คนกลัวเข็มถูกใจสิ่งนี้ นักวิจัยได้พัฒนาระบบใหม่ที่ใช้เพียงการถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ที่ดวงตาเพื่อประเมินระดับเม็ดเลือดแดง ซึ่งหมายความว่าเราอาจไม่ต้องเจ็บตัวจากการใช้เข็มเจาะเลือดอีกต่อไป
แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะยังไม่พร้อมเข้ามาแทนที่การเจาะเลือดแบบเดิมแบบ 100% แต่มันมีศักยภาพสูงมากในการเป็น ‘เครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น’ เพื่อหาผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจเลือดอย่างละเอียดต่อไป ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงห้องปฏิบัติการทางการแพทย์
ระบบนี้ทำงานอย่างไร ?
การตรวจวัดค่าเลือดแบบไม่ใช้เข็มไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2021 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) เคยอนุมัติอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Pronto-7 ซึ่งใช้วิธีฉายแสงผ่านเล็บมือเพื่อวัดระดับฮีโมโกลบิน แต่ปัญหาคือ ‘สีผิว’ มีผลต่อความแม่นยำของอุปกรณ์นี้ ทำให้ผลที่ได้ในกลุ่มคนผิวเข้มคลาดเคลื่อนได้ แต่ ‘ตาขาว’ ของมนุษย์เรามีเม็ดสีน้อยมากและมีลักษณะแทบจะเหมือนกันในทุกกลุ่มประชากร ทำให้เทคโนโลยีใหม่นี้ จึงมีประโยชน์จากข้อได้เปรียบตรงนี้พอสมสมควร
ขั้นตอนการทำงาน
หลักการทำงานก็จะไม่ได้ซับซ้อนมากครับ เริ่มแรกคือใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยาย 50 เท่า ถ่ายวิดีโอความยาว 10 วินาทีบริเวณตาขาวของผู้เข้ารับการทดสอบ
ซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Video-to-Vessels จะเข้ามาจัดการวิดีโอ โดยตัดการกะพริบตา การขยับดวงตา หรือการเปลี่ยนแปลงของแสงออกไป เพื่อแปลงภาพให้กลายเป็นภาพนิ่งแบบไทม์แลปส์ของเส้นเลือดในดวงตา
และใช้โมเดล AI ที่ชื่อว่า VesselNet จะวิเคราะห์รูปแบบการไหลเวียนของเซลล์เม็ดเลือด เพื่อทำนายระดับฮีโมโกลบินและปริมาณเม็ดเลือดแดง
ปีเตอร์ แคมป์เบลล์ (Peter Campbell) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาจาก มหาวิทยาลัยโอเรกอนเฮลธ์แอนด์ไซเอนซ์ (Oregon Health & Science University) ให้ความเห็นถึงความพิเศษของงานวิจัยนี้ว่า “งานวิจัยชิ้นนี้มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นการใช้ภาพผิวด้านหน้าของดวงตา แทนที่จะเป็นเส้นเลือดที่จอประสาทตา ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว มันอาจถูกนำไปประยุกต์ใช้กับสมาร์ตโฟนได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งพากล้องถ่ายภาพจอประสาทตาที่มีราคาแพง”
AI ระบุภาวะฮีโมโกลบินต่ำแม่นยำถึง 83%
จากการทดสอบกับอาสาสมัคร 224 คน ซึ่งมีทั้งคนสุขภาพดีและผู้ป่วยมะเร็งที่มีโรคทางระบบเลือด พบว่า AI สามารถระบุภาวะฮีโมโกลบินต่ำได้ถูกต้องแม่นยำถึงประมาณ 83%
ดร. คริสตีน คีเร (Christine Kiire) จักษุแพทย์จากที่โรงพยาบาลตาออกซฟอร์ด (Oxford Eye Hospital) มองว่า “ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ คือการใช้ติดตามผลอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือช่วยระบุตัวผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้”
และแพทย์หลายท่านก็ต่างเห็นตรงกันว่า วิธีนี้เหมาะมากสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น โดยเฉพาะในกรณีที่การเจาะเลือดบ่อย ๆ ที่เป็นเรื่องยุ่งยาก เช่น
- การติดตามอาการด้วยตัวเองที่บ้าน
- การนัดตรวจติดตามผลสำหรับผู้ป่วยฟอกไตและผู้ป่วยมะเร็ง
- การตรวจในเด็กเล็กที่เจาะเลือดได้ยาก
ก้าวต่อไปในอนาคต
แม้ผลลัพธ์จะดูน่าตื่นเต้น แต่ระบบนี้ยังคงต้องผ่านการพัฒนาอีกหลายขั้นตอนกว่าจะนำมาใช้ทางคลินิกได้อย่างเป็นทางการ โดยมีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึง เนื่องจากปัจจุบันระบบนี้วัดได้แค่ 2 อย่าง คือ ฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดง ในขณะที่การเจาะเลือดจริงสามารถตรวจวัดค่าต่าง ๆ ได้ครอบคลุมกว่ามาก
นอกจากนี้ยังมีภาวะบางอย่าง เช่น โรคตาแดง ตาแห้ง หรือแม้แต่การใช้ยาหยอดตา อาจส่งผลต่อขนาดเส้นเลือดในดวงตาและทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนได้ และการจะได้ภาพที่แม่นยำนั้น ผู้ตรวจจำเป็นต้องมีทักษะในการจัดท่าทางของผู้ป่วยเอง และปรับโฟกัสกล้องให้ชัดเจนพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ดี ในอนาคต ทีมนักวิจัยมีแผนที่จะทดสอบระบบกับกลุ่มคนที่ใหญ่และหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วย ‘ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก’ ที่ยังมีข้อมูลน้อยในงานวิจัยชิ้นนี้ และคาดหวังว่าหากสามารถพัฒนากล้องให้มีความละเอียดสูงขึ้นได้ เทคโนโลยีนี้อาจก้าวไปถึงขั้นช่วยนับจำนวน ‘เม็ดเลือดขาว’ ได้อีกด้วย
แม้วันนี้อาจจะยังไม่พร้อมมาแทนที่เข็มเจาะเลือดได้ 100% แต่นวัตกรรมนี้ก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการแพทย์ ที่จะช่วยให้การคัดกรองสุขภาพในอนาคตเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ทั่วถึงมากขึ้น และที่สำคัญคือไม่ต้องเจ็บตัวอีกด้วย ต้องรอติดตามกันต่อไปครับว่าการตรวจโดยใช้ AI นี้จะใช้ได้เมื่อไหร่













