Connect with us

What The Fact

A Cure For Wellness: จบสักทีเถอะ

ล็อคฮาร์ต ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงในบริษัทค้าหุ้นวอลล์สตรีทกำลังอยู่ในช่วงควบรวมบริษัท เขาถูกบอร์ดบริหารส่งตัวไปสถานบำบัดลึกลับเชิงที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอลป์เพื่อไปตามตัวCEO ให้กลับมาเซ็นสัญญา ที่นี่ล็อคฮาร์ตเจอคนไข้ระดับมหาเศรษฐีสูงวัยมากมาย แต่ผู้บริหารของสถานบำบัดนี้ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้เขาพบเพมโบรคCEO ที่เขามาตามตัว ระหว่างเดินทางกลับล็อคฮาร์ตเจออุบัติเหตุระหว่างทางทำให้เขต้องกลายเป็นคนไข้ของที่นี่ไปโดยปริยาย ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกว่าสถานบำบัดนี้ไม่ชอบมาพากล และมีความลับซุกซ่อนไว้มากมาย

Published

on

ล็อคฮาร์ต ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงในบริษัทค้าหุ้นวอลล์สตรีทกำลังอยู่ในช่วงควบรวมบริษัท เขาถูกบอร์ดบริหารส่งตัวไปสถานบำบัดลึกลับเชิงที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอลป์เพื่อไปตามตัว CEO ให้กลับมาเซ็นสัญญา ที่นี่ล็อคฮาร์ตเจอคนไข้ระดับมหาเศรษฐีสูงวัยมากมาย แต่ผู้บริหารของสถานบำบัดนี้ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้เขาพบเพมโบรค CEO ที่เขามาตามตัว ระหว่างเดินทางกลับล็อคฮาร์ตเจออุบัติเหตุระหว่างทางทำให้เขาต้องกลายเป็นคนไข้ของที่นี่ไปโดยปริยาย ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกว่าสถานบำบัดนี้ไม่ชอบมาพากล และมีความลับซุกซ่อนไว้มากมาย

นี่คือพลอตเรื่องที่มาในแนวปริศนาลึกลับที่ผู้กำกับกอร์ วอร์บินสกี้ คาดหวังว่าจะ A Cure For Wellness น่าจะกู้หน้าเขากลับมาได้อีกครั้ง หลังจากเซไม่เป็นท่ากับ The Lone Ranger ที่เจ๊งเละเทะไปเมื่อปี 2013 และแนวธริลเลอร์ก็ไม่ได้แปลกใหม่สำหรับเขา เพราะก่อนหน้าจะมาเป็นผู้กำกับร้อยล้านจากแฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean เขาก็เคยกำกับ The Ring (2002) มาแล้ว และรอบนี้ก็ยังได้จัสติน เฮย์ธ มือเขียนบทเดิมที่เคยเขียนบท The Lone Ranger ให้กับเขามาแล้ว

รอบนี้จัสติน ทั้งเขียนบทและเป็นเจ้าของเรื่องเองด้วย หนังเปิดเรื่องด้วยอารมณ์ตึงเครียดในนิวยอร์คไม่นาน ให้เราพอได้รู้จักพื้นฐานของล็อคฮาร์ต ก็ย้ายเหตุการณ์มาในสวิตเซอร์แลนด์ทันที แต่หนังถ่ายทำในเยอรมันนะ ทีมงานใช้ปราสาทโฮเฮนซอเลิร์นที่อยู่บนยอดเขามาดัดแปลงให้เป็นสถานบำบัดตามเนื้อเรื่อง และปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวชมเพื่อถ่ายทำหนังถึง 5 เดือน ปราสาทโฮเฮนซอเลิร์นสวยงามมากและดูลึกลับเข้ากับเนื้อหา เส้นทางถนนที่ขึ้นเขารวมถึงทิวทัศน์รายล้อมก็สวยงามมาก เป็นการเปิดเรื่องที่ดูสดใสก่อนจะพาเราเข้าไปสู่บรรยากาศอึมครึมภายในสถานบำบัด

บรรดาตัวละครที่เป็นหมอ พยาบาล พนักงานล้วนมาในอารมณ์เดียวกันคือหน้านิ่งยิ้มอ่อนมีเลศนัยเด่นชัด ให้รู้สึกได้ว่าสถานบำบัดนี้มีความลับซ่อนอยู่แน่นอน เป็นหนังที่เปิดเรื่องด้วยปริศนาแต่เดินเรื่องได้ไร้ซึ่งความแยบคาย เป็นหนังใช้เวลาปูปริศนาลากยาวถึง 2 ชั่วโมง มีแต่เพิ่มความน่าสงสัย ไม่มีการคายปมหนึ่งไปต่อปมหนึ่ง เก็บงำเสียจนน่าอึดอัดและพาให้ง่วงไปได้หลายวูบ  2 ชั่วโมงนี้เราจะได้พบอุปกรณ์การรักษาหน้าตาประหลาด คนไข้แก่ ๆ มาเล่าเรื่องราวอดีตอันลึกลับของสถานบำบัด ได้เห็นวิธีการรักษาแบบแปลก ๆ และภาพในภวังค์ของล็อคฮาร์ตที่มีทั้งภาพหลอน และภาพในอดีตที่เป็นประสบการณ์ร้ายฝังใจ ซึ่งล้วนแต่ไม่มีผลอะไรกับเนื้อเรื่องเลย เป็นหนังธริลเลอร์ที่เดินหน้าไปด้วยความอึมครึมเท่านั้น อย่าคาดหวังว่าจะได้เจอฉากนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ชวนลุ้น หรือตุ้งแช่ ฉากที่เสียวที่สุดก็เห็นจะเป็นฉากถอนฟันนั่นแหละ

หนังทยอยหยอดโจทย์เข้ามาทีละนิดให้ดูไปเดาไปแล้วก็ง่วงไป ซึ่งสุดท้ายก็เฉลยออกมาแบบหลุดโลกจนเกือบจะแฟนตาซีแต่กลับไม่รู้สึกว่าน่าอึ้งแต่นึกไม่ถึงว่าจะมาทางนี้ ชวนให้คิดว่าเนี่ยนะที่ดึงมา 2 ชั่วโมงกว่า ยิ่งช่วงท้ายนึกว่าจะจบแล้วก็มีต่อ มีต่อ จนคิดว่าพอเหอะนะ จบได้แล้วล่ะ ซึ่งถ้าตัดน้ำโหรงเหรงทิ้งหนังจะกระชับจบได้ภายใน 90 นาที ซ้ำบทก็มีแต่ช่องโหว่มากมาย น่าอายสุดก็คือล็อคฮาร์ตขาเข้าเฝือกแต่เปลี่ยนกางเกงได้ แล้วขากางเกงเข้าไปอยู่ในเฝือกได้ด้วย เห็นทีว่า กอร์ วอร์บินสกี้ ควรจะเลิกคบ จัสติน เฮย์ธ เพื่อนคนนี้เสียทีนะ พากันลงเหวมาแล้วรอบนึง และนี่ก็น่าจะเป็นอีกรอบด้วย

ส่วนดีของหนังก็มีคืองานกำกับศิลป์และงานถ่ายภาพ หนังถ่ายภาพมุมกว้างออกมาสวยมาก และชอบการคุมโทนสีของภาพมาก ครึ่งแรกหนังคุมโทนสีออกมาเป็นเขียวหม่น-ครีมซีด ๆ ส่งผลให้สัมผัสได้ถึงความลึกลับน่ากลัวของสถานที่นี้ พอหนังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ โทนหนังก็หม่นมากขึ้นจนช่วงท้ายแทบจะไม่เห็นสีสันของหนังแล้ว ตอนดูตัวอย่างนึกว่า A Cure For Wellness จะเป็นหนังย้อนยุค 50s-60s เพราะเห็นภาพสถานบำบัดเก่า ๆ  บรรดาเสื้อผ้าอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ นานา ที่ดูย้อนยุค  แต่เอาเข้าจริงหนังดำเนินเรื่องในเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งก็ต้องชื่นชมทีมงานโปรดัคชั่นที่ทำออกมาพิถีพิถัน  หนังก็น่าจะหมดงบไปกับงานโปรดัคชั่นเท่านั้นแหละครับเพราะดาราก็เห็นมีแค่ เดน ดีฮาน ในบทล็อคฮาร์ต และเจสัน ไอแซคส์ ตัวร้ายขาประจำก็มารับบทผู้อำนวยการสถานบำบัด  เห็นหน้า เจสัน ก็เหมือนบอกใบ้แล้วว่านี่คือตัวร้ายของเรื่อง

A Cure For Wellness เป็นหนังธริลเลอร์ที่ตัวอย่างดูดี มีความลึกลับ แต่เฉลยได้ไม่คุ้มค่ากับการรอคอยที่ลากยาวไปถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง แบบไร้ซึ่งฉากลุ้นสะดุ้งสะเทือน ถือเป็นงานที่เดน ดีฮานเลือกพลาดในช่วงขาขึ้นของเขา เป็นตัวเลือกสัปดาห์นี้ที่แนะนำให้ปล่อยผ่านไปก่อน รอดูแผ่นก็ได้ครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] The Lucky Black Sunset  งานดีไม่มีผิดหวัง อาจฟังเพลินจนลืมกลับบ้าน

Published

on

สุดสัปดาห์นี้มีงานคอนเสิร์ตดีๆอีกแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอเพลงอินดี้ และผู้แสวงหาประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสกับท่วงทำนองอันไพเราะ จากงานเพลงและการแสดงดีๆของศิลปินทั้งไทยและเทศในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป  เราไปดูกันดีกว่าครับว่ารายละเอียดของงานเป็นอย่างไรบ้าง


รายละเอียดของงาน


ชื่องาน :The Lucky Black Sunset

ผู้จัด : Seen Scene Space

วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป

สถานที่ : Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต

ราคา : 1800 บาท (Early Bird 1,600 หมดไปแล้ว)

ช่องทางการซื้อบัตร : Tickermelon


The Lucky Black Sunset


ชื่องานนี้เกิดจากการรวมเอาคำในชื่อของวงดนตรีจากต่างประเทศทั้งสามวงที่จะมาแสดงในงานนี้มารวม ซึ่งประกอบไปด้วย

  •  Lucky Tapes จากญี่ปุ่น
  •  The Black Skirts จากเกาหลีใต้
  • Sunset Rollercoaster จากไต้หวัน

และนอกจากนี้ยังมีหนึ่งวงไทยที่มีผลงานน่าจับตามองมาร่วมด้วยอีกวงนั่นคือ

  • Plastic Plastic

เรามาดูประวัติและลองฟังเพลงเด็ดๆของแต่ละวงกันครับ


Lucky Tapes

วงดนตรี soul pop ฝีมือเยี่ยมจากญี่ปุ่นซาวด์ดนตรีแบบย้อนยุคนิดๆเด่นที่เสียงเบสและเครื่องเป่า มีเพลงดังอย่าง “touch!” , “Gun” ที่หลายๆคนคุ้นเคย ล่าสุดวงเพิ่งออก EP’. อัลบั้มใหม่มาสามารถไปหามาเสพย์ ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น รอได้เลยครับ 

เพลงที่เราแนะนำ

Gravity

Touch!

Gun


The Black Skirts

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเกาหลี  Bryan Cho หนุ่มแว่น เสียงละมุนหูจากเกาหลีใต้ ที่มาพร้อมกับงานเพลงในแนว Indie-Rock ผสม Asian-Pop ผนวกกลิ่นเพลงแบบ Dream-Pop , City pop , Ballad , Folk Rock เข้าไปออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าทึ่งเลยก็คือทุกเพลงนั้น Bryan ทำเพลงเองหมดทุกกระบวนการ ตั้งแต่การครีเอทไลน์กีต้าร์ เบส กลอง ร้อง ทำเองหมด One Man Show สุดจริง!!!

เพลงที่เราแนะนำ

Everything

Who Do You Love

Hollywood

 


Sunset Rollercoaster 

วงอินดี้จากไต้หวัน ที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 6 และเครื่องดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง รวมไปถึง แซ็กโซโฟน อิเล็กทรอนิกแพด และซินธ์ ที่พร้อมดาหน้าเข้ามาสร้างสีสันความสนุกให้กับผู้ฟัง งานเพลงของวงเป็นแนวอินดี้ป๊อบที่ผสมซาวด์แบบยุค 80s ลงไป งานเพลงของวงก็เหมือนกับชื่อวงเลยครับ คือ เพลินด้วยโรแมนติคด้วย แบบเป็นการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินกันเลย

เพลงที่เราแนะนำ

My Jinji

Burgundy Red

New Drug


Plastic Plastic

วงดนตรีเจ้าถิ่น ดูโอ้พี่น้อง ขวัญใจชาวไทย ปกป้อง จิตดี และ ต้องตา จิตดี ที่มาพร้อมดนตรี indie pop ฟังง่ายๆ สบายๆ เพลิดเพลินใจไปกับเสียงดนตรีและ เสียงร้องอันสดใส เมโลดี้สดสวย ล่าสุดสองพี่น้องจิตดีได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow ของเต๋อ นวพล ได้อย่างงดงาม อิมเพรสชั่นนิสม์ มิวสิคมากๆ ถือได้ว่าเป็นอีกวงที่น่าจับตามอง จับหูฟังสุดๆ

เพลงที่เราแนะนำ

หยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก

With me

วันก่อน

โดยรวมแล้วทั้ง 4 วงเป็นวงอินดี้ที่งานเพลงฟังสบาย เมโลดี้สวย ร้องตามได้ (ถึงแม้จะไม่รู้ภาษาก็ร้องมั่วๆไป) โยกย้าย ส่ายบอดี้ตามได้แบบเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ไม่มีอะไรจะชิลไปกว่านี้อีกแล้ว


ผู้จัดงาน


Seen Scene Space เป็นกลุ่มคนดนตรีเดียวกันกับค่ายเพลง Parinam Music บ้านของศิลปินอย่าง ปลานิลเต็มบ้านGym and Swim และ Seal Pillow  มีหัวเรือคือ คุณปูมปิยสุ โกมารทัต ที่หลังจากทำค่าย Parinam Music มากว่า 10 ปี และค่ายเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงอยากเริ่มทำเป็น music organize จัดงาน event ทางดนตรีดีๆ อาทิเช่น Pow! Fest ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่รวบรวมวงอินดี้ในแนว Dream pop, Soft Rock ทั่วไทย และ concert promoter นำวงดนตรีอินดี้ดีๆจากต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งล่าสุดPow! Fest ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป เป็นอีกงานที่สุดยอดเพราะรวมวงดนตรีจากหลากประเทศรวมถึงไทยด้วยกว่า 7 วง !!! ในราคาย่อมเยาว์ ถือว่าคุ้มมากๆครับ

 


วัน เวลา และสถานที่


งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้นะครับ ประตูเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Voice Space

ซึ่ง Voice Space ก็คือ Event Hall ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ Voice TV  ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การแสดง แฟชั่น งานสัมมนา ฯลฯ

นั่งชิลริมสระรองานเริ่มได้ หรือ แวะออกมาพักตรงช่วงว่างระหว่างวง

บรรยากาศด้านใน

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์นั้นถือว่าสะดวกอยู่ครับเพราะว่าอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังมีที่จอดรถค่อนข้างเพียงพอ (ถ้ามาตรงเวลางานเริ่มได้จอดแน่นอน) แต่หากไม่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวก็สามารถมาด้วย รถประจำทางหรือ BTS ได้ครับโดยถ้ามาด้วย BTS สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่

  1. ลงที่สถานี อารีย์ – ทางออกที่ 3 (ฝั่ง ลาวิลล่า อารีย์)- เดินทางโดยรถแท็กซี่โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน 2 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกวิภาวดี-สุทธิสาร (ติดกับสโมรสรทหารบก)

2. ลงที่สถานี อนุเสาวรีย์ชัยฯ – ขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งเกาะดินแดง – รถประจำทางที่ผ่าน Voice Space หมายเลข 24, 69, 92, 538, 504, 555 เลือกลงที่ป้ายของสโมสรทหารบก


ราคาบัตร


1,800 !!! เท่านั้นครับ มีราคาเดียว ดูเผินๆเหมือนแพง แต่หากลองหารกับจำนวนวงดูจะพบว่า ตกวงละ 450 บาทเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีดีๆจากต่างประเทศทั้ง 3 วง หรือวงอินดี้รุ่นใหม่จากไทย แค่วงเดียวก็คุ้มแล้ว แต่นี่มาถึง 4 คิดว่าราคานี้คงพอรับไหวอยู่ครับ หากเป็นคออินดี้จริงๆ


ช่องทางการซื้อบัตร


สำหรับช่องทางการซื้อบัตรนั้นค่อนข้างสะดวกครับ สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.ticketmelon.com/event/theluckyblacksunset  จากนั้นก็กรอกรายละเอียดแต่เพียงเล็กน้อย จะสร้าง account ใหม่หรือ log in ด้วย facebook ก็ได้ครับ

ส่วนช่องทางการชำระเงินก็ทำได้ทั้ง ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต ซึ่งได้รับตั๋วทันที อีกทางคือ ATM/เคาน์เตอร์/เคาน์เตอร์ธนาคาร/อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะต้องนำใบ จ่ายเงินหรือ Reference Code ไปชำระเงินให้เสร็จสิ้นจึงจะได้รับตั๋วครับ

บัตรที่ซื้อจะได้เป็น e-ticket คือ สามารถใช้เข้างานได้เลย โดย

  1. print ออกมาเป็นกระดาษก็ได้
  2. โชว์จากโทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งจะเป็น QR Code ไว้สแกนน่างาน โดยสามารถเปิดได้จากหน้าเว็บ ticketmelon , e-mail ของเราที่กรอกตอนซื้อบัตร หรือภาพที่ capture เก็บไว้ก็ได้ครับ

สรุปสำหรับงานนี้หากใครเป็นคอเพลงอินดี้ป็อปรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะทั้ง 4 วงนี้ถือว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของงานดนตรีสายนี้ทางฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การได้ฟังเพลงเพราะๆจากโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นของเรานั้นก็ว่าสุดแล้ว แต่การได้ไปฟังสดๆสัมผัสบรรยากาศ ณ ขณะนั้นถือว่าสุดยิ่งกว่า ถือแม้ราคาบัตรอาจสูงสักนิดแต่เมื่อลองคิดๆดูแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป หลายงานราคานี้อาจได้ดูวงดีๆแค่วงเดียว แต่นี่ถึงสี่ !!! หากในวันที่ 24 นี้ไม่มีโปรแกรมอะไรก็ขอแนะนำให้ลองไปกันดูนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

10 อันดับ Box Office (16-18 ก.พ.) : Black Panther ผงาด! เปิดตัว 360 ล้านเหรียญทั่วโลก

Black Panther ทำสถิติภาพยนตร์ MCU เปิดตัวสูงสุดเป็นลำดับที่ 2 รองจาก…

Published

on

Black Panther ทำรายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์ไปได้สูงกว่าที่หลายฝ่ายความคาดการณ์ไว้ โดยทำได้ 192 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่า Avengers: Age of Ultron (191.3 ล้านเหรียญ) และ Captain America: Civil War (179.1 ล้านเหรียญ)  แต่ยังน้อยกกว่า The Avengers (207.4 ล้านเหรียญ)

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Black Panther

192 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 192 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 169 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 361 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Peter Rabbit

17.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 12,526 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 48.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 50 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Fifty Shades Freed

16.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 76.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 190.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 266.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 55 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Jumanji: Welcome to the Jungle

7.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 9)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 377.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 527 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 904.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : The 15:17 to Paris

7.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 25.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 10.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 36.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 30 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : The Greatest Showman

6.4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 9)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 154.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 170.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 325.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 84 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Early Man

3.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 50 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Maze Runner: The Death Cure

2.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

 
  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 54 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 186.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 240.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 62 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Winchester

2.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 3.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Samson

1.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 1.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : Black Panther ในระบบ IMAX 3D

Published

on

ห่างหายกันไปนานเลยนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี กลับมาคราวนี้ขอประเดิมปี 2018 ด้วยหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปีของค่ายมาร์เวลอย่าง Black Panther ซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายกษัตริย์แห่ง วาคานดา ที่มาในระบบ IMAX 3D แต่จะคุ้มค่าตั๋วอันแสนแพงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว


เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX 3D  

เริ่มต้นจากข้อมูลด้านเทคนิค ( Technical Specifications) จากเว็บไซต์ IMDB ที่ระบุอัตราส่วนภาพไว้ 2 ขนาดคือ 2.39:1 และ 1.90:1 สำหรับฉายโรง IMAX  ซึ่งตามโฆษณาของทางโรงบอกว่ามีถึง 26 % ของเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งจากการสังเกตดูส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่วาคานดา ซึ่งอัตราส่วนขยายก็ช่วยให้ภาพของวาคานดา ดูสวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ และไม่เพียงงานภาพเท่านั้นแต่หนังยังมีการมิกซ์ระบบเสียงเป็น IMAX 12 Tracks ทำให้เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ในฉากต่างๆมีความกระหึ่มเหมาะกับระบบ IMAX มากเลยทีเดียว


มิติภาพลึกแค่ไหน 

และสำหรับการชม Black Panther ในระบบ 3D นั้น ต้องยอมรับว่าการแปลงภาพทำได้ดีมาก แม้กระทั่งฉากคุยธรรมดาฉากหลังก็ยังมีการทำให้เกิดเป็นมิติ แต่อาจต้องถูกตัดคะแนนนิดนึงตรงฉากที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ที่ทำให้สังเกตความลึกของภาพได้ยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วยเหลือ นาเคีย ตอนต้นเรื่องที่สีภาพกลืนกันหมดทั้งสีผิวนักแสดงและฉากหลังที่เป็นตอนกลางคืน แถมการสวมแว่นสามมิติยังทำให้ภาพมืดลงไปอีก


แอ็คชั่นของฝ่าบาทเด้งแค่ไหน  

แน่นอนละ คนดูหนังสามมิติก็อยากเห็นอะไรเด้งๆพุ่งๆ ซึ่งต้องชื่นชม ‘บร๊ะลานุภาพ’ ของฝ่าบาทที่แทบทุกซีนจะมีภาพเด้ง ภาพพุ่งเสมอ แม้กระทั่งฉากคุยกัน หนังก็ยังเคลื่อนกล้องผ่านไหล่ตัวละครเห็นเป็นภาพเหลื่อมซ้อนชัดเจน หรือจะฉากแอ็คชั่นก็มันส์สะใจด้วยอาวุธที่ขยันขว้าง ขยันเขวี้ยง หรือแม้กระทั่งตัวฝ่าบาทเองที่ใช้วิชาตัวเบาโดดสูงพุ่งออกมานอกจอ สวยงามมากเลยทีเดียว ทำให้ Black Panther น่าจะสะใจคอหนังสามมิติแน่ๆ


ถอดแว่นแล้วภาพเบลอแค่ไหน

การที่เราจะตัดสินได้ว่างานภาพของหนังเป็นสามมิติแท้หรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการถอดแว่นมองภาพซ้อนบนจอ ผลปรากฏว่าภาพส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นภาพซ้อน มีเพียงบางเฟรมเท่านั้นที่หนังแอบแทรกภาพ 2 มิติเข้ามาแต่ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นในแง่ของความเป็นภาพสามมิติ Black Panther จึงผ่านได้อย่างสบายๆ


 

ฝ่าบาทโดดไปโดดมาแล้วจะปวดหัวไหม

แม้หนังสามมิติจะสร้างความน่าตื่นตื่นใจขนาดไหน แต่หากหนังมีภาพที่ทำให้คนดูเกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าก็คงทรมานไม่น้อย แต่โชคดีที่แม้ Black Panther จะมีฉากแอ็คชั่นโลดโผนแค่ไหน แต่ตัวหนังผ่านการตัดต่อที่คิดมาแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผู้ชมส่วนใหญ่ โดยฉากที่มีการเหวี่ยงกล้องก็จะเกิดในช่วงสั้นๆเท่านั้น ดังนั้นมั่นใจได้ว่าดู Black Panther บน IMAX 3D แล้วไม่ปวดหัวปวดตาเพราะฝ่าบาทแน่นอน

สรุปแล้ว Black Panther ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปี 2018 บนจอ IMAX ได้อย่างงดงาม ทั้งฉากขยาย ระบบเสียงกระหึ่มสะใจแบบ 12 แทร็คของ IMAX ตลอดจนงานภาพ 3 มิติที่หนังแปลงภาพได้อย่างน่าพึงพอใจ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!