Connect with us

What The Fact

Ed Sheeran เผยเคล็ดลับการแต่งเพลง “Shape of You” จนกลายเป็นเพลงฮิตติดหูแห่งปี 2017

ท่อนเพลงจาก “Shape of You” ซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้ม ÷ (Divide) ของนักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มขวัญใจมหาชน เอ็ด ชีแรน ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเพลงฮิตแห่งปี 2017 เป็นที่เรียบร้อย และเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตของวงการดนตรีต่อไป

Published

on

I’m in love with the shape of you
We push and pull like a magnet do
Although my heart is falling too
I’m in love with your body
And last night you were in my room
And now my bedsheets smell like you
Every day discovering something brand new
I’m in love with your body
Oh—I—oh—I—oh—I—oh—I

เชื่อว่าในเวลานี้คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินท่อนเพลงนี้ที่มาพร้อมจังหวะชวนโยกเป็นแน่แท้ มันเป็นท่อนเพลงจาก “Shape of You” ซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้ม ÷ (Divide) ของนักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มขวัญใจมหาชน เอ็ด ชีแรน ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเพลงฮิตแห่งปี 2017 เป็นที่เรียบร้อย และเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตของวงการดนตรีต่อไป

“Shape Of You” เป็นเพลงที่มีจังหวะชวนโยก เคลิ้บๆไปเบาๆ อันเกิดจากการผสมผสานของแนวดนตรี House และจังหวะแบบ Dancehall  ส่วนภาคดนตรีนั้นเกิดจากการผสมผสานกันของเครื่องดนตรีหลากสีสันมี ไซโลโฟน  กีตาร์และเพอร์คัสชั่น  แต่เดิมเพลงนี้จะแต่งเพื่อให้ Rihanna ร้อง แต่ไปๆมาๆ เอ็ดคิดว่าอยากจะร้องเองมากกว่าก็เลยจัดไปตามนี้ จนเป็นเพลงฮิตในที่สุด

เนื้อหาของเพลงพูดถึงการไปพบกับสาวคนหนึ่งที่บาร์และตกหลุมรักเธอทันใด กลิ่นอายความลุ่มหลง และเซ็กซี่ล่องลอยไปทั่วอณูของเพลง

I’m in love with the shape of you
We push and pull like a magnet do
ฉันตกหลุมรักในเรือนร่างของเธอ
เราถูกผลักและดึงดูดเข้าหากันเหมือนดั่งแม่เหล็ก

And last night you were in my room
And now my bedsheets smell like you
เมื่อคืนก่อนเธออยู่ในห้องของฉัน
และในตอนนี้ที่นอนของฉันนั้นมีกลิ่นเหมือนกับเธอเลย

ช่วงแรกๆที่เพลงนี้ถูกเผยแพร่ออกมา มีหลายคนบอกว่ามันมีความเหมือนกับเพลง “Cheap Thrills” ของ Sia ซึ่งเอ็ดได้ตอบกลับในประเด็นนี้ไว้ว่า 

“ผู้คนเอาแต่บอกว่าเพลงนี้เหมือนเพลงของ Sia ผมฟังเพลงของ Sia นะผมว่ามันมีคอร์ดที่แตกต่างจากเพลงของผม คอนเซปก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง เมโลดี้ก็ด้วย แต่ถ้าจะมีใครที่เหมือนเป็นต้นแบบที่ใครๆก็หยิบจับเอาสไตล์และไอเดียเขามาล่ะก็คนนั้นคือ Kygo เลยล่ะ เขาคนนี้เลยที่มาพร้อมกับดนตรีแนวเฮ้าส์ที่ทุกๆคนต้องหยิบมันมาฟัง”

เพื่อคลายข้อสงสัย และเจาะลึกในแง่มุมของคนดนตรี วันนี้เราจะได้รับรู้กันครับว่า เอ็ด ชีแรน มีวิธีการถักทอเพลงๆนี้ขึ้นมาอย่างไร

“มันไม่มีแรงกดดันอะไรเลย มันก็เป็นเพียงแค่วันหนึ่งในห้องอัดเท่านั้นเอง”

นี่คือสิ่งที่เอ็ด พูดถึงเมื่อกล่าวถึงเพลงฮิตเพลงนี้ บทเพลงที่มีเนื้อเพลงสุดเซ็กซี่อย่าง “ตอนนี้เตียงของฉันมีกลิ่นราวกับเธอล่ะ” และมีเพียง 4 คอร์ดวนไปทั้งเพลง ดูเหมือนมันจะไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย แต่ทำไมมันถึงดัง และก็อย่างที่บอกว่าฝนตอนแรก เฮ้ด ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งเพลงนี้ให้ตัวเอง

กุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งเหมือนจะเป็น ผู้ร่วมงานคนสำคัญอย่าง สตีฟ แม็ค (Steve Mac) โปรดิวเซอร์มือฉมังที่เคยร่วมงานกับศิลปินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซูซาน บอยล์ , Clean Bandit  หรือแม้กระทั่งบอยแบนด์ในตำนานอย่าง Westlife โดยเพลง “Flying Without Wings” หนึ่งในเพลงฮิตของวงนั้น แม็ค ได้ร่วมแต่งด้วย ซึ่งเอ็ดบอกว่า “เพลงนี้เป็นเพลงโปรดตลอดกาลของผมเลยครับ”

สตีฟ แม็ค โปรดิวเซอร์มือทองแห่งวงการเพลงอังกฤษ

 

อีกหนึ่งผู้ร่วมหัวจมท้ายคนสำคัญก็คือ จอห์นนี แม็คเดด (Johnny Mcdaid) มิตรสหายคนสนิทผู้ร่วมแต่งเพลงกับเอ็ดร่วมหลายร้อยเพลง ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง Snow Patrol

จอห์นนี แม็คเดด และ นักแสดงสาว คอร์ทนีย์ ค็อกซ์ พร้อมด้วยโคโค ลูกสาวของเธอกับอดีตสามี เดวิด อาร์เคว็ท

“ผมไม่คิดว่าเรากำลังมาแต่งเพลงกัน แต่ผมว่ามันเหมือนเรามาพูดคุย แลกเปลี่ยน สื่อสารกันมากกว่า”

แม็คเดดพูดถึงการทำงานกับ แม็ค และเอ็ด

ดูเหมือนว่าสิ่งหนึ่งที่ “Shape of You” จะเหมือนเพลงป็อป ฮิตติดชาร์ตทั้งหลายก็คือ การที่มันเป็นเพลงอันก่อกำเนิดจากการเบรนสตอร์ม ร่วมกันสุมหัวคิด แชร์ไอเดียและค่อยๆช่วยกันพัฒนามันขึ้นมา โดยมีเครื่องดนตรีใกล้มือพร้อมที่จะหยิบจับและบันทึกเสียงไอเดียนั้นโดยทันที

“เพลงที่ดีที่สุด ที่ผมเคยแต่ง ผมไม่เคยจำมันได้เลยว่ามันมาได้อย่างไร จำได้ก็แต่เพียงว่ามันใช้เวลาไม่นานสัก 20 นาทีได้แล้วจากนั้นมันก็เรียบร้อยและไปต่อตามสเต็ปของมัน”

เอ็ด พูดถึงการมาของบทเพลงฮิตทั้งหลายของเขา

สำหรับ “Shape of You” ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มจากการที่ เอ็ด และแม็ค คุยกันไปเรื่อยๆราว 15 นาทีจากนั้น แม็คก็มาพร้อมท่อนริฟฟ์จากคีย์บอร์ด โดยเล่นเป็นเสียงกลองซินธ์อันมีกลิ่นของจังหวะดนตรีแคริบเบียนอันเป็นจังหวะที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว

จากนั้นเพลงนี้ก็ค่อยๆถูกต่อเติมและถักทอในแบบเดียวกันกับเวลาที่เอ็ดแสดงสดนั่นก็คือ ทำเป็นลูปและค่อยๆ ซ้อนชั้นมันขึ้นมา เติมนั่น เติมนี่ที่ละนิดๆ จากนั้นไม่นาน เอ็ดก็มีเมโลดี้ของเพลงนี้

“เอ็ดแต่งเพลงไม่เหมือนใครในโลก เขามีภาพของเพลงในหัวชัดเจนมาก มันมีมาก่อนที่เขาจะต่อเติมมันเสียอีก”

ต่อจากเมโลดี้ก็ต่อด้วยเพอร์คัสชั่นที่เอ็ดใช้การเคาะ ตบ ตี กีตาร์เป็นการให้จังหวะ ซึ่งแม็ครู้สึกเซอร์ไพรซ์ที่เอ็ดมีวิธีการต่อเติมมันในแบบของเขาที่ไม่ใช่ต่อจากแม็คขึ้นไปแบบทื่อๆ แต่เหมือนเอ็ดจะอยากทำนั่น นี่  นู่น อย่างใจอยากแล้วจึงค่อยจับมันทั้งหมดมาซ้อนกันขึ้นมา

“ท่อนร้องของเพลง มันขัดกันกับบีท ทำให้เกิดจังหวะขัด (Syncopation) มันฟังดูเหมือนบทสวดเลย เหมือนการเต้นของหัวใจภายในร่างกายของเรา” 

ด้วยความที่มันมีอารมณ์ของเพลง R&B จึงทำให้ตอนแรกเอ็ดคิดว่ามันน่าจะเหมาะกับกลุ่มนักร้องหญิง หรือเพลงคู่ชายหญิง หรือ เพลงของ Rihanna แถมในระหว่างที่กำลังแต่งกัน ท่อนคอรัสของเพลงยังมีเมโลดี้ที่ชวนให้นึกถึงเพลง “No Scrubs” ของ TLC จนทำให้ทั้งสามตั้งชื่อเพลงชั่วคราวให้กับเพลง “Shape of You” นี้ว่า “TLC” กันเลยทีเดียว และเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ เอ็ดได้ตกลงเครื่องนี้กับผู้แต่งทั้งสามของเพลง “No Scrubs” ได้แก่ Kandi Burruss, Tameka Cottle และ Kevin Briggs  ก่อนที่เพลงนี้จะเผยแพร่ออกไป ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย

เอ้ด เริ่มร้องเมโลดี้ด้วยคำที่ไร้ความหมาย ( wordless syllables – เป็นการร้องมั่วๆไป นักแต่งเพลงหลายคนมักใช้วิธีนี้ ถ้าอยากได้ฟีลแบบเพลงญี่ปุ่นก็ร้องมั่วๆเป็นคำ เป็นสำเนียงแบบญี่ปุ่น ก็จะได้อารมณ์และเมโลดี้แบบเพลงญี่ปุ่นแบบนี้เป็นต้นครับ)

หลังจากนั้นเอ็ดจึงมาใส่เนื้อร้องตามไอเดียของตน ซึ่งท่อนร้องแรกที่เล่าถึงการเข้ามาในบาร์ ดื่มกันชิลๆจนเจอสาวที่ถูกตาต้องใจ ท่อนนี้เอ็ดได้มันมาจากการที่ได้คุยกับคนมากมายและพบว่า หลายคนที่พบเจอกันในบาร์และได้พูดคุยกันถูกคอมักจะสานต่อจนเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยืนยาว ส่วนท่อนร้องที่สองที่พูดถึงการประหยัดจนต้องแอบเอาถูกพลาสติคมาใส่อาหารบุฟเฟ่ต์กลับบ้านนั้น เอ็ดบอกว่าได้ไอเดียมาจากซีรีย์ในอังกฤษเรื่อง “Fresh Meat”

จากนั้นเอ็ดจึงได้ท่อนหัวใจออกมานั่นคือ “I’m in love with your body.” ซึ่งแม็ค กับ แม็คเดด ยังไม่โดนใจนักและมองว่า มันเป็นคำที่ไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งไปกว่านี้ มันก็แค่เรื่องทางกาย ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น แต่เอ็ดได้ตอบกลับว่า “the shape of you” เป็นวลีที่ใช้กันในไอร์แลนด์เหนือบ้านเกิดของเขา มันมีความหมายว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างแบบไหน ผมก็รักคุณ “the shape of you” มันจึงเป็นสิ่งที่สื่อถึงตัวตนของคนคนนั้น

ในส่วนของภาคจังหวะ แม็คได้ลองทำอะไรที่ท้าทายด้วยการใช้เพียง 4 คอร์ดไปตลอดเพลง แม้กระทั่งท่อนคอรัสก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด มันจึงเกิดคำถามขึ้นว่า​ “แล้วเพลงมันจะมี dynamic ได้อย่างไร ท่อนฮุค มันจะเด่นขึ้นมาได้อย่างไร”  ซึ่งแม็คได้กล่าวว่า

“ เราใช้เนื้อเพลงและจังหวะเป็นตัวเปลี่ยนแปลงสร้างไดนามิค แทนที่เราจะใช้การเปลี่ยนคอร์ดแบบที่ใครๆทำกัน”

พวกเขาได้เติมส่วนผสมต่างๆลงไป ริฟฟ์จากคีย์บอร์ด เสียงแทปปิ้งกีตาร์ เสียงดึงสาย เสียงร้องแบ็คอัพ และกระเดื่องกลอง ซึ่งไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้อีก

“ถ้าเนื้อเพลงดีพอ และคุณมีเมโลดี้สุดเจ๋ง จากนั้นแค่มีเพียงเสียงหนึ่งที่จะพามันไปในทิศทางที่ควรจะไป ก็เพียงพอแล้ว คุณไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก”

ภายในเวลา 90 นาที ในที่สุดพวกเขาก็แต่งและบันทึกเสียงเพลงนี้กันจนเสร็จ

“มันเป็นหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลย”

แม็คกล่าว

มาฟังเพลงนี้แบบสดๆกันบ้างครับ

สุดยอดไปเลย และนี่ก็คือเรื่องราวความเป็นมาของบทเพลงฮิตเพลงนี้ ที่มีสตอรี่น่าสนใจไม่แพ้บทเพลงเลย รู้อย่างนี้แล้วลองกลับไปฟังเพลงอีกสักครั้งจะพบว่า เพลงนี้ไพเราะขึ้นอีกเยอะเลยครับ การได้รู้ความเป็นมาของเพลงที่เราฟังนี่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับบทเพลงได้จริงๆ ไว้คราวหน้าหากมีเรื่องราวที่มาของบทเพลงดีๆ ผมจะนำมาฝากให้ได้อ่านกันอีกนะครับ

ที่มา

How Ed Sheeran Made “Shape of You” The Year’sBiggest Track

Genius.com

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] All The Money In The World ฆ่า ไถ่ อำมหิต – การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษาสันดานก่อนตัดสินใจ

Published

on

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดขายแบบไม่ตั้งใจจนเกินหน้าเกินตาตัวหนังเห็นจะเป็นการแก้ปัญหาแบบสุดโต่งของผู้สร้าง All The Money In The World ที่ตัดสินใจควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญถ่ายซ่อมทุกฉากของ เควิน สเปซีย์ ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้ หลังเกิดข่าวล่วงละเมิดทางเพศอันฉาวโฉ่ โดยเลือก คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทั้งที่มีเวลาถ่ายทำเพียง 8 วันจนได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแทบทุกสถาบัน เหลืออย่างเดียวที่หนังต้องพิสูจน์นั่นคือการหยิบเรื่องราวการลักพาตัวหลานของมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแต่ตีราคากับของทุกสิ่งจนแม่แท้ๆต้องพยายามอ้อนวอนขอเงินปู่มาไถ่ชีวิตลูกตัวเองจะทำออกมาอีท่าไหนกันแน่


ภาพเทียบ เควิน สเปซีย์ (ซ้าย) กับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ขวา) ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้


โดยเรื่องราวที่ว่าเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ จอห์น พอล เก็ตตี้ที่สาม (ชาร์ลี พลัมเมอร์) ถูกจับไปเรียกค่าไถ่กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี และด้วยเป็นหน่อเนื้อสกุลเก็ตตี้ทำให้ เกล (มิเชลล์ วิลเลียมส์) แม่ของพอลพยายามทำทุกทางเพื่อหวังให้ จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) คุณปู่มหาเศรษฐีสุดเย็นชา ยอมเจียดเงินมาจ่ายค่าไถ่ให้โจรแต่การจะเปลี่ยนใจคนใจหินที่เห็นเงินดีกว่าหลานนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายโดยงานนี้เกลหวังพี่งพาได้เพียงเฟลตเชอร์ เชส (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อดีตซีไอเอผู้ช่วยที่เก็ตตี้คนปู่หวังให้ไปเจรจาลดค่าไถ่จากโจร



แน่นอนล่ะว่าการได้เรื่องราวเรียกค่าไถ่สะเทือนประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ ปรุงแต่งให้เรื่องราวมีความแตกต่างจากหนังเรียกค่าไถ่อื่นๆก็ตรงที่การใส่รายละเอียดและสร้างมิติให้ตัวละครทุกตัวด้วยภาษาภาพยนตร์จนเรื่องราวดูสมจริงและแทบไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือผู้ร้ายที่แท้จริงในเหตุการณ์นี้ได้เลยสักคนโดยเฉพาะออกแบบสภาวะแวดล้อมตัวละครตัวละครอย่าง จอห์น พอล เกตตี้ ซีเนียร์ ที่มีทั้งความเย็นชาและว้าเหว่ ภายใต้บ้านหลังใหญ่โตเต็มไปด้วยสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลแต่กลับมีแสงเพียงเล็กน้อยพอสาดส่องให้เขาเห็นเพียงมูลค่าน้ำมันบนกระดาษเพื่อสะท้อนความเป็นเศรษฐีที่หมดความเชื่อใจและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ทำให้ทั้งเรื่องนอกจากจะต้องมานั่งลุ้นว่าเกลและเฟลตเชอร์จะช่วยพอลได้ไหม เรายังต้องมาลุ้นให้คุณปู่ขี้ตืดยอมใจอ่อนและมีมนุษยธรรมซักทีซึ่งนับว่าเป็นการสร้างตัวละครที่ชาญฉลาดมาก ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครฝั่งโจรอย่างซินควอนต้า (โรแมง ดูริส) ที่แม้ใบหน้าจะดูโหดเหี้ยมแต่กลับเปี่ยมน้ำใจจนเป็นเพียงทางรอดเดียวของพอลท่ามกลางคนโฉดที่ลักพาตัวเขามาก็ยังสร้างทั้งความขบขันและไม่น่าไว้วางใจให้กับเรื่องราวได้ลุ้นระทึกกันไปอีกขั้นอีกด้วย



ไม่เพียงเท่านั้น ริดลีย์ สก็อตต์ ยังสามารถควบคุมจังหวะจะโคนในแต่ละฉากให้คนดูได้ลุ้นระทึกกันตลอดแถมยังล่อหลอกคนดูกันไม่เว้นแต่ละซีน ทั้งการใช้โมทีฟหรือวัตถุกระตุ้นเรื่องอย่างรูปสลักที่ถูกวางให้กลายเป็นของมีค่าในต้นเรื่องก่อนความจริงจะเปิดเผยซึ่งนอกจากจะช่วยก่อร่างสร้างความระทึกให้กับเรื่องราวแล้วมันยังส่งเสริมกับธีมหลักของเรื่องอันว่าด้วยคุณค่าที่มนุษย์ปั้นแต่งให้สิ่งต่างๆและช่วยเปิดปมตัวละครในตระกูลเก็ตตี้ที่แทบไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยสิ่งใดนอกจากทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แถมหนังยังมีจุดชวนหัวอย่างความโง่เขลาเบาปัญญาของโจรหรือแม้กระทั่งจุดที่ล่อหลอกคนดูให้เชื่อว่า พอล ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะตลบหลังคนดูจนเราไม่อาจคาดเดาทิศทางของเรื่องราวได้อีก ซึ่งส่วนนี้คงต้องชื่นชม เดวิด สการ์ปา มือเขียนบท The Last Castle (2001) ที่สามารถสรุปเรื่องราวจากหนังสือบันทึกความทรงจำสู่บทหนังระทึกขวัญครบรสทั้งความบันเทิงและไม่ด้อยด่าในแง่การส่งเสริมให้คนเกิดพุทธิปัญญา



ท้ายสุด แน่นอนล่ะว่าใครก็คงต้องชื่นชม คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่สามารถสวม จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ ได้อย่างลุ่มลึกและสามารถขโมยซีนได้ทุกฉากที่ปรากฎตัว โดยแทบจะกลืนกินและกลายเป็นตัวละครมหาเศรษฐีใจหินได้อย่างแทบไม่ต้องพยายาม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจมองข้าม มิเชลล์ วิลเลียมส์ ในบท เกล แม่ผู้พยายามทำทุกทางให้ได้ลูกกลับมา ทั้งสีหน้าแววตาและการแสดงที่นำพาอารมณ์ตัวละครให้คนดูได้รู้สึกพังทลายตามเธอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้จริงๆ จนบางทีสาเหตุที่มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยอมบริจาคส่วนต่างจากการถ่ายซ่อมถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญเข้ากองทุนต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในนามมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ น่าจะเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมของค่าจ้างที่เขาได้มากกว่ามิเชลล์เป็นร้อยเท่านั่นเอง

สรุปแล้ว All The Money In The World นับเป็นหนังระทึกขวัญที่มีการแสดงระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นไฮไลต์สำคัญในหนังที่ล่อหลอกคนดูจนเดาทางไม่ถูก และยังสอนสัจธรรมเรื่องทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!