ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Local News
Google i/o 2026 event

สรุปงาน Google I/O 2026 กับก้าวต่อไปสู่ Agentic Era

Table of Content

ลองจินตนาการถึงโลกที่เราสามารถโยนความวุ่นวายทุกอย่างในชีวิตให้หน้าจอไปจัดการ แล้วเราปิดฝาโน้ตบุ๊กเดินไปชงกาแฟดื่มแบบสบายใจดู ? นั่นอาจเป็นความรู้สึกแรกหลังจากที่หลายคนได้นั่งดูไลฟ์งาน Google I/O 2026 เกือบ 2 ชั่วโมงเต็ม บอกได้คำเดียวว่า “นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องของแชตบอตอีกต่อไปแล้ว !” นี่คือการสรุปงานแบบเก็บครบทุกรายละเอียด !

บรรยากาศเปิดงานเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ก้าวขึ้นมาบนเวที Shoreline พร้อมตัวเลขสถิติที่ทำให้เราต้องอ้าปากค้างกับการเติบโตของปริมาณการประมวลผลข้อมูล AI ที่วัดจากหน่วย Tokens

  • ปี 2024 9.7 ล้านล้าน Tokens ต่อเดือน
  • ปี 2025 480 ล้านล้าน Tokens ต่อเดือน
  • ปัจจุบันปี 2026 ตัวเลขพุ่งทะยานทะลุกำแพงไปถึง 3,200 ล้านล้าน Tokens (Quadrillion) ต่อเดือน เป็นการเติบโตขึ้น 7 เท่าในเวลาปีเดียว

ตอนนี้มีนักพัฒนาเปิดใช้งานโมเดล Gemini ของ Google ทะลุ 8.5 ล้านคนต่อเดือน และส่งคำขอผ่าน API เฉลี่ยรวมกันสูงถึง 19,000 ล้าน Tokens ต่อนาที

ความตื่นเต้นคือเพื่อรองรับการประมวลผลที่สูงขึ้น Google ตัดสินใจอัดฉีดงบลงทุน (CAPEX) ถึง 180,000 – 190,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินบาทไทยประมาณ 6.3 – 6.6 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างขุมพลัง Tensor Processing Unit (TPU) เจเนอเรชันที่ 8 ที่รอบนี้มาในสถาปัตยกรรมชิปคู่ (Dual-chip Approach)

  • TPU 8t ชิปสำหรับขั้นตอนการฝึกสอนโมเดล มีพลังประมวลผลดิบแรงกว่าเดิมเกือบ 3 เท่า ทำงานร่วมกับ JAX และ Pathways ทำให้ Google สามารถเชื่อมต่อขุมพลังของ TPU กว่า 1 ล้านตัวข้ามไซต์ทั่วโลกพร้อมกัน ย่นระยะเวลาการเทรนโมเดลรุ่นใหญ่จากหลายเดือนให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์
  • TPU 8i ชิปที่ปรับแต่งมาเพื่อการประมวลผลปลายทางและการโต้ตอบกับผู้ใช้ ชูจุดเด่นด้านความเร็วในการส่งข้อมูลเอาต์พุตได้สูงถึง 1,500 Tokens ต่อวินาที เรียกว่ากดปุ่มปุ๊บ โคดก็พรั่งพรูออกมาแบบเรียลไทม์จนแทบมองตามไม่ทัน แถมประหยัดพลังงานขึ้น 2 เท่า (Performance Per Watt) อีกด้วย

ทั้งนี้ก็ต้องรอดูว่า TPU ของ Google จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งจาก NVIDIA ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ได้ไหม และยังต้องพิสูจน์เรื่องระบบนิเวศ (Ecosystem) อีกด้วย

เปิดตัวโมเดลใหม่ Gemini Omni และ Gemini 3.5 Flash

จากนั้น เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) หัวเรือใหญ่จาก Google DeepMind ได้ขึ้นมาสร้างความตื่นเต้นด้วยการประกาศว่า “ระบบปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ปีแล้ว” และปีนี้ได้ส่งโมเดล AI สุดโหดที่จะมาปฏิวัติการเข้าใจโลกในฐานะ World Model

เริ่มจาก Gemini Omni ถือเป็นไฮไลต์ที่สร้างความว้าวให้กับสายคอนเทนต์ เพราะโมเดลตัวนี้รวมความฉลาดด้าน Logic ของ Gemini เข้ากับโมเดลสร้างภาพและวิดีโอ อย่าง Veo, Nano Banana และ Genie จุดเด่นคือ “การเข้าใจกฎฟิสิกส์จริง ๆ (Intuitive Physics)” ว่ามันต้องทำงานยังไง เช่น เรื่องแรงโน้มถ่วง พลังงานจลน์ แสงเงา และสายน้ำ

  • ในชีวิตจริง เราสามารถพิมพ์สั่งให้สร้างวิดีโออธิบายเรื่องซับซ้อนอย่าง “การพับทบของโปรตีน (Protein Folding)” ให้ออกมาเป็นภาพแอนิเมชันดินน้ำมัน (Claymation) ที่มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ได้ทันที
  • ฟีเจอร์เปลี่ยนสไตล์วิดีโอ สามารถอัปโหลดวิดีโอเซลฟี่ของตัวเองขณะเดิน แล้วใช้เสียงพูดคุยสั่งให้ AI สลับฉากหลัง เปลี่ยนสไตล์ หรือเปลี่ยนมุมกล้องเป็นภาพหมุน 360 องศา โดยที่การเคลื่อนไหวของร่างกาย แสงตกกระทบ และเงาสะท้อนในน้ำจะถูกคำนวณใหม่ให้แนบเนียนไปกับโลกความจริง ซึ่งเปิดตัวรุ่น Gemini Omni Flash ให้เล่นแล้ววันนี้ ส่วน Omni Pro จะตามมาเร็ว ๆ นี้

ต่อด้วย Gemini 3.5 Flash โมเดลข้อความรุ่นใหม่ ที่ชูความสามารถด้านการเขียนโคดชนะรุ่นพี่อย่าง 3.1 Pro ได้แบบนิ่ม ๆ แถมพ่นข้อมูลได้เร็วกว่าโมเดลระดับ Frontier ในตลาดถึง 4 เท่า และเมื่อรันร่วมกับระบบของเดฟจะเร่งสปีดได้สูงสุดถึง 12 เท่า ซึ่งเหมาะกับการเอามาใช้แบบ Agentic ส่วนรุ่นท็อปอย่าง Gemini 3.5 Pro มีกำหนดปล่อยใช้งานในเดือนมิถุนายน 2026

พ่นไอเดียผ่านเสียงด้วย Docs Live ลืมการพิมพ์ Prompt แบบเดิมไปได้เลย!

อีกหนึ่งฟีเจอร์สาย Productivity ที่ทำเอาผู้ชมตื่นเต้นจนอยากกดสมัครแพ็กเกจ Pro ทันที คือ Docs Live ครับ มันคือเทคโนโลยีโมเดลเสียงเจเนอเรชันใหม่ที่ทลายกำแพงการทำงานเอกสารลงอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เราต้องมานั่งคิดคำ พิมพ์ Prompt ยาว ๆ อย่างเป็นทางการ แต่ในเดโมสดบนเวที ทีมงานแสดงให้เห็นว่าเราสามารถพรั่งพรูไอเดีย (Brain Dump) ด้วยภาษาพูดสด ๆ ขาด ๆ หาย ๆ ตามที่คิดในหัว แล้วปล่อยให้ Gemini จัดการส่วนที่เหลือทั้งหมดแบบเรียลไทม์

ในคลิปสาธิต ทีมงานต้องไปพูดแนะแนวอาชีพให้นักเรียนมัธยมในวันรุ่งขึ้น เขาเพียงแค่เปิดไมค์ใน Docs Live แล้วพูดสิ่งที่ต้องการออกมา : “ช่วยคิดหัวข้อพูดแนะแนวอาชีพซอฟต์แวร์วิศวกรให้หน่อย ดึงเรซูเม่ของฉันมาจาก Google Drive ด้วย แต่อย่าให้มันน่าเบื่อเกินนะ ลองหาคำเปรียบเทียบฮา ๆ มาใส่ให้เด็ก ๆ สนใจที อ้อ ! แล้วก็ไปเปิดดูอีเมลกำหนดการใน Gmail หัวข้อ Career Day เอาข้อมูลเวลาและสถานที่มาแปะไว้บนหัวเอกสารให้ด้วยนะ”

ผลลัพธ์คือ Gemini วิ่งไปรื้อไฟล์ ร่างดราฟต์เอกสารขึ้นมาให้ทันทีแบบเรียลไทม์ และเมื่อทีมงานสั่งเสียงต่อว่า “เนื้อหาแน่นไปหน่อย ช่วยเปลี่ยนคำเปรียบเทียบให้เป็นตาราง และช่วยเพิ่มเรื่องเล่าเกี่ยวกับพี่ชายที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเป็นโปรแกรมเมอร์ไว้บนสุด ทำตัวหนาให้ด้วย” ตัวระบบก็จัดการสลับโครงสร้าง ขยับเนื้อหา สร้างตาราง จัดฟอร์แมตเน้นตัวหนาให้เสร็จสรรพในเสี้ยววินาทีตามความเร็วเสียงพูด !

สั่งการ Sub-agents 93 ตัว สร้าง OS จากศูนย์ผ่าน Antigravity 2.0

สำหรับสายนักพัฒนาและโปรแกรมเมอร์ นี่คือวินาทีที่ชวนขนลุกที่สุดในงานครับ Google ได้ปรับโฉมเครื่องมือเขียนโคดครั้งใหญ่กลายเป็นแอปพลิเคชันเดสก์ท็อป Standalone ในชื่อ Antigravity 2.0 มาพร้อมแนวคิด “Agent-First” ที่เน้นการจัดระเบียบการทำงานร่วมกันของเอเจนต์หลายตัว (Multi-agent Orchestration) เพื่อโชว์ความสามารถขั้นสุด ทาง Google ได้ลองท้าทายระบบด้วยโจทย์มหาโหด “จงสร้างระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่รันใช้งานได้จริงขึ้นมาจากโปรเจกต์ว่างเปล่า”

ผลลัพธ์คือ ระบบ Antigravity ร่วมกับ Gemini 3.5 Flash ได้ทำการกระจายงานให้ Sub-agents จำนวน 93 ตัว ทำงานควบคู่ขนานกันไป มีการยิงคำขอไป 15,000 ครั้ง ประมวลผลข้อมูลไป 2,600 ล้าน Tokens และภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง AI สามารถสร้าง OS ขึ้นมาได้สำเร็จจากศูนย์ โดยใช้ค่าเครดิต API ต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 บาทไทย) เขียนโคดระบบบูต ระบบจัดการหน่วยความจำ และระบบไฟล์ครบถ้วนแบบที่แอปฯ อื่นนำมารันต่อได้จริง

ที่เรียกเสียงปรบมือได้เกรียวกราว คือการเปิดคอมมานด์ไลน์บนระบบฯใหม่นั้น แล้วลองติดตั้งรันเกมในตำนานอย่าง DOOM ซึ่งตอนแรกเปิดไม่ได้เพราะขาดไดรเวอร์การแสดงผลและคีย์บอร์ด แต่พอโปรแกรมเมอร์ใช้เสียงพูดสั่งพิมพ์ Prompt ไปบอกให้ซ่อมแซม ตัวเอเจนต์ก็วิ่งไปเขียนโคดไดรเวอร์แก้บั๊กใหม่อีกกว่า 100 บรรทัด จนกระทั่งเปิดเกม DOOM เล่นโชว์บนเวทีได้อย่างหน้าตาเฉย ! (เปิดใช้งานทั่วโลกแล้ววันนี้)

เจาะลึก Gemini Spark และแผน Ultra แบบใหม่

ฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเรา ๆ ก็ได้กรีดร้องกับ Gemini Spark ผู้ช่วยส่วนตัวที่รันอยู่บนระบบ Virtual Machine เฉพาะตัวบน Google Cloud แบบ 24 ชั่วโมง ความเจ๋งระดับสิบดาวคือ มันสามารถประมวลผลงานยาว ๆ ในพื้นหลังได้ตลอดเวลา ต่อให้เราจะพับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือปิดโน้ตบุ๊กนอนไปแล้วก็ตาม เพราะทั้งหมดอยู่บน Cloud

เมื่อเปิดแอปฯ Gemini ดีไซน์ใหม่แบบ Neural Expressive เราจะพบฟีเจอร์ Daily Brief สรุปข้อมูลย่อส่วนตัวในทุก ๆ เช้า คอยคัดกรองและเรียบเรียงข้อมูลสำคัญจากกล่องข้อความ (Inbox), ปฏิทินงาน (Calendar) และรายการสิ่งที่ต้องทำ (Tasks) ออกมาเป็นหัวข้อสั้น ๆ พร้อมเสนอทางเลือกถัดไปให้กดคลิกจัดการได้ทันที

แถมในการสาธิตสั่งงานผ่านเสียง (Voice Brain Dump) ทีมงานได้ลองรัวคำสั่งรวดเดียว 3 งานในประโยคเดียว : “หาคิวนัดหมายทั้งหมดกับซันดาร์ แล้วไฮไลต์สีชมพูสะท้อนแสงบนปฏิทิน, เขียนโน้ตเชิญเพื่อนบ้านใหม่ชื่อจอห์น มาร่วมงานปาร์ตี้หมู่บ้าน และสร้างเอกสารรวมสิ่งที่ต้องทำให้ลูก ๆ ก่อนปิดเทอมแยกตามเดดไลน์” ระบบ Gemini Spark สามารถแยกแยะคำสั่งเสียงพรั่งพรูนั้นออกเป็น 3 หัวข้องานแยกจากกัน และกระจายตัวไปทำงานเบื้องหลังได้ถูกต้องแม้โทรศัพท์จะอยู่ในกระเป๋ากางเกง

Google เริ่มปล่อย Gemini Spark ให้ผู้ทดสอบกลุ่มแรกในสัปดาห์นี้ และจะเปิดเวอร์ชัน Beta ให้สมาชิก Google AI Ultra ในสหรัฐอเมริกาช่วงสัปดาห์หน้า โดยมีการจัดราคาใหม่

  • Ultra Plan (แพ็กเกจใหม่) ราคา 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณ 3,500 บาทไทย)
  • Top Tier Ultra Plan (ตัวท็อปเดิม) ปรับลดราคาลงจาก 250 เหรียญสหรัฐฯ เหลือ 200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณ 7,000 บาทไทย) (และเตรียมขยายระบบเข้าเบราว์เซอร์ Chrome และระบบหน้าแรกเอเจนต์บน Android ในชื่อโปรเจกต์ Android Halo ช่วงปลายปี 2026)

ลิซ รีด (Liz Reid) ประกาศว่า ตอนนี้บริการ AI Mode มีจำนวนผู้ใช้งานทะลุ 1,000 ล้านรายต่อเดือนไปแล้ว และยุคนี้หน้าตาของระบบค้นหาได้เปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะ Google Search กลายเป็น AI Search แล้ว มีการเอา Gemini 3.5 มาช่วยหาคำตอบและพูดคุยได้

The New Intelligent Search Box กล่องค้นหาของ Google ที่อยู่คู่โลกมานานกว่า 25 ปี จะถูกปรับโฉมใหม่ให้มีความยืดหยุ่น ยืดหดและขยายขนาดตามความยาวของคำถาม และใช้ระบบ AI ที่ทำงานด้วย Gemini 3.5 เสนอคำแนะนำ (Nuance Suggestions) คาดเดาสิ่งที่คุณอยากรู้เพิ่มเติมลึกซึ้งกว่าระบบ Autocomplete แบบเดิม รองรับทั้งข้อความ, รูปภาพ, ไฟล์เอกสาร และวิดีโอ (เริ่มทยอยเปิดใช้งานทั่วโลกแล้ววันนี้)

Search Agents สู่ยุคที่คุณสามารถสั่งให้ตั้งเอเจนต์ค้นหาข้อมูลทิ้งไว้ บน Google Search ได้พร้อมกันหลาย ๆ ตัวเพื่อให้มันคอยเฝ้าสืบค้นข้อมูลในพื้นหลังตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ตั้งโจทย์ให้เอเจนต์คอยจับตาหุ้นกลุ่ม Biotech ที่มีค่า P/E ต่ำกว่า 15 มีกระแสเงินสดเป็นบวก หรือใช้เฝ้าข้อมูลห้องเช่าตามเกณฑ์แสงแดด และรองเท้าผ้าใบรุ่น Limited (เริ่มเปิดใช้งานช่วงฤดูร้อนปี 2026)

Generative UI (ระบบเขียนโคดเจนหน้าเว็บสดตามคำถาม) นี่คือฟีเจอร์ที่ผมอยากลองเล่นที่สุดเลยครับ ! มันคือการดึงเอาพลังการเขียนโคดของ Antigravity และ Gemini 3.5 Flash มาฝังไว้ในหน้าเซิร์ช เมื่อคุณถามคำถามที่มีความซับซ้อนสูง ระบบจะไม่แสดงผลแค่ข้อความหรือลิงก์ แต่ระบบจะเขียนซอร์สโคดและสร้างหน้าต่างเว็บอินเทอร์เฟส (Interactive Widget) ขึ้นมาใหม่สด ๆ บนหน้าจอนั้นทันทีเพื่อให้คุณได้โต้ตอบ

ซึ่งมีการสาธิตให้ดูว่า เมื่อนักศึกษาพิมพ์ถามว่า “วงโคจรของหลุมดำคู่สร้างคลื่นความโน้มถ่วงได้อย่างไร ?” หน้าต่าง Google Search จะเจนเนอเรตหน้าต่างจำลองระบบฟิสิกส์ (Visual Physics Simulator) ขึ้นมาให้กดคลิกเล่น ผู้ใช้สามารถปรับเลื่อนค่ามวลสาร หรือปรับระยะห่างวงโคจรเพื่อดูการแผ่คลื่นความถี่ของหลุมดำได้เรียลไทม์ โดยระบบ Generative UI นี้จะเปิดให้ผู้ใช้งานทุกคนเข้าถึงได้ฟรีในช่วงฤดูร้อนปีนี้

ระบบ Agent E-commerce และตะกร้าสินค้าอัจฉริยะ

ยอดการชอปปิงออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มของ Google พุ่งสูงเกิน 1,000 ล้านครั้งต่อวัน และงานปีนี้ Google ได้เปิดตัว 3 จิกซอว์สำคัญที่จะเปลี่ยนการซื้อของออนไลน์ให้เข้าสู่ยุคเอเจนต์ (Agent E-commerce)

  1. Universal Commerce Protocol (UCP) ที่เป็นOpen-source Standard ที่ใช้ภาษาเดียวกันร่วมกันระหว่างเอเจนต์และระบบร้านค้าออนไลน์ คล้ายกับระบบ HTTP ของวงการชอปปิง โดยพันธมิตรรุ่นใหญ่อย่าง Amazon, Meta, Microsoft, Salesforce และ Stripe ตกลงปลงใจเข้าร่วมใช้งานมาตรฐานสากล UCP นี้ร่วมกับ Google
  2. Agent Payments Protocol (AP2) มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการอนุญาตให้ AI ถือเงินและทำธุรกรรมจ่ายเงินแทนมนุษย์ ทำงานผ่านการกำหนดขอบเขตและงบประมาณสูงสุด มีระบบสร้างเอกสารสิทธิ์ดิจิทัลที่แก้ไขไม่ได้ (Tamper-proof Digital Mandates) เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความโปร่งใส (Paper Trail) ป้องกันไม่ให้เอเจนต์แอบไปกดซื้อของแปลก ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต
  3. Universal Cart (ตะกร้าสินค้าอัจฉริยะร่วม) ตะกร้าชอปปิงกลางใบเดียวที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้ามทุกแอปพลิเคชัน สามารถวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ เช่น หากคุณกดเลือกชิ้นส่วนประกอบคอมพิวเตอร์อย่าง เมนบอร์ด และ ซีพียู ใส่ลงในตะกร้า แต่ชิ้นส่วนทั้งสองใช้ขาซ็อกเก็ตคนละขนาดกัน ตะกร้าจะทำการแจ้งเตือนทันทีว่าชิ้นส่วนนี้ใช้งานร่วมกันไม่ได้ พร้อมแนะนำรุ่นที่ถูกต้องให้เสร็จสรรพ โดย Universal Cart จะเริ่มเปิดใช้งานในสหรัฐอเมริกาช่วงฤดูร้อนนี้

จาก Google Pics สู่เอเจนต์เพลงใน Flow Music

สำหรับสายครีเอทีฟและคนทำงานบันเทิง Google อัปเกรดเครื่องมือสร้างสรรค์ให้ควบคุมได้ลึกซึ้งขึ้น

  • Google Pics (ใน Google Workspace) เครื่องมือสร้างและแก้ไขภาพตัวใหม่ล่าสุด ช่วยให้ผู้ใช้เนรมิตภาพโฆษณา แผ่นพับ หรืออินโฟกราฟิกได้ง่าย ๆ ตัวระบบมีความเข้าใจบริบทวัตถุภายในภาพ สามารถเอาเมาส์ไปชี้เหนือวัตถุเพื่อกดลบออก ปรับขนาดสัดส่วน เติมข้อความกราฟิก หรือกดสั่งแปลภาษาในภาพได้ทันทีในไม่กี่คลิก (เตรียมปล่อยใช้งานฤดูร้อนปีนี้)
  • Stitch 2.0 โปรแกรมออกแบบหน้าจอเว็บและแอปพลิเคชัน (UI Design) เวอร์ชันใหม่เปิดโอกาสให้สั่งงานปรับแก้ดีไซน์ได้ผ่าน Prompt ข้อความหรือเสียงพูดสด ๆ เช่น สั่งให้ขยายข้อความหัวเว็บให้ใหญ่ขึ้น ระบบจะเรนเดอร์ภาพปรับปรุงให้เห็นแบบเรียลไทม์ และส่งออกเป็นซอร์สโคดได้ทันที (เปิดใช้งานทั่วโลกแล้ววันนี้)
  • Google Flow & Flow Music แพลตฟอร์มสร้างวิดีโอและภาพยนตร์ได้รับการติดตั้งเอเจนต์อัจฉริยะรุ่นใหม่ สามารถใช้ฟีเจอร์ Flow Agent ส่งภาพนิ่งเข้าไป 1 ภาพ แล้วสั่งให้ AI จำลองสร้างมุมกล้องวิดีโอ (Camera Angles) ที่สวยงามออกมาให้เลือกพร้อมกันทีเดียวถึง 16 วิดีโอ ส่วนฝั่ง Flow Music เปิดโอกาสให้ผู้สร้างอัดเสียงเปียโนหรือฮัมเพลงดิบ ๆ ลงไป แล้วสั่งให้ปัญญาประดิษฐ์เติมบีตดนตรีแนว R&B พร้อมใส่เสียงร้องไกด์ของผู้หญิงออกมาเป็นเดโมเพลงตัวอย่างได้ทันที (เปิดใช้งานฟีเจอร์ใหม่แล้ววันนี้)

เปิดตัว Audio Glasses แว่นตาแฟชั่นอัจฉริยะสั่งงานผ่านหูโดยตรง

สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยในรีวิวงานครั้งนี้คือการเปิดตัวฮาร์ดแวร์สวมใส่ตัวใหม่ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุด โดย Google ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung, Qualcomm และแบรนด์แว่นตาแฟชั่นชื่อดังอย่าง Gentle Monster และ Warby Parker

Google Audio Glasses แว่นตาอัจฉริยะเจเนอเรชันใหม่ที่มีกำหนดการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในฤดูใบไม้ร่วง ปี 2026 นี้ ! แนวคิดในการออกแบบคือการรักษาความสวยงามและรูปลักษณ์ให้เหมือนกับแว่นตาแฟชั่นปกติทั่วไป แต่ซ่อนเทคโนโลยีระบบเสียงส่วนตัวไว้ที่ขาแว่นเพื่อส่งเสียงคุยจาก Gemini เข้าสู่หูของผู้สวมใส่โดยตรงแบบส่วนตัว โดยไม่ต้องมีหน้าจอดิสเพลย์มาบดบังสายตา และไม่ต้องควักโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า รองรับทั้งระบบ Android และ iOS

สาธิตสดสั่งกาแฟแทนมนุษย์ (Live Demo) ทีมงานได้สวมแว่นตาขึ้นมาเปิดไมค์สาธิตสถานการณ์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน จนเราอยากได้มาใส่สักอัน

  • การนำทางและการสั่งอาหาร เมื่อผู้ใช้เอ่ยปากสั่งเสียงว่า “ช่วยนำทางฉันไปที่ร้านที่ฉันไปเจอเพื่อนสัปดาห์ก่อนหน่อย” แว่นตาจะเปิดระบบนำทางของ Google Maps และส่งเสียงเตือนในหูเมื่อเดินเข้าใกล้ร้านกาแฟ พอเดินใกล้ร้านและสั่งแว่นตาว่า “งั้นช่วยสั่งเมนูกาแฟประจำของฉันที่ร้านนี้ให้หน่อย” หน้าจอมอนิเตอร์ในหอประชุมได้โชว์ภาพหน้าจอโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง ซึ่งระบบ Gemini ได้ทำการเปิดแอปฯ DoorDash (แอปฯ สั่งอาหารของอเมริกา) ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นระบบ AI ทำการกดคลิกผ่านหน้าจอตัวเลือกต่าง ๆ เลือกเมนู Nitro Cold Brew และคำนวณเงินให้เสร็จสรรพ โดยที่ทีมงานเพียงแค่ฟังเสียงสรุปยอดจากแว่นตาแล้วพูดตอบกลับว่า “Yes, please และช่วยเพิ่มทิปให้ร้าน 20% ด้วย” ระบบก็ทำการสั่งซื้อและตัดเงินเสร็จสิ้นโดยที่มือไม่ได้แตะโทรศัพท์เลยสักครั้ง !

AI เพื่อวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบต่อสังคม

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ในแวดวงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ โดยเปิดตัวชุดเครื่องมือ Gemini for Science เพื่อช่วยเหลือนักวิจัยในการสรุปรายงานวิชาการ แปลงเป้าหมายงานวิจัยให้เป็นซอร์สโคดเขียนโปรแกรม และช่วยตั้งสมมติฐานใหม่ ๆ

  • AlphaEarth Foundations โครงการสร้างแบบจำลองดิจิทัลคู่ขนานของโลก (Digital Twin) เพื่อนำไปใช้ศึกษาและแก้ไขปัญหาการทำลายป่าไม้ (Deforestation) รวมถึงระบบความมั่นคงทางอาหาร
  • Weather Next โมเดลปัญญาประดิษฐ์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศระดับโลก ซึ่งพิสูจน์ผลงานไปแล้วโดยโมเดลนี้สามารถ พยากรณ์เส้นทางการเคลื่อนตัวและความรุนแรงของพายุเฮอริเคนระดับ 5 ที่เข้าถล่มประเทศจาเมกาได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าถึง 3 วัน ช่วยให้ทางการสามารถประกาศอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้ทันท่วงที
  • Isomorphic Labs ความคืบหน้าในการนำโมเดลชีววิทยาอย่าง AlphaFold และ AlphaGenome มาใช้จำลองพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของโมเลกุลในระดับเซลล์ เพื่อเร่งความเร็วในขั้นตอนการคิดค้นและผลิตยารักษาโรคใหม่ ๆ ปัจจุบันโครงการได้ก้าวเข้าสู่ขั้นก่อนการทดลองทางคลินิก (Pre-Clinical Stage) ในหลายงานวิจัย รวมถึงการพัฒนาตัวยารักษาโรคกลุ่มระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องและโรคมะเร็ง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปฏิวัติวงการการแพทย์เพื่อหาทางรักษาและแก้ไขทุกโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ในอนาคต

ทั้งหมดนี้คือสรุปงาน Google I/O 2026 แบบละเอียด เอาจริง ๆ คือฟังไปก็รู้สึกขนลุกไป นี่คือก้าวใหม่ของการใช้งานเทคโนโลยีที่มนุษย์จะสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิมด้วยความสามารถของ AI แต่ถึงอย่างนั้นนี่ยังคงเป็นช่วงเริ่มต้นที่ทุกคนต้องปรับตัวมาใช้ ในระยะยาวจะมีผลเสียหรือปัญหาอะไรหรือไม่ เราคงต้องรอดูอีกที

ที่มา : youtube, google

Highlight

แว่นมานี่มา ! Google เปิดตัว แว่นตาอัจฉริยะดีไซน์สวย คอลแลบ Gentle Monster และ Warby Parker

20/05/2026
Read More

4 เรื่องต้องรู้ก่อนใช้ Gemini Omni สร้างวิดีโอ

20/05/2026
Read More

Google เปิดตัว “Neural Expressive” บน Gemini ที่โต้ตอบได้สมจริง

20/05/2026
Read More

ครม. เห็นชอบ “ไทยช่วยไทยพลัส” ลงทะเบียน 25 พ.ค. นี้ ช่วยเหลือ 2 กลุ่มหลัก ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ พ่วงเปิดตัว AI “นกกระซิบ” ตัวช่วยร้านค้า

19/05/2026
Read More

Google เปลี่ยนไอคอนใหม่ แยกง่ายขึ้นเยอะ ! 

19/05/2026
Read More

ปฏิวัติวงการไข่ไก่ ! King Eggs จับมือ Advance Vending ส่งตรงความสดจากฟาร์มถึงมือคุณผ่านตู้ Vending ตั้งเป้า 10,000 จุดทั่วไทย

19/05/2026
Read More

Related Content