Connect with us

What The Fact

รับเพื่อนเพิ่มมั้ย จอร์จ คลูนีย์ แจกตังค์เพื่อน 14 คน คนละ 1 ล้านเหรียญ

Published

on

เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2013 นู่น แต่เพิ่งได้รับการบอกเล่าจาก แรนเด เกอเบอร์ หนึ่งในเพื่อนสนิทและเป็นคนรวมกลุ่มเพื่อนขึ้นมา ตั้งชื่อแก๊งว่า”เดอะบอย” ในแก๊งนี้มีสมาชิกอยู่ 14 คน จอร์จ โทรหาทุกคนในแก๊งแล้วก็บอกว่า “เฮ้กาลงในปฎิทินไว้เลยนะ วันที่ 27 กันยายน (2013) มาที่บ้านชั้นนะ กินข้าวเย็นด้วยกัน”

และในเย็นวันที่ 23 กันยายน เมื่อเดอะบอย มาถึงบ้านจอร์จ ก็เจอกระเป๋าเดินทางสีดำดีไซน์หรู 14 ใบวางอยู่บนโต๊ะ แล้วจอร์จก็เริ่มอธิบายถึงเหตุการณ์ที่ทุกคนกำลังงงอยู่นี้ “ฟังนะ ชั้นอยากให้พวกแกรู้ไว้ ว่าพวกแกทุกคนมีความหมายต่อชั้นขนาดไหน พวกแกมีความหมายต่อชีวิตชั้นมาก ตอนชั้นมาถึงลอส แองเจลิส ใหม่ ๆ ก็ได้ซุกหัวนอนบนโซฟาบ้านพวกแกเนี่ยแหละ ชั้นโชคดีมากที่มีพวกแกเป็นเพื่อน ชั้นไม่มีทางมาถึงจุดนี้ได้ถ้าไม่มีพวกแก และชั้นดีใจมากที่วันนี้พวกเราทุกคนได้อยู่พร้อมหน้ากันวันนี้ และชั้นขอใช้โอกาสนี้ได้ตอบแทนพวกแกทุกคนนะ เอ้า ลองเปิดกระเป๋าสิ” เกอเบอร์ เล่าต่อว่า “เมื่อทุกคนเปิดกระเป๋าก็เจอธนบัตรใบละ 20 ดอลลาร์ อัดแน่นจำนวน 1 ล้านเหรียญ ทุกคนช็อค ประมาณว่า นี่มันอะไรวะเนี่ย?” ขณะที่ทุกคนกำลังตะลึง จอร์จ ก็พูดต่อว่า “ชั้นรู้ดีว่าพวกเราทุกคนต่างก็ผ่านช่วงเวลาลำบากกันมาทั้งนั้น และบางคนตอนนี้ก็ยังไม่สบายเลย จากนี้ไปพวกแกไม่ต้องกังวลเรื่องลูก ๆ แกแล้ว ไม่ต้องกังวลค่าเทอม ค่าบ้านอีกต่อไปแล้วนะ ไม่แค่นี้นะ ทุก1ล้านนี่ชั้นจ่ายภาษีให้พวกแกหมดแล้ว ล้านเหรียญนี่เป็นของพวกแกจริง ๆ ไม่ต้องกังวล”

จอร์จ คลูนีย์ และ แรนเด เกอเบอร์ เพื่อนสนิท

ถึงตรงนี้เกอเบอร์ก็เสริมต่อว่า “ที่จอร์จพูดน่ะใช่เลย ทุกวันนี้หลายคนก็ยังทำงานรับเงินเดือนกันอยู่เลย บางคนก็ทำงานในบาร์ที่เท็กซัส บางคนก็ทำงานสนามบิน บางคนก็ยังปั่นจักรยานไปทำงาน ต้องส่งเงินให้ครอบครัวกัน ก็ใช่นะที่เพื่อน ๆ พวกนี้ต่างก็เคยดูแลจอร์จในตอนที่ลำบากกันมา แล้ววันนี้ก็ถึงคราวที่จอร์จจะคืนให้พวกเขา”

ถึงตรงนี้คนที่กระอักกระอ่วนใจที่สุดคือ แรนเด เกอเบอร์เอง เพราะแรนเด เป็นหุ้นส่วนกับจอร์จ คลูนีย์ ผลิตเทกิลายี่ห้อ”Casamigos” ซึ่งปีก่อนหน้าเพิ่งทำยอดขายทะลุ 1พันล้านเหรียญไป เกอเบอร์ ดึงจอร์จเข้ามาแล้วบอกว่า “ชั้นไม่รับเงินของแกแน่นอน” จอร์จ ไม่ตอบแต่ประกาศกับเดอะบอยทั้งหมดว่า “ถ้าแรนเดไม่รับเงินก้อนนี้ ก็ไม่ต้องมีใครได้รับ” เกอเบอร์ จึงตัดสินใจนำเงิน 1ล้านเหรียญนี้ไปมอบให้มูลนิธิแทน

จอร์จ และ อามาล คลูนีย์ ภรรยาของเขา

จอร์จ ไม่เพียงแต่เป็นดาราที่ใจบุญกับเพื่อนเท่านั้น เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จอร์จ ก็บริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญเพื่อช่วยสนับสนุนการต่อต้านกลุ่มพวกหัวรุนแรงที่ก่อเหตุโศกนาฏกรรมในชาร์ลอตวิลล์ เมื่อเดือนกันยายน ก็ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเรี่ยไรเงินทุนช่วย เหลือผู้ประสบภัยจากเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ เป็นดาราที่มีฝีมือทั้งงานแสดง งานกำกับ แล้วยังมีน้ำใจขนาดนี้ ขอให้อยู่ในวงการไปนาน ๆ นะครับ

แสดงความคิดเห็น

การ์ตูน

น่าสนใจสุดๆ!!! เตรียมพบกับอนิเมะเรื่องใหม่ Release the Spyce จากผู้สร้าง Yuruyuri และ Yuki Yuna

Published

on

มาดูรายละเอียดที่น่าสนใจกันเลย!!!

ถือเป็นอนิเมะแนวสาวน้อยน่ารักเรื่องใหม่ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว สำหรับอนิเมะเรื่อง “Release the Spyce” ที่เป็นการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างคุณ Takahiro จากทีมผู้สร้าง Yuki Yuna wa Yusha de aru กับอาจารย์ Namori ผู้เขียน Yuruyuri ซึ่งล่าสุดได้เปิดเผยรูปโฆษณาสำหรับโปรเจคออริจินอลอนิเมะนี้ลงบนปกของนิตยสาร Dengeki G’s magazine ออกมาแล้ว รวมถึงเปิดตัว Official website กับ Official แอคเคาท์บน Twitter อีกด้วยนะครับ

เนื้อเรื่องย่อ

เป็นเรื่องราวของ Momo เด็กสาว ม.ปลาย ที่กำลังศึกษาอยู่ในเมือง Sorasaki ทว่าเธอเป็นตัวแทนที่ทำงานให้กับหน่วยข่าวกรอง Tsukikage เพื่อคอยปกป้องชาวเมืองทุกคนจากอันตรายด้วยกันกับรุ่นพี่ Yuki และสาวๆที่เหลือรวม 6 คน! เอ..ว่าแต่ ปกป้องจากอะไรน่ะหรอ ก็ต้องรอติดตามเพิ่มเติมกันนะครับ

ตัวละครนักพากย์และทีมงานบางส่วน

Minamoto Momo พากย์โดย Anzai Yukari

  • Hanzomon Yuki พากย์โดย Numakura Manami
  • Yachiyo Mei พากย์โดย Suzaki Aya
  • Sagami Fuu พากย์โดย Fujita Akane
  • Aoba Hatsume พากย์โดย Uchida Aya
  • Ishikawa Goe พากย์โดย Noguchi Yuri

อนิเมะเรื่องนี้จะกำกับโดย Satou You แผนงานหลักโดยคุณ Takahiro รวมถึงตำแหน่ง series composition สำหรับดีไซน์คาแรคเตอร์ก็ได้อาจารย์ Namori ออกแบบให้ร่วมกันกับคุณ Ishino Satoshi คาแรคเตอร์ดีไซน์ในฉบับอนิเมะ ภายใต้ชื่อ SORASAKI.F

นอกจากนี้ยังมีมีฉบับมังงะและฉบับนิยายด้วย ในฉบับมังงะจะใช้ชื่อ “Release the Spyce – Naisho no Mission” ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร  Dengeki G’s magazine วาดโดยอาจารย์ Mitsuki Meia ที่จะเริ่มเดบิวท์ในนิตยสารเล่มนี้เหมือนกัน 1 ตอน 35 หน้า สำหรับฉบับนิยายจะใช้ชื่อว่า “Spyce – Golden Genesis”เป็นเนื้อเรื่องของรุ่นพี่ Yuki ลงในนิตยสาร Dengeki G’s Novel ของเดือนหน้านะครับ เพื่อนๆคนไหนสนใจก็มาร่วมพูดคุยกันได้นะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://natalie.mu/และ https://www.animenewsnetwork.com/และ https://myanimelist.net/

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!