Connect with us

What The Fact

น่ารักเป็นนักหนา! MV เพลงแรกของ #BNK48 รุ่นที่ 2 มาแล้ว ไม่ดูไม่ได้!

ผ่านไปอย่างเรียบร้อยสวยงามสำหรับงาน BNK48 2nd Generation The Debut ที่จัดขึ้นที่ควอเทียร์ แกลอรี่ ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นเวลาสองเดือนกว่า ๆ นับจากการเปิดตัวเม็มเบอร์รุ่นที่ 2 ของ BNK48 เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่งาน Tokyo Idol Festival in Bangkok Comic Con 2018 แฟน ๆ ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่มาเชียร์สาว ๆ กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง (หน้าใหม่ในที่นี้หมายถึงแฟน ๆ ที่ไม่เคยติดตาม BNK48 มาก่อน ไม่ได้หมายถึงแฟน ๆ ไปทำหน้ามานะจ๊ะ)

วันนั้น BNK48 รุ่นที่ 2 ได้ทำการแสดงทั้งสิ้น 5 เพลง ซึ่งเพลงที่เป็นไฮไลท์ของงานก็คือเพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ เพลงแรกของ BNK48 รุ่นที่ 2 นั่นเอง

และหลังจากวันเดบิว เม็มเบอร์ BNK48 รุ่นที่ 2 ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาที่ Digital Live Studio ทำการไลฟ์ตู้ปลาเพื่อเข้าจับจองครอบครองแย่งชิงพื้นที่หัวใจของแฟน ๆ และแบ่งเบาภาระของรุ่นพี่ (BNK48 รุ่นที่ 1)

และในไลฟ์ตู้ปลาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมนั้นเอง จ๊อบซังก็ได้เปิด MV เพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ เป็นที่แรก เซอร์ไพรส์ทั้งแฟน ๆ และเม็มเบอร์

และในเวลาสองทุ่มของวันเดียวกัน BNK48 ก็ได้ปล่อย MV ตัวเต็มภาพสวยเสียงชัดออกมาทาง official channel ทาง Youtube เป็นที่เรียบร้อย ไปชมกันเลย!

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากยอดวิวแล้วก็ต้องนับว่า MV นี้มาแรงใช้ได้ เพราะสามารถทำยอดทะลุ 1 ล้านวิวได้ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงและทะลุ 2 ล้านวิวในเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง (2 ล้านนี่ก็ไม่มากไม่น้อย แค่ประมาณ 2 เท่าของยอดขายโฟโต้เซ็ต BNK48 2nd Generation The Debut เองจ้า นับจำนวนรูปนะ) งานนี้คงต้องขอบคุณครูเอ๊ะที่ประพันธ์เนื้อเพลงภาษาไทยได้อย่างไพเราะ รวมถึงทีมโปรดักชันอย่าง Rap is now และโต๊ะกลมที่เสกสรรค์ MV ออกมาได้อย่างบรรเจิดด้วยนะ

อนึ่ง เพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ นี้จะเป็นเพลงรองใน Kimi wa Melody ซิงเกิ้ลที่ 4 ของ BNK48 ที่ได้เปิดให้พรีออเดอร์กันแล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ใครที่กระเป๋าสตางค์สั่นแล้วก็เข้าไปสั่งซื้อกันได้เลย ส่วนใครที่กระเป๋าสตางค์ยังไม่สั่นก็รอรายละเอียดเพิ่มเติมกันไปก่อนนะ

อ้าวเฮ้ย! เฌอปราง/มิวสิค/ปัญ/อร/เนย/ฯลฯ หายไปไหน!?

หลาย ๆ ท่านอาจจะตกใจกับการที่เม็มเบอร์ BNK48 ที่เราคุ้นเคยจาก MV ที่ผ่าน ๆ มาไม่ปรากฏโฉมใน MV นี้ อีกทั้งเม็มเบอร์ที่ปรากฏโฉมใน MV นี้ก็ไม่เคยปรากฏโฉมใน MV ของ BNK48 ตัวอื่น ๆ ที่ผ่านมา ยังไงขอให้ทุกท่านสบายใจได้ครับว่า เม็มเบอร์ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตามาก่อนหน้านี้ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน และมีโอกาสจะมาปรากฏโฉมใน MV ถัดไปแน่นอน

ประมวลภาพที่ผ่าน ๆ มาจาก MV ของ BNK48

อธิบายให้กระจ่างก็คือเม็มเบอร์ที่เคยผ่านตาเรามาอย่างเฌอปราง มิวสิค ปัญ อรหรือเนยนั้น เป็นเม็มเบอร์รุ่นที่ 1 ของ BNK48 ที่เดบิวเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ส่วนที่เราเห็นใน MV เพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ นี้เป็นเม็มเบอร์รุ่นที่ 2 ของ BNK48 ที่เดบิวเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบบการจัดการ BNK48 นั้นจะคล้ายกับระบบการจัดการของสถาบันการศึกษาที่มีการรับนักเรียนเข้ามาเป็นรุ่น ๆ การรับนักเรียนรุ่นใหม่ไม่ได้ทำให้นักเรียนรุ่นเก่าต้องออกไปแต่อย่างใด ส่วนใหญ่ก็จะออกไปโดยการตัดสินใจจบการศึกษาด้วยตัวเอง (และอาจมีการโดนเชิญออกหรือไล่ออกบ้างก็ว่ากันไป เหมือนกับสถาบันการศึกษานั่นแหละ) ต่างกับ reality show ที่คนไทยคุ้ยเคยก่อนหน้านี้ที่มาเป็นซีซั่น รุ่นแรกออกไปรุ่นใหม่เข้ามาแทน และแน่นอนว่าตอนนี้ทั้งเม็มเบอร์รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ก็ได้ผนึกกำลังกันออกงานแล้ว

BNK48 ในฐานะ brand ambassador ของซัมซุง มีทั้งเม็มเบอร์รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2

คอนเสิร์ต #ThailandForAttapeu ก็มีทั้งเม็มเบอร์รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2

การแสดงในเธียเตอร์ก็มีทั้งเม็มเบอร์รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 แล้วเช่นกัน

และดูกันให้ชัด ๆ รายการ Victory BNK48 วันที่ 7 สิงหาคม 2561 มากันทั้งรุ่นที่ 1 และ 2 จ้า

ว่าด้วย Tsugi no Season

เช่นเดียวกับเพลงอื่น ๆ ของ BNK48 เพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ ก็ไม่ใช่เพลงต้นฉบับของ BNK48 แต่เป็นเพลงที่เอามาจากวงพี่สาวอย่าง AKB48 อีกที

Tsugi no Season เป็นเพลงรองใน Uza เมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 28 ของ AKB48 ที่วางแผงเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2555 เพลง Tsugi no Season นี้ทำการแสดงโดยเหล่าอันเดอร์เกิร์ล (Undergirls) ของ AKB48 Group ในขณะนั้น ซึ่งกำลังจะเป็นกำลังสำคัญและก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกแถวหน้าของ AKB48 Group

ต้องเล่าย้อนกลับไปสักเล็กน้อยว่า ช่วงฤดูร้อนต่อฤดูใบไม้ร่วงของปี 2555 นั้นเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางของ AKB48 วงเพิ่งบรรลุฝันอันยิ่งใหญ่ที่มีมาตั้งแต่เริ่มด้วยการแสดงคอนเสิร์ตในโตเกียวโดม (ถ้าเป็นศิลปินไทยก็คงเทียบเท่ากับการได้จัดคอนเสิร์ตในราชมังคลากีฬาสถาน) ไม่รู้ว่าจากนั้นไปวงจะมีเป้าหมายที่ไกลกว่านี้หรือไม่ หนำซ้ำ มาเอดะ อัตสึโกะ เซ็นเตอร์ตลอดกาลของวง ก็จบการศึกษาออกจากวงไปหลังจากงานนั้น หลาย ๆ คนกังวลกับทิศทางและอนาคตของ AKB48 และ Uza ก็เป็นซิงเกิ้ลแรกของ AKB48 ที่ไม่มีมาเอดะ อัตสึโกะร่วมด้วย

เพลง Yume no Kawa เป็นผลงานเพลงสุดท้ายของมาเอดะ อัตสึโกะใน AKB48 ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในโอกาสพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปี AKB48 ในเพลง Kimi wa Melody

เพลง Tsugi no Season จึงเป็นเพลงที่มาได้ถูกจังหวะเวลาเป็นอย่างยิ่ง เนื้อเพลง Tsugi no Season บอกเล่าเรื่องราวที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความฝันของเหล่าอันเดอร์เกิร์ลของ AKB48 Group ที่จะมุ่งไปข้างหน้าและสืบทอดสิ่งที่รุ่นพี่ทำไว้ไม่ว่าจะเหนื่อยยากแค่ไหน ดังที่จะเห็นได้จากเนื้อเพลงที่ว่า (ขออนุญาตยกเนื้อเพลงฉบับภาษาไทยของ BNK48 มา ซึ่งแปลได้ใกล้เคียงกับเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นของ AKB48)

“เพราะพวกเราเองที่ยังอยู่จะก้าวต่อไปให้ถึงสักวัน มุ่งไปดั่งฝันแห่งอนาคต จะก้าวเดินสู้ไป”

“ครั้งนั้นฉันเห็นรุ่นพี่เดินไป สดใสราวกับดอกไม้บาน และก้าวต่อไปจะเป็นของฉัน”

“พวกเราจะคอยรับช่วงเดินต่อ ไม่ท้อและจะไม่เสียใจ”

“พวกเราพร้อมและภูมิใจ จะคอยรับช่วงเดินไป”

ซึ่งเม็มเบอร์ AKB48 Group เหล่านี้ก็ไม่ทำให้รุ่นพี่ผิดหวัง สามารถสืบทอด AKB48 ในฐานะไอดอลแถวหน้าของญี่ปุ่นมาได้จนทุกวันนี้และยังเติบโตมาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน (ถึงขนาดมีวงน้องสาวในอินเดียและเวียดนามแล้วนะ) และบรรดาเม็มเบอร์เองก็พาตัวเองขึ้นมาเป็นเม็มเบอร์แถวหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นคาวาเอ รินะ เซ็นเตอร์ของเพลงนี้ที่ติดเซ็มบัตสึในเมเจอร์ซิงเกิ้ลที่ 37 ด้วยการคว้าอันดับที่ 16 ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2557 คาโต เรนะ เจ้าของโปรเจ็กต์การเลือกตั้งทั่วไปเรนัจจิอันลือลั่น หรือมูโต โทมุ อันดับที่ 7 ในการเลือกตั้งทั่วไปประจำปีนี้

ปัจจุบันคาวาเอ รินะเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงญี่ปุ่น (ภาพจาก MV เพลง Tsugi no Season และตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง 亜人)

เพลง Tsugi no Season นี้จึงเป็นเพลงที่มีความหมายมากกับทั้งเหล่าอันเดอร์เกิร์ลที่ทำการแสดงเพลงนี้และวง AKB48 และเชื่อว่า BNK48 ก็ต้องการให้เม็มเบอร์รุ่นที่ 2 สื่อสารนี้ออกไปเช่นนี้ จึงได้เลือกเพลงนี้มาเป็นเพลงแรกของ BNK48 รุ่นที่ 2

Tsugi no Season ตันฉบับขายความน่ารักสดใสแบบจัดเต็มซึ่งมาพร้อมกับการเต้นที่ไม่เน้นความแข็งแรง (เป็นไปได้ว่าต้องการให้แตกต่างโดยชัดจากเพลง Uza เพลงหลักของซิงเกิ้ล) ต่างกับสาว ๆ BNK48 ที่เต้นแรงกว่าพอสมควร

วัดกันตัวต่อตัว วงน้องกับวงพี่ใครเก๋ากว่า!

ดังที่จะเห็นได้ว่า MV เพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ ของ BNK48 นั้นตามรอย MV เพลง Tsugi no Season ของ AKB48 มา คือให้เหล่าเม็มเบอร์มาปฏิบัติภารกิจที่ท้าทายและเป็นไปได้ยากและนับว่าเม็มเบอร์ทำสำเร็จในกี่เทก ต่างกันตรงที่ภารกิจของ BNK48 นั้นถอดแบบมาจากกีฬา เช่นการยิงธนูหรือการพัตกอล์ฟ ในขณะที่ภารกิจของ AKB48 เป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวันในแบบฉบับ Mission: Impossible เช่นการโยนกุญแจให้ไปคล้องที่แขวนกุญแจหรือการโยนลูกปิงปองให้กระดอนไปเปิดสวิตช์ไฟ

อย่ากระนั้นเลย เรามาเปรียบเทียบกันดีกว่าว่า เม็มเบอร์ BNK48 กับเม็มเบอร์ AKB48 ใช้จำนวนเทกในการปฏิบัติภารกิจไปเท่าไหร่กันบ้าง โดยเราจะจับคู่เปรียบเทียบตามตำแหน่งในการทำการแสดงบนเวที (blocking) คือเปรียบเทียบเม็มเบอร์ที่ยืนในตำแหน่งเดียวกันนั่นเอง

อ้อ! ย้ำกันอีกครั้งว่าเพลง Tsugi no season เป็นเพลงรอง เพราะฉะนั้นเม็มเบอร์ทั้ง 16 คนที่ร้องเพลงนี้เรียกว่าเม็มเบอร์ผู้ร้อง (歌唱メンバー) ไม่ใช่เม็มเบอร์เซ็มบัตสึ (選抜メンバー)

คู่ที่ 1: มิวนิค vs. คาวาเอ รินะ

มาเริ่มกันที่เซ็นเตอร์ของเพลงนี้ในเวอรชัน BNK48 และ AKB48 มิวนิคยิงธนูเข้ากลางเป้าในเทกที่ 41 ในขณะที่คาวาเอ รินะโยนหมวกกับเสื้อคลุมให้ไปแขวนบนที่แขวนในเทกที่ 10 (และอีกภารกิจคือการโยนกระเป๋าเล็กให้ไปลงกระเป๋าใบใหญ่ที่โอชิมะ เรียวกะยื่นออกมา ซึ่งสำเร็จในเทกที่ 41)

คู่ที่ 2: จูเน่ vs. อิริยามะ อันนะ

จูเน่ปาลูกเทนนิสให้ไปล้มกระป๋องได้ในเทกที่ 28 ในขณะที่อิริยามะ อันนะโยนขวดข้ามไหล่ให้ลงถังได้ในเทกที่ 27

คู่ที่ 3: ฟ้อนด์ vs. คาโต เรนะ

ฟ้อนด์ปิดตาหวดลูกเบสบอลยักษ์โดนในเทกที่ 10 ในขณะที่คาโต เรนะโยนกุญแจให้คล้องที่แขวนกุญแจได้ในเทกที่ 4

คู่ที่ 4: มายยู vs. นางาโอะ มาริยะ

มายยูไถโรลเลอร์สเก็ตไปคว้าธงได้ในเทกที่ 38 ในขณะที่นางาโอะ มาริยะปั่นจักรยานให้ตะกร้าไปรับกระเป๋าที่อิวาตะ คาเร็นหันหลังโยนมาได้ในเทกที่ 25

คู่ที่ 5: เข่ง vs. ยามาดะ นานะ

เข่งเตะลูกตะกร้อให้ไปชนพินโบว์ลิ่งล้มได้ในเทกที่ 136 ในขณะที่ยามาดะ นานะโยนปากกาให้ลงกระป๋องได้ในเทกที่ 20 (และอีกภารกิจคือการโยนร่มให้ลงที่เสียบร่ม ซึ่งสำเร็จในเทกที่ 3)

คู่ที่ 6: วิว vs. อิวาตะ คาเร็น

วิวพัตลูกกอล์ฟลงหลุมได้ในเทกที่ 36 ในขณะที่อิวาตะ คาเร็นเตะขวดน้ำจากบันไดให้ลงตะกร้าได้ในเทกที่ 24

คู่ที่ 7: นิว vs. โคดามะ ฮารูกะ

นิวแทงลูกบิลเลียดให้มาเรียงเป็นรูปหัวใจได้ในเทกที่ 189 ในขณะที่โคดามะ ฮารูกะโยนป้ายกลับหลังให้ไปคล้องประตูได้ในเทกที่ 155

คู่ที่ 8: ดีนี่ vs. ทากาฮาชิ จูริ

ดีนี่เดาะลูกปิงปองและลอดเน็ตได้ในเทกที่ 74 ในขณะที่ทากาฮาชิ จูริโยนหนังสือพิมพ์ให้เข้ากล่องใน 25 เทก (และอีกสองภารกิจคือการโยนรองเท้าแตะให้ไปสวมเท้าของอิริยามะ อันนะ ซึ่งสำเร็จในเทกที่ 34 และการโยนลูกเทนนิสให้กระจกส่องหน้าพลิกกลับด้าน ซึ่งสำเร็จในเทกที่ 30)

คู่ที่ 9: วี vs. คิซากิ ยูริอะ

วีเตะลูกฟุตบอลให้ชิ่งผนังเข้าโกล์ได้ในเทกที่ 36 ในขณะที่คิซากิ ยูริอะทอยลิปสติกกลับหลังลงกระเป๋าเครื่องสำอางในเทกที่ 57

คู่ที่ 10: สตางค์ vs. โอชิมะ เรียวกะ

สตางค์โยนนวมให้คล้องป้ายได้ในเทกที่ 107 ในขณะที่โอชิมะ เรียวกะโยนลูกเทนนิสให้กระดอนไปปิดก๊อกน้ำได้ในเทกที่ 387

คู่ที่ 11: จีจี้ vs. มูโต โทมุ

จีจี้โยนห่วงให้ไปครอบกรวยได้ในเทกที่ 87 ในขณะที่มูโต โทมุโยนลูกปิงปองให้กระดอนไปเปิดสวิตช์ไฟได้ในเทกที่ 70

คู่ที่ 12: แบมบู vs. อิชิกาวะ มิโอริ

แบมบูตีลูกขนไก่ให้ลงห่วงได้ในเทกที่ 32 ในขณะที่อิชิกาวะ มิโอริเอาปากรับมาร์ชเมลโลที่คาโต เรนะโยนมาได้ในเทกที่ 7 (และอีกภารกิจคือการโยนลูกเทนนิสให้กระดอนมาปิดฝากล่อง ซึ่งสำเร็จในเทกที่ 1)

คู่ที่ 13: แพนด้า vs. ทาเกอูจิ มิยุ

แพนด้ายิงปืนกระสุนโฟมเข้ากลางเป้าในเทกที่ 73 ในขณะที่ทาเกอูจิ มิยุโยนถุงมือครัวให้ไปคล้องที่แขวนได้ในเทกที่ 153 (และอีกภารกิจคือการโยนก้อนน้ำแข็งให้ลงแก้วน้ำส้ม ซึ่งสำเร็จในเทกที่ 4)

คู่ที่ 14: นิกี้ vs. มูไกดะ มานัตสึ

นิกี้ตีลูกเทนนิสให้ลงรถเข็นได้ในเทกที่ 12 ในขณะที่มูไกดะ มานัตสึโยนหมอน 2 ใบให้คิโมโตะ คานนพิงหลังและวางเท้าพอดีในเทกที่ 48

คู่ที่ 15: ฟีฟ่า vs. ทาโนะ ยูกะ

ฟีฟ่าปาบอลเข้าช่องหัวใจได้ในเทกที่ 9 ในขณะที่ทาโนะ ยูกะเหยียดแขนขึ้นไปสอดเข้าเสื้อกั๊กที่อิริยามะ อันนะปล่อยลงมาได้พอดีในเทกที่ 11

คู่ที่ 16: รตา vs. คิโมโตะ คานน

รตาใช้สันมือสับก้อนไม้ขาดได้ในเทกที่ 48 ส่วนคิโมโตะ คานนผลักเก้าอี้เลื่อนให้มาหยุดใต้โต๊ะพอดีในเทกที่ 21

คู่ที่ 17: เม็มเบอร์ BNK48 ทั้ง 16 คน vs. เม็มเบอร์ AKB48 Group ทั้ง 16 คน

เม็มเบอร์ BNK48 8 คนโยนลูกบอลให้ลงตะกร้าที่เม็มเบอร์ BNK48 อีก 8 คนถือโดยพร้อมเพรียงกันได้ในเทกที่ 97 เทก ส่วนเม็มเบอร์ AKB48 Group 16 คนชู้ตบาสให้ลงโดยพร้อมเพรียงกันไม่สำเร็จ ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาจึงจำเป็นต้องหยุดภารกิจลงในเทกที่ 178 ใช้เวลามา 2 ชั่วโมง 48 นาที

เอาล่ะ เราก็เรียบเรียงข้อมูลมาให้ได้ตามนี้ ส่วนจะให้ฝ่ายไหนชนะก็แล้วแต่ทุกท่านเลยครับ!

เชียร์ BNK48 แล้ว อย่าลืมเชียร์ทีมชาติไทยด้วยนะ!

ดังที่ได้เห็นใน MV แล้วว่า BNK48 ได้เชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 18 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซียระหว่างวันที่ 18 สิงหาคมถึงวันที่ 2 กันยายนนี้ การที่ BNK48 เลือกให้เม็มเบอร์มา “เล่นกีฬา” ใน MV นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของสารนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า “กีฬา” ที่สาว ๆ BNK48 “เล่น” ใน MV นี้มีอะไรกันบ้างและทีมชาติไทยตั้งความหวังไว้มากน้อยแค่ไหนในกีฬานั้น ๆ

อ้อ! เราแถมวาร์ปของเม็มเบอร์แต่ละคนไว้ให้แล้วด้วย ชอบคนไหนก็ตามไปดูกันเองนะ

มิวนิค = ยิงธนู

ทีมชาติไทยส่งนักกีฬายิงธนูเข้าแข่งกันโดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีเหรียญติดมือกลับมา

จูเน่ = โบว์ลิ่ง (คือเราเห็นจูเน่โยนลูกบอลไปล้มกระป๋องแล้วเรานึกถึงโบว์ลิ่งน่ะ กีฬาปากระป๋องมันมีที่ไหนล่ะ!)

โบว์ลิ่งเป็นกีฬาที่ทีมชาติไทยมีความหวังสูงมาก เมื่อ 4 ปีที่แล้วทีมชาติไทยทำได้ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดง ครั้งนี้ทีมชาติไทยส่งนักกีฬาชาย 6 คน หญิง 6 คนเข้าร่วมในการแข่งขัน 3 ประเภท ตั้งเป้าไว้ที่อย่างน้อย 1 เหรียญทอง

ฟ้อนด์ = เบสบอล

ทีมเบสบอลไทยคว้าอันดับที่ 5 ในเอเชียนเกมส์ครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ตั้งความหวังไว้ว่าต้องทำอันดับให้ได้ไม่ต่ำกว่าครั้งที่แล้ว

มายยู = โรลเลอร์สเก็ต (และสเก็ตบอร์ด)

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้มีการแข่งขันโรลเลอร์สเก็ตกับสเก็ตบอร์ด โดยสมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ประเภทโรลเลอร์สเก็ตมีโอกาสติด 1 ใน 5 ส่วนประเภทสเก็ตบอร์ดนั้นมีลุ้นเหรียญเงิน

เข่ง = ตะกร้อ

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ทีมชาติไทยส่งนักกีฬาเซปักตะกร้อเข้าร่วมการแข่งขันใน 4 ประเภท ได้แก่ทีมชุดชาย ทีมชุดหญิง คู่ทีมชุดชายและทีม 4 คนหญิง โดยสมาคมฯตั้งเป้าว่าต้องกวาดเหรียญทองมาให้ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะทีมชุดชายและทีมชุดหญิงในฐานะแชมป์เก่า ซึ่งแม้แต่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของการแข่งขันก็ยังระบุว่าประเทศไทยเป็นมหาอำนาจในกีฬาชนิดนี้

วิว = กอล์ฟ

ในส่วนของกีฬากอล์ฟนั้น ทีมชาติไทยส่งนักกีฬา 10 คนเข้าชิงชัย 4 เหรียญทอง ได้แก่บุคคลชาย บุคคลหญิง ทีมชายและทีมหญิง โดยตั้งเป้าไว้ที่การได้เหรียญรางวัล

นิว = บิลเลียด

น่าเสียดายที่คิวสปอร์ตไม่ได้รับการบรรจุในการแข่งเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ เสียใจด้วยนะนิว 55+

ดีนี่ = เทเบิลเทนนิส

ทีมเทเบิลเทนนิสทีมชาติไทยตั้งความหวังไว้ที่ประเภททีมหญิง

วี = ฟุตบอล

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ทีมชาติไทยส่งทั้งทีมชายและทีมหญิง ทีมชายตั้งเป้าไว้ที่จะเข้ารอบให้ลึกที่สุดและสู้เต็มที่ ทีมหญิงปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่รอบ 4 ทีมสุดท้าย โดยในรอบแบ่งกลุ่ม ทีมชายอยู่ร่วมกลุ่มกับอุซเบกิสถาน บังกลาเทศและกาตาร์ ส่วนทีมหญิงอยู่ร่วมกลุ่มกับญี่ปุ่นและเวียดนาม

สตางค์ = มวย (ก็โยนนวมนี่!)

ทีมชาติไทยส่งนักมวยเข้าแข่งขัน 10 รุ่น แบ่งเป็นชาย 7 รุ่น หญิง 3 รุ่น โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีเหรียญทองทั้งชายและหญิงแน่นอน

จีจี้ = โยนห่วง (quoits)

ไม่ปรากฏว่ากีฬาโยนห่วงเคยได้รับการบรรจุในการแข่งขันกีฬานานาชาติ แป่ว!

แบมบู = แบดมินตัน

ครั้งนี้ทีมชาติไทยส่งนักกีฬาแบดมินตันเข้าร่วมการแข่งขัน 20 ชีวิต แบ่งเป็นชาย 10 คน หญิง 10 คน โดยไทยตั้งความหวังไว้ที่เหรียญทองประเภททีมหญิงหลังจากที่คว้ารองแชมป์ได้ในการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลกรายการโธมัส แอนด์ อูเบอร์ คัพ 2018 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีลุ้นกับประเภาหญิงเดี่ยวและคู่ผสมด้วย

แพนด้า = ยิงปืน

ตั้งเป้าว่าจะมีนักกีฬาเข้าถึงรอบสุดท้าย

นิกี้ = เทนนิส

เอเชียนเกมส์ครั้งที่แล้วทีมชาติไทยคว้า 1 เหรียญทองจากประเภทหญิงคู่ 1 เหรียญเงินจากประเภทหญิงเดี่ยว และ 1 เหรียญทองแดงจากประเภทชายคู่ ครั้งนี้ตั้งเป้าว่าจะคว้าเหรียญรางวัลกลับมาให้ได้

ฟีฟ่า = แฮนด์บอล

แฮนด์บอลส่งเข้าแข่งขันแค่ทีมหญิง ตั้งเป้าว่าจะเข้ารอบรองชนะเลิศและมีเหรียญทองแดงติดมือกลับบ้าน

รตา = คาราเต้

เอเชียนเกมส์ครั้งที่แล้วคาราเต้ไทยคว้ามาได้ 1 เหรียญทองแดง ครั้งนี้มีการชิงชัย 12 เหรียญทอง ทีมชาติไทยส่งนักคาราเต้ 8 คนเข้าสู้ศึก ตั้งเป้าที่ 1 เหรียญทอง

เม็มเบอร์ BNK48 ทั้ง 16 คน = แชร์บอล

เอเชียนเกมส์ไม่มีแข่งแชร์บอลจ้า ตึง!

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าท่านจะแตกไลน์ไปหารุ่นที่ 2 หรือเปล่า ตันโอชิมีจริงหรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นกับกบบดและกิ้นบด ก็ขอให้ทุกท่านเชียร์ไอดอลด้วยความสนุกสนานและอย่าลืมแบ่งพลังมาเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยของพวกเรากันด้วย สาว ๆ BNK48 จะได้ชื่นใจ ส่วนท่านไหนที่ชื่นชอบเพลง Tsugi no Season และมีความสามารถทางด้านดนตรี ก็อย่าลืมร่วมสนุกในกิจกรรม BNK48 Fan Solo Campaign นะครับ ไม่แน่ ปิ๊กกีต้าร์พร้อมลายเซ็นอาจเป็นของคุณ!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!