลกู้ดน่ารักแสนทัชใจ  

เรื่องราวของ อาเมลี สาวเสิร์ฟที่อาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์กลางกรุงปารีส เธอได้ไปพบกับกล่องเก็บของสังกะสีใบเล็ก ๆ ที่ภายในบรรจุสิ่งของในวัยเด็กของเจ้าของห้องคนเก่า เธอจึงตั้งใจที่จะสืบหาและส่งคืนกล่องใบนั้นให้แก่เจ้าของ และจุดประกายให้เธอชอบแอบวางแผนทำสิ่งเล็ก ๆ เพื่อให้ชีวิตของเหล่าเพื่อนบ้านดีขึ้น และนั่นก็ทำให้เธอค้นพบความสุขเล็ก ๆ ไปด้วยเช่นกัน

แม้จะไม่ได้เป็นหนังฟอร์มยักษ์หวือหวา แต่นี่คือหนังฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งในเชิงคำวิจารณ์และรายได้ เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำรายได้ทั่วโลกมากที่สุด ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 5 รางวัล ได้รับการโหวตให้เป็นหนังที่ถ่ายภาพได้สวยที่สุดในรอบทศวรรษจากสมาคมผู้กำกับภาพแห่งอเมริกา 

 และเป็นแรงส่งให้ ออเดรย์ โตตู (Audrey Tautou) นักแสดงสาวชาว ฝรั่งเศสเจ้าของบทอาเมลี กลายเป็นนักแสดงและนางแบบชื่อดังที่คนทั้งโลกตกหลุมรักเช่นเดียวกัน 

Eternal Sunshine of the Spotless Mind

หนังที่ชนะรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และส่งชื่อให้นักแสดง เคต วินสเล็ต (Kate Winslet) เข้าชิงนำหญิงยอดเยี่ยมออสการ์ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2005

ตัวหนังเล่าเรื่องของโจเอล ชายหนุ่มที่ตกหลุมรักกับสาวสีผมสุดแปร๊ดอย่างคลีเมนไทน์ แต่แล้วจู่ ๆ วันหนึ่งคลีเมนไทน์ก็ทำราวกับไม่รู้จักโจเอลมาก่อน โจเอลจึงมาค้นพบทีหลังว่าคลีเมนไทน์นั้นเคยใช้บริการลบความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขาไป ต่อมาโจเอลจึงตัดสินใจว่าจะลบเธอออกไปจากใจเช่นกัน

ผลงานเรื่องนี้ทำให้นักแสดงที่เล่นหนังตลกมาตลอดอย่าง จิม แคร์รี (Jim Carrey) ได้มีหนังดราม่าขายฝีมือทางการแสดงกับเขาด้วย อีกทั้งยังเป็นหนังที่สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสุข และความทรงจำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรานึกย้อนไปถึงเรื่องราวทั้งดีและไม่ดีที่เคยได้ใช้กับใครสักคน หนังเรื่องนี้ก็จะช่วยทำให้คุณทั้งขมขื่นและยิ้มรื้นไปกับคราบน้ำตาอย่างแน่นอน

Notting Hill

หนังรักสุดคลาสสิก ผลงานกำกับโดย โรเจอร์ มิเชลล์ (Roger Michell) เขียนบทภาพยนตร์โดย ริชาร์ด เคอร์ทิส (Richard Curtis) ตัวหนังเล่าเรื่องราวของ ‘แอนนา สก็อต’ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง รับบทโดย จูเลีย โรเบิร์ตส์ (Julie Roberts) ที่ดันไปตกหลุมรัก ‘วิลเลียม’ รับบทโดย ฮิว แกรนต์ (Hugh Grant) ชายหนุ่มเมืองผู้ดีแสนธรรมดา เจ้าของร้านหนังสือเดินทาง ในย่านน็อตติงฮิลล์ ของกรุงลอนดอน

พล็อตเรื่องที่เล่าวิถีชีวิตที่ต่างกันสุดขั้วของนางฟ้ากับหนุ่มบ้าน ๆ ที่ดันมาตกหลุมรักกัน สะท้อนให้เห็นว่า ชื่อเสียง ลาภยศ เงินทอง หาใช่ความสุขที่แท้จริงไม่… 

นอกจากนี้องค์ประกอบหลาย ๆ อย่างของหนัง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทำในสถานที่จริง ก็ดึงความโรแมนติกของกรุงลอนดอนออกมาได้อย่างหมดจด และที่สำคัญ บทพูดสุดเฉิ่มที่แสนจะเป็นธรรมชาติ อย่างเช่น “เหมือนฝันแต่สวยงาม” กลายเป็นความเรียบง่ายที่ดูไม่ปรุงแต่ง และส่งให้ ‘Notting Hil’l กลายเป็นหนังรักขึ้นหิ้งของใครหลาย ๆ คน

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 364 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างแค่ 42 ล้านเหรียญฯ อีกทั้งยังส่งให้เพลง “When You Say Nothing At All” ของ โรแนน คีทติง (Ronan Keating) ขึ้นอันดับหนึ่งทั่วโลก

About Time

หนังเล่าเรื่องราวของ ทิม รับบทโดย โดห์นัลล์ กลีสัน (Domhnall Gleeson) ชายหนุ่มขี้อายที่ได้พบความจริงจากพ่อว่า ตระกูลของเขาสามารถเดินทางข้ามเวลาได้ เขาจึงใช้ความสามารถนี้ย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดบางอย่างในชีวิตตัวเอง อีกทั้งยังใช้ความสามารถพิเศษนี้ เพื่อเจอกับแฟนสาวและทำให้เธอประทับใจ 

แต่แล้วก็เกิดความผิดพลาดจากการย้อนเวลาของเขา ทำให้ช่วงเวลาที่พวกเขาเจอกันนั้นหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงพยายามย้อนเวลากลับไปซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อพบเธออีกครั้ง จนในที่สุดเขาก็ทำให้เธอตกหลุมรักได้ แต่แล้ววันหนึ่งทิมก็ได้รู้ว่าความสามารถของเขาไม่อาจนำพาความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นในครอบครัวออกไปได้ เพราะข้อจำกัดหลายอย่างที่ย้อนเวลากลับมาก็ไม่อาจแก้ไขได้

หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดสอนชีวิตเช่นเดียวกับหนังหลาย ๆ เรื่องที่ ริชาร์ด เคอร์ทิส เคยเขียนบทไว้ แม้ตัวหนังจะเน้นไปที่ความรักของหนุ่มสาว แต่การหยิบเรื่องราวความรักระหว่างพ่อกับลูกชายมาเล่น ก็ทำให้หลายคนเสียน้ำตาให้หนังเรื่องนี้มาแล้ว

(500) Days of Summer 

หนังรักในตำนานอีกเรื่อง ที่พูดถึงการได้เรียนรู้ความรัก ผ่านตัวละคร ‘ทอม’ รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) ชายหนุ่มที่ได้เจอกับความรักจากสาวสวย ‘ซัมเมอร์’ รับบทโดย โซอีย์ เดชาเนล (Zooey Deschanel)

หนังเรื่องนี้พยายามจะสื่อสารให้เห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เราอาจจะคิดว่าความรักที่ได้พบคือรักแท้ที่เต็มไปด้วยความสวยงาม แต่เราก็ได้พบกับความจริงในท้ายที่สุดว่า ความรักนั้นก็อาจมีวันหมดอายุ และแม้ว่าจะใช่ในวันนี้ แต่อีกวันหนึ่งก็อาจจะไม่ใช่คนที่เกิดมาคู่กันอีกแล้วก็ได้ 

ตัวหนังฉลาดที่เลือกจะเล่าความสัมพันธ์แบบไม่เรียงลำดับเวลา โดยใช้วันแต่ละวันในทั้งหมด 500 วันของความสัมพันธ์หยิบมาเล่า ซึ่งคนดูจะเห็นว่าในช่วงแรกน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ส่วนตอนท้ายก็จะได้เห็นทอมเติบโตขึ้น ได้รู้จักกับความรักมากขึ้นผ่านการใช้ชีวิตที่ไม่เดียงสาของเขาเอง ทำให้รู้ว่าบางครั้งไม่ต้องหาว่า ใครถูกใครผิดในจุดจบของความสัมพันธ์ เพียงแค่ปล่อยให้มันเป็นไป เรียนรู้ เข้าใจ และก้าวเดินต่อไปให้ได้

10 Things I Hate About You

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) เรื่อง ‘The Taming of the Shrew’ เป็นผลงานการกำกับของ กิล จังเกอร์ (Gil Junger) ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของหมู่วัยรุ่นอเมริกัน ถึงขนาดที่ 10 ปีต่อมามีการนำมาสร้างใหม่ในฉบับทีวีซีรีส์โดยผู้กำกับคนเดิมเลยทีเดียว 

หนังบอกเล่าเรื่องราวของ ‘คาเมรอน’ หนุ่มน้อยที่เพิ่งย้ายมาใหม่ในโรงเรียน เขาบังเอิญไปตกหลุมรักสาวในฝันอย่าง ‘เบียนก้า’ ที่กำลังค้นหาความหมายความรัก แต่เธอกลับคุณพ่อสั่งห้ามเด็ดขาดว่าถ้า ‘แคท’ (จูเลีย สไตล์ส – Julia Stiles) พี่สาวยังไม่มีแฟน เธอก็ห้ามมี และความที่ แคทเป็นตัวของตัวเองมากและไม่ชอบทำตามใคร จึงไม่ยอมออกเดตกับใครง่าย ๆ คาแมรอนจึงต้องวางแผนกับเพื่อนซี้เพื่อจ้างหนุ่มแบดบอยหัวรั้นของโรงเรียน (ฮีธ เลดเจอร์ – Heath Ledger) มาพิชิตใจแคทให้ได้ หนังรักตลกวัยรุ่นเรื่องนี้โด่งดังเพราะมุกตลกที่สาดไม่ยั้ง และมีเพลงยุค 70-80s ที่หยิบมาใช้ได้อย่างลงตัว

Before Sunrise

จุดเริ่มต้นของหนังรักไตรภาคสุดคลาสสิก ที่เต็มไปด้วยบทสนทนาชีวิตอันแสนเพลิดเพลิน หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนถูกสร้างออกมาอีกสองภาค ได้แก่ ‘Before Sunset’ และ ‘Before Midnight’ ซึ่งเป็นเรื่องราวภาคต่อที่ใช้นักแสดงหลักคนเดิม และแต่ละเรื่องถ่ายทำห่างกัน 9 ปีจริง ๆ

 เรื่องราวของ ‘เจสซี’ หนุ่มอเมริกัน รับบทโดย อีธาน ฮอว์ก (Ethan Hawke) และ ‘ซีลีน’ สาวฝรั่งเศส รับบทโดย จูลี เดลปี (Julie Delpy) พวกเขาพบกันบนรถไฟระหว่างทางไปกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งทั้งคู่ได้ใช้เวลาหนึ่งคืนเดินเล่นรอบเมือง เพื่อทำความรู้จักกัน ก่อนที่ทั้งคู่ต่างต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง

หนังมีแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงของผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงก์เลเธอร์ (Richard Linklater) ที่ได้พบกับผู้หญิงที่ชื่อ เอมี แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) ในปี 1989 ที่ฟิลาเดลเฟีย ลิงก์เลเธอร์ใช้เวลาอยู่กับเธอเป็นเวลา 1 คืน ในปี 1994 เธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ลิงก์เลเธอร์จะเริ่มถ่ายทำหนังเรื่องนี้ 

และกว่าที่เขาจะรู้ว่าแลร์ฮัลพ์ตเสียชีวิต เวลาก็ล่วงเลยมาถึงปี 2010 แล้ว สุดท้ายลิงก์เลเธอร์จึงสร้าง ‘Before Midnight’ หนังปิดไตรภาคเพื่ออุทิศให้กับเธอ

50 First Dates

เรื่องราวของ ‘เฮนรี ร็อธ’ รับบทโดย อดัม แซนด์เลอร์ (Adam Sandler) ชายหนุ่มคนที่ไม่เคยคิดอยากผูกมัดกับใคร ที่ดันไปตกหลุมรักหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ‘ลูซี วิทมอร์’ (ดรูว์ แบร์รีมอร์ – Drew Barrymore) แต่น่าเสียดายที่ทุก ๆ วันความทรงจำของเธอจะถูกลบไปเพราะผลกระทบจากอุบัติเหตุรถชน เพียงแค่ 24 ชั่วโมงที่จะจดจำได้ ไม่ว่าวันนี้ทั้งคู่จะได้รักกัน พูดคุยหรือปิ๊งรักกันได้ดีแค่ไหน แต่พรุ่งนี้เขาจะกลับไปอยู่ในสถานะคนแปลกหน้าของเธอ ซึ่งหมายถึงการกลับไปเริ่มต้นทำให้เธอตกหลุมรักเขาอีกครั้ง 

เห็นเป็นหนังรักขำ ๆ แบบนี้ แต่ตัวหนังก็ชวนตั้งคำถามกับคนดูว่า ถ้าเราเป็นเฮนรี่จะยังเลือกจะยืนอยู่เคียงข้างลูซีแบบนั้น หรือเลือกจะเดินจากมา เพราะเขาทำแบบนั้นได้ทุกวัน และในทุกความสัมพันธ์ย่อมจะมีคนที่รักมากกว่าอีกคนเสมอ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นน่าสนใจซ่อนอยู่อีก นั่นคือ “การใช้ชีวิตให้มีความหมายในทุก ๆ วัน” ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาจากการกระทำของพระเอก

When Harry Met Sally…

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของ แฮรี เบิร์นส รับบทโดย บิลลี คริสตัล (Billy Crystal) และ แซลลี อัลไบรต์ รับบทโดย เม็ก ไรอัน (Meg Ryan) หนุ่มสาวที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และกำลังเดินทางกลับไปนิวยอร์ก โดยอาศัยรถคันเดียวกัน ตลอดการเดินทางทั้งคู่พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยเฉพาะในเรื่องมิตรภาพระหว่างหญิงชาย โดยไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง

ห้าปีถัดมา เมื่อพวกเขาได้มาเจอกันอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่ดันมาเกลียดขี้หน้ากัน แต่อีกห้าปีต่อมาทั้งคู่ก็พัฒนาความสัมพันธ์โดยเริ่มจากเพื่อนสนิท ก่อนจะกลายเป็นความรักในท้ายที่สุด

เรื่องราวชีวิตที่แสนจะธรรมดาของคนสองคน ถูกเล่าผ่านบทสนทนาที่ไหลลื่น และเคมีที่ลงตัวระหว่างสองนักแสดงนำ จึงทำให้ ‘When Harry Met Sally…’ กลายเป็นอีกหนึ่งหนังรอมคอมที่ดีที่สุดในช่วงต้นทศวรรษ 90s

นอกจากนี้ ตัวหนังยังส่งให้ชื่อของ เม็ก ไรอัน กลายเป็นราชินีหนังรอมคอมได้ในเวลาต่อมาแล้ว อีกทั้งยังทำให้ชื่อของนักร้อง/นักเปียโนหนุ่มอย่าง แฮร์รี คอนนิก จูเนียร์ (Harry Connick Jr.) กับเพลง “When Harry Met Sally…” ติดหูของคอหนังทั่วโลก

Love Actually

คนบางคนอาจมองว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง การแก่งแย่งชิงดี แต่อันที่จริงแล้ว เราจะพบว่ามีความรักปรากฏอยู่ในทุกแห่งหน ในคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีหนุ่มคนใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานเป็นวันแรก ก็เกิดตกหลุมรักเลขาสาวจอมเปิ่นที่เพิ่งเข้าทำงานเป็นวันแรกเหมือนกัน, เจมี นักเขียนหนุ่มผู้เพิ่งจะพบว่าภรรยาเป็นชู้กับน้องชายของตน จึงหลบไปรักษาแผลใจที่บ้านพักริมทะเลสาบ และพบรักกับหญิงสาวคนทำงานบ้านซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้, หญิงสาวที่แต่งงานแล้วอย่างแคเรน ผู้ซึ่งกำลังสงสัยว่าสามีของเธอกำลังปันใจให้กับเลขาหน้าห้องทำงาน หรือกระทั่งความรักของเด็กชายผู้ซึ่งกำลังพบรักครั้งแรกกับเด็กหญิงเพื่อนร่วมโรงเรียนที่ไม่เคยแม้แต่จะคุยกัน ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความรักหลากหลายแบบที่ถูกเล่าผ่าน ‘Love Actually’

หนังเขียนบทและกำกับโดยเจ้าพ่อหนังรัก ริชาร์ด เคอร์ทิส พร้อมขนทีมนักแสดงแถวหน้าของอังกฤษ มาร่วมเฟรมเดียวกัน มากมายทั้ง ฮิว แกรนต์, บิล ไน (Bill Nighy), เอ็มมา ธอมป์สัน (Emma Thompson), คอลิน เฟิร์ท (Colin Firth), เลียม นีสัน (Liam Neeson) และ อลัน ริกแมน (Alan Rickman) ผู้ล่วงลับ

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากทำเงินไปทั่วโลก 245 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากทุนสร้าง 40 ล้านเหรียญ แต่เหนือกว่าเงินรายได้คือความรักที่คอหนังมีต่อหนังเรื่องนี้ แถมฉากเปิดแผ่นป้ายสารภาพรักยังน่ารักและเศร้าโดนใจคนอกหักทั่วโลกให้อยากมีโมเมนต์แบบในหนังสักครั้ง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส