Connect with us

What The Fact

ยาวไป ๆ ! MV เพลง RIVER สุดสตรองของ BNK48 มาแล้ว ไปดูกัน!

เดือนเมษายนที่เพิ่งผ่านพ้นไป นอกจากจะเป็นเดือนที่อากาศบ้านเราร้อนที่สุดแล้ว ยังน่าจะเป็นเดือนที่สาว ๆ BNK48ร้อนแรงที่สุดอีกด้วย ที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นการเข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ทำเนียบรัฐบาล

และเมื่อวันที่ 26 เมษายนก็ได้มีการเปิดตัว BNK48 The Campus ที่ชั้น 4 เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยสาว ๆ จะทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 5 และ 6 พฤษภาคมและ BNK48 The Campus จะเปิดให้บริการในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

และเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่งาน Tokyo Idol Festival in Bangok Comic Con 2018 ก็ได้มีการเปิดตัวสมาชิกรุ่นที่ 2 จำนวน 27 คน

มากันเยอะขนาดนี้ โอตะวัย 71 ปีเลือกไม่ถูกเลยจ้า!

และที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นการเปิดตัว MV เพลง RIVER ในงานเดียวกัน หลังจากที่รอคอยกันมานานนับตั้งแต่ BNK48 ทำการแสดงเพลง RIVER ฉบับสมบูรณ์ครั้งแรกในคอนเสิร์ตเมื่อวันที่ 31 มีนาคมและ 1 เมษายนที่ผ่านมา

และขณะนี้ MV ก็ได้ปล่อยออกมาให้ชมทาง Youtube แล้ว รออะไรอยู่ ไปชมกันเลย!

ว่าด้วย RIVER (เวอร์ชันภาษาไทย)

RIVER คือเพลงใหม่ล่าสุดของ BNK48 ซึ่งจะใช้เป็นเพลงเชียร์ของทีม A.P. Honda Racing Thailand ตามที่สาว ๆ BNK48 ได้รับเลือกให้เป็น team ambassador (อร เนย ตาหวานและน้ำหนึ่ง) และ team supporter (แก้วและก่อน) ไปก่อนหน้านี้ เนื้อเพลงภาษาไทยเป็นผลงานการเรียบเรียงของครูนิค – เภาสฤษดิ์ เล็กชมและครูแมน – ตนุภพ โนทยานนท์

และต่อไปนี้คือสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจเกี่ยวกับ MV เพลง RIVER ของ BNK48

1. ยอดวิวพุ่งแรง แรงมาก!

ในขณะที่ MV เพลง Koi Suru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) ที่ทำให้ BNK48 กลายเป็นปรากฏการณ์ทั่วฟ้าเมืองไทย ต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์จึงจะได้ 1 ล้านวิวแรก MV เพลง RIVER ใช้เวลาเพียง 14 ชั่วโมงเท่านั้นสำหรับ 1 ล้านวิวและทะลุ 2 ล้านวิวในเวลา 27 ชั่วโมง

2. ภาพลักษณ์ใหม่ของสาว ๆ BNK48

หลังจากที่แฟน ๆ ได้สัมผัสความน่ารักมุ้งมิ้งของสาว ๆ BNK48 จากซิงเกิ้ล Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ) และ Koi Suru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) และความมุ่งมั่นของพวกเธอจากซิงเกิ้ล Shonichi (วันแรก) แล้ว MV เพลง RIVER นี้ได้ทำให้แฟน ๆ ได้เห็นความเท่ แข็งแรงและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ช็อตเด็ดใน 4 MV ของ BNK48 ทางคณะทำงานได้ตรวจสอบ MV เพลง RIVER โดยละเอียดแล้ว ไม่พบความน่ารักมุ้งมิ้งใด ๆ ทั้งสิ้นครับ

3. การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านความเหนือจริง (surrealism)

อย่างที่แฟน ๆ ก็คงสัมผัสได้ว่าคำว่า “แม่น้ำ” ในเพลงนี้ไม่ได้หมายถึงแม่น้ำจริง ๆ แต่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์หมายถึงอุปสรรคที่ใหญ่ที่ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ และ MV นี้ก็ไม่ได้ถ่ายทอดความเหนื่อยยากนั้นออกมาอย่างตรงไปตรงมา (อย่างเช่นให้สาว ๆ ไปลุยแม่น้ำหรือปีนป่ายกำแพงจริง ๆ) แต่เลือกที่ถ่ายทอดภาพของอุปสรรคด้วยสัญลักษณ์เช่นลม ฝน โคลนและควัน

4. ทีมโปรดักชันคุณภาพ

นอกจากความดังของ BNK48 แล้ว คุณภาพของเนื้องานนี่แหละที่ทำให้ MV นี้เป็นที่ชื่นชอบและกล่าวขวัญในเวลาอันสั้น (มีระดับความละเอียดถึง 4K ให้ชมด้วยนะ) โดย MV เพลง RIVER นี้ได้เอกภณ เศรษฐสุขมานั่งแท่นผู้กำกับ เอกภณ เศรษฐสุขมีผลงานการกำกับที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานโฆษณา หรือ MV เช่นเพลงลมเปลี่ยนทิศของ Big Ass และซีรี่ส์อย่าง Love Rhythms ตอน อยากจะร้องดัง ๆ

และอีกสิ่งที่แฟน ๆ ชื่นชมเป็นอย่างมากใน MV นี้ก็คือความเฉียบคมของงานตัดต่อ ซึ่งผู้ตัดต่อ MV นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต นักตัดต่อเจ้าของ 3 รางวัลสุพรรณหงส์สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยมนั่นเอง (ครั้งที่ 23 จากภาพยนตร์เรื่อง Mary is happy, Mary is happy ครั้งที่ 25 จากภาพยนตร์เรื่องฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ และครั้งที่ 27 จากภาพยนตร์เรื่องฉลาดเกมส์โกง)

5. การเป็นเซ็นเตอร์ครั้งแรกของอรและการเป็นเซ็มบัตสึครั้งแรกของน้ำใสและเปี่ยม

ถึงแม้สมาชิกแต่ละคนมีความคาดหวังมากน้อยต่างกันไป แต่การที่อรไม่เคยได้เป็นเซ็นเตอร์และน้ำใสและเปี่ยมไม่เคยได้เป็นเซ็มบัตสึก่อนหน้านี้ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ติดค้างในใจอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยเพลง RIVER นี่แหละที่ทำให้สมาชิกทั้งสามคนมั่นใจได้ว่าตัวเองมีความสามารถและความพยายามคู่ควรกับการสนับสนุนของแฟน ๆ จริง ๆ

ย้อนรอยเพลง RIVER

แน่นอนว่า RIVER นั้นไม่ใช่เพลงต้นฉบับของ BNK48 แต่เป็นเพลงที่เอามาจากวงพี่สาวอย่าง AKB48 อีกที

RIVER คือเมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 14 ของ AKB48 วางแผงเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552 บทเพลงว่าด้วยความฝันและการข้ามผ่านอุปสรรคโดยไม่ยอมแพ้ โดยเซ็นเตอร์ของเพลงนี้คือมาเอดะ อัตสึโกะ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเซ็นเตอร์ตลอดกาลของ AKB48 และทากาฮาชิ มินามิ สมาชิกคนสำคัญของวงซึ่งต่อมากลายเป็นโซกันโตกุของไอดอลกรุ๊ปตระกูล 48

ซิงเกิ้ลนี้ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของ AKB48 เนื่องจากซิงเกิ้ลนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกที่ AKB48 ขึ้นอันดับ 1 ของ Oricon Chart ทำให้ชื่อของ AKB48 แผ่ขยายไปในวงกว้าง ท่วงทำนองและท่าเต้นที่ฮึกเหิมประหนึ่งเพลงปลุกใจของเพลง RIVER นี้ทำให้ผู้คนรับรู้ว่า AKB48 ไม่ได้มีแต่ความน่ารักมุ้งมิ้งเท่านั้น แต่ยังมีด้านที่เข้มแข็งและทรงพลังอีกด้วย

AKB48 เคยแสดงเพลง RIVER ร่วมกับ SMAP บอยแบนด์ชื่อดังแห่งยุค (ภาพจากรายการ SMAPxSMAP วันที่ 24 พฤษภาคม 2553) ในยุคสมัยที่ AKB48 กำลังไต่ขึ้นสู่ความรุ่งเรือง การได้ร่วมแสดงกับ SMAP ก็ถือเป็นโอกาสใหญ่และการการันตีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง

AKB48 ได้เลือกใช้เพลงนี้ในหลายโอกาสสำคัญ เช่นงานประชันร้องเพลงขาวแดงครั้งที่ 60 เมื่อปี 2552 ซึ่ง AKB48 มีโอกาสได้ฉายเดี่ยวครั้งแรกก็เริ่มต้นการแสดงด้วยเพลง RIVER หรือในงานประชันร้องเพลงขาวแดงครั้งที่ 67 เมื่อปี 2559 AKB48 ก็ใช้เพลง RIVER นี้เริ่มต้นการแสดงเช่นกัน

ภาพการแสดงของ AKB48 ในงานประชันร้องเพลงขาวแดงครั้งที่ 60 เมื่อปี 2552

ภาพการแสดงของ AKB48 ในงานประชันร้องเพลงขาวแดงครั้งที่ 67 เมื่อปี 2559

ไฮไลท์ของเพลง RIVER ของ AKB48 ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น โปรดักชันของ MV ก็จัดได้ว่าอลังการงานสร้างมาก โดย AKB48 ได้รับความร่วมมือจากกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่นให้ใช้ฐานทัพอากาศอิรูมะเป็นสถานที่ถ่ายทำ แถมยังได้ยุทโธปกรณ์อย่างเฮลิคอปเตอร์ชีนุกรุ่น CH-47J มาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากอีกด้วย ไม่ใช่แค่ประกอบฉากแบบจอดไว้เฉย ๆ แต่สาว ๆ AKB48 ยังได้กระโดดลงจากรถบรรทุกกำลังพลจริงและวิ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์จริง ๆ ด้วย

ฐานทัพอากาศอิรูมะมีชื่อเสียงด้านแอร์โชว์

และนอกจากเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นต้นฉบับและเวอร์ชันภาษาไทยแล้ว เพลง RIVER ยังมีเวอร์ชันภาษาอินโดนีเซียโดย JKT48 วงน้องสาวของ AKB48 แห่งกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และเวอร์ชันภาษาจีนของ SNH48 อดีตวงน้องสาวของ AKB48 แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนอีกด้วย

ถึงแม้จะน่าเสียดายที่การเข้าพบนายกรัฐมนตรีของสาว ๆ BNK48 จะไม่ทำให้ได้เฮลิคอปเตอร์หรือรถถังมาประกอบฉาก MV อย่างที่หลายคนเคยคาดการณ์ไว้ แต่เราก็กล้าพูดได้เต็มปากว่า MV เพลง RIVER เวอร์ชัน BNK48 นี้ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเวอร์ชันอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย และสุดท้ายนี้ก็ขอย้ำอีกครั้งว่าเนื้อเพลงช่วงต้นเพลงนี้ร้องว่า “ก้าวไป ๆ !” อย่าไปร้องเนื้อผิด ๆ ว่า “ยาวไป ๆ !” เหมือนคณะตลกที่ไหนบอกนะครับ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Prodigy เด็ก(จอง)เวร – เด็กเปรต..แม่โง่เป็นบ้า..แต่ผวาได้ตลอด

Published

on

ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังหน้าใสๆซื่อๆ ไมล์ส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ซาร่า จะซ่อนสัญชาตญาณอำมหิตไว้ หลังก่อวีรกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ซาราห์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรสิงสู่ให้ไมล์ส กลายเป็นเด็กจองเวร ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในบรรดาทำเนียบหนังเด็กผี หลายคนอดคิดถึงหนังในตำนานอย่าง The Omen ที่มีทั้งภาคต่อและภาครีเมค ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นต้นแบบหนังเด็กเปรต ก่อนจะมีหนังแนวนี้ตามมาทั้ง Child’s Play, Apt Pupil และThe Orphan เป็นต้น และสำหรับ The Prodigy หนังก็มาในแนวทางเดียวกัน เดินตามสูตรหนังเด็กเปรต ทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากหนูน้อยหน้าใส การตายของสัตว์เลี้ยง หรือกระทั่งการละเมอพูดภาษาแปลกๆ แต่สิ่งที่บทหนังดูจะเดิมพันเป็นพิเศษนั่นคือ การบอกคนดูโต้งๆเลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าวิญญาณชั่วร้ายที่มาสิงไมล์สตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นใคร จนคนดูต้องอุทาน “อ้าว! แล้วทีนี้เราจะไปลุ้นกับการตามหาความจริงของอีแม่เด็กเปรตทำไมล่ะเนี่ย” และแม้ว่ามันจะนำไปสู่ช่องโหว่ในการดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยฉากชวนสงสัยแบบคนดูต้องแอบหงุดหงิดบ้างแหละว่าทำไมอีพ่อแม่มันไม่รู้ซักที แต่ด้วยการกำกับ-เลือกใช้ภาพ และการตัดต่อก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้คนดูลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ เรียกง่ายๆว่าทั้งเกาหัวแกรกๆงงกับความโง่ของตัวละครก็ดันอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดตา หรือแอบเอากระเป๋ามากอดไว้ให้รู้สึกปลอดภัยตอนดูนั่นเอง 

ไม่เพียงแค่ฉากระทึกต่างๆจะทำได้ดี อีกจุดที่หนังกล้าทิ้งไพ่ตายคือ จุดพลิกผันแบบไม่ต้องสนใจภูมิหลังที่มาตัวละครอะไรกันแล้ว ที่สำคัญคือ ต่อให้รู้ว่าตัวละครทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญา เราก็ยังอดลุ้นตามปนเกาหัวแกรกๆว่า เฮ้ย!เอางี้เลยเหรอวะ ซึ่งตอนดูก็เกิดพุทธิปัญญาว่า อ๋อ..!มันอาจเป็นอารมณ์เดียวกับเราดูละครไทยนั้นแหละ แม้ว่ามันจะทำให้นางเอกดูโง่ๆแค่ไหนเราก็ยังอดเอาใจช่วยไม่ได้ แม้ว่าบางเหตุการณ์จะทำเอาเราอยากเรียกนางมาทดสอบไอคิวใหม่ก็ตาม  

แจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อต หนูน้อยดวงซวยจาก IT มารับบทไมล์ส ได้หลอนชิบหายวายป่วงมาก แค่นั่งหน้านิ่งทำตาหินใส่ก็แทบฉี่ราดแล้ว ตอนต้องเปลี่ยนบุคลิกนี่ถึงกับเย็นเยียบไปทั้งตัวเลย ส่วน เทย์เลอร์ ชิลลิ่ง นางเอกซีรีส์ Orange is the new black ก็รับบท ซาร่าห์ แม่ผู้ทำทุกทางให้ลูกรอดจากการสิงสู่ได้อย่างน่าเห็นใจดี แม้บทหนังจะทำให้เธอดูเบาปัญญาปนๆไปกับอารมณ์ไบโพลาร์ ผีเข้าผีออก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวไม่เชื่อก็ตามทีเถอะ แต่ทุกฉากที่เห็น ซาร่า อยู่กับ ไมล์ส คือช่วงที่คนดูไม่อาจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ 

โดยรวมเราอาจจัด The Prodigy เป็นหนังสยองดูไปกินพอพคอร์นไปพร้อมตะโกนด่านางเอกในใจไปได้อย่างเพลิดเพลินเชียวแหละ แต่ใครหวังจะได้ดูหนังสยองขวัญเปี่ยมตรรกะน่าเชื่อถือขอให้ผ่านไปก่อนน้องไมล์สจะทำหน้าอ้อนใส่แล้วโผล่มาแฮร่ให้คุณตกใจเล่นในโรงแล้วกัน อิอิ

ระทึกไปกับอีแม่ อย่าแคร์ถูกผิด สัมผัสความอำมหิตจาก เด็ก(จอง)เวร คลิกเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Happy Death Day 2U : กลายเป็นหนังไซไฟไปซะงั้น

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

ในภาค 2 นี้ เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรกแบบนาทีต่อนาที หลังจากที่”ทรี”คลี่คลายปริศนาเจอผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาเบบี้ และสามารถทลายวงจรวนลูปที่ติดอยู่ในวันเดิม ๆ ได้สำเร็จ แต่แล้ว “ไรอัน” เพื่อนร่วมห้องของ “คาร์เตอร์” แฟนของทรีก็โผล่เข้ามาแล้วบอกว่าเขากำลังติดอยู่ในลูปวันเดิม ๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรหน้ากากเบบี้ ปัญหาของไรอัน ดึงความสนใจของทรีได้ แล้วทั้งหมดก็เจอต้นเหตุของวังวนว่ามาจาก “ซิซซี่” อุปกรณ์จักรกล สิ่งประดิษฐ์จากมันสมองอัจฉริยะของไรอันและแก๊ง ที่เป็นนักรียนวิทยาศาสตร์จักรกลแต่ซิซซี่ยังทำงานไม่สมบูรณ์เป็นผลให้ปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แล้วทำให้ทรีติดอยู่ในวังวน และต่อมาก็ตัวไรอันเอง เมื่อไรอันเดินเครื่องอีกครั้งก็ดึงทรีกลับเข้าไปอยู่วังวนเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปจากเดิม ฆาตกรหลังหน้ากากเบบี้ก็ไม่ใช่คนเดิมทางออกคือทรีต้องช่วยไรอันและทีมให้แก้ไขข้อผิดพลาดของ”ซิซซี่” เพื่อจะทำให้เธอหลุดออกมาจากวังวนอย่างถาวร

คริสโตเฟอร์ แลนดอน ยังคงควบหน้าที่กำกับและเขียนบทเช่นเดิม ในภาคแรกถือว่าไอเดียของคริสโตเฟอร์ บรรเจิดมากกับการเอาเรื่องราววังวนลูป ที่ตัวเอกของเรื่องติดอยู่ในวันเดิม ๆ มารวมเข้ากับหนังฆาตกรใส่หน้ากาก ซึ่งหนังก็ออกตัวอย่างเต็มที่ว่าไอ้รับอิทธิพลมาจาก GroundHog Day (1993) หนังคอมมีดี้คลาสสิกที่ตัวเอกติดอยู่ในวันเดิม ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าปรับปรุงนิสัยเป็นคนดีได้แล้ว มาภาคนี้คริสโตเฟอร์ ใส่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมิติทับซ้อนเข้าไป มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นประเด็นหลัก ก็ออกตัวชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไตรภาค Back To The Future

ปัญหาของภาคนี้คือโทนของหนังที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อคริสโตเฟอร์เลือกที่จะอธิบายที่ไปที่มาของสถานการณ์วนลูปว่าเกิดจากปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ มีการลงลึกเรื่องทฤษฎีมิติทับซ้อน อธิบายด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ยาก ๆ และทางออกของปัญหาจากเดิมที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของผู้ที่อยู่หลังหน้ากาก กับกลายเป็นการร่วมมือกันที่จะผลักดันให้ “ซิซซี่” ถูกแก้ไขและเดินเครื่องได้สำเร็จ ทำให้ Happy Death Day 2U มีน้ำหนักเอนเอียงไปทางหนังไซไฟ และเรื่องราวของฆาตกรสวมหน้ากากก็ถูกลดความโดดเด่นลงเป็นประเด็นรอง แม้บทหนังจะพยายามคงเสน่ห์ต่าง ๆ จากภาคแรกไว้ แต่ก็ไม่เท่าเดิม หนังยังคงมีทั้งฉากตื่นเต้นฆาตกรตามล่าเหยื่อ แต่ก็มีเพียงแค่ 2-3 ฉาก ฉากที่ทรีตายแล้วตายอีกจากเดิมที่ตายเพราะพยายามกระชากหน้ากากเบบี้ กลับกลายเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อพยายามหาสูตรแก้ไขข้อบกพร่องของ”ซิซซี่” ซึ่งถูกเล่าออกมาในแนวขำ ๆ ทำให้บรรดามุกต่าง ๆ ในภาคนี้มากขึ้น หนังกลับมีเสียงหัวเราะเสียมากกว่าบรรยากาศชวนลุ้นของหนังสยองขวัญ

ฉะนั้นแฟนที่ติดตามมาจากภาคแรก ถ้าคาดหวังอารมณ์ขันที่เคยสอดแทรกไว้ในภาคแรก อาจจะพึงพอใจ แต่ถ้าคาดหวังอารมณ์ลุ้นระทึกกับการหนีเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของหน้ากากเบบี้ก็จะผิดหวัง ที่ฉากเหล่านี้ลดน้อยไป เลือดน้อยลง ความโหดแทบไม่เห็น แม้จะมีการเผยตัวร้ายคนใหม่ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้ชวนให้เซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หนังสอดแทรกดราม่าเข้ามาเล็กน้อย ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เรื่องความผูกพันของทรีและแม่ และเมื่อเธอเปิดใจกับคาร์เตอร์ ให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยการให้อภัยลอรี่ แต่ก็ไม่ได้ถูกขับเน้นอารมณ์ดราม่าเหล่านี้ให้ขึ้นมาโดดเด่นนัก

แต่ถึงแม้คะแนนจากนักวิจารณ์จะได้น้อยลงจากภาคแรก รวมไปถึงรายได้ของหนังก็ไม่น่าจะไปไกลกว่าภาคแรก แต่ด้วยกำไรของหนังที่ยังคงสวยงาม ทำให้หนังได้เดินหน้าต่อไปจนครบจบไตรภาค ซึ่งหนังก็เผยทิศทางของภาค 3 ไว้ในฉากโพสต์เครดิต ที่ไม่ต้องรอนานหลังหนังจบ พอได้ดูก็เห็นชัดแล้วว่า เรื่องราวของภาค 3 ยิ่งออกทะเลไปไกลแน่นอน สรุปได้ว่า Happy Death Day 2U เสน่ห์ของหนังน้อยลงไป ออกทะเลมากขึ้น และพูดเต็มปากไม่ได้แล้วว่านี่คือ “หนังสยองขวัญ”

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“PAR-K” อาณาจักรแห่งเสียงดนตรีอันสดใสและไพเราะจากสองปลา “Whal & Dolph”

Published

on

Whal & Dolph เป็นวงดนตรีอินดี้อีกวงหนึ่งที่กำลังเติบโต และเข้าถึงแฟนๆในวงกว้างมากขึ้น อัลบั้มแรก Rayon (เรยอน) ที่มีเพลงฮิตอย่าง รอให้เธอบอก ฉันยังเก็บไว้  เก็บเธอเอาไว้ดูก่อน และอีกมากมาย ถือว่าประสบความสำเร็จมาก และเป็นสิ่งที่นำพาสุ้มเสียงของพวกเขาให้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน

คราวนี้คู่หูสองปลา  ดอล์ฟ  ปอ กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ (ร้องนำ) และวาฬ น้ำวน วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ (กีตาร์) ได้กลับมาอีกครั้งพร้อม EP อัลบั้มที่มีชื่อว่า “PAR-K” ซึ่งมาจากคำว่า “PARK” หรือ สวน ซึ่งปอได้มีความประทับใจเมื่อครั้งไปถ่ายภาพในบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนสวยงามเลยเก็บความประทับใจนั้นมาใช้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็ยังแอบใส่ลูกเล่นเล็กๆด้วยการแยกคำเป็น “PAR-K” ซึ่ง PAR ก็หมายถึง “ปลา” นั่นเอง ส่วน K ก็คือ Kingdom หรืออาณาจักร รวมกันแล้วก็คืออาณาจักรของปลา

บทเพลงใน EP “PAR-K”  ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 เพลงได้แก่ “บรรยากาศดี”  “ไม่รู้ทำไม” “ฝากไว้กับดาว” และ “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”  ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของปอทั้งสิ้น เรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยภาษาที่เขาอยากจะสื่อสาร พร้อมผ่านท่วงทำนองอันไพเราะจากน้ำวน และการเรียบเรียงเติมเต็มผ่านเครื่องดนตรีต่างๆจนสมบูรณ์ ทำให้ EP นี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของทั้งเนื้อหาและดนตรี

“บรรยากาศดี”

เพลงแรก “บรรยากาศดี” (Red Dress) บทเพลงที่หยิบฉวยบรรยากาศของช่วงเวลาเมื่อแรกพบอันก่อให้เกิดความประทับใจตราตรึงมานำเสนอผ่านท่วงทำนองอะคูสติคสบายๆ ทั้งดนตรีและคำร้องบรรยายความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกคุ้นเคยที่เรามีต่อใครคนหนึ่งทั้งๆที่เพิ่งได้พบกัน

“ไม่รู้ทำไม”

บางครั้งเหตุผลกับความรู้สึกก็สวนทางกัน ทั้งๆที่ได้พบคนที่ดีแล้วแต่ไม่รู้ทำไมวันหนึ่งความรักที่เคยมีก็หมดหายไป “ไม่รู้ทำไม” (Skyfall) คือบทเพลงที่เล่าอาการหมด “แพชชั่น” ผ่านท่วงทำนองสดใส ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงภาวะที่กำลังนำไปสู่การเลิกรา

“ฝากไว้กับดาว”

“ฝากไว้กับดาว” (Secret of Star) เป็นเพลงที่มีความลงตัวดีทั้งเนื้อหาและดนตรีที่น่ารักและอบอุ่น จึงถูกนำมาทำเป็น MV ไปแล้วเรียบร้อย เพลงน่ารักๆ ที่พูดถึงความรักที่อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ยังไม่เป็นใจ  การ “เก็บความรู้สึก” นั้นเอาไว้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ได้ทิ้งมันไปแต่ฝากเอาไว้กับ “ดาว”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ” (The Golden Song) บทเพลงโรแมนติคที่แฝงอารมณ์เศร้าละมุนปิดท้ายอัลบั้ม ที่มีเพียงเสียงร้องของปอและเสียงกีตาร์จากน้ำวน เสียงกีตาร์ปิ๊กกิ้งหวานๆของน้ำวน และเสียงร้องสบายๆของปอ ช่วยขับกล่อมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจกับความต้องการบอกใครคนนั้นที่ได้พบกันว่า “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“PAR-K” ถือว่าเป็น EP อัลบั้มที่ค่อนข้างลงตัว ถึงแม้โดยรวมงานเพลงทั้ง 4 เพลงจะมีความใกล้เคียงและไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็เหมือนกับการฟังเพลงเพลงหนึ่งที่แบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ทุกเพลงมุ่งไปในทิศทางของเรื่องราวและอารมณ์ในแบบเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการประกาศแนวทางการทำเพลงของ Whal & Dolph  ที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้เราก็ได้เห็นถึงพัฒนาการของทั้งคู่ ที่ทำให้เชื่อได้ว่างานเพลงที่จะตามมาหลังจากนี้จะต้องมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!