ติดกันงอมแงมเลยก็ว่าได้ สำหรับ AI Slop ในรูปแบบละครสั้นที่มีผลไม้เป็นตัวละครหลักกับพล็อตเรื่องชู้สาว ที่หากมองผิวเผินก็เป็นความบันเทิงราคาถูกที่เข้าถึงได้ง่าย บางคนก็หยุดดู บางคนก็มองว่าไร้สาระ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น พล็อตฉาวที่ถูกนำเสนอผ่านตัวละครผลไม้ไม่ได้ต่างจากหนังหรือละครฉาวที่อยู่กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน แต่สาเหตุไหนกันที่ทำให้มนุษย์รู้สึกดึงดูดกับพล็อตละครที่ดูหมิ่นเหม่ทางศีลธรรมแบบนี้

เราต่างเคยได้ยินว่าละครไทยไปไม่ถึงไหน เพราะมีแต่พล็อตสามีภรรยา เรื่องฉาวในครอบครัว และการตบตีเพื่อแย่งชิงคนรัก แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงวาทกรรม เพราะละครแนวนี้ได้รับกระแสตอบรับในระดับที่ดีถึงดีมาก ซึ่งดูผิดกับความคิดตามอุดมคติของคนไทยที่ยึดถือความดีและศีลธรรมเป็นที่ตั้ง
ในอดีต เรื่องราวนอกใจถูกบอกเล่าผ่านวรรณกรรมชิ้นเอกของโลกมากมาย อย่าง Madame Bovary หรือ Anna Karenina ที่เล่าถึงสัจธรรมของมนุษย์ผ่านชีวิตของหญิงสาวที่พังทลายเพราะชู้รัก แม้หลายครั้งนิยายหรือละครสะท้อนผลลัพธ์ของความไม่ซื่อตรง แต่จะมีสักกี่คนที่มองข้ามความบันเทิงทะลุไปยังแก่นที่แท้จริงของการนำเสนอ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นความบันเทิงที่สะท้อนอารมณ์ดิบของคนผ่านตัวอักษรไม่ต่างกัน
คอนเทนต์นี้ BT beartai จะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าแท้จริงแล้ว ทำไมมนุษย์ถึงได้เสพติดคอนเทนต์แนวนี้กัน

ทำไมมนุษย์เสพติดพล็อตนอกใจ ?
ทั้งที่เรารู้ดีว่าการนอกใจหรือพฤติกรรมท็อกซิกเป็นเรื่องผิดศีลธรรม แต่ทำไมถึงยังหยุดดูไม่ได้ ทั้งที่ในชีวิตจริงมนุษย์ทุกคนก็ต่างรณรงค์เรื่องความสัมพันธ์ที่ดี การส่งต่อพลังดี ๆ แต่พอเป็นเรื่องในจอ สมองของเรากลับเรียกร้องแต่ความท็อกซิกและการหักหลัง นักจิตวิทยาและนักทฤษฎี ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ผ่านหลายมุมมอง
1. ทฤษฎีความสะใจจากการเห็นคนชั่วถูกลงทัณฑ์ (Disposition Theory)
ทฤษฎีนี้อธิบายถึงความรู้สึกสนุก สะใจ หรือผิดหวังของมนุษย์เวลาเสพเนื้อหาผ่านพฤติกรรมของตัวละครที่ทำให้เกิดความคาดหวังถึงผลลัพธ์ เมื่อเราเห็นตัวละครชายท็อกซิกหรือหญิงชู้ทำเรื่องร้าย ๆ เราจะเกิดความคาดหวังในใจ อยากให้ตัวละครนั้นโดนแบบเดียวกัน หรืออยากให้เจอจุดจบที่เลวร้าย เมื่อผลลัพธ์ออกตรงกับที่คาดไว้ สมองของเราจะหลั่งสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกฟินและสะใจอย่างรุนแรง ซึ่งละครสั้น ไม่ว่าจะเป็น AI หรือคนจริง จะตอบสนองความต้องการต่อความรู้สึกดังกล่าวของคนดูโดยใช้เวลาไม่นาน
2. การปลดปล่อยอารมณ์ในพื้นที่ปลอดภัย (Catharsis Theory)
ชีวิตจริงของคนเราเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์มากมาย และทฤษฎีนี้มองว่าการได้ดูเรื่องราวฉาว ๆ ที่มีความรุนแรง หรือผิดศีลธรรม เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ปลดปล่อยอารมณ์ด้านมืดและความเครียดสะสมของเราออกมาผ่านตัวละคร โดยที่เราไม่ต้องไปทำเรื่องผิดพลาดเหล่านั้นเองในชีวิตจริง
3. การเปรียบเทียบทางสังคมเพื่อปลอบใจตัวเอง (Social Comparison Theory)
ในทางจิตวิทยา มนุษย์เรามักจะประเมินชีวิตของตัวเองผ่านการเปรียบเทียบกับผู้อื่น การได้เห็นความสัมพันธ์ที่พังทลาย ความท็อกซิก หรือการหักหลัง ความรุนแรงในจอ จะทำให้มนุษย์รู้สึกอย่างไม่รู้ตัวว่า “อย่างน้อยของเราก็ยังดีกว่าในคลิปนี้นะ” หรือ “โชคดีแค่ไหนที่เราไม่ต้องเจอคนแบบนี้” มันเป็นการสร้างความพึงพอใจในชีวิตตัวเองทางอ้อม พอเจออะไรที่แย่กว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนอื่นในชีวิตจริงหรือในจอ ก็ทำให้รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไม่ได้แย่ขนาดนั้นโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
4. ทฤษฎีวิวัฒนาการ สมองถูกฝึกให้สนใจภัยคุกคาม
ในอดีตมนุษย์จำเป็นต้องสนใจเรื่องซุบซิบดราม่าในเผ่า เพื่อเรียนรู้ว่าใครไว้ใจได้หรือไม่ได้ และพฤติกรรมแบบไหนที่อาจนำอันตรายมาสู่กลุ่ม ในยุคปัจจุบันการนอกใจและการทรยศคือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชีวิตและครอบครัว สมองของเราจึงถูกเซตระบบมาตั้งแต่แรก ว่าให้ตื่นตัวและหันไปมองเรื่องฉาวของชาวบ้านโดยอัตโนมัติเพื่อเฝ้าระวังและหาหนทางในการเอาชีวิตรอด

ดร. โรบิน ดันบาร์ (Robin Dunbar) นักมานุษยวิทยาและนักจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการจาก มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของสมองส่วนนีโอคอร์เทกซ์ (Neocortex) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่คุมเรื่องความคิดระดับสูงและภาษา กับขนาดของกลุ่มสังคม ในสัตว์ตระกูลลิงและมนุษย์
ซึ่งก็ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า สมองของมนุษย์เรามีข้อจำกัดในการบริหารความสัมพันธ์ ทำให้เราสามารถมีความสัมพันธ์ที่แท้จริง และเสถียรกับคนอื่นได้มากที่สุดประมาณ ‘150 คน’ เท่านั้น
ดร. ดันบาร์ ยังอธิบายเพิ่มอีกว่า พอมนุษย์คนหนึ่งรู้จักคนเยอะขึ้นจนดูแลความสัมพันธ์ได้ยาก เลยต้องมีตัวเชื่อมโดยการใช้การนินทาเรื่องฉาว เป็นเครื่องมือลัดในการสแกนคนท็อกซิก ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้สมองของมนุษย์จึงวิวัฒนาการมาให้มีระบบเตือนภัยอัตโนมัติ ที่พร้อมจะหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการนอกใจ การหักหลัง หรือพฤติกรรมท็อกซิก เพราะสมองส่วนลึกของเรายังคงตีความว่า นี่คือสถานการณ์อันตรายที่เราต้องรีบเรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง
พอตัดภาพมาที่ปัจจุบัน แม้เราจะไม่ได้อยู่ท่ามกลางภัยอันตรายแบบยุคหินแล้ว แต่โครงสร้างสมองของเรายังคงไม่เปลี่ยนไปไปมากนัก เมื่อละครสั้น AI ก็ยังหยิบเอาพล็อตผัวเมียนอกใจมาเสิร์ฟ สมองของเราจะสั่งให้หยุดดูโดยสัญชาตญาณเพื่อเสพข้อมูลภัยคุกคามนั้น ทำให้ละครหรือคลิปสั้นแนวนี้จึงกลายเป็นคอนเทนต์ที่ยอดวิวพุ่งกระฉูดอยู่เสมอ
สุดท้ายไม่ว่าจะข้อไหนที่กล่าวไป อาจจะมีทั้งคนที่ยอมรับได้และรู้ตัว และทั้งคนที่ยอมรับไม่ได้และไม่รู้ตัว เพราะมันอาจจะเป็นมุมมืดของเราจริง ๆ ที่ทำให้เราเองก็ตั้งคำถามกับมันว่า “เราเป็นแบบนั้นเหรอ ?”
แต่ทว่านอกเหนือจากความสะใจแล้ว หลาย ๆ ครั้งสื่อเหล่านี้ก็ทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่คอยสะท้อนและเตือนใจ ผู้เขียนและผู้ชมไปพร้อมกัน ผ่านรูปแบบของความบันเทิงรสจัดจ้าน มันทำให้เราได้เห็นผลลัพธ์ของความไม่ซื่อสัตย์ ได้เห็นบาดแผลที่เกิดจากความสัมพันธ์ท็อกซิก โดยที่เราไม่ต้องไปเสี่ยงเจ็บปวดเองในชีวิตจริง
นั่นแปลว่าละครสั้น AI ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะทำให้เราได้มีมุมปลดปล่อยสมองและความรู้สึกไปกับอะไรที่เจอ ดูเอาฟีล ดูเอาสนุกได้ แต่อย่าจริงจังจนเกินไป หรือต้องเติมละครสั้น AI อยู่ตลอดเวลา เพราะสุดท้ายแล้ว ดราม่าที่สะใจที่สุด ก็เทียบไม่ได้กับชีวิตจริงที่สงบสุขและเรียบง่ายของเรา












