Sofia Coppola 'Her' Spike Jonze

Sofia Coppola เผย ยังไม่เคยดูหนัง ‘Her’ ของอดีตสามี Spike Jonze เลยแม้แต่ครั้งเดียว

หากใครที่ได้ติดตามผลงานของอดีตสามีภรรยาผู้กำกับฝีมือดี ทั้ง โซเฟีย คอปโปลา (Sofia Coppola) ทายาทผู้กำกับรุ่นใหญ่ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Francis Ford Coppola) และ สไปก์ โจนส์ (Spike Jonze) ผู้กำกับหนังและมิวสิกวิดีโอชื่อดัง น่าจะเคยได้ยินเกร็ดเกี่ยวกับหนัง 2 เรื่องที่พวกเขากำกับ นั่นก็คือ ‘Lost in Translation’ (2003) หนังอินดี้สายเหงาของคอปโปลา ซึ่งว่ากันว่าเธอเขียนบทขึ้นเพื่อถ่ายทอดช่วงชีวิตอันเปล่าเปลี่ยวะหว่างที่เธอเดินทางติดตามอดีตสามีมากำกับหนังไปที่ประเทศญี่ปุ่น

หนังอีกเรื่องก็คือ ‘Her’ (2013) หนังโรแมนติกไซไฟสุดล้ำของโจนส์ เจ้าของรางวัลออสการ์ สาขาบทดั้งเดิมยอดเยี่ยม ที่บอกเล่าเรื่องราวของชายผู้เปลี่ยวเหงา กับสาวสวยผู้มาในรูปแบบของโปรแกรม AI ซึ่งภายหลังมีการเปิดเผยว่า โจนส์ได้เขียนบทหนังเรื่องนี้ให้มีความเป็นกึ่ง ๆ อัตชีวประวัติที่ถ่ายทอดเรื่องราวการหย่าร้างกับอดีตภรรยาของตัวเขาเอง

ล่าสุด คอปโปลาได้ให้สัมภาษณ์กับ Rolling Stone เกี่ยวกับเบื้องหลังความสำเร็จและเรื่องราวต่าง ๆ ในวาระที่ ‘Lost in Translation’ หนังขวัญใจชาวอินดี้เรื่องนี้มีอายุครบรอบ 20 ปี ซึ่งเธอได้ยอมรับสารภาพว่า เธอยังไม่เคยมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง ‘Her’ ที่ว่ากันว่าเป็นเหมือนกับ ‘จดหมาย’ ที่สื่อความรู้สึกของโจนส์ต่อการหย่าร้างกับเธอเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว

Spike Jonze 'Her'

“ฉันยังไม่เคยดูเลยค่ะ เท่าที่ดูจากตัวอย่าง มันก็ดูเหมือนกันดีนะ เพราะว่าเราใช้คนออกแบบงานสร้างคนเดียวกัน แต่ฉันยังไม่เคยดูมันเลยค่ะ ฉันรู้ว่าคนดูชอบหนังเรื่องนั้นมาก ๆ แต่ฉันก็ยังไม่เคยได้ดูเลย ก็ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้ว่าฉันอยากจะเห็น รูนีย์ มารา (Rooney Mara) แสดงเป็นตัวฉันเองหรือเปล่านะคะ”

‘Her’ เล่าเรื่องในอนาคตอันใกล้ เมื่อ ธีโอดอร์ ทวอมบลีย์ (วาคีน ฟีนิกซ์ – Joaquin Phoenix) พนักงานในบริษัทรับเขียนจดหมาย กำลังเผชิญปัญหาการหย่าร้าง เขารู้สึกไม่เต็มใจที่จะเซ็นใบหย่ากับอดีตภรรยา แคทเธอรีน เคลาเซน (รูนีย์ มารา – Rooney Mara) จนวันหนึ่ง เขาได้ซื้อโปรแกรมผู้ช่วยเสมือนจริงระบบ AI ที่มีชื่อว่า ซาแมนธา (ให้เสียงโดย สการ์เล็ต โจแฮนส์สัน – Scarlett Johansson) พวกเขาได้พูดคุยกัน และพัฒนากลายเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินจะคาดเดา

Rooney Mara Joaquin Phoenix 'Her'

โจนส์และคอปโปลาพบกันครั้งแรกในปี 1992 ในกองถ่ายมิวสิกวิดีโอเพลง “100%” ของวงดนตรีพังก์ Sonic Youth และแต่งงานกันในปี 1999 ก่อนจะตัดสินใจฟ้องหย่าในปี 2003 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ ‘Lost in Translation’ เข้าฉาย ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้คือชนวนเหตุที่ทำให้ทั้งคู่หย่าร้างกัน เนื่องจากมีตัวละครที่อาจจะอ้างอิงมาจากชีวิจจริง อาทิ ตัวละคร จอห์น (จิโอวานนี ริบิซี – Giovanni Ribisi) แฟนหนุ่มช่างภาพผู้หมกมุ่นกับงาน ซึ่งว่ากันว่าอ้างอิงมาจากอดีตสามี ซึ่งคอปโปลาได้อธิบายภายหลังว่า ตัวละครนี้มีองค์ประกอบบางอย่างที่ถอดแบบมาจากโจนส์

หลังจากที่โจนส์หย่าร้างกับคอปโปลา ก็มีข่าวว่าเขาได้ไปคบหากับนักแสดงสาว คาเมรอน ดิแอซ (Cameron Diaz) ที่เคยร่วมงานกับเขามาแล้วในหนัง ‘Being John Malkovich’ (1999) ซึ่งในหนัง ‘Lost in Translation’ ก็ดันมีตัวละคร เคลลี (แอนนา ฟาริส – Anna Faris) นักแสดงฮอลลีวูดที่เข้ามาเกี้ยวพาราสีจอห์นในระหว่างเข้าพักที่โรงแรมเดียวกัน ซึ่งก็ทำให้หลายคนตีความว่า ตัวละครนี้เป็นตัวแทนของดิแอซหรือไม่

คอปโปลาเฉลยเพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่ มันไม่ได้อ้างอิงมาจากเธอจริง ๆ ค่ะ มันเป็นเพียงการรวมตัวกันของคนกลุ่มหนึ่ง เป็นคนแบบหนึ่ง มันจึงไม่ได้เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเธอซะหน่อย มีคนอื่นที่คล้ายกับบุคลิกของ (เคลลี) มากกว่าอีก”


ที่มา: Rolling Stone, IndieWire, People

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส