Connect with us

What The Fact

Ed Sheeran เผยเคล็ดลับการแต่งเพลง “Shape of You” จนกลายเป็นเพลงฮิตติดหูแห่งปี 2017

ท่อนเพลงจาก “Shape of You” ซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้ม ÷ (Divide) ของนักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มขวัญใจมหาชน เอ็ด ชีแรน ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเพลงฮิตแห่งปี 2017 เป็นที่เรียบร้อย และเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตของวงการดนตรีต่อไป

Published

on

I’m in love with the shape of you
We push and pull like a magnet do
Although my heart is falling too
I’m in love with your body
And last night you were in my room
And now my bedsheets smell like you
Every day discovering something brand new
I’m in love with your body
Oh—I—oh—I—oh—I—oh—I

เชื่อว่าในเวลานี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินท่อนเพลงนี้ที่มาพร้อมจังหวะชวนโยกเป็นแน่แท้ มันเป็นท่อนเพลงจาก “Shape of You” ซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้ม ÷ (Divide) ของนักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มขวัญใจมหาชน เอ็ด ชีแรน ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเพลงฮิตแห่งปี 2017 เป็นที่เรียบร้อย และเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตของวงการดนตรีต่อไป

“Shape Of You” เป็นเพลงที่มีจังหวะชวนโยก เคลิ้บๆไปเบาๆ อันเกิดจากการผสมผสานของแนวดนตรี House และจังหวะแบบ Dancehall  ส่วนภาคดนตรีนั้นเกิดจากการผสมผสานกันของเครื่องดนตรีหลากสีสันมี ไซโลโฟน  กีตาร์และเพอร์คัสชั่น  แต่เดิมเพลงนี้จะแต่งเพื่อให้ Rihanna ร้อง แต่ไปๆมาๆ เอ็ดคิดว่าอยากจะร้องเองมากกว่าก็เลยจัดไปตามนี้ จนเป็นเพลงฮิตในที่สุด

เนื้อหาของเพลงพูดถึงการไปพบกับสาวคนหนึ่งที่บาร์และตกหลุมรักเธอทันใด กลิ่นอายความลุ่มหลง และเซ็กซี่ล่องลอยไปทั่วอณูของเพลง

I’m in love with the shape of you
We push and pull like a magnet do
ฉันตกหลุมรักในเรือนร่างของเธอ
เราถูกผลักและดึงดูดเข้าหากันเหมือนดั่งแม่เหล็ก

And last night you were in my room
And now my bedsheets smell like you
เมื่อคืนก่อนเธออยู่ในห้องของฉัน
และในตอนนี้ที่นอนของฉันนั้นมีกลิ่นเหมือนกับเธอเลย

ช่วงแรกๆที่เพลงนี้ถูกเผยแพร่ออกมา มีหลายคนบอกว่ามันมีความเหมือนกับเพลง “Cheap Thrills” ของ Sia ซึ่งเอ็ดได้ตอบกลับในประเด็นนี้ไว้ว่า 

“ผู้คนเอาแต่บอกว่าเพลงนี้เหมือนเพลงของ Sia ผมฟังเพลงของ Sia นะผมว่ามันมีคอร์ดที่แตกต่างจากเพลงของผม คอนเซปก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง เมโลดี้ก็ด้วย แต่ถ้าจะมีใครที่เหมือนเป็นต้นแบบที่ใครๆก็หยิบจับเอาสไตล์และไอเดียเขามาล่ะก็คนนั้นคือ Kygo เลยล่ะ เขาคนนี้เลยที่มาพร้อมกับดนตรีแนวเฮ้าส์ที่ทุกๆคนต้องหยิบมันมาฟัง”

เพื่อคลายข้อสงสัย และเจาะลึกในแง่มุมของคนดนตรี วันนี้เราจะได้รับรู้กันครับว่า เอ็ด ชีแรน มีวิธีการถักทอเพลงๆนี้ขึ้นมาอย่างไร

“มันไม่มีแรงกดดันอะไรเลย มันก็เป็นเพียงแค่วันหนึ่งในห้องอัดเท่านั้นเอง”

นี่คือสิ่งที่เอ็ด พูดถึงเมื่อกล่าวถึงเพลงฮิตเพลงนี้ บทเพลงที่มีเนื้อเพลงสุดเซ็กซี่อย่าง “ตอนนี้เตียงของฉันมีกลิ่นราวกับเธอล่ะ” และมีเพียง 4 คอร์ดวนไปทั้งเพลง ดูเหมือนมันจะไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย แต่ทำไมมันถึงดัง และก็อย่างที่บอกว่าฝนตอนแรก เฮ้ด ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งเพลงนี้ให้ตัวเอง

กุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งเหมือนจะเป็น ผู้ร่วมงานคนสำคัญอย่าง สตีฟ แม็ค (Steve Mac) โปรดิวเซอร์มือฉมังที่เคยร่วมงานกับศิลปินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซูซาน บอยล์ , Clean Bandit  หรือแม้กระทั่งบอยแบนด์ในตำนานอย่าง Westlife โดยเพลง “Flying Without Wings” หนึ่งในเพลงฮิตของวงนั้น แม็ค ได้ร่วมแต่งด้วย ซึ่งเอ็ดบอกว่า “เพลงนี้เป็นเพลงโปรดตลอดกาลของผมเลยครับ”

สตีฟ แม็ค โปรดิวเซอร์มือทองแห่งวงการเพลงอังกฤษ

 

อีกหนึ่งผู้ร่วมหัวจมท้ายคนสำคัญก็คือ จอห์นนี แม็คเดด (Johnny Mcdaid) มิตรสหายคนสนิทผู้ร่วมแต่งเพลงกับเอ็ดร่วมหลายร้อยเพลง ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง Snow Patrol

จอห์นนี แม็คเดด และ นักแสดงสาว คอร์ทนีย์ ค็อกซ์ พร้อมด้วยโคโค ลูกสาวของเธอกับอดีตสามี เดวิด อาร์เคว็ท

“ผมไม่คิดว่าเรากำลังมาแต่งเพลงกัน แต่ผมว่ามันเหมือนเรามาพูดคุย แลกเปลี่ยน สื่อสารกันมากกว่า”

แม็คเดดพูดถึงการทำงานกับ แม็ค และเอ็ด

ดูเหมือนว่าสิ่งหนึ่งที่ “Shape of You” จะเหมือนเพลงป็อป ฮิตติดชาร์ตทั้งหลายก็คือ การที่มันเป็นเพลงอันก่อกำเนิดจากการเบรนสตอร์ม ร่วมกันสุมหัวคิด แชร์ไอเดียและค่อยๆช่วยกันพัฒนามันขึ้นมา โดยมีเครื่องดนตรีใกล้มือพร้อมที่จะหยิบจับและบันทึกเสียงไอเดียนั้นโดยทันที

“เพลงที่ดีที่สุด ที่ผมเคยแต่ง ผมไม่เคยจำมันได้เลยว่ามันมาได้อย่างไร จำได้ก็แต่เพียงว่ามันใช้เวลาไม่นานสัก 20 นาทีได้แล้วจากนั้นมันก็เรียบร้อยและไปต่อตามสเต็ปของมัน”

เอ็ด พูดถึงการมาของบทเพลงฮิตทั้งหลายของเขา

สำหรับ “Shape of You” ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มจากการที่ เอ็ด และแม็ค คุยกันไปเรื่อยๆราว 15 นาทีจากนั้น แม็คก็มาพร้อมท่อนริฟฟ์จากคีย์บอร์ด โดยเล่นเป็นเสียงกลองซินธ์อันมีกลิ่นของจังหวะดนตรีแคริบเบียนอันเป็นจังหวะที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว

จากนั้นเพลงนี้ก็ค่อยๆถูกต่อเติมและถักทอในแบบเดียวกันกับเวลาที่เอ็ดแสดงสดนั่นก็คือ ทำเป็นลูปและค่อยๆ ซ้อนชั้นมันขึ้นมา เติมนั่น เติมนี่ที่ละนิดๆ จากนั้นไม่นาน เอ็ดก็มีเมโลดี้ของเพลงนี้

“เอ็ดแต่งเพลงไม่เหมือนใครในโลก เขามีภาพของเพลงในหัวชัดเจนมาก มันมีมาก่อนที่เขาจะต่อเติมมันเสียอีก”

ต่อจากเมโลดี้ก็ต่อด้วยเพอร์คัสชั่นที่เอ็ดใช้การเคาะ ตบ ตี กีตาร์เป็นการให้จังหวะ ซึ่งแม็ครู้สึกเซอร์ไพรซ์ที่เอ็ดมีวิธีการต่อเติมมันในแบบของเขาที่ไม่ใช่ต่อจากแม็คขึ้นไปแบบทื่อๆ แต่เหมือนเอ็ดจะอยากทำนั่น นี่  นู่น อย่างใจอยากแล้วจึงค่อยจับมันทั้งหมดมาซ้อนกันขึ้นมา

“ท่อนร้องของเพลง มันขัดกันกับบีท ทำให้เกิดจังหวะขัด (Syncopation) มันฟังดูเหมือนบทสวดเลย เหมือนการเต้นของหัวใจภายในร่างกายของเรา” 

ด้วยความที่มันมีอารมณ์ของเพลง R&B จึงทำให้ตอนแรกเอ็ดคิดว่ามันน่าจะเหมาะกับกลุ่มนักร้องหญิง หรือเพลงคู่ชายหญิง หรือ เพลงของ Rihanna แถมในระหว่างที่กำลังแต่งกัน ท่อนคอรัสของเพลงยังมีเมโลดี้ที่ชวนให้นึกถึงเพลง “No Scrubs” ของ TLC จนทำให้ทั้งสามตั้งชื่อเพลงชั่วคราวให้กับเพลง “Shape of You” นี้ว่า “TLC” กันเลยทีเดียว และเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ เอ็ดได้ตกลงเครื่องนี้กับผู้แต่งทั้งสามของเพลง “No Scrubs” ได้แก่ Kandi Burruss, Tameka Cottle และ Kevin Briggs  ก่อนที่เพลงนี้จะเผยแพร่ออกไป ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย

เอ้ด เริ่มร้องเมโลดี้ด้วยคำที่ไร้ความหมาย ( wordless syllables – เป็นการร้องมั่วๆไป นักแต่งเพลงหลายคนมักใช้วิธีนี้ ถ้าอยากได้ฟีลแบบเพลงญี่ปุ่นก็ร้องมั่วๆเป็นคำ เป็นสำเนียงแบบญี่ปุ่น ก็จะได้อารมณ์และเมโลดี้แบบเพลงญี่ปุ่นแบบนี้เป็นต้นครับ)

หลังจากนั้นเอ็ดจึงมาใส่เนื้อร้องตามไอเดียของตน ซึ่งท่อนร้องแรกที่เล่าถึงการเข้ามาในบาร์ ดื่มกันชิลๆจนเจอสาวที่ถูกตาต้องใจ ท่อนนี้เอ็ดได้มันมาจากการที่ได้คุยกับคนมากมายและพบว่า หลายคนที่พบเจอกันในบาร์และได้พูดคุยกันถูกคอมักจะสานต่อจนเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยืนยาว ส่วนท่อนร้องที่สองที่พูดถึงการประหยัดจนต้องแอบเอาถูกพลาสติคมาใส่อาหารบุฟเฟ่ต์กลับบ้านนั้น เอ็ดบอกว่าได้ไอเดียมาจากซีรีย์ในอังกฤษเรื่อง “Fresh Meat”

จากนั้นเอ็ดจึงได้ท่อนหัวใจออกมานั่นคือ “I’m in love with your body.” ซึ่งแม็ค กับ แม็คเดด ยังไม่โดนใจนักและมองว่า มันเป็นคำที่ไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งไปกว่านี้ มันก็แค่เรื่องทางกาย ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น แต่เอ็ดได้ตอบกลับว่า “the shape of you” เป็นวลีที่ใช้กันในไอร์แลนด์เหนือบ้านเกิดของเขา มันมีความหมายว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างแบบไหน ผมก็รักคุณ “the shape of you” มันจึงเป็นสิ่งที่สื่อถึงตัวตนของคนคนนั้น

ในส่วนของภาคจังหวะ แม็คได้ลองทำอะไรที่ท้าทายด้วยการใช้เพียง 4 คอร์ดไปตลอดเพลง แม้กระทั่งท่อนคอรัสก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด มันจึงเกิดคำถามขึ้นว่า​ “แล้วเพลงมันจะมี dynamic ได้อย่างไร ท่อนฮุค มันจะเด่นขึ้นมาได้อย่างไร”  ซึ่งแม็คได้กล่าวว่า

“ เราใช้เนื้อเพลงและจังหวะเป็นตัวเปลี่ยนแปลงสร้างไดนามิค แทนที่เราจะใช้การเปลี่ยนคอร์ดแบบที่ใครๆทำกัน”

พวกเขาได้เติมส่วนผสมต่างๆลงไป ริฟฟ์จากคีย์บอร์ด เสียงแทปปิ้งกีตาร์ เสียงดึงสาย เสียงร้องแบ็คอัพ และกระเดื่องกลอง ซึ่งไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้อีก

“ถ้าเนื้อเพลงดีพอ และคุณมีเมโลดี้สุดเจ๋ง จากนั้นแค่มีเพียงเสียงหนึ่งที่จะพามันไปในทิศทางที่ควรจะไป ก็เพียงพอแล้ว คุณไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก”

ภายในเวลา 90 นาที ในที่สุดพวกเขาก็แต่งและบันทึกเสียงเพลงนี้กันจนเสร็จ

“มันเป็นหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลย”

แม็คกล่าว

มาฟังเพลงนี้แบบสดๆกันบ้างครับ

สุดยอดไปเลย และนี่ก็คือเรื่องราวความเป็นมาของบทเพลงฮิตเพลงนี้ ที่มีสตอรี่น่าสนใจไม่แพ้บทเพลงเลย รู้อย่างนี้แล้วลองกลับไปฟังเพลงอีกสักครั้งจะพบว่า เพลงนี้ไพเราะขึ้นอีกเยอะเลยครับ การได้รู้ความเป็นมาของเพลงที่เราฟังนี่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับบทเพลงได้จริงๆ ไว้คราวหน้าหากมีเรื่องราวที่มาของบทเพลงดีๆ ผมจะนำมาฝากให้ได้อ่านกันอีกนะครับ

ที่มา

How Ed Sheeran Made “Shape of You” The Year’sBiggest Track

Genius.com

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

มาแล้ว! คำวิจารณ์แรก Jurassic World: Fallen Kingdom จากรอบสื่อมวลชนในต่างประเทศ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในซัมเมอร์นี้ ได้เข้าฉายติดต่อกันหลาย และหนึ่งในนั้นคือ Jurassic World: Fallen Kingdom

Published

on

Jurassic World: Fallen Kingdom กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้ และจากผลตอบรับในรอบสื่อมวลชนที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เชื่อได้ว่าจะเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ 2018 ที่ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

Jack Anthony ได้กล่าวว่า

“ผมทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และหวาดกลัวเอามากๆ มันเป็นสื่อเรื่องราวด้วยภาพที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”

Josep Parera Jorba ได้กล่าวว่า :

“จากการที่ได้ดู Jurassic World: Fallen Kingdom มา 2 รอบใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น บอกได้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ได้รับการยืนปรบมือเพื่อเป็นเกียรตินานถึง 10 นาทีหลังหนังจบแล้วอย่างแท้จริง”

Edward Kenway ได้กล่าวว่า :

“Jurassic Park: Fallen Kingdom เป็นภาพนยตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนี่งในประวัติศาสตร์ที่กำกับโดย เจ เอ บาโยนา และเป็นเพชรเม็ดงามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย”

Jurassic World: Fallen Kingdom มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 มิถุนายน 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!