Connect with us

What The Fact

9 ศาสตรา ภาคก่อกำเนิด: เกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนเหตุการณ์ในหนัง (โคตรดราม่า)

Published

on

9 ศาสตรา กลายเป็นแอนิเมชั่นที่ถูกใจและเป็นกระแสมากเรื่องหนึ่งไปแล้ว นับเป็นปรากฏการ์ในฝั่งแอนิเมชั่นไทยที่ซบเซามานานเลยทีเดียว หลายคนอาจได้ชมแล้วและอาจยังสงสัยในหลาย ๆ ประเด็นที่หนังได้พูดเพียงคร่าว ๆ วันนี้เราจึงขอสรุปเรื่องราวจากฉบับการ์ตูนคอมมิกทั้ง 8 ตอน ที่ลงในเพจทางการของหนังมาสรุปให้ฟังครับ และหลาย ๆ ตัวละครที่ปรากฏในหนังก็มีชะตาชีวิตที่ดราม่ามากกว่าที่คิดทีเดียว

เท้าความกลับไป โลกใน 9 ศาสตรา นั้นมีมนุษย์อยู่ร่วมกับเผ่ายักษ์ เผ่าวานร และเผ่าพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมาย ต่างอยู่กันคนละดินแดน เผ่ายักษ์ อยู่เมืองทางตอนเหนือที่ราบภูเขาไฟนามว่า คิริกัณฑ์ มีวัฒนธรรมแบบผู้แข็งแกร่งคือผู้นำ ราชาที่แข็งแกร่งที่สุดจะได้ปกครองเมืองยักษ์ทั้ง 12 เมืองซึ่งรวมเป็นอาณาจักรยักษ์ โดยรอบเมืองเหล่านั้นจะมีนิคมเชลยมนุษย์เป็นโล่กันด้านนอก

ล่างลงมาจากอาณาจักรยักษ์คือเมือง มะนีโคด ของ เผ่าวานร ซึ่งปกครองในระบบสายเลือด ราชาจะต้องสืบสายแห่งพระพายจึงจะสามารถดึงพลังของอาวุธศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนาม เกราะแขนกลเทวะ ในการปกปักรักษาประชาวานรทั้งหลายออกมาได้สูงสุด

และล่างลงมาสุดคือ เผ่ามนุษย์ มีเมืองหลวงนามว่า รามเทพนคร ซึ่งทิศใต้สุดของนครคือดินแดนทะเลใต้อันห่างไกล รามเทพนครใช้ระบบสืบสันติวงศ์ทางสายเลือดเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างยันอำนาจไม่ข้องเกี่ยวรุกรานกันมายาวนาน จนเกิดความเปลี่ยนแปลงหนึ่งขึ้นในเมืองยักษ์

เผ่ายักษ์

ก่อนเรื่องราวในหนังนั้น เจ้าครองนครยักษ์มีนามว่า อนันตยักษา มีนิสัยโหดร้ายมาก ทั้งยังมีโอรสสองพระองค์คือองค์รัชทายาทนาม ทารคา ผู้เก่งฉกาจดั่งเทพสงครามจนได้รับฉายา เทหะยักษา กับอีกหนึ่งคือพระราชโอรสองค์รองที่ยังทรงพระเยาว์

คืนหนึ่งได้เกิดกบฏขึ้นโดยอุปราชยักษ์นาม กาฬสูร เจ้าเมืองนรกัณฑ์ มันครอบครองอาวุธเพลิงชื่อ กระบองบรรลัยจักร อันทรงพลานุภาพ และได้ใช้ทาสมนุษย์เป็นสายลับพาลอบเร้นสู่ห้องของอนันตยักษาแล้วสังหารราชายักษ์อย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าของทารคา เจ้าชายยักษ์หลังปะมือแล้วพ่ายกำลังกาฬสูรจึงทำได้เพียงหนีโดยอุ้มพาน้องชายออกจากเมืองมาด้วย และใช้เวลาหลายต่อหลายปีเอาตัวรอดท่ามกลางภยันตราย ทั้งจากเหล่าสมุนของกาฬสูร และสัตว์ร้ายในพงไพร ตลอดจนเชลยมนุษย์ที่ผูกใจแค้นพวกยักษ์ ซึ่งทารคาก็มักสังหารศัตรูอย่างโหดเหี้ยมทุกครั้ง โดยเฉพาะพวกมนุษย์ที่เป็นเศษชีวิตในสายตา ทั้งยังเป็นเผ่าที่ทรยศพากบฏมาฆ่าบิดาของตนด้วย

เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มทารคาได้เข้าไปท้าหัวหน้ากองโจรยักษ์ ที่มีรังอยู่บนหุบเขาสูงและสามารถเอาชนะยึดตำแหน่งมาได้อย่างไม่ยากเย็น แม้จะมีชีวิตที่ไม่ลำบากแล้วแต่ในใจทารคาก็ยังไม่อาจสงบ แล้ววันหนึ่งโอกาสล้างแค้นของเขาก็มาถึง เมื่อแม่มดยักษานาม การ์ณีชา ได้หลบหนีจากเมืองนรกัณฑ์เพื่อมาสวามิภักดิ์ต่อทารคา

ด้วยมนตร์ของนางจึงพรางกายของทารคาให้เป็นทหารยักษ์และเข้าสู่วังของกาฬสูรได้โดยทัพยักษ์ไม่อาจล่วงรู้ ทารคาในครานี้มีฝีมือเหนือกว่ากาฬสูรแล้ว กาฬสูรเสียทีจึงนำกระบองบรรลัยจักรออกมาหมายพิฆาตทารคา แต่กลับผิดคาดบัดนี้กระบองได้เลือกนายใหม่ผู้แข็งแกร่งกว่าอย่างทารคาเสียแล้ว ทารคาจึงใช้กระบองฟาดใส่กาฬสูรจนถึงแก่ความตาย และขึ้นปกครองเผ่ายักษ์ในนาม เทหะยักษา และเมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็หมายมั่นจะครอบครองแผ่นดินอื่น ๆ ให้หมดสิ้นด้วย

เผ่าวานร

เมื่อยักษ์มีราชาใหม่อันแกร่งกล้าและส่งท่าทีจะแผ่ขยายอำนาจลงมาด้านล่าง เมืองมะนีโคดของเผ่าวานรจึงเป็นเป้าหมายแรกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยยักษ์และวานรเปรียบเหมือนน้ำกับไฟที่ไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร ตอนนั้นรามเทพนครได้ส่งตัวแทนมนุษย์คือ จมื่นพันธ์วรเดช ขึ้นมาเพื่อขอยื่นข้อตกลงผูกมิตรร่วมต่อต้านเผ่ายักษ์ แต่ด้วยความลำพองใจในอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ราชาวานร ท้าววานรา วาโย แห่งราชวงศ์พายะจึงได้ปฏิเสธกลับไป

แต่จริงแล้วถึงแม้จะเชื่อในพลังของอาวุธ ท้าววาโยก็มีความกังวลใจหนึ่ง คือตนเองแก่เกินจะปกป้องเมืองเสียแล้ว ถึงเวลาต้องส่งต่ออาวุธแก่รัชทายาทนาม เจ้าชายวานรา วาตะ เสียที แต่วาตะนั้นหลงใหลในการเที่ยวเล่นขาดบารมีและความสามารถ ท้าววาโยจึงจำใจส่งมอบอาวุธให้คนนอกสายเลือดพระพายที่มีความสามารถสูงอย่าง วิชชุ บุตรแห่งบ้านสลาตันแทน

วาตะนั้นแม้จะเสียใจอย่างมากแต่ก็กลบเกลื่อนทำเป็นเหมือนไม่รู้สึกอะไรเพราะก็ยอมรับในความไม่เอาไหนของตน ส่วนวิชชุนั้นก็จำใจต้องยอมรับอาวุธเพราะภัยยักษ์กำลังคืบคลานมา ทั้งที่เขาเองไม่ได้อยากขึ้นเป็นราชาแต่อย่างใด

ในวันทำพิธีส่งต่ออาวุธศักดิ์สิทธิ์ วาตะไม่อาจทำใจได้จึงออกไปนอกเมืองเที่ยวเล่นอย่างเคย ในเวลานั้นเองที่เทหะยักษายกกำลังมาบุกเมืองมะนีโคด วิชชุจึงใช้พลังของเกราะแขนกลเทวะด้วยทักษะที่ช่ำชองเข้าสังหารเทหะยักษา แต่ก็ทำได้เพียงสร้างบาดแผลขึ้นที่แขนของราชายักษ์เท่านั้นเพราะวิชชุไม่ใช่ผู้สืบสายเลือดพระพายที่แท้จริง วาตะที่เห็นเมืองของตนย่อยยับ ทั้งบิดาและเพื่อนพ้องทั้งหลายก็ตายสิ้นลงต่อหน้าก็เจ็บแค้นแสนสาหัส และได้บังเอิญพบกองทัพยักษ์จึงหมายเข้าไปล้างแค้น โชคดีที่พวกมันไม่รู้ว่านี่คือเจ้าชายวานรจึงเพียงรุมซ้อมจนวาตะปางตายเท่านั้น

วาตะพาร่างอันบอบช้ำมาถึงเมือง นาคาวรรณ อันเป็นเมืองท่าสำคัญของรามเทพนคร ด้วยความมุ่งมั่นล้างแค้นวาตะจึงยอมลดศักดิ์ศรีเจ้าชายขโมยของกินเพื่อมีชีวิตต่อไป

ในวันหนึ่งพ่อค้ายักษ์ได้นำเกราะแขนกลเทวะที่ยึดมาได้จากมะนีโคดมาวางขายกลางเมือง วาตะจึงพุ่งเข้าไปเพื่อหวังช่วงชิงกลับคืน แต่ก่อนจะปะทะกับทหารยักษ์ที่รายรอบก็มียักษ์สีแดงตนหนึ่งกระชากวาตะออกมาเตือนสติไม่ให้ทำการเหมือนฆ่าตัวตายเสียก่อน วาตะคับแค้นใจยักษ์เป็นทุนเดิมจึงจะทำร้ายยักษ์แดง เมื่อยักษ์แดงรู้ถึงชะตากรรมของวาตะก็เพียงนั่งลงนิ่ง ๆ ให้วาตะซ้อมให้สบายใจ แต่วาตะก็ยั้งมือเพราะรู้ว่าไม่อาจทำให้สิ่งที่สูญเสียไปกลับมาได้อยู่ดี ยักษ์แดงจึงเสนอตัวเป็นคนช่วยล่อยักษ์อื่น เพื่อให้วาตะลอบเข้าไปขโมยเพราะแขนเทวะคืนมาแทน

แต่แผนการครั้งนี้ก็ล้มไม่เป็นท่า เพราะพ่อค้ายักษ์เกิดจำได้ว่ายักษ์แดงคือยักษ์ทรยศที่มีประกาศจับ ด้านวาตะก็โดนจับได้อย่างรวดเร็ว ยักษ์แดงจึงรีบวิ่งมาช่วยแต่ก็โดนกลุ่มยักษ์เข้ารุมสะกัด ตอนนั้นวาตะโกรธแค้นที่สหายต่างเผ่าพันธุ์ถูกทำร้ายแทนตนจึงกระโจนเข้าช่วยยักษ์แดง แต่ก็ถูกซัดจนกระเด็นออกมา

ระหว่างที่วาตะแค้นในความไร้พลังของตนเองนั้น เกราะแขนเทวะก็มีปฏิกิริยาเรืองแสงพร้อมพายุพัดรุนแรงขึ้น วาตะที่ได้รับพลังจากอาวุธวิเศษก็เข้าปราบเหล่ายักษ์จนพินาศ แล้วสองสหายใหม่ก็ร่วมกันเดินทางสู่ภารกิจกู้เมืองมะนีโคดต่อไป

เผ่าทมิฬ

ทมิฬเป็นเผ่าป่าเถื่อนไร้อารยธรรมที่มีร่างกายดุจอสูรกายอาศัยอยู่ในป่าลึก แต่ด้วยความสามารถในการล่าที่หาเผ่าอื่นเทียบเทียมยาก จึงเป็นเป้าหมายของมนุษย์ในการล่าทั้งเพื่อนำศีรษะมาสะสม และนำพวกเด็กทมิฬมาฝึกเลี้ยงเป็นทาสช่วยล่าสัตว์ร้าย ไอ้บาก คือเด็กชาวทมิฬที่ถูกมนุษย์มาจับขังไว้ใช้งาน มันจำแม่ของมันไม่ได้แล้ว มีเพียงความทรงจำในฝันถึงอ้อมกอดแม่และเสียงกระดิ่งสร้อยคอของแม่เท่านั้น ไอ้บากถูกโจรนาม เสือทิว เจอสลบในป่าจึงนำมาเลี้ยงใช้ล่าสัตว์เยี่ยงสุนัขล่าเนื้อ โดยเนื้อสด ๆ ของสัตว์นั้นจะเป็นรางวัลให้แก่ไอ้บาก ในขณะที่เสือทิวจะตัดเฉพาะอวัยวะส่วนที่มีราคาไปขายต่อให้โจรสลัดจีนชื่อ อู่เผิง

ในครั้งหนึ่งอู่เผิงเกิดอยากได้ตัวไอ้บากไปใช้งาน จึงแสร้งหาเรื่องเสือทิวและกดดันให้มอบไอ้บากเป็นค่าชดเชย เสือทิวจำใจต้องมอบไอ้บากให้เพราะไม่อาจต้านกำลังของกองทัพโจรสลัดอู่เผิง เมื่ออยู่กับอู่เผิง ไอ้บากก็ไม่ได้ล่าสัตว์อีกต่อไป แต่กลายเป็นอาวุธสังหารหมู่ตามคำสั่งของอู่เผิงเพื่อใช้ปล้นชิงสิ่งของมีค่าตามหมู่บ้านต่าง ๆ จนมันได้รับการยอมรับยำเกรงจากสมุนของอู่เผิง

แต่แล้วชะตาของไอ้บากก็พลิกผันไปอีก เมื่อกองทัพยักษ์จู่โจมปล้นฆ่าเรือบินของอู่เผิง ตัวอู่เผิงเห็นท่าไม่ดีจึงหนีเข้าห้องเก็บสมบัติส่วนตัว หมายขนของมีค่าสำคัญเอาตัวรอดลำพัง แต่ไอ้บากที่วิ่งตามมาหมายคุ้มครองก็ได้พบภาพที่สะเทือนจิตใจอย่างยิ่ง เพราะในห้องสมบัติที่มันไม่เคยรู้นั้นมีศีรษะของสตรีเผ่าทมิฬซึ่งสวมสร้อยกระดิ่งอยู่ด้วย

ตอนนั้นเองที่ไอ้บากจดจำอดีตในวันที่หมู่บ้านมันถูกโจรสลัดเข้าทำลาย แม่ของไอ้บากถูกเชือกรัดคอเพื่อจับจนตายต่อหน้ามันนั่นเอง กลับมาปัจจุบันไอ้บากโกรธแค้นจนเสียสติไร้ฆ่าโจรสลัดทุกคนบนเรือ และหมายจะล้างแค้นมนุษย์ทุกคนในฐานะศัตรูของเผ่าพันธุ์ กองทัพยักษ์เห็นเข้าก็นึกสนุกจึงได้เกลี้ยกล่อมให้มาเป็นพวก ซึ่งต่อมาได้รู้จักไอ้บากกันในฐานะทหารเอกของเทหะทักษานามว่า พรานทมิฬ

เผ่ามนุษย์

หลังจากการสร้างพันธมิตรกับเผ่าวานรล้มเหลว เหล่าขุนนางและทหารหาญของรามเทพนครก็ต้องตั้งรับรอการบุกของเหล่ายักษ์เพียงลำพัง แต่นอกจากทหารของราชาแล้ว ระหว่างทางสู่รามเทพนครนั้นยังมีหมู่บ้านสิงห์ดำ ซึ่งมีครูมวยไทยเฒ่าชื่อ นายขนมต้ม ได้รวบรวมเหล่าศิษย์เอกผู้ช่ำชองในวิชามวยแขนงต่าง ๆ ของตนเข้าเป็นหน่วยรบกองโจรคอยตัดทอนกำลังกองทัพยักษ์จนเป็นที่หวั่นเกรงของยักษาทั้งหลายด้วย

แต่แม้จะมีฝีมืออย่างไรกำลังคนเพียงหยิบมือก็อาจพลาดพลั้งบาดเจ็บล้มตายจากระลอกคลื่นทัพย่อยพวกยักษ์ที่เข้ามาไม่หยุดหย่อนจนได้ ครูเฒ่าผู้ร่าเริงก็เปลี่ยนเป็นเงียบขรึมเมื่อมองเห็นลูกศิษย์คนแล้วคนเล่าตายลง จนในที่สุดก็เหลือศิษย์ยอดฝีมือเพียง 5 คน คือ เดช ผู้แตกฉานแม่ไม้มวย แดง เอกอุเข่าแข้ง เที่ยง ครูท่าศอก จ่อย ยอดลูกล่อลูกไม้ และโชติ จอมหมัดทรงพลัง แม้ตอนนั้น ขุนศรีธรเทพ จากรามเทพนครจะมาชวนให้ครูเฒ่าหนีลงไปตั้งหลักยังแดนใต้ตามทัพทหารส่วนใหญ่ แต่ครูเฒ่าก็ยืนยันจะสู้จนตัวตายที่นี่ เหล่าลูกศิษย์ก็ทำได้แต่หวั่นใจในความหัวรั้นของครู

ครั้นเมื่อทัพใหญ่ของเทหะยักษามาถึง ด้วยกำลังที่ต่างจากทุกครั้งอย่างมากมายมหาศาล เหล่าศิษย์จึงนัดประชุมลับและตัดสินใจเข้าไปยกสุรากราบขอขมาครูเฒ่าเพื่อขออำลา ครูเฒ่ายกดื่มไหสุราจนหมดและฝากฝังวิชามวยไทยให้แก่ศิษย์แต่ละคนช่วยสืบทอดต่อไปไม่ให้สูญหายในวันที่ตนสละชีพ

แล้วตอนนั้นเองที่สติของครูเฒ่าก็เริ่มหลุดเลือนจากยาที่อยู่ในเหล้า เหล่าศิษย์ต่างเข้ารุมมัดจับครูเฒ่าไปล่ามโซ่ขังไว้ในบ่อน้ำ และออกไปต่อกรกับกองทัพยักษ์เพียงลำพังเพื่อรักษาชีวิตของครูผู้มีพระคุณไว้ ท่ามกลางเสียงรบสู้อย่างไม่กลัวตายของเหล่าศิษย์ที่ล้มหายไปทีละคน ครูเฒ่าที่เริ่มฟื้นสติทำได้เพียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งราวกับจะสิ้นใจ จนในที่สุดก็ไม่เหลือเสียงใดออกมาอีก

เวลาผ่านไปตั้งแต่นั้นครูเฒ่าก็ไม่เคยถอดห่วงโซ่ที่ขาของตนออกราวกับเป็นของดูต่างหน้าศิษย์ทั้ง 5 คนของตน แล้วเวลาก็ผ่านไปจนกระทั่ง หลวงพ่อ ที่กำลังนำชาวบ้านอพยพลงแดนใต้ผ่านมาพบเข้า จึงได้ชวนครูเฒ่าที่หมดอาลัยตายอยากเป็นไอ้บ้าใบ้ด้วยความรู้สึกผิดที่ลูกศิษย์ต่างมาตายเพราะความรั้นของตนคนเดียวลงสู่เกาะแดนใต้

เมื่อกองทัพยักษ์ได้ผ่านหมู่บ้านสิงห์ดำล่วงเข้าบุกยึดเมืองรามเทพนครสำเร็จ โหรหลวง แห่งรามเทพนครก็ได้ประกาศคำทำนายต่อหน้า เทหะยักษา ว่าเด็กชายที่เกิดในราชาฤกษ์ดาวสิงห์จะใช้วิชามวยไทยที่สาบสูญกับ 9 ศาสตรา อาวุธคู่เมืองกลับมาปราบเทหะยักษาลงได้

คืนนั้นเองหลังโหรหลวงได้ทำนายจนเป็นเสียงลือไปทั่วเหล่าเชลยมนุษย์ องค์รัชทายาทนามว่า ไชยราเมศ ผู้เกิดในฤกษ์ตามคำนายพร้อมพระราชมารดาก็ได้ถูกช่วยออกจากท้องพระโรงไปแฝงตัวอยู่กับเหล่าเชลยในวัง จนเมื่อพระโอรสเติบใหญ่ขึ้นก็ได้แอบฝึกวิชามวยในคุกนั้นเพื่อวันหนึ่งจะได้กลับไปกู้บ้านเมือง

อีกด้านเหล่าทหารแห่งเมืองมนุษย์ได้แตกออกเป็นหลายฝ่าย พวกหนึ่งคือ ขุนศรีธรเทพ รวมถึง จมื่นรงค์ และ หลวงเรือง คิดการทิ้งพระนครไปตั้งหลักทางแดนใต้ ส่วน จมื่นพันธ์วรเดช ที่ไปเจรจาเหล่าวานรไม่สำเร็จก็ขอสละชีพนำทหารคนสนิท 5 คนเข้าไปขโมย 9 ศาสตราอาวุธเหล็กไหลตามคำนายในท้องพระคลังผ่านทางอุโมงก์ลับที่เชื่อมกับบ้านฆ้องเหล็กที่ชานพระนคร ก่อนที่เทหะยักษาจะทำลายมันทิ้ง โดยยังได้ฝากฝัง แสง บุตรชายของตนให้หนีไปกับหลวงเรืองด้วย

แต่เมื่อมาถึงท้องพระคลัง ที่นั่นแม่มด การ์ณีชา กับ พรานทมิฬ ได้รออยู่ก่อนแล้ว เหล่าทหารคนสนิทต่างถูกพรานทมิฬฆ่าอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจมื่นพันธ์วรเดชจะเสียท่า แสงบุตรชายที่จมื่นพันธ์วรเดชมีคำสั่งให้เป็นไม้ตายลับลวงว่าหนีเผื่อมีไส้ศึกจะล่วงรู้แผนการก็เข้ามาช่วยได้ทัน

จังหวะนั้นจมื่นพันธ์วรเดชก็ได้รับพลังบางส่วนจาก 9 ศาสตราถือดาบสองมือแหวกวงล้อมจนถึงทางหนีอุโมงก์ลับได้ ทว่าแสงที่วิ่งตามมากลับถูกพรานทมิฬไล่ทันและฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ด้วยการถ่วงเวลาของแสงทำให้จมื่นพันธ์วรเดชหนีพ้นมาถึงบ้านฆ้องเหล็กได้สำเร็จ และที่นั่นเองที่เขาได้พบกับครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านฆ้องเหล็กที่ช่วยเขาหลบหนี

เวลานั้นอีกด้านหนึ่งห่างออกไปจากรามเทพนคร ก็เกิดการทรยศกันขึ้นในหมู่โจรสลัดจีน โดยสมุนโจรชั่วนาม อี้ถง ได้ร่วมมือกับพวกยักษ์ ทำลายกองโจรของหัวหน้าตนนาม หยางกุ้ย สำเร็จ แล้วตั้งตัวเป็นพ่อค้าของเถื่อนใต้การสนับสนุนของเผ่ายักษ์

ครอบครัวหยางกุ้ยตอนนั้นมีผู้รอดชีวิตเพียงสองคน หนึ่งคือลูกชายคนโตนามว่า ฟง ได้ถูกพวกยักษ์จับไปเป็นเชลยที่รามเทพนคร ส่วนลูกสาวคนเล็กนามว่า เสี่ยวหลาน ได้รับการช่วยเหลือจากลูกสมุนโจรสลัดคนอื่นพาหนีการโจมตีไปได้

ภายหลังผ่านไป 13 ปี เสี่ยวหลานได้กลับมาล้างแค้น และซ้อนแผนปลอมตัวเป็นสมุนของ สุไลมาน โจรตานีแดนใต้พันธมิตรการค้าของอี้ถง เพื่อฆ่าอี้ถงล้างแค้นให้พ่อกับแม่ และชิงเอาแผนที่ฐานเรือเหาะของพวกยักษ์มาสืบเส้นทางสาวไปถึงที่คุมขังพี่ชายของตน โดยจุดหมายที่เสี่ยวหลานจะสืบหาฐานลับเรือเหาะพวกยักษ์ต่อไปนั่นก็คือเมืองนาคาวรรณนั่นเอง

กลับมาที่องค์รัชทายาทไชยราเมศซึ่งบัดนี้เติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว ก็ได้ถูกเกณฑ์ให้ต่อสู้กับฝูงยักษ์ในสนามประลองเพื่อความบันเทิง ขณะที่พลาดท่าจะถูกฆ่านั้นเององค์รัชทายาทก็พบความสามารถในการระเบิดจิตสะกดยักษ์ให้หยุดชะงักได้ด้วยบารมีกษัตริย์ เปิดช่องให้เชลยหนุ่มนามว่า ฟง เข้าแทงจนฆ่ายักษ์ได้สำเร็จ และนั่นก็คือการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ด้วย

สุดท้าย จมื่นพันธ์วรเดชที่หลบหนีมาถึงยังเกาะนกแอ่น ณ แดนใต้เพื่อซ่อน 9 ศาสตราจากฝูงยักษ์ ก็ได้ฝึกฝนเด็กน้อยที่ตนช่วยชีวิตไว้ระหว่างการหลบหนีมาได้ นามว่า อ๊อด โดยอาศัยความช่วยเหลือของครูมวยไทยเฒ่าใบ้ช่วยสอนวิชามวย และหลวงพ่อในการสอนฝึกจิต เพื่อหมายมั่นให้เป็นตัวตายตัวแทนของจมื่นพันธ์วรเดชทำภารกิจนำคืน 9 ศาสตราแก่องค์รัชทายาทต่อไปในภายหน้า

และเรื่องราวหลังจากนี้เราจะได้รับชมกันในโรงภาพยนตร์นั่นเองครับ กับ 9 ศาสตรา แอนิเมชั่นไทยที่มันที่สุดในยุคนี้ ห้ามพลาดทีเดียว

อ่านการ์ตูนฉบับเต็มได้ที่แฟนเพจของหนัง 9 ศาสตรา หรือกดจากลิงค์นี้ได้เลยครับ
1. ตอนเทหะยักษา 2. ตอนวาตะ 3. ตอนพรานทมิฬ 4. ตอนเฒ่าใบ้ 5. ตอนจมื่นพันธ์วรเดช 6. ตอนองค์ชายรัชทายาทแห่งรามเทพนคร 7. ตอนเสี่ยวหลาน 8. ตอนอ๊อด

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย แถมหนังยังพยายามยัดเยียดแนวคิด ความรัก ความสามัคคี เพื่อชาติบ้านเมือง ผ่านการทะเลาะกันของเหล่ากะเทยก็ยิ่งทำให้หนังอยู่ในภาวะ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ จะเอาฮากลับกริบ เอาสาระกลับดูวอนนาบีจนชวนเพลียไปอี๊ก

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

มาแล้ว! คำวิจารณ์แรก Jurassic World: Fallen Kingdom จากรอบสื่อมวลชนในต่างประเทศ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในซัมเมอร์นี้ ได้เข้าฉายติดต่อกันหลาย และหนึ่งในนั้นคือ Jurassic World: Fallen Kingdom

Published

on

Jurassic World: Fallen Kingdom กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้ และจากผลตอบรับในรอบสื่อมวลชนที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เชื่อได้ว่าจะเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ 2018 ที่ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

Jack Anthony ได้กล่าวว่า

“ผมทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และหวาดกลัวเอามากๆ มันเป็นสื่อเรื่องราวด้วยภาพที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”

Josep Parera Jorba ได้กล่าวว่า :

“จากการที่ได้ดู Jurassic World: Fallen Kingdom มา 2 รอบใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น บอกได้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ได้รับการยืนปรบมือเพื่อเป็นเกียรตินานถึง 10 นาทีหลังหนังจบแล้วอย่างแท้จริง”

Edward Kenway ได้กล่าวว่า :

“Jurassic Park: Fallen Kingdom เป็นภาพนยตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนี่งในประวัติศาสตร์ที่กำกับโดย เจ เอ บาโยนา และเป็นเพชรเม็ดงามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย”

Jurassic World: Fallen Kingdom มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 มิถุนายน 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!