Connect with us

What The Fact

แฮชแท็กเพียบ! เมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 49 ของ AKB48 มีอะไรบ้าง ตามไปดูกัน!

ผ่านมาได้ 7 สัปดาห์แล้วกับงานประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 9 ของ AKB48 ที่จัดขึ้นที่จังหวัดโอกินาวาเพื่อตัดสินว่าใครจะได้เป็นเซ็มบะสึ 16 คนในเมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 49 แต่รู้สึกเหมือนเพิ่งเมื่อวานนี้เองที่ซุโต ริริกะประกาศการแต่งงานกลางงานเลือกตั้ง ชิงพื้นที่สื่อกลบข่าวการประกาศจบการศึกษาของวะตะนะเบะ มะยุ (มะยุยุ) กลางงานเลือกตั้งและการชนะการเลือกตั้งสามปีซ้อนของซะชิฮะระ ริโนะ (ซัชชี่) ไปซะหมด เฮ้ย! สองเรื่องหลังนี่มันเรื่องใหญ่นะเว้ย ใหญ่โพด ๆ เลย (แต่เอาเถอะ ไอดอลประกาศการแต่งงานกลางงานเลือกตั้งมันก็คงไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยแหละนะ)

มาวันนี้ MV เพลง #好きなんだ (อ่านว่า แฮชแท็กซุกินันดะ) เมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 49 ก็ออกมาให้เราชมกันแล้ว สาว ๆ ที่ได้อันดับที่ 1 ถึงอันดับที่ 16 ในการเลือกตั้งปรากฏโฉมในฐานะเซ็มบะสึของเพลงนี้โดยพร้อมเพรียง จะรอช้าอยู่ใย ไปชม MV กันเลย

เพลง #好きなんだ นี้ไม่มีอะไรแหวกขนบเพลงไอดอลแต่ไอเดียช่างเก๋กู๊ด มันคือเพลงรักมุ้งมิ้งที่บอกเล่าเรื่องราวของสาวขี้อายที่อยากบอกรักชายหนุ่มที่เธอหมายปองแต่ไม่กล้า ก็เลยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ภาพถ่ายเบลอ ๆ และแฮชแท็ก #好きなんだ (好きなんだ แปลว่า “รักนะ”) เพื่อเปิดเผยความในใจ ช่างเข้ากับยุคสมัยและจั๊กจี้หัวใจดีจริง ๆ

(จะว่าไปแล้ว เพลงรักที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นโจทย์ก็ไม่ใช่ของใหม่ วงการเพลงไทยก็มีมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น MSN ของเฟย์ ฟาง แก้ว อกหักจากมือถือของ So Cool หรือแม้แต่ไอ้หนุ่มแพ็กลิงค์ของยิ่งยง ยอดบัวงาม)

ในส่วนของ MV นั้น หลังจากที่คอนเสิร์ตก่อนงานประกาศผลการเลือกตั้งต้องยกเลิกไปเพราะสภาพอากาศที่เลวร้ายและต้องย้ายงานประกาศผลการเลือกตั้งเข้าไปในหอประชุมในร่มแล้ว ในที่สุด AKB48 ก็กลับมาแก้มือที่โอกินาวาได้สำเร็จด้วยการยกกองถ่ายมาถ่ายทำ MV ที่โอกินาวาแบบจัดเต็ม ใช้โลเกชันในโอกินาวาทั้งหมด ตะลุยสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่างจุใจ ส่วนเรื่องราวใน MV ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน มะยุยุรับบทนักท่องเที่ยว ซัชชี่รับบทไกด์นำเที่ยว ซัชชี่พามะยุยุท่องเที่ยวไปรอบ ๆ โอกินาวา ชมความสวยงามของเกาะทางใต้ของญี่ปุ่นแห่งนี้ เซ็มบะสึคนอื่น ๆ ก็ไปเที่ยว ณ จุดต่าง ๆ รอบเกาะ นำเสนอวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวชนิดที่เรียกว่าน่าจะใช้เป็นวิดีโอส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดโอกินาวาได้สบาย ๆ

และเนื่องจากโจทย์หลักของเพลงนี้คือแฮชแท็ก จึงไม่ต้องแปลกใจที่ตลอด MV นี้มีการแทรกแฮชแท็กประกอบภาพตลอดเวลา ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนดูสาว ๆ อัปเดตความเคลื่อนไหวและภาพถ่ายของตัวเองบนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากมีแฮชแท็กมากมายขนาดนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่ามีแฮชแท็กอะไรให้เราตามเผือก เอ้ย! ตามไปดูกันบ้าง อย่าให้ตกหล่นเชียวล่ะ

หมายเหตุ: ในเนื้อเพลงมีแฮชแท็กอยู่สามที่ ได้แก่ #好きなんだ #運命だ (แปลว่า “คือโชคชะตา”) และ #好きなんだ ทั้งหมดเป็นคำแรกของท่อนฮุค ต่อจากนี้คือแฮชแท็กที่ปรากฏในภาพครับ

ช็อตที่ 1

#AKB48

อันนี้ชื่อวง ไม่มีอะไร ข้ามไป

ช็อตที่ 2

#沖縄 = โอกินาวา

#ツアーにするんじゃなかった = ไม่ได้มาทัวร์

มะยุยุมาเที่ยวโอกินาวาเอง ไม่ได้มาทัวร์ ไม่งั้นจะได้หิ้วกระเป๋ามายืนมองทะเลแบบนี้เรอะ

ช็อตที่ 3

#よく覚えてない = จำไม่ค่อยได้

#同じクラス? = เรียนห้องเดียวกัน?

เมื่อซัชชี่มาแนะนำตัวกับเธอประหนึ่งว่ารู้จักกับเธอมาก่อนและถามว่าจำเธอได้ไหม มะยุยุจึงได้แต่ทบทวนความจำแบบเบา ๆ แต่นั่นมันตั้งแต่สมัยม.ปลาย ใครจะไปจำได้หมดล่ะคุณ

ช็อตที่ 4

#やっぱツアーにするんじゃなかった = ไม่ได้มาทัวร์จริง ๆ น่ะแหละ

เริ่มต้นทริปไกด์ก็มาสายแล้ว เป็นใครก็หวั่นใจเป็นธรรมดา แต่โดนซัชชี่ลากไปแบบนี้ มะยุยุไม่มีทางเลือกแล้วล่ะ

ช็อตที่ 5

#トゥクトゥク = รถตุ๊ก

#女子旅 = ทริปสาว ๆ

ถึงแม้ว่าแต่เดิมรถสามล้อเครื่องจะเป็นประดิษฐกรรมของญี่ปุ่นที่มาได้รับความนิยมอย่างสูงในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไทยเราก็ได้พัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นรถตุ๊ก ๆ สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทยที่คนทั่วโลกจดจำได้ ได้รับความนิยมถึงขนาดที่โอกินาวามีบริการให้เช่ารถตุ๊ก ๆ ให้นั่งเที่ยวอย่างใน MV นี้เลย

ดีนะที่มีป้ายเขียนว่าโอกินาวาอยู่บนหลังคารถ ไม่งั้นนึกว่าอยู่ถนนข้าวสาร ^0^

ช็อตที่ 6

#サトウキビ畑 = ไร่อ้อย

#農道 = ถนนสายเกษตร

#乗り出し可 = นั่งรถไปได้

สถานที่ท่องเที่ยวแรกในโอกินาวาที่ MV นี้แนะนำให้เรารู้จักก็คือไร่อ้อยนั่นเอง ถึงแม้ปริมาณการผลิตอ้อยของโอกินาวาจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตทั่วโลกหรือของประเทศไทย แต่ไร่อ้อยก็เป็นจุดเด่นของโอกินาวาตรงที่เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่สภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยให้ผลิตอ้อยได้มากกว่าที่อื่นอย่างมาก อีกทั้งน้ำตาลทรายแดงที่ผลิตจากอ้อยที่นี่มีคุณภาพดี มีกลิ่นหอมและรสชาติหวานใสชื่นใจมากครับ

แม้แต่สาว ๆ HKT48 ก็ยังเคยไปตัดอ้อยและคั้นน้ำอ้อยในไร่อ้อยที่โอกินาวามาแล้ว (ภาพจากรายการ HKT48のおでかけ! วันที่ 16 มีนาคม 2559)

ช็อตที่ 7

#さっき知り合った = เพิ่งรู้จักกันแป๊บเดียว

#バスが一緒 = นั่งรถบัสมาด้วยกัน

สถานที่ท่องเที่ยวต่อมาคือโอกินาวาเวิลด์ ธีมปาร์กที่ใหญ่ที่สุดในโอกินาวาที่จะพาคุณไปสัมผัสกับธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของโอกินาวา เพราะแต่เดิมนั้นเกาะโอกินาวาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรริวกิว ก่อนที่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในคริสตศตวรรษที่ 19 วัฒนธรรมเดิมของชาวเกาะโอกินาวาจึงแตกต่างจากชาวเกาะหลักของญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย

ช็อตที่ 8

#国際通り = ถนนโคะกุไซ

#観光 = ตะลอนเที่ยว

#ツアコンはさっしー = ซัชชี่เป็นไกด์

ช็อตที่ 9

#国際通り = ถนนโคะกุไซ

#一人でも来れる = มาคนเดียวก็ได้

ภาพตัดมาที่ซัชชี่และมะยุยุกำลังเดินเล่นบนถนนโคะกุไซ (แปลตรงตัวได้ว่า ถนนนานาชาติ) ถนนสายนี้เป็นถนนเส้นหลักของเมืองนะฮะ เมืองเอกของจังหวัดโอกินาวา อุดมไปด้วยแหล่งชอปปิ้งและความบันเทิง ใครที่ชอบแสงสีต้องมาที่นี่เลย

ช็อตที่ 10

#自撮りシーサー = เซลฟี่ท่ารูปปั้นสิงโต

#私服 = ชุดไปรเวท

ภาพตัดมาที่ชิโระมะ มิรุ (มิรุรุน) และโยะชิดะ อะกะริ (อะกะริน) สองสาวจาก NMB48 ถ่ายเซลฟี่ทำท่ารูปปั้นสิงโต รูปปั้นสิงโตในที่นี้คือรูปปั้นสิงโตในตำนานของโอกินาวา ที่เชื่อกันว่าคอยคุ้มครองคนหรือเคหสถานจากวิญญาณร้ายที่จะนำพาเภทภัยมาสู่ คงคล้าย ๆ กับรูปปั้นสิงห์คู่หรือกระจกแปดเหลี่ยมของบ้านเรานั่นแหละ

รูปปั้นสิงโตที่ถนนโคะกุไซ ภาพจาก Wikipedia 

ช็อตที่ 11

#サメの歯 = ฟันฉลาม

#船酔い = เมาเรือ

#ちゅり = ชุริ

มาฝั่งสาว ๆ เซ็มบะสึจาก SKE48 กันบ้าง พวกนางดูสนุกสนานกับการล่องเรือไม่น้อย (ชุริคือชื่อเล่นของทะกะยะนะงิ อะกะเนะ เม็มเบอร์รุ่นที่สองของ SKE48 ผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ คนขวามือในภาพนั่นแหละครับ)

ตัวอย่างรูปถ่ายฝีมือชุริ (ภาพประกอบจากรายการ AKB48 旅少女 วันที่ 30 พฤษภาคม 2558)

ช็อตที่ 12

#ココナッツジュース = น้ำมะพร้าว

#重い = หนัก

#スカートにこぼした = หกใส่กระโปรง

คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ (นอกเรื่อง): หากท่านต้องการดื่มน้ำมะพร้าวในญี่ปุ่น ขอให้ดื่มน้ำมะพร้าวจากผลมะพร้าวหรือบรรจุภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นน้ำมะพร้าว 100% จากประเทศไทยเท่านั้นนะครับ ถ้านอกจากนี้ผมไม่รับประกันรสชาติ

ช็อตที่ 13

#フィッシャーマンズウォーフ = Fisherman’s Wharf (ชื่อของร้านอาหารสไตล์อเมริกันที่ตั้งอยู่ริมทะเลในโอกินาวา ชื่อเหมือนย่านท่องเที่ยวชื่อดังของซาน ฟรานซิสโก)

#ランチ = มื้อเที่ยง

ช็อตที่ 14

#自撮り = เซลฟี่

#沖縄2回目 = โอกินาวารอบสอง

#海行きたい = อยากไปทะเล

มิรุรุนกับอะกะรินยังเซลฟี่ไม่เลิก!

ช็อตที่ 15

#ジンベイザメ = ฉลามวาฬ

#グラスボート = เรือกระจก

ถ้าคุณอยากชมฉลามวาฬล่ะก็ ขอให้นึกถึงโอกินาวาได้เลย นอกจากคุณจะสามารถล่องเรือกระจกชมฉลามวาฬได้แล้ว พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอกินาวาชุระอุมิก็มีฉลามวาฬจัดแสดงเช่นกัน โดยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้เป็นแห่งแรกของโลกที่พยายามขยายพันธุ์ฉลามวาฬในที่ปิดอีกด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉลามวาฬโอกินาวาปรากฏตัวใน MV ของ AKB48 เพราะมันเคยปรากฏตัวมาแล้วใน MV เพลง さよならクロール เมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 31 นั่นเอง (ภาพประกอบจากMV full さよならクロール / AKB48[公式])

ช็อตที่ 16

#魚市場 = ตลาดปลา

#イセエビ = กุ้งมังกรญี่ปุ่น

#生きてる = เป็น ๆ

กลับมาเข้าเมืองกันต่อ ขณะนี้ซัชชี่กับมะยุยุอยู่กันที่ตลาดมะกิชิ ตลาดสำคัญของชาวโอกินาวา จะซื้อหาวัตถุดิบไปทำกับข้าวก็ต้องที่นี่แหละ ตลาดมะกิชิอยู่ในละแวกถนนโคะกุไซ

ช็อตที่ 17

#ハブ酒 = เหล้าดองงูฮะบุ (งูพิษเฉพาะถิ่นของหมู่เกาะริวกิว)

#中に本物 = ข้างในเป็นของจริง

#見るだけ = ดูเฉย ๆ

ช็อตที่ 18

#記念撮影 = ถ่ายรูปที่ระลึก

#カメラマン = ตากล้อง

#一枚千円 = หนึ่งรูปพันเยน

#高くね? = ไม่แพงเรอะ?

กลับมาที่ร้าน Fisherman’s Wharf ขณะนี้เราอยู่กับมะสึอิ จุรินะแห่ง SKE48 มิยะวะกิ ซะกุระแห่ง HKT48 โยะโกะยะมะ ยุอิแห่ง AKB48 และคิตะฮะระ ริเอะแห่ง NGT48 (พวกหล่อนมีหน้ามาบอกว่าถ่ายรูปใบละพันเยนแพงเหรอ แฟน ๆ จ่ายเงินพันเยนนี่ จับมือพวกหล่อนได้แค่สิบวินาทีนะ!)

ช็อตที่ 19

#船首 = หัวเรือ

#乗船 = ลงเรือ

#特別な許可もらってます = ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ

เวลาไปล่องเรือเที่ยว ขอให้นักท่องเที่ยวทุกท่านนั่งอยู่ในที่นั่งที่จัดไว้ให้ อย่าขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือหรือหัวเรือโดยไม่ได้รับอนุญาตนะจ๊ะ

ช็อตที่ 20

#好きなんだ = รักนะ

#今でも = แม้กระทั่งตอนนี้

ช็อตที่ 21

#おめでとう = ยินดีด้วย

บนป้ายเขียนว่า “#ยินดีด้วย เต่าทะเลวางไข่แล้ว มาเฝ้าดูแลรักษามันกันเถอะ” ครับ

ช็อตที่ 22

#好きなんだ = รักนะ

ช็อตที่ 23

#好きなんだ = รักนะ

สองช็อตสุดท้ายอยู่ในเครดิตท้าย MV ครับ

แฮชแท็กทั้งหมดมีแค่นี้ ส่วนช็อตต่อไปนี้ไม่มีแฮชแท็ก แต่เราก็อยากให้คุณดูครับ

เม็มเบอร์ NMB48 ในชุดว่ายน้ำ

ในขณะที่ผมกำลังคิดว่ามาโอกินาวาทั้งที จะไม่มีสาว ๆ ใส่ชุดว่ายน้ำลงเล่นน้ำเลยเหรออยู่นั้น มิรุรุนกับอะกะรินก็โผล่มาพอดี ภาพคลื่นซัดใส่สองสาวช่างดีต่อใจจริง ๆ

เม็มเบอร์ AKB48 เล่นซันชิง

เครื่องดนตรีที่เราเห็นโอะกะดะ นะนะกับทะกะฮะชิ จุริแห่ง AKB48 บรรเลงอยู่ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจนี้คือซันชิง เครื่องดนตรีของโอกินาวา ไม่รู้ว่าทั้งสองนางเล่นเพราะแค่ไหน แต่ท่าโยกหัวตามจังหวะเพลงนี่สิ น่ารักได้ใจจริง ๆ

*เดิมผมเข้าใจผิดว่าเครื่องดนตรีนี้คือชะมิเซ็ง จนกระทั่งคุณ Siriwan Yod-Aim ท่านผู้อ่านของเรา ได้กรุณาทักท้วงเข้ามาในช่องแสดงความคิดเห็นว่าเครื่องดนตรีนี้ไม่ใช่ชะมิเซ็ง (三味線) แต่เป็นซันชิง (三線) เครื่องดนตรีของโอกินาวาที่เป็นบรรพบุรุษของชะมิเซ็งอีกทีนึง ผมจึงได้แก้ไขให้ถูกต้อง ขอบคุณคุณ Siriwan Yod-Aim ครับ – Prompong

เม็มเบอร์ NGT48 ในชุดผ้าบิงงะตะ

ชุดที่เราเห็นโอะงิโนะ ยุกะและฮมมะ ฮินะตะแห่ง NGT48 ใส่ในช็อตนี้ คือชุดที่ตัดเย็บจากผ้าที่เรียกว่า บิงงะตะ ผ้าย้อมแบบดั้งเดิมของโอกินาวาครับ ทั้งสองสาวเพิ่งติดอันดับในการเลือกตั้งปีนี้เป็นครั้งแรก แต่โผล่มาก็เป็นเซ็มบะสึเลย ของเขาแรงจริง ๆ

ที่ที่เห็นเต้น ๆ กันอยู่น่ะ มรดกโลกนะ

สถานที่ถ่ายทำฉากเต้นของ MV นี้คือปราสาทนะกะงุซุกุ ปราสาทในสมัยราชอาณาจักรริวกิว ปัจจุบันเหลือแต่ซากปราสาท ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2543 และได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ปราสาทของญี่ปุ่นโดยสมาคมปราสาทญี่ปุ่นครับ

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในฉากสุดท้ายของ MV

ฉากสุดท้ายใน MV นี้แสดงให้เห็นซัชชี่พามะยุยุไปดูจุดที่เต่าทะเลวางไข่ บอกเล่าถึงความยากลำบากที่เต่าทะเลต้องเผชิญในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่หลังฟักออกจากไข่ จากนั้นซัชชี่ก็บอกมะยุยุว่า “มาแข่งกันเถอะ” มะยุยุปฏิเสธ ซัชชี่ชวนซ้ำอีกครั้ง มะยุยุก็ยังปฏิเสธ จนเมื่อซัชชี่วิ่งนำออกไปมุ่งหน้าสู่ทะเล มะยุยุจึงได้ตัดสินใจวิ่งตามออกไป

ฉากนี้แสดงถึงสายสัมพันธ์ที่ยาวนานและความในใจของทั้งสองคนครับ

อย่างที่ทราบกันว่ามะยุยุได้ประกาศจบการศึกษาแล้ว นั่นก็แปลว่าเธอกำลังจะต้องบินเดี่ยวไปสู่วงการบันเทิงอันกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยการแข่งขัน เธอกำลังจะไม่ใช่วะตะนะเบะ มะยุแห่ง AKB48 อย่างที่เธอเป็นมากว่าสิบปีอีกต่อไป แต่จะเป็นวะตะนะเบะ มะยุเท่านั้น ถึงแม้ที่ผ่านมามะยุยุจะมีผลงานนอก AKB48 อย่างการแสดงหรือออกเพลงโซโล่ซิงเกิ้ลอยู่บ้าง แต่คนทั่วไปก็ยังมองว่ามะยุยุยังเป็นไอดอลตามขนบ (王道アイドル) ที่มีความเป็นไอดอลสูงมาก อาจยากที่จะอยู่ในวงการบันเทิงโดยไม่มีสถานะของไอดอล

ในขณะที่ซัชชี่นั้นเป็นไอดอลที่คนทั่วไปมองกันว่าเป็นไอดอลนอกขนบ (異端アイドル)  เธอเริ่มต้นด้วยการเป็นไอดอลสายวาไรตี้ คนพากันเรียกเธอว่ายัยขี้เหร่บ้าง ยัยกากบ้าง แถมยังเคยโดนข่าวฉาวเล่นงานจนต้องระเห็จไปอยู่ HKT48 แต่เธอก็มีผลงานที่หลากหลาย ทั้งการแสดง พิธีกร ตลก วาไรตี้ และเมื่อปี 2556 เธอก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าไอดอลนอกขนบอย่างเธอจะทำได้ นั่นก็คือการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “ราชินี” ของไอดอลกรุ๊ปตระกูล 48 ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 5 ถึงแม้เธอจะเสียตำแหน่งให้กับมะยุยุในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 6 เมื่อปี 2557 แต่หลังจากนั้นมาเธอก็ทวงคืนและรั้งตำแหน่งราชินีมาได้ถึงสามปีซ้อน (ผมย้ำอีกครั้ง นี่มันสุดยอดมากเลยนะ!)

มะยุยุเคยไปเป็นแขกรับเชิญในรายการที่ซัชชี่เป็นพิธีกร ทั้งสองคนยืนยันในรายการว่าสนิทสนมรักใคร่กันดีครับ (ภาพจากรายการ 今夜くらべてみました วันที่ 12 กรกฎาคม 2559)

มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ในฉากสุดท้ายใน MV นี้ก็คือเส้นทางในวงการบันเทิงที่รอมะยุยุอยู่นั่นเอง ในห้วงคิดของมะยุยุคงยังเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจว่าอะไรรอเธออยู่ข้างหน้า วะตะนะเบะ มะยุจะยังมีชื่อเสียงหรือมีคนรักใคร่เหมือนวะตะนะเบะ มะยุแห่ง AKB48 หรือไม่ เพราะเธอคือวะตะนะเบะ มะยุแห่ง AKB48 มาตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่วงการบันเทิงและเป็นเช่นนั้นมาแล้วเกือบครึ่งชีวิต

ซัชชี่เข้าใจความคิดของมะยุยุดี ถึงแม้ซัชชี่จะเป็นรุ่นน้องของมะยุยุในฐานะไอดอล แต่ในแง่ของเส้นทางในวงการบันเทิงนอกเส้นทางไอดอล ซัชชี่นำมะยุยุอยู่ค่อนข้างไกล ถึงแม้ซัชชี่กับมะยุยุจะต้องแข่งขันกันในฐานะไอดอลมาตลอด แต่โดยเนื้อแท้ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่คงไม่มีใครเข้าอกเข้าใจกันกว่านี้อีกแล้ว ที่ซัชชี่พูดชวนให้มะยุยุมาแข่งกับเธอและวิ่งล่วงหน้าไปก่อนเป็นการเชิญชวนและให้กำลังใจมะยุยุให้ออกไปเผชิญเส้นทางชีวิตในวงการบันเทิงนอกเส้นทางไอดอลนั่นเอง

ถึงแม้จะเคอะเขินไปบ้าง แต่ทั้งคู่ก็สวมกอดกันด้วยความซาบซึ้งใจในวินาทีสำคัญ (ภาพจากงานประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 9 ของ AKB48 วันที่ 17 มิถุนายน 2560)

สุดท้ายนี้ ขอเชิญทุกท่านชมรูปมิรุรุนกับอะกะรินจาก MV นี้ละกันครับ และใครอยากเจอทั้งสองนางก็อย่าลืมคอนเสิร์ตวันที่ 14 สิงหาคมนี้นะครับ 🙂

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Prodigy เด็ก(จอง)เวร – เด็กเปรต..แม่โง่เป็นบ้า..แต่ผวาได้ตลอด

Published

on

ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังหน้าใสๆซื่อๆ ไมล์ส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ซาร่า จะซ่อนสัญชาตญาณอำมหิตไว้ หลังก่อวีรกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ซาราห์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรสิงสู่ให้ไมล์ส กลายเป็นเด็กจองเวร ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในบรรดาทำเนียบหนังเด็กผี หลายคนอดคิดถึงหนังในตำนานอย่าง The Omen ที่มีทั้งภาคต่อและภาครีเมค ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นต้นแบบหนังเด็กเปรต ก่อนจะมีหนังแนวนี้ตามมาทั้ง Child’s Play, Apt Pupil และThe Orphan เป็นต้น และสำหรับ The Prodigy หนังก็มาในแนวทางเดียวกัน เดินตามสูตรหนังเด็กเปรต ทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากหนูน้อยหน้าใส การตายของสัตว์เลี้ยง หรือกระทั่งการละเมอพูดภาษาแปลกๆ แต่สิ่งที่บทหนังดูจะเดิมพันเป็นพิเศษนั่นคือ การบอกคนดูโต้งๆเลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าวิญญาณชั่วร้ายที่มาสิงไมล์สตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นใคร จนคนดูต้องอุทาน “อ้าว! แล้วทีนี้เราจะไปลุ้นกับการตามหาความจริงของอีแม่เด็กเปรตทำไมล่ะเนี่ย” และแม้ว่ามันจะนำไปสู่ช่องโหว่ในการดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยฉากชวนสงสัยแบบคนดูต้องแอบหงุดหงิดบ้างแหละว่าทำไมอีพ่อแม่มันไม่รู้ซักที แต่ด้วยการกำกับ-เลือกใช้ภาพ และการตัดต่อก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้คนดูลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ เรียกง่ายๆว่าทั้งเกาหัวแกรกๆงงกับความโง่ของตัวละครก็ดันอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดตา หรือแอบเอากระเป๋ามากอดไว้ให้รู้สึกปลอดภัยตอนดูนั่นเอง 

ไม่เพียงแค่ฉากระทึกต่างๆจะทำได้ดี อีกจุดที่หนังกล้าทิ้งไพ่ตายคือ จุดพลิกผันแบบไม่ต้องสนใจภูมิหลังที่มาตัวละครอะไรกันแล้ว ที่สำคัญคือ ต่อให้รู้ว่าตัวละครทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญา เราก็ยังอดลุ้นตามปนเกาหัวแกรกๆว่า เฮ้ย!เอางี้เลยเหรอวะ ซึ่งตอนดูก็เกิดพุทธิปัญญาว่า อ๋อ..!มันอาจเป็นอารมณ์เดียวกับเราดูละครไทยนั้นแหละ แม้ว่ามันจะทำให้นางเอกดูโง่ๆแค่ไหนเราก็ยังอดเอาใจช่วยไม่ได้ แม้ว่าบางเหตุการณ์จะทำเอาเราอยากเรียกนางมาทดสอบไอคิวใหม่ก็ตาม  

แจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อต หนูน้อยดวงซวยจาก IT มารับบทไมล์ส ได้หลอนชิบหายวายป่วงมาก แค่นั่งหน้านิ่งทำตาหินใส่ก็แทบฉี่ราดแล้ว ตอนต้องเปลี่ยนบุคลิกนี่ถึงกับเย็นเยียบไปทั้งตัวเลย ส่วน เทย์เลอร์ ชิลลิ่ง นางเอกซีรีส์ Orange is the new black ก็รับบท ซาร่าห์ แม่ผู้ทำทุกทางให้ลูกรอดจากการสิงสู่ได้อย่างน่าเห็นใจดี แม้บทหนังจะทำให้เธอดูเบาปัญญาปนๆไปกับอารมณ์ไบโพลาร์ ผีเข้าผีออก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวไม่เชื่อก็ตามทีเถอะ แต่ทุกฉากที่เห็น ซาร่า อยู่กับ ไมล์ส คือช่วงที่คนดูไม่อาจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ 

โดยรวมเราอาจจัด The Prodigy เป็นหนังสยองดูไปกินพอพคอร์นไปพร้อมตะโกนด่านางเอกในใจไปได้อย่างเพลิดเพลินเชียวแหละ แต่ใครหวังจะได้ดูหนังสยองขวัญเปี่ยมตรรกะน่าเชื่อถือขอให้ผ่านไปก่อนน้องไมล์สจะทำหน้าอ้อนใส่แล้วโผล่มาแฮร่ให้คุณตกใจเล่นในโรงแล้วกัน อิอิ

ระทึกไปกับอีแม่ อย่าแคร์ถูกผิด สัมผัสความอำมหิตจาก เด็ก(จอง)เวร คลิกเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Happy Death Day 2U : กลายเป็นหนังไซไฟไปซะงั้น

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

ในภาค 2 นี้ เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรกแบบนาทีต่อนาที หลังจากที่”ทรี”คลี่คลายปริศนาเจอผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาเบบี้ และสามารถทลายวงจรวนลูปที่ติดอยู่ในวันเดิม ๆ ได้สำเร็จ แต่แล้ว “ไรอัน” เพื่อนร่วมห้องของ “คาร์เตอร์” แฟนของทรีก็โผล่เข้ามาแล้วบอกว่าเขากำลังติดอยู่ในลูปวันเดิม ๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรหน้ากากเบบี้ ปัญหาของไรอัน ดึงความสนใจของทรีได้ แล้วทั้งหมดก็เจอต้นเหตุของวังวนว่ามาจาก “ซิซซี่” อุปกรณ์จักรกล สิ่งประดิษฐ์จากมันสมองอัจฉริยะของไรอันและแก๊ง ที่เป็นนักรียนวิทยาศาสตร์จักรกลแต่ซิซซี่ยังทำงานไม่สมบูรณ์เป็นผลให้ปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แล้วทำให้ทรีติดอยู่ในวังวน และต่อมาก็ตัวไรอันเอง เมื่อไรอันเดินเครื่องอีกครั้งก็ดึงทรีกลับเข้าไปอยู่วังวนเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปจากเดิม ฆาตกรหลังหน้ากากเบบี้ก็ไม่ใช่คนเดิมทางออกคือทรีต้องช่วยไรอันและทีมให้แก้ไขข้อผิดพลาดของ”ซิซซี่” เพื่อจะทำให้เธอหลุดออกมาจากวังวนอย่างถาวร

คริสโตเฟอร์ แลนดอน ยังคงควบหน้าที่กำกับและเขียนบทเช่นเดิม ในภาคแรกถือว่าไอเดียของคริสโตเฟอร์ บรรเจิดมากกับการเอาเรื่องราววังวนลูป ที่ตัวเอกของเรื่องติดอยู่ในวันเดิม ๆ มารวมเข้ากับหนังฆาตกรใส่หน้ากาก ซึ่งหนังก็ออกตัวอย่างเต็มที่ว่าไอ้รับอิทธิพลมาจาก GroundHog Day (1993) หนังคอมมีดี้คลาสสิกที่ตัวเอกติดอยู่ในวันเดิม ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าปรับปรุงนิสัยเป็นคนดีได้แล้ว มาภาคนี้คริสโตเฟอร์ ใส่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมิติทับซ้อนเข้าไป มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นประเด็นหลัก ก็ออกตัวชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไตรภาค Back To The Future

ปัญหาของภาคนี้คือโทนของหนังที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อคริสโตเฟอร์เลือกที่จะอธิบายที่ไปที่มาของสถานการณ์วนลูปว่าเกิดจากปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ มีการลงลึกเรื่องทฤษฎีมิติทับซ้อน อธิบายด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ยาก ๆ และทางออกของปัญหาจากเดิมที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของผู้ที่อยู่หลังหน้ากาก กับกลายเป็นการร่วมมือกันที่จะผลักดันให้ “ซิซซี่” ถูกแก้ไขและเดินเครื่องได้สำเร็จ ทำให้ Happy Death Day 2U มีน้ำหนักเอนเอียงไปทางหนังไซไฟ และเรื่องราวของฆาตกรสวมหน้ากากก็ถูกลดความโดดเด่นลงเป็นประเด็นรอง แม้บทหนังจะพยายามคงเสน่ห์ต่าง ๆ จากภาคแรกไว้ แต่ก็ไม่เท่าเดิม หนังยังคงมีทั้งฉากตื่นเต้นฆาตกรตามล่าเหยื่อ แต่ก็มีเพียงแค่ 2-3 ฉาก ฉากที่ทรีตายแล้วตายอีกจากเดิมที่ตายเพราะพยายามกระชากหน้ากากเบบี้ กลับกลายเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อพยายามหาสูตรแก้ไขข้อบกพร่องของ”ซิซซี่” ซึ่งถูกเล่าออกมาในแนวขำ ๆ ทำให้บรรดามุกต่าง ๆ ในภาคนี้มากขึ้น หนังกลับมีเสียงหัวเราะเสียมากกว่าบรรยากาศชวนลุ้นของหนังสยองขวัญ

ฉะนั้นแฟนที่ติดตามมาจากภาคแรก ถ้าคาดหวังอารมณ์ขันที่เคยสอดแทรกไว้ในภาคแรก อาจจะพึงพอใจ แต่ถ้าคาดหวังอารมณ์ลุ้นระทึกกับการหนีเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของหน้ากากเบบี้ก็จะผิดหวัง ที่ฉากเหล่านี้ลดน้อยไป เลือดน้อยลง ความโหดแทบไม่เห็น แม้จะมีการเผยตัวร้ายคนใหม่ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้ชวนให้เซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หนังสอดแทรกดราม่าเข้ามาเล็กน้อย ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เรื่องความผูกพันของทรีและแม่ และเมื่อเธอเปิดใจกับคาร์เตอร์ ให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยการให้อภัยลอรี่ แต่ก็ไม่ได้ถูกขับเน้นอารมณ์ดราม่าเหล่านี้ให้ขึ้นมาโดดเด่นนัก

แต่ถึงแม้คะแนนจากนักวิจารณ์จะได้น้อยลงจากภาคแรก รวมไปถึงรายได้ของหนังก็ไม่น่าจะไปไกลกว่าภาคแรก แต่ด้วยกำไรของหนังที่ยังคงสวยงาม ทำให้หนังได้เดินหน้าต่อไปจนครบจบไตรภาค ซึ่งหนังก็เผยทิศทางของภาค 3 ไว้ในฉากโพสต์เครดิต ที่ไม่ต้องรอนานหลังหนังจบ พอได้ดูก็เห็นชัดแล้วว่า เรื่องราวของภาค 3 ยิ่งออกทะเลไปไกลแน่นอน สรุปได้ว่า Happy Death Day 2U เสน่ห์ของหนังน้อยลงไป ออกทะเลมากขึ้น และพูดเต็มปากไม่ได้แล้วว่านี่คือ “หนังสยองขวัญ”

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“PAR-K” อาณาจักรแห่งเสียงดนตรีอันสดใสและไพเราะจากสองปลา “Whal & Dolph”

Published

on

Whal & Dolph เป็นวงดนตรีอินดี้อีกวงหนึ่งที่กำลังเติบโต และเข้าถึงแฟนๆในวงกว้างมากขึ้น อัลบั้มแรก Rayon (เรยอน) ที่มีเพลงฮิตอย่าง รอให้เธอบอก ฉันยังเก็บไว้  เก็บเธอเอาไว้ดูก่อน และอีกมากมาย ถือว่าประสบความสำเร็จมาก และเป็นสิ่งที่นำพาสุ้มเสียงของพวกเขาให้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน

คราวนี้คู่หูสองปลา  ดอล์ฟ  ปอ กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ (ร้องนำ) และวาฬ น้ำวน วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ (กีตาร์) ได้กลับมาอีกครั้งพร้อม EP อัลบั้มที่มีชื่อว่า “PAR-K” ซึ่งมาจากคำว่า “PARK” หรือ สวน ซึ่งปอได้มีความประทับใจเมื่อครั้งไปถ่ายภาพในบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนสวยงามเลยเก็บความประทับใจนั้นมาใช้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็ยังแอบใส่ลูกเล่นเล็กๆด้วยการแยกคำเป็น “PAR-K” ซึ่ง PAR ก็หมายถึง “ปลา” นั่นเอง ส่วน K ก็คือ Kingdom หรืออาณาจักร รวมกันแล้วก็คืออาณาจักรของปลา

บทเพลงใน EP “PAR-K”  ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 เพลงได้แก่ “บรรยากาศดี”  “ไม่รู้ทำไม” “ฝากไว้กับดาว” และ “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”  ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของปอทั้งสิ้น เรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยภาษาที่เขาอยากจะสื่อสาร พร้อมผ่านท่วงทำนองอันไพเราะจากน้ำวน และการเรียบเรียงเติมเต็มผ่านเครื่องดนตรีต่างๆจนสมบูรณ์ ทำให้ EP นี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของทั้งเนื้อหาและดนตรี

“บรรยากาศดี”

เพลงแรก “บรรยากาศดี” (Red Dress) บทเพลงที่หยิบฉวยบรรยากาศของช่วงเวลาเมื่อแรกพบอันก่อให้เกิดความประทับใจตราตรึงมานำเสนอผ่านท่วงทำนองอะคูสติคสบายๆ ทั้งดนตรีและคำร้องบรรยายความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกคุ้นเคยที่เรามีต่อใครคนหนึ่งทั้งๆที่เพิ่งได้พบกัน

“ไม่รู้ทำไม”

บางครั้งเหตุผลกับความรู้สึกก็สวนทางกัน ทั้งๆที่ได้พบคนที่ดีแล้วแต่ไม่รู้ทำไมวันหนึ่งความรักที่เคยมีก็หมดหายไป “ไม่รู้ทำไม” (Skyfall) คือบทเพลงที่เล่าอาการหมด “แพชชั่น” ผ่านท่วงทำนองสดใส ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงภาวะที่กำลังนำไปสู่การเลิกรา

“ฝากไว้กับดาว”

“ฝากไว้กับดาว” (Secret of Star) เป็นเพลงที่มีความลงตัวดีทั้งเนื้อหาและดนตรีที่น่ารักและอบอุ่น จึงถูกนำมาทำเป็น MV ไปแล้วเรียบร้อย เพลงน่ารักๆ ที่พูดถึงความรักที่อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ยังไม่เป็นใจ  การ “เก็บความรู้สึก” นั้นเอาไว้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ได้ทิ้งมันไปแต่ฝากเอาไว้กับ “ดาว”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ” (The Golden Song) บทเพลงโรแมนติคที่แฝงอารมณ์เศร้าละมุนปิดท้ายอัลบั้ม ที่มีเพียงเสียงร้องของปอและเสียงกีตาร์จากน้ำวน เสียงกีตาร์ปิ๊กกิ้งหวานๆของน้ำวน และเสียงร้องสบายๆของปอ ช่วยขับกล่อมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจกับความต้องการบอกใครคนนั้นที่ได้พบกันว่า “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“PAR-K” ถือว่าเป็น EP อัลบั้มที่ค่อนข้างลงตัว ถึงแม้โดยรวมงานเพลงทั้ง 4 เพลงจะมีความใกล้เคียงและไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็เหมือนกับการฟังเพลงเพลงหนึ่งที่แบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ทุกเพลงมุ่งไปในทิศทางของเรื่องราวและอารมณ์ในแบบเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการประกาศแนวทางการทำเพลงของ Whal & Dolph  ที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้เราก็ได้เห็นถึงพัฒนาการของทั้งคู่ ที่ทำให้เชื่อได้ว่างานเพลงที่จะตามมาหลังจากนี้จะต้องมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!