Connect with us

What The Fact

[GOT] บอกเลยว่าอึ้ง!! กับ 5 ทฤษฎีแฟนซีรีส์อย่างละเอียดใน Game of Thrones Season 7!!! (มีสปอยล์)

อย่างที่คอซีรีส์หลายๆคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าซีรีส์ดังยอดฮิตอย่าง Game of Thrones กำลังจะกลับมาลงจออีกครั้ง ในวันที่ 17 เดือน กรกฎาคม (เวลาในไทย) นี้อย่างแน่นอน!! หลังจากที่ปล่อยทีเซอร์โปรโมทตัวล่าสุดอย่าง ‘Long Walk’ ออกมา..

 

แฟนๆซีรีส์เรื่องนี้ต่างก็แห่กันตั้งข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับซีซั่นที่กำลังจะมาถึงว่าใครกันแน่ที่จะได้ครองบัลลังก์เหล็กคนต่อไป  คุณนิ้วก้อยจะจับมือกับซานซ่ารุมตื้บพ่อจอนคนดีศรีสโนว์มั้ยเอ้ะ หรือไม่ใช่สโนว์แต่เป็นจอน ทาร์เกเรียนกันแน่นะ! แล้วไหนจะเจ้าหนู ‘เกนดรี้’  ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าพายเรือออกอ่าวไทยไปรึยัง.. โอ้ยยยยยย ยิ่งสงสัยก็ยิ่งอยากรู้จริงๆนะเนี่ย!!

วันนี้ผมได้รวบรวม 5 ทฤษฎีสมคบคิดที่อ่านแล้วต้องอุทานออกมาดังๆเลยว่า “เห้ย! จริงเด่ะ” เพราะว่ามันโคตรรรรรรร (ขออภัยในความหยาบ) จะเป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ  เอาล่ะเพื่อไม่เป็นการเสียเสียเวลา เราไปเปิดจินตนาการท่องแดนเวสเทอรอสจากไอเดียของแฟนๆซีรีส์กันเลยดีกว่าครับ

(WARNING !!) เตือนก่อนเลยนะฮะว่าข้อมูลที่จะได้อ่านต่อไปนี้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีหนึ่งที่แฟนซีรีส์ต่างประเทศนำข้อมูลหลายๆแหล่งมาปะติดปะต่อเนื้อเรื่องที่จะเกิดขึ้นในซีซั่น 7 นี้อย่างมีเหตุผลและมีความเป็นไปได้  ซึ่งแน่นอนว่ามีการสปอยล์เนื้อหาในภาคก่อนๆด้วย ใครที่ยังไม่เคยดูแนะนำให้ปิดบทความนี้แล้วไปหามาดูซะก่อนนะจ้ะคนดี.. ‘ จงอ่านเอาอรรถรสและอย่าเพิ่งปักใจเชื่อ 100% เพราะผมเชื่อว่ายังไง ลุงอ้วนมาร์ตินแกมีไม้เด็ดซ่อนไว้อีกเยอะ!! ’

 


5 ทฤษฎีแฟนซีรีส์สุดเจ๋งใน Game of Thrones Season 7

เนื่องจากจะให้เล่าเนื้อเรื่องทั้งหมดก็คงจะไม่ไหว เพราะ เนื้อเรื่องของซีรีส์นี้มีเยอะมากกกกกกกกกกก เยอะเกินกว่าจะเขียนให้ได้อ่านไหว บทความนี้จึงขอเขียนไว้ให้เฉพาะคนที่เคยได้ดูไปแล้วอ่านเท่านั้นนะครับ ถ้าคุณเคยดูซีรีส์จนถึงซีซั่นล่าสุดแล้วก็ลองไปอ่านกันได้เลยยย

1. เซอร์ซีกลายเป็นราชินีคลั่ง!!

หลังจากซีซั่นที่แล้วที่แม่สาว เซอร์ซี (Cersei Lannister)ได้ผันตัวเองไปเป็น ‘สาวผู้มากับไฟ(สีเขียว)’ สั่งวางระเบิดวิหารเบเลอร์และแต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของเจ็ดอาณาจักรเป็นที่เรียบร้อย บอกเลยว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆของความมันส์ที่จะตามมาในซีซั่นหน้าอย่างแน่นอน!!  ครั้งหนึ่งเคยมีนักจิตวิทยา(จริงจังแค่ไหน?) วิเคราะห์ตัวละครเซอร์ซีไว้ว่า โดยปกติเซอร์ซีมีนิสัยส่วนตัวที่หยิ่งผยอง และหลงตัวเองเข้าขั้นสุด เธอจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เธอต้องการและไม่มีวันยอมแพ้ เพราะที่ผ่านมาเธออาจจะอดกลั้น(หรือเก็บกด)กับสิ่งที่เจอมาตลอด เพราะในตอนนั้นเธอมีสิ่งสำคัญเดียวคือลูกๆของเธอ แต่ในตอนนี้เธอไม่มีพวกเขาอีกแล้ว ไม่มีใครที่เธอต้องห่วงอีกต่อไป เหลือเพียงแค่ตัวเธอ ความแค้น บัลลังก์เหล็ก และ เพลิงโลกันตร์ (Wildfire) ในห้องใต้ดินอีกนิดหน่อยมันคงไม่น่าแปลกใจถ้าเธอจะทำอะไรที่คุณคาดไม่ถึง  คิดๆดูแล้วเซอร์ซีในตอนนี้คงเปรียบได้กับ กษัตริย์บ้า แอริสทาร์แกเรียน( Aerys II Targaryen คนต่อไปเลยก็ว่าได้…. ทีนี้คงจะพอนึกออกแล้วใช่มั้ยล่ะว่ายุคมืดของราชินีเซอร์ซีจะเป็นยังไง

2. เจมี่จะเป็นผู้สังหารราชินีคลั่งเซอร์ซี!!

หลังจากการตายของทอมเมน ตามคำทำนายของ Maggy the Frog ที่ให้ไว้ว่า ‘ลูกเซอร์ซีทุกคนจะต้องตาย’ ได้เกิดขึ้นจริงในที่สุด และยังเหลืออีกหนึ่งคำทำนายว่าเซอร์ซีนั้นจะถูกฆ่าโดย ‘Valonqar’ (แปลว่าน้องชาย) ทำให้แฟนซีรีส์หลายๆ คนตีความกันไปว่าน้องชายผู้นั้นคือ ‘ทีเรียน แลนนิสเตอร์’ ( Tyrion Lannister ) น้องชายตัวน้อยผู้ซึ่งกำลังเคลื่อนทัพกลับมาพร้อมกับกองทัพขนาดมหึมาของแม่มังกร ‘แดเนริส ทาร์เกเรียน’ (Daenery Targaryen) อย่างแน่นอน!  แต่เดี๋ยวก่อนครับ..  นี่คือ Game of Throne และเราจะยังไว้วางใจ ‘เจมี่ แลนนิสเตอร์’ ( Jaime Lannister) ผู้เป็นคู่รักและน้องชายฝาแฝดคลานตามกันมาอีกคนของนางไม่ได้เด็ดขาด!

เพราะครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นเจมี่ ความรู้สึกมันฟ้องออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าเขากำลังรู้สึกแย่มากๆกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เซอร์ซีได้ทำลงไป ถึงแม้ว่าเราจะเคยได้เห็นเจมี่พร่ำบอกหลายต่อหลายครั้งว่า ‘เซอร์ซีคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขา’ แต่ไม่แน่ว่าคราวนี้เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เจมี่ตระหนักได้ว่า เซอร์ซีได้กลายเป็นราชินีคลั่ง.. ไม่ใช่คนเดิมที่เขาเคยรักอีกต่อไป!!และถ้าฉายา ‘Kingslayer หรือ ผู้ปลงพระชนม์ราชา’ ที่เจมี่ได้มาเมื่อครั้งจัดการสังหาร ‘กษัตริย์บ้า แอริสทาร์เกเรียน’ ยังคงขลังอยู่

สิ่งสุดท้ายที่เขาอาจจะตัดสินใจจบเรื่องราวทุกอย่างด้วยการเป็นคนปลิดชีพ เซอร์ซี ผู้เป็นทั้งพี่สาวและหญิงที่เขารักที่สุดด้วยน้ำมือตัวเองก็เป็นได้..

3. ทีเรียน ทาร์เกเรียน!?!

ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าคุณไม่ได้อ่านผิด และผมก็ไม่ได้เขียนนามสกุลของคนตัวเล็กสุดคูลอย่าง ทีเรียน แลนนิสเตอร์ ขวัญใจใครหลายๆ คนผิดอย่างแน่นอนครับสบายใจได้(ฮา) เพราะนี่คืออีกหนึ่งทฤษฎีที่น่าสนใจมากๆเกี่ยวกับคำพยากรณ์มังกรสามหัว ที่ล่าสุดนอกจากจะมี แม่มังกรแดนี่ (Daenery Targaryen)  และ จอน สโนว(๋Jon Snow) (จากทฤษฎีดังR+L=J ถ้าสนใจลองหาอ่านดูได้ครับ) เป็นสองผู้ต้องสงสัยอยู่แล้ว ล่าสุดพ่อหนุ่มทีเรียน แลนนิสเตอร์ของเรา ก็มีความน่าสงสัยในชาติกำเนิดที่ทำให้กลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยไปอีกคนเช่นกัน

ทฤษฎีนี้มีที่มาที่น่าสนใจและไม่มโนแน่นอนครับ ผมจะเริ่มจากย้อนกลับไปในยุคของกษัตริย์บ้า แอริส ทาร์เกเรี่ยน ได้แต่งตั้ง ไทวิน แลนนิสเตอร์ ( Tywin Lannister ) อดีตเพื่อนซี้ขึ้นเป็นมือขวาของกษัตริย์

แม้ว่าในยุคนั้นบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรื่องแค่ไหน แต่ทุกคนล้วนรู้กันดีว่าไม่ใช่เพราะ กษัตริย์แอริส ที่วันๆ เอาแต่มัวเมาสุรานารี (ฟีลคล้ายๆกษัตริย์ โรเบิร์ต บาราเธียน (Robert Baratheon) ในช่วงต้นๆ ซีซั่น 1) แต่เป็นเพราะการจัดการบริหารบ้านเมืองของไทวินต่างหาก ทำให้ทุกคนแห่กันไปสรรเสริญชื่นชมมือขวาของกษัตริย์ นานเข้าแอริสจึงเกิดความรู้สึกอิจฉาและหมั่นไส้ไทวินเข้าซะอย่างนั้น แอริสจึงคอยแต่จะกลั่นแกล้งและหักหน้าไทวินให้ต้องพบเจอแต่เหตุการณ์น่าอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านอยู่บ่อยๆ โดยที่ไทวินทำได้เพียงแค่อดทนเท่านั้น

 

บวกกับทฤษฎี(จะเรียกว่าข่าวลือก็ไม่ผิด)ที่ว่ากษัตริย์บ้าแอริสพึงพอใจในความงดงามของ โจแอนนา แลนนิสเตอร์ (Joanna Lannister) ภรรยาของไทวินเอามากๆ ถึงกับอ้างสิทธิ์ความเป็นราชาบังคับให้ส่งตัวโจแอนนาให้มาร่วมหลับนอนกับตนอย่างลับๆอยู่บ่อยครั้ง(แบบนี้ก็ได้หรอ) จนกระทั่ง โจแอนนา ให้กำเนิด ทีเรียน แลนนิสเตอร์ .. และเสียชีวิตลง สร้างความเศร้าเสียใจให้กับไทวินเป็นอย่างมาก และอย่างที่เรารู้ๆกันดีว่าไทวินเกลียดลูกชายคนแคระคนนี้มากแค่ไหน เพราะเขาคิดว่าลูกชายคนนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ภรรยาสุดที่รักของเขาตาย และถ้าหากลึกๆไทวินรู้อยู่แล้วว่าทีเรียนเป็นลูกนอกสมรสที่เกิดจาก กษัตริย์แอริส มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยใช่มั้ยล่ะครับ ที่เขาจะเกลียดทีเรียนได้ขนาดนี้..

ทุกคนลองทบทวนความจำกลับไปที่ Game of ThronesSeason 4 กันอีกครั้งนะครับ หากยังจำกันได้ก่อนที่ไทวิน แลนนิสเตอร์จะถูก ทีเรียนยิงหน้าไม้ปักอกตายคาส้วมไป คำพูดสุดท้ายที่เขาบอกกับทีเรียนคือ ‘เจ้าไม่ใช่ลูกข้า’

อื้ออหือออ..  หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์อ้างอิงที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ทฤษฎีนี้มีความเป็นไปได้!! ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าทฤษฎีนี้จะเชื่อถือได้แค่ไหน แต่ผมคนนึงล่ะที่เชียร์ให้พี่ทีเรียนแกได้ขี่มังกรซักที เห็นแกเคยเล่าว่าอยากขี่มังกรมาตั้งแต่เด็กๆแล้วอะนะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองกลับไปดูใน Game of Throne Season 5 อีกครั้งยังทันนะครับ

4.นายนิ้วก้อยจะแต่งงานกับเซอร์ซีราชินีโฉดก่อนจะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์!!

ก่อนอื่นผมขอบอกตรงๆก่อนเลยครับ ว่านี่เป็นทฤษฎีที่ผมคิดว่ามันเป็นไปได้ย๊ากกยาก แต่ก็เอาเถอะครับ อ่านเอาสนุกไม่ต้องไปซีเรียสมากละกัน ว่าแล้วก็ไปลุยกันต่อได้เลย!

จะว่าไปพวกเราก็นั่งดูนาย นิ้วก้อย (Littlefinger) วางแผนยึดบัลลังก์เหล็กมาซักพักแล้วนะครับ แต่ยังไง๊ยังไงมันก็ต้องมีอุปสรรคเล็กๆน้อยๆอยู่ดีสิน่า..  และแม้ว่าเกมส์ชิงบัลลังก์โดยมีหญิงงาม ซานซ่า สตาร์ค (Sansa Stark) อยู่เคียงข้าง ในฐานะราชินีของพี่นิ้วก้อยแกจะคิดมาดีแค่ไหน แต่ก็ดูเหมือ ซานซ่าจะไม่ค่อยอยากเล่นเกมส์นี้กับเขาสักเท่าไหร่เลยน่ะสิ แล้วทีนี้นายนิ้วก้อยจะเอาไงต่อไปดีล่ะเนี่ย?

ด้านแฟนซีรีส์เองก็เลยพากันคิดทฤษฎีนี้ขึ้นมาว่า ‘ หรือนิ้วก้อยจะออกจาก Winterfell แล้วกลับไปซบไหล่ราชินีเซอร์ซีแทนล่ะ.. ’

คืองี้ครับ ลองคิดเล่นๆ ดูนะว่าตอนนี้ เซอร์ซี ก็สร้างศัตรูเอาไว้แทบจะทั่วเจ็ดอาณาจักรอยู่แล้ว ทีนี้จะนางเอากองทัพขนาดมหึมาจากไหนเพื่อเอาไว้กำราบแม่มังกรกับกองทัพร่วมหมื่นกันล่ะถ้าไม่ใช่… ผ่ามม!! ถูกต้องแล้วล่ะครับ งานนี้พี่นิ้วก้อยและกองทัพของแกมีชื่อเข้าชิงเต็มๆเลยล่ะ  มันคงจะน่าสนใจน่าดูเลยล่ะครับ ถ้าเราจะได้เห็น จอน สโนวแท็คทีมกับซานซ่าแล้วหันมาห้ำหั่นกับทีมเซอร์ซีและนิ้วก้อยอย่างดุเดือดในศึกครั้งนี้ และถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริงเราคงจะได้เห็นพิษสงที่พี่นิ้วก้อยแกซ่อนไว้อีกเลยล่ะครับ จะว่าไปผมก็เริ่มอยากจะให้ทฤษฎีนี้เป็นจริงเข้าแล้วสิ!!

5.การสมรสระหว่างน้ำแข็งและเปลวไฟ 

หิมะกับไฟ สีดำและสีบลอนด์ช่างเป็นคู่ที่น่ารักน่าชังเสียจริงสำหรับคู่จิ้นในตำนาน ณเดชกับญาญ่าเอ้ย! จอน สโนว์ กับ แม่มังกรแดเนริส ต่างหากล่ะครับ (ฮา) จะเรียกว่านับตั้งแต่ช่วงต้นๆซีรีส์เลยก็ว่าได้ที่ทั้งสองตัวละครถูกจับคู่โดยแฟนๆ เพราะด้วยความน่าสนใจ และความเหมาะสมกันของทั้งสองคาแร็คเตอร์ จอน สโนว์ และ แดเนริส ทาร์เกเรียน เพราะคนหนี่งคือราชินีแห่งมังกรและอีกคนคือกษัตริย์แห่งแดนเหนือ จึงไม่แปลกหรอกครับที่หลายๆคนจะคิดว่าทฤษฎีนี้ช่างมีความเป็นไปได้เสียเหลือเกิน..

บวกกับทฤษฎีชาติกำเนิดของ จอน สโนว์ (R+L=Jอันแสนโด่งดัง ที่หลายๆคนน่าจะรู้จักกันมาบ้างแล้วว่า แท้จริง จอน คือลูกนอกสมรสของ เจ้าชายเรการ์ ทาร์เกเรียน (Rhaegar Targaryen) กับ ลีอานนา สตาร์ค (Lyanna Stark) น้องสาวสุดรักของ เน็ด สตาร์ค (Ned Stark) โดยการที่เน็ดผู้มีศักดิ์เป็นลุง นำจอนมาเลี้ยงดูในฐานะลูกนอกสมรส ก็เพื่อปกปิดและปกป้องจอน จากการถูกกษัตริย์ โรเบิร์ต บาราเธียน สังหารในฐานะลูกของศัตรูนั่นเอง

และถ้าทฤษฎี(R+L=J) เป็นไปได้จริง ก็เท่ากับว่าจอนจะเป็นคนของตระกูลทาร์เกเรียนไปโดยไปปริยาย และอย่างที่เรารู้กันอยู่ว่าตระกูลทาร์เกเรียนนั้นนิยมให้พี่น้องแต่งงานกันเองเพื่อรักษาสายเลือดที่บริสุทธิ์ไว้ แล้วก็เกิดอะไรขึ้นล่ะถ้าศึกครั้งนี้ในซีซั่น 7 ฝ่ายแดเนริสและจอนเป็นผู้ชนะ..

ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะแต่งงานกันเพื่อธำรงรักษาเชื้อสายบริสุทธิ์ให้สืบไปยังไงล่ะ ผ่ามม!! ผ่าม!! ผ่าม!! เห็นมั้ยล่ะครับว่าผมไม่เมากาวแน่นอน!! เพราะทฤษฎีนี้มีความเป็นไปได้ไม่ใช่เล่นๆเลยล่ะ ถ้าใครสนใจอยากรู้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่านี้ก็อย่าลืมไปหาอ่านเพิ่มได้ในบทความนี้ได้เลยนะครับ 


ยังไงก็ตามทฤษฎีทั้งหมดที่ผมนำมาฝากวันนี้ ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับว่ามันเป็นเป็นเพียงแค่ “สมมติฐาน” เท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็จะได้รู้ความจริงทั้งหมดจากซีรีส์ที่ใกล้จะลงจอฉายเร็วๆนี้อยู่ดี อ่านแล้วอย่าไปซีเรียสมากเลยครับ เดี๋ยวจะดูหนังไม่สนุกเอา ผมเตือนแล้วนะ!!  ส่วนวันนี้ผมต้องลาไปก่อนแล้วล่ะครับ เจอกันในบทความต่อไปครับผม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] GLASS คนเหนือมนุษย์ – จักรวาลกี๊คสุดเจ๋งของ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน

Published

on

หลัง เดวิด ดันน์ (บรูซ วิลลิส) ฮีโร่กระดูกเหล็ก และ เควิน (เจมส์ แม็คอวอย)ชาย 24 บุคลิกอันตราย ถูกจับเข้าโรงพยาบาลจิตเวศ พวกเขาต้องทุกข์ทรมานจากการรักษาของ ดร. เอลลี สเตเปิล (ซาราห์ พอลสัน) จิตแพทย์ผู้หวังเปลี่ยนคนไข้ให้เลิกหลงผิดในพลังพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่าจอมวางแผนอย่าง อีไลจาห์ กลาส (แซมมวล แอล แจ็คสัน)อดีตคู่แค้นของดันน์ก็มีแผนในใจที่หวังให้โลกได้เห็น ฮีโร่ และ ผู้ร้าย เปิดศึกนองเลืองกันบนอาคารที่สูงที่สุดในเมือง

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

นับว่า Glass เป็นโปรเจคต์ในฝันที่ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน เจ้าพ่อหนังหักมุมอยากสร้างมาร่วม10กว่าปี โดยนำตัวละคร ดันน์ และ กลาส มาจาก Unbreakable (2000) และ เควิน มาจาก Split (2016) ถักทอเรื่องราวระหว่างฮีโร่กับอสูร โดยไม่ลืมมีมุกจิกกัดการเมืองอเมริกาตามสไตล์ของผู้กำกับ จะว่าไปสไตล์หนังของ Glass คือถอดความ “Unbreakable” มาเลยแหละ เป็นหนังของกี๊คการ์ตูนคอมิก แบบพูดถึงจักรวาล-ประวัติศาสตร์คอมิกจนเชื่อว่าเหล่า กี๊คการ์ตูน คือกรี๊ดสลบเลย และยังคงสไตล์ ชยามาลาน ทั้งอารมณ์ขัน มุกจิกกัดสังคม รวมถึงการปรากฎตัวเป็นคาเมโอ ของผู้กำกับเองที่คราวนี้ ดูแกมันส์มากให้ตัวเองเล่นซะยาวเชียว จนผลลัพธ์คือหนังที่ดูสนุกนะครับ แต่ก็เฉพาะกลุ่มพอควร เพราะถ้าคนดูกลุ่มที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้กำกับเล่าก็จะเกลียดไปเลยเหมือนตอน Unbreakable นั่นแหละ โดยแก่นเรื่องแล้วสิ่งที่ Glass พยายามนำเสนอคือเรื่องราวของ ‘ตัวตน’ ซึ่งตรงนี้ยอมรับเลยว่า ชยามาลาน ได้โชว์ทักษะอันรุ่มรวยในการเล่าเรื่องได้ดีจริงๆทั้งการจับตรรกะของคอมิกเรื่องราวฮีโร่-ผู้ร้าย มาผสมเข้ากับการวิพากษ์ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางประวัติศาสตร์ได้อย่างคมคาย

 ซึ่งหากมองให้ลึก การที่ กลาส มองคอมิกในฐานะประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งแต่รัฐบาลไม่ต้องการให้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมิหนำซ้ำพวกเขายังพยายามใส่ความคนอย่าง ดันน์ เควิน และ กลาส ให้กลายเป็นเพียงคนบ้า ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่หาเรื่องใส่ไฟคนเห็นต่าง หรือ คนตั้งคำถามกับการบริหารประเทศของรัฐ จนตรรกะที่ดูเพ้อเจ้อกลับค่อยๆแข็งแรงด้วยแมสเสจที่หนังกำลังพูดถึงอย่างมั่นอกมั่นใจนั่นเอง เพราะหากแทนตัวละครด้วยชนกลุ่มน้อยทั้งคนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือชาวต่างชาติ ก็ไม่ต่างจากเรื่องจริงที่เจอได้ทั่วไปในอเมริกา
ซึ่งนั่นทำให้ Identity หรือ ตัวตน ที่แม้ในเรื่องจะแทนค่าเป็น ฮีโร่อย่างดันน์ , อสูรอย่างเควิน หรือ จอมบงการอย่างกลาส  กลายเป็นประเด็นที่หนังต่อยอดถึงขั้นไปพูดถึงอำนาจของปัจเจกชนที่กล้าลุกมาเปลี่ยนแปลงประเทศจนรัฐสั่นคลอน ซึ่งถือเป็นประเด็นการเมืองร่วมสมัยที่ชยามาลานเลือกเล่าในยุครัฐบาล โดนัลดฺก์ ทรัมป์ หลัง The Village (2004) ที่ชยามาลานพูดถึงการปกครองด้วยความกลัวในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เห็นว่าภายใต้หนังที่ดูเหมือนรวมจักรวาลฮีโร่ตามกระแสกลายเป็นงานตั้งคำถามกับสังคมได้อย่างลุ่มลึกอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เห็นผมวิเคราะห์การเมืองในหนังอย่าเพิ่งมองว่าหนังออกมาเคร่งเครียดน่าเบื่อนะครับ ตรงกันข้ามเลยหนังมีมุกฮาๆหลายมุกเลย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจอมขโมยซีนอย่าง เจมส์ แม็คอวอย ที่เล่นเป็นเควินและเหล่าตัวตน 24 ตัวตนได้อย่างมีสีสัน ส่วนบรูซ วิลลิส ก็ทำให้เราหายคิดถึงด้วยบทเท่ๆอย่างเดวิด ดันน์ ฮีโร่ศาลเตี้ยที่แม้จะชราภาพแต่ความเท่ไม่ได้ลดลงเลย หรือกระทั่งคนที่ถือเป็นต้นเรื่องอย่าง แซมมวล แอล แจ็คสัน ก็ทำให้ตัวละคร กลาส ที่เหมือนด้านตรงข้ามกับ นิค ฟิวรี่ ที่ดูฉลาดคาดเดาไม่ได้จนหนังดูสนุกมาก และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการปรากฏตัวของน้อง อันยา เทเลอร์ จอย ที่ออกมาแต่ละทีนี่ใจบางมาก ทั้งสวย น่ารัก หุ่นทรมานจิตใจ แถมเล่นดีจนเราเชื่อเลยว่า ต่อให้ต้องเป็นอสูรก็ยอม หากได้ใกล้ชิดน้องจอย ฮ่าาาาา
ตีตั๋วร่วมศึกฮีโร่ อสูร และจอมบงการ พร้อมจุดหักมุมแบบเดาไม่ถูก คลิกเลย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!