Connect with us

What The Fact

A Cure For Wellness: จบสักทีเถอะ

ล็อคฮาร์ต ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงในบริษัทค้าหุ้นวอลล์สตรีทกำลังอยู่ในช่วงควบรวมบริษัท เขาถูกบอร์ดบริหารส่งตัวไปสถานบำบัดลึกลับเชิงที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอลป์เพื่อไปตามตัวCEO ให้กลับมาเซ็นสัญญา ที่นี่ล็อคฮาร์ตเจอคนไข้ระดับมหาเศรษฐีสูงวัยมากมาย แต่ผู้บริหารของสถานบำบัดนี้ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้เขาพบเพมโบรคCEO ที่เขามาตามตัว ระหว่างเดินทางกลับล็อคฮาร์ตเจออุบัติเหตุระหว่างทางทำให้เขต้องกลายเป็นคนไข้ของที่นี่ไปโดยปริยาย ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกว่าสถานบำบัดนี้ไม่ชอบมาพากล และมีความลับซุกซ่อนไว้มากมาย

Published

on

ล็อคฮาร์ต ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงในบริษัทค้าหุ้นวอลล์สตรีทกำลังอยู่ในช่วงควบรวมบริษัท เขาถูกบอร์ดบริหารส่งตัวไปสถานบำบัดลึกลับเชิงที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอลป์เพื่อไปตามตัว CEO ให้กลับมาเซ็นสัญญา ที่นี่ล็อคฮาร์ตเจอคนไข้ระดับมหาเศรษฐีสูงวัยมากมาย แต่ผู้บริหารของสถานบำบัดนี้ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้เขาพบเพมโบรค CEO ที่เขามาตามตัว ระหว่างเดินทางกลับล็อคฮาร์ตเจออุบัติเหตุระหว่างทางทำให้เขาต้องกลายเป็นคนไข้ของที่นี่ไปโดยปริยาย ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกว่าสถานบำบัดนี้ไม่ชอบมาพากล และมีความลับซุกซ่อนไว้มากมาย

นี่คือพลอตเรื่องที่มาในแนวปริศนาลึกลับที่ผู้กำกับกอร์ วอร์บินสกี้ คาดหวังว่าจะ A Cure For Wellness น่าจะกู้หน้าเขากลับมาได้อีกครั้ง หลังจากเซไม่เป็นท่ากับ The Lone Ranger ที่เจ๊งเละเทะไปเมื่อปี 2013 และแนวธริลเลอร์ก็ไม่ได้แปลกใหม่สำหรับเขา เพราะก่อนหน้าจะมาเป็นผู้กำกับร้อยล้านจากแฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean เขาก็เคยกำกับ The Ring (2002) มาแล้ว และรอบนี้ก็ยังได้จัสติน เฮย์ธ มือเขียนบทเดิมที่เคยเขียนบท The Lone Ranger ให้กับเขามาแล้ว

รอบนี้จัสติน ทั้งเขียนบทและเป็นเจ้าของเรื่องเองด้วย หนังเปิดเรื่องด้วยอารมณ์ตึงเครียดในนิวยอร์คไม่นาน ให้เราพอได้รู้จักพื้นฐานของล็อคฮาร์ต ก็ย้ายเหตุการณ์มาในสวิตเซอร์แลนด์ทันที แต่หนังถ่ายทำในเยอรมันนะ ทีมงานใช้ปราสาทโฮเฮนซอเลิร์นที่อยู่บนยอดเขามาดัดแปลงให้เป็นสถานบำบัดตามเนื้อเรื่อง และปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวชมเพื่อถ่ายทำหนังถึง 5 เดือน ปราสาทโฮเฮนซอเลิร์นสวยงามมากและดูลึกลับเข้ากับเนื้อหา เส้นทางถนนที่ขึ้นเขารวมถึงทิวทัศน์รายล้อมก็สวยงามมาก เป็นการเปิดเรื่องที่ดูสดใสก่อนจะพาเราเข้าไปสู่บรรยากาศอึมครึมภายในสถานบำบัด

บรรดาตัวละครที่เป็นหมอ พยาบาล พนักงานล้วนมาในอารมณ์เดียวกันคือหน้านิ่งยิ้มอ่อนมีเลศนัยเด่นชัด ให้รู้สึกได้ว่าสถานบำบัดนี้มีความลับซ่อนอยู่แน่นอน เป็นหนังที่เปิดเรื่องด้วยปริศนาแต่เดินเรื่องได้ไร้ซึ่งความแยบคาย เป็นหนังใช้เวลาปูปริศนาลากยาวถึง 2 ชั่วโมง มีแต่เพิ่มความน่าสงสัย ไม่มีการคายปมหนึ่งไปต่อปมหนึ่ง เก็บงำเสียจนน่าอึดอัดและพาให้ง่วงไปได้หลายวูบ  2 ชั่วโมงนี้เราจะได้พบอุปกรณ์การรักษาหน้าตาประหลาด คนไข้แก่ ๆ มาเล่าเรื่องราวอดีตอันลึกลับของสถานบำบัด ได้เห็นวิธีการรักษาแบบแปลก ๆ และภาพในภวังค์ของล็อคฮาร์ตที่มีทั้งภาพหลอน และภาพในอดีตที่เป็นประสบการณ์ร้ายฝังใจ ซึ่งล้วนแต่ไม่มีผลอะไรกับเนื้อเรื่องเลย เป็นหนังธริลเลอร์ที่เดินหน้าไปด้วยความอึมครึมเท่านั้น อย่าคาดหวังว่าจะได้เจอฉากนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ชวนลุ้น หรือตุ้งแช่ ฉากที่เสียวที่สุดก็เห็นจะเป็นฉากถอนฟันนั่นแหละ

หนังทยอยหยอดโจทย์เข้ามาทีละนิดให้ดูไปเดาไปแล้วก็ง่วงไป ซึ่งสุดท้ายก็เฉลยออกมาแบบหลุดโลกจนเกือบจะแฟนตาซีแต่กลับไม่รู้สึกว่าน่าอึ้งแต่นึกไม่ถึงว่าจะมาทางนี้ ชวนให้คิดว่าเนี่ยนะที่ดึงมา 2 ชั่วโมงกว่า ยิ่งช่วงท้ายนึกว่าจะจบแล้วก็มีต่อ มีต่อ จนคิดว่าพอเหอะนะ จบได้แล้วล่ะ ซึ่งถ้าตัดน้ำโหรงเหรงทิ้งหนังจะกระชับจบได้ภายใน 90 นาที ซ้ำบทก็มีแต่ช่องโหว่มากมาย น่าอายสุดก็คือล็อคฮาร์ตขาเข้าเฝือกแต่เปลี่ยนกางเกงได้ แล้วขากางเกงเข้าไปอยู่ในเฝือกได้ด้วย เห็นทีว่า กอร์ วอร์บินสกี้ ควรจะเลิกคบ จัสติน เฮย์ธ เพื่อนคนนี้เสียทีนะ พากันลงเหวมาแล้วรอบนึง และนี่ก็น่าจะเป็นอีกรอบด้วย

ส่วนดีของหนังก็มีคืองานกำกับศิลป์และงานถ่ายภาพ หนังถ่ายภาพมุมกว้างออกมาสวยมาก และชอบการคุมโทนสีของภาพมาก ครึ่งแรกหนังคุมโทนสีออกมาเป็นเขียวหม่น-ครีมซีด ๆ ส่งผลให้สัมผัสได้ถึงความลึกลับน่ากลัวของสถานที่นี้ พอหนังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ โทนหนังก็หม่นมากขึ้นจนช่วงท้ายแทบจะไม่เห็นสีสันของหนังแล้ว ตอนดูตัวอย่างนึกว่า A Cure For Wellness จะเป็นหนังย้อนยุค 50s-60s เพราะเห็นภาพสถานบำบัดเก่า ๆ  บรรดาเสื้อผ้าอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ นานา ที่ดูย้อนยุค  แต่เอาเข้าจริงหนังดำเนินเรื่องในเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งก็ต้องชื่นชมทีมงานโปรดัคชั่นที่ทำออกมาพิถีพิถัน  หนังก็น่าจะหมดงบไปกับงานโปรดัคชั่นเท่านั้นแหละครับเพราะดาราก็เห็นมีแค่ เดน ดีฮาน ในบทล็อคฮาร์ต และเจสัน ไอแซคส์ ตัวร้ายขาประจำก็มารับบทผู้อำนวยการสถานบำบัด  เห็นหน้า เจสัน ก็เหมือนบอกใบ้แล้วว่านี่คือตัวร้ายของเรื่อง

A Cure For Wellness เป็นหนังธริลเลอร์ที่ตัวอย่างดูดี มีความลึกลับ แต่เฉลยได้ไม่คุ้มค่ากับการรอคอยที่ลากยาวไปถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง แบบไร้ซึ่งฉากลุ้นสะดุ้งสะเทือน ถือเป็นงานที่เดน ดีฮานเลือกพลาดในช่วงขาขึ้นของเขา เป็นตัวเลือกสัปดาห์นี้ที่แนะนำให้ปล่อยผ่านไปก่อน รอดูแผ่นก็ได้ครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

10 อันดับ Box Office (20-22 เม.ย.) : A Quiet Place เบ่ียดแซง Rampage กลับขึ้นอันดับ 1 อีกครั้ง

A Quiet Place, Rampage, I Feel Pretty, Super Troopers 2 …

Published

on

A Quiet Place ประกาศศักดาความฮิตอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ลดลงเพียง 33% อยู่ที่ 22 ล้านเหรียญ และรายได้รวมทั่วโลกนั้นพุ่งสูงถึง 200 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 17 ล้านเหรียญเท่านั้น

Rampage อีกหนึ่งภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ประจำซัมเมอร์นี้ ทำรายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ลดลงไป 41% ทำให้ตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยรายได้ 21 ล้านเหรียญ แต่รายได้ทั่วโลกนั้นไปไกลถึง 283 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้าง 120 ล้านเหรียญ

และสำหรับ Isle of Dogs ผลงานอินดี้ของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นภาพยนตร์อินดี้ที่ทำรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศสูงสุดในปี 2018 นี้ ก็ทำรายได้เพิ่มมากขึ้นมากขึ้นอีก 3.4 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกรวมอยู่ที่ 39.6 ล้านเหร่ียญแล้วในขณะนี้

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : A Quiet Place

22 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 132.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 74.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 207.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 17 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Rampage

21 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 66.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 216.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 283 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 148.6 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : I Feel Pretty

16.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 32 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Super Troopers 2

14.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

 

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 14.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 13.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Truth of Dare

7.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 30.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 7.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 38.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 3.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Ready Player One

7.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 114.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 360.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 474.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 175 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Blockers

6.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 19.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 67.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 21 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Black Panther

4.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 10)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 681 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 642.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,323.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Traffik

3.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 10 : Isle of Dogs

3.4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 24.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 15.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 39.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

การ์ตูน

มาย้อนอดีต 50 ปีกัน!!! กับคลิป Pv ตัวใหม่ของอนิเมะเรื่อง อสูรน้อยคิทาโร่ เวอร์ชั่นปี 2018

Published

on

มาดูกันว่าตำนานระดับ 50 ปีจะยิ่งใหญ่มากแค่ไหนกัน!!!

Gegege no Kitaro (หรือชื่อไทย อสูรน้อยคิทาโร่) ถือเป็นหนึ่งในอนิเมะที่มีการสร้างใหม่มาหลายเวอร์ชั่น หากย้อนกลับไปเวอร์ชั่นแรกที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1968 ก็นับเป็นเวลา 50 ปีเลยทีเดียวที่อนิเมะเรื่อง Gegege no Kitaro ยังคงถูกนำมาตีความสร้างใหม่เรื่อยๆ และเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2018 ก็ได้มีการปล่อย Pv ตัวใหม่ของอนิเมะที่ย้อนอดีต 50 ปีของฉบับอนิเมะออกมา ถ้าพร้อมกันแล้วเราไปชมกันเลยครับ

ตัวอย่างคลิปย้อนอดีต 50 ปี

สำหรับทีมงานของอนิเมะจะมีรายชื่อดังนี้นะครับ

รายชื่อทีมงานผู้สร้าง

  • Director : Ogawa Kouji (Heartcatch Precure!, Suite Precure)
  • Series Composition : Ohnogi Hiroshi (Fullmetal Alchemist: Brotherhood)
  • Character Design : Shimizu Sorato (Infinite Stratos 2)
  • Chief Animation Director : Shimizu Sorato (Infinite Stratos 2)
  • Music Composing : Takanashi Yasuharu (Fairy Tail), -yaiba- (Naruto Shippuden)
  • Production: Fuji Television Network, Toei Animation, Yomiko Advertising, Inc.

สำหรับอนิเมะเรื่องนี้เริ่มฉายทางช่อง Fuji TV ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2018 เวลา 9.00 น. ตามเวลาในประเทศญี่ปุ่น โดยจะมาแทนช่วงเวลาฉายของเรื่อง Dragon Ball Super นะครับ

ตัวอย่างคลปิ Pv

เนื้อเรื่องย่อ

ผ่านมาเกือบ 20 ปี ในศตวรรษที่ 21 ผู้คนได้หลงลืมการมีอยู่ของ “ภูตผี” ไปหมดสิ้น และเมื่อปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ก่อให้เกิดภัยพิบัติแก่โลกมนุษย์ด้วยความวุ่นวายสับสน “มานะ” เด็กหญิงอายุ 13 ปี ได้เขียนจดหมายถึงโลกภูตผีเพื่อหาคำตอบ และจดหมายนั้นได้ถูกตอบรับโดย “อสูรน้อยคิทาโร่”

รายละเอียดเพิ่มเติม

สำหรับมังงะเรื่อง Gegege no Kitarou ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี 1959 ในชื่อว่า Hakaba Kitarou และเป็นฉบับอนิเมะมาแล้วถึง 7 ภาค, ภาพยนตร์อนิเมะหลายภาค และมีเวอร์ชั่นคนแสดงอีกสองภาค รวมไปถึงละครคนแสดงที่พูดถึงชีวิตของอาจารย์ Mizuki Shigeru และภรรยากลายเป็นละครที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://wowjapan.asia/และ https://myanimelist.net/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

10 บทเพลงที่ดีที่สุดของ Avicii ที่จะทำให้เราจดจำเขาตลอดไป

Published

on

“One day you’ll leave this world behind
So live a life you will remember.”

( จากเนื้อเพลง The Nights โดย Avicii )

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอีกเรื่องสำหรับวงการเพลง เมื่อ ดีเจหนุ่มชาวสวีเดน อาวีชี (Avicii) หรือ ทิม เบิร์กลิง (Tim Bergling) ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 28 ปี

โดย อาวีชี ได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 20 เมษายนตามเวลาท้องถิ่นที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้นยังไม่ระบุแน่ชัด

อาวีชี คือ ดีเจดาวรุ่งแห่งยุค เขาเป็นผู้บุกเบิกดนตรี EDM แนวใหม่ด้วยการผสานกับแนวดนตรีคันทรี่และโฟล์ค “Levels” คือซิงเกิ้ลที่ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับ อาวีชี และ “Wake Me Up” คือซิงเกิ้ลที่ทำให้รู้ว่า ดนตรีคันทรี่กับแดนซ์มิวสิคนั้นมันไปด้วยกันได้อย่างไร

ถึงแม้ อาวีชี จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่เขากลับรู้สึกอยากจะหยุดพักงานยาว และกลับมาดูแลตัวเอง เนื่องจากเขามีปัญหารุมเร้าหลายอย่างในเรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะโรคตับอ่อนอักเสบอันเนื่องมาจากดื่มหนัก โดยในปี 2014 อาวีชี เคยเข้ารับการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและไส้ติ่งออกจากร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขารีไทร์ตนเองออกจากการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา และหันมาทำเพลงเพียงอย่างเดียว

เพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปของ อาวีชี เรามาย้อนดูผลงานของเขาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนปัจจุบัน และร่วมสัมผัสมันเพื่อเป็นการแสดงความชื่นชมต่อความทุ่มเทในการทำเพลงที่มีตลอดมาของ อาวีชี กันครับ

1. Tim Berg – “Seek Bromance” , 2010

ผลงานเพลงสุดคลาสสิคเมื่อครั้งยังใช้ชื่อว่า ทิม เบิร์ก ในตอนนั้นทั้งโลกยังไม่ได้รู้จักกับ อาวีชี แต่เพลงนี้เหมือนเป็นรากแก้วสำคัญที่หยั่งรากลึกแนวดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า “Seek Bromance” เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของ อาวีชี นอกจากมันจะติดชาร์ตในกว่า 20 ประเทศ และ ไต่ชาร์ตขึ้นอันดับหนึ่งของ Billboard Dance Clubs แล้ว เพลงนี้ยังถือได้ว่าเป็นเพลงที่ส่งอิทธิพลต่อเพลงเฮ้าส์แบบ “ฟีลกู้ด” ในเวลาต่อมา

2. Avicii – “Levels” , 2010

เพลงนี้ทำให้ อาวีชี ได้รับรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดในสาขาเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี และทำให้ทั่วโลกได้รู้จักเขา ด้วยรูปแบบทางดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่น่าจดจำ จึงทำให้เพลงเป็นหนึ่งในเพลงแดนซ์ที่ดีที่สุดในดวงใจของใครหลายคน  หากคิดจัดปาร์ตี้เมื่อใด อย่าให้งานของคุณไร้ซึ่งเพลงนี้

3. Avicii – “My Feelings For You” feat. Sebastien Drums , 2010

เพลงดิสโก้สุดร้อนแรงอันเกิดจากการรีมิกซ์เพลง “Feeling For You” ของ Cassius วงเฮ้าส์จากประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังได้ Sebastien Drums มาร่วมแจม จึงทำให้เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงแดนซ์ที่ขาดไม่ได้เลย

4. Avicii – “Street Dancer” , 2011

ถึงแม้เพลงนี้จะไม่ฮิตเหมือนเพลงอื่นๆของ อาวีชี แต่มันก็เป็นเพลงที่ขาดไม่ได้ในลิสต์เพลงที่ดีที่สุดของอาวีชี เอกลักษณ์ของเพลงนี้คือกลิ่นอายของยุค 80 ซึ่ง เพลงนี้ใช้แซมเปิ้ลจากเพลง “Street Dance” ในปี 1983 ของ Break Machine วงแร๊พผิวสีแห่งยุค 80s

5.Avicii – “Fade Into Darkness” 2011

นี่คืออีกหนึ่งเพลงที่แสดงเอกลักษณ์ในงานเพลงของ อาวีชี นั่นคือการผสมผสานแนวดนตรีคันทรี่ให้เข้ากับดนตรี EDM หากคุณลองจินตนาการว่าเสียงเปียโนในเพลงนี้เป็นเสียงกีตาร์อะคูสติค นั่นล่ะใช่เลยมันคือคันทรี่ EDM ดีๆนี่เอง

6.Avicii – “Silhouettes” 2012

บีทกระแทกใจ เมโลดี้สวยๆ พร้อมด้วยเสียงร้องจากนักร้องสาวชาวสวีดิช Salem Al Fakir  ทำให้เพลงนี้อีกหนึ่งเพลงแดนซ์ที่ฟังง่าย สบายหู และเพลินเพลงไปกับท่วงทำนองของบทเพลง

7.Avicii – “I Could Be The One” feat. Nicky Romero 2012

อีกหนึ่งเพลงฮิตจาก อาวีชี ที่ได้ นิกกี โรเมโร ดีเจสายเฮ้าส์ชาวดัตช์มาร่วมแจมด้วย นอกจากนี้ยังได้เสียงร้องใสๆจากนักร้องสาวชาวสวีดิช Noonie Bao ที่มาทำให้บทเพลงนี้น่าฟังมากยิ่งขึ้นไปอีก 

8.Avicii – “Hey Brother” 2013

เพลงนี้มาจากอัลบั้ม True เป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีความเป็นคันทรี่ EDM อย่างชัดเจน  เสียงร้องของ Dan Tyminski  องค์ประกอบทางดนตรีแบบบลูกลาส และ ท่วงทำนองของ Avicii เป็นส่วนผสมที่ลงตัวแบบสุดๆแล้ว นอกจากนี้ตัวเอ็มวียังดีมากอีกด้วยนะครับ

9.Avicii – “Wake Me Up” , 2013

เพลงนี้คือเพลงที่ทำให้ใครหลายคนได้รู้จักกับ อาวีชี มันคือมาสเตอร์พีซของการผสมผสานกันระหว่างดนตรีคันทรี่ และ EDM ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครจินตนาการออกเลยว่า เมื่อเพลงคันทรี่ผสมกับเพลงแดนซ์มันจะออกมาเป็นอย่างไรจนกระทั่ง อาวีชี ได้นำพาเพลงนี้มาให้พวกเราฟัง 

10.Avicii – “Without You” feat. Sandro Cavazza 2017

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม EP Avīci (01) ผลงานจากปีที่แล้วนี่เอง เพลงนี้ได้นักร้องนักแต่งเพลงชาวสวีดิช Sandro Cavazza มาฟีเจอริ่งด้วย ท่วงทำนองแบบโฟล์คคันทรี่ ผสมผสานไปกับเสียงซินธ์และบีทเน้นๆจาก อาวีชี ทำให้เพลงนี้เป็นหนึ่งใน คันทรี่ ป็อป ที่ควรค่าแก่การจดจำยิ่ง

แด่

Avicii

(8 September 1989 – 20 April 2018)

Reference

  • https://www.billboard.com/articles/news/dance/8358389/avicii-dead-tim-bergling
  • https://www.billboard.com/articles/news/dance/7633415/avicii-songs-best-hits-list

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!