Connect with us

What The Fact

10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018

ในวาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ผมขอพาเพื่อนๆ ย้อนกลับไปมองวงการเพลงไทยในรอบปีที่ผ่านมา ผ่านเนื้อเพลงของศิลปินทั้งหลาย ที่เคยทำให้เรายิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ อินไปกับเรื่องราวและถ้อยคำที่คมคายงดงาม (หรือในบางครั้งก็ฮาแสบสัน) ในบทเพลงทั้งหลายเหล่านั้น

ในปี 2018 นี้พัฒนาการทางการเล่าเรื่องและการเขียนเพลงของศิลปินไทยเป็นไปอย่างไร ผมได้คัดสรรมาทั้งหมด 10 เพลงด้วยกัน อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะในปีที่ผ่านมามีเพลงดีๆ มากมายเหลือเกิน แต่ในลิสต์นี้ก็พยายามที่จะทำให้เห็นถึงภาพรวมของวงการเพลงไทยในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นเนื้อร้องในเพลงอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าครับ


10. โคโดโมะ  He Men Crown

release 12 กรฏฎาคม 2018

แต่งเนื้อร้อง โดย  มีน สุกานต์ แสงตระการ

“โคโดโมะ แม่ให้ไปซื้อโคโดโมะ ดันไปซื้ออายิโนโมโตะ แม่โมโห”

อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Guilty Pleasure ก็ได้สำหรับการยกให้เพลงของ He Men Crown ติดอันดับด้วย เรียกว่าถูกใจในความเสื่อม 555

สิ่งสำคัญในการเขียนเพลงก็คือ การใช้ภาษา สำหรับ He Men Crown เราจะเห็นได้ว่าพวกเขาใช้ภาษาได้น่าสนใจตั้งแต่การตั้งชื่อวงแล้ว ด้วยการเล่นคำในภาษาอังกฤษให้พ้องกับคำที่เสียงใกล้กันในภาษาไทย (อันนี้ต้องลองออกเสียงกันดูเองนะครับ 55) ซึ่งถึงแม้ทางวงจะให้เหตุผลในการตั้งชื่อวงไว้อย่างโก้เก๋ดูดีมีหลักการว่า “HE MEN CROWN มีความหมายที่ตรงตัวคือ  HE = ผู้ชายหนึ่งคน MEN = ผู้ชายหลายคน CROWN = มงกุฎ รวมกันเป็น ผู้ชายหนึ่งคนกับผู้ชายหลายคนกับมงกุฎ หรือถ้าเอาให้เข้าใจง่ายๆกว่านั้นคือ กลุ่มชายที่จะมาชิงมงกุฎ ความเป็น Rock n Roll” แต่เราก็ไม่เชื่อ 555 

ส่วนในเพลง “โคโดโมะ” นั้น He Men Crown มีความจงใจที่จะล้อเลียนเพลงเจร็อค และการแต่งเนื้อร้องในภาษาญี่ปุ่น สังเกตได้จากท่วงทำนองที่ชวนให้นึกถึงวงเจร็อคระดับตำนานอย่าง X-Japan กีตาร์ดุดัน เบสดุเดือด เสียงกระหน่ำกลอง และเสียงร้องแหลมสูง

ส่วนในเนื้อร้องนั้นจะมีการใช้คำในภาษาญี่ปุ่นซึ่งเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนมาอยู่ในเรื่องเล่าของเพลงด้วย

ในภาษาญี่ปุ่นนั้นจะมีสระอยู่ 5 ตัวด้วยกันคือ อะ อิ อุ เอะ โอะ การใช้คำที่ลงท้ายด้วยสระต่อไปนี้มักชี้ชวนให้นึกถึงภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาโดยทันที นอกจากนี้ยังมีหลายคำที่ลงท้ายด้วยสระโอะ และเป็นคำที่คนไทยมักจะคุ้นเคยกันดีเช่น “อะริงะโตะ” หรือแม้กระทั่งชื่อคนที่มักลงท้ายด้วยสระโอะ  “ยามาโตะ” “โทโมโกะ” “โนริโกะ” เป็นต้น รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากญี่ปุ่นที่วางขายในเมืองไทย หลายยี่ห้อก็มักลงท้ายด้วยสระ โอะ เช่น อายิโนะโมะโต๊ะ หรือ โคโดโมะ ซึ่งถูกนำเอามาใช้ในเพลงนี้นั่นเอง ดังนั้นการเลือกเอาคำที่ลงท้ายด้วยสระของญี่ปุ่นเช่นสระ โอะ ในเพลงนี้จึงทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้เป็นอย่างดีว่าเพลงนี้จงใจใช้ภาษาล้อเลียนภาษาญี่ปุ่น แถมยังนำเอามาผูกเรื่องได้เป็นเรื่องเป็นราว ว่าด้วยมหากาพย์ของการไปซื้อแป้งเด็กโคโดโมะแต่ดันได้ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะมาแทน

“จำไว้ให้ขึ้นใจจำเอาไว้โคโดโมะ แม่ให้ซื้อ ให้ซื้อโคโดโมะ

แต่พอเดินๆออกไปลืมไปแล้วต้องซื้ออะไร เลยไปซื้อ อายิโนโมโตะ

หยิบใส่ถุงแล้วเดินไปที่แคชเชอร์ต่อ ยืนรอ จ่ายเงินกลับบ้าน

พอถึงบ้าน พึ่งรู้ตัวว่าซื้อมาผิด โว้ย

โคโดโมะ แม่ให้ไปซื้อโคโดโมะ ดันไปซื้ออายิโนโมโตะ ใช้ไม่ได้

โคโดโมะ แม่ให้ไปซื้อโคโดโมะ ดันไปซื้ออายิโนโมโตะ แม่โมโห”

อาจกล่าวไว้ว่า “โคโดโมะ” เป็นเพลง parody ที่ทำได้ฮาดี แสบสันมากๆแห่งปีนี้เลย


9. ครางชื่ออ้ายแน  ศรีจันทร์ วีสี Feat.ต้าร์ เพ็ญนภา แนบชิด ท็อปไลน์

release 27 มิถุนายน 2018

แต่งเนื้อร้องโดย .งัวน้อย

อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย

อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย อุ๊ย”

ร้อนแรงมากๆ ทั้งตัวเพลงกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมา ในประเด็นที่ว่ามีการเขียนเนื้อร้องให้สอดคล้องกับเสียงคราง   อุ๊ยๆๆๆ โอ๊ะๆๆๆๆ เป็นเสียงครางที่มีทำนองเพลง จนกลายเป็นเพลงที่มีความลามกที่สุดของปี (555)

ซึ่ง อ.งัวน้อย ผู้ที่แต่งเนื้อร้องให้กับเพลงนี้ก็ได้ออกมากล่าวขอโทษทางเฟซบุ๊คว่าตนตั้งใจแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิง เพราะเพลงหลอลำซิ่งบ้านเราก็ทะลึ่งอยู่แล้ว อยากให้ฟังเป็นศิลปะเพื่อความบันเทิงเสียมากกว่า

แต่ถึงจะลามกอย่างไร ทะลึ่งขนาดไหนก็ตามก็ต้องยอมรับว่า เพลงนี้ได้เปิดอีกมิติหนึ่งของการเขียนเพลง ที่มีการใช้เสียงร้องลงไปในเมโลดี้ อีกทั้งการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการ “ครางชื่อ” ยังสะท้อนความนิยมประหลาดๆที่กำลังแพร่ระบาดในสังคมไทยอีกด้วย


8. ห่อหมกฮวกเอาไปฝากป้า ลำเพลิน วงศกร Feat. เต๊ะ ตระกูลตอ

release  4 มีนาคม 2018

แต่งเนื้อร้อง โดย  เต๊ะ ตระกูลตอ

ห่อหมกฮวกเอาไปฝากป้า ป้าไปนา เลยห้อยไว้หน้าฮั้ว

ขากลับรถเสือกยางฮัว แหกลงแขงฮั๋ว รถกะเลยฮ้าง”

นี้คือหนึ่งในบทเพลงที่กระแสแรงดี ม่วนอีหลีแห่งปี  ผลงานการแต่งเนื้อร้องจาก เต๊ะ ตระกูลตอ ศิลปินหนุ่มวัย 19 จากค่ายสิงห์ มิวสิคที่ได้ ลำเพลิน วงศกร จากแกรมมี่โกลด์มาร่วมฟีเจอริ่ง

ภาษาที่ใช้ในเพลงนี้ มันเป็นภาษาอีสานที่ร้อยเรียงกันเป็นภาษาปากที่ฟังแล้วสนุกมาก มีการเลือกใช้คำที่มีพยัญชนะเสียง ห และ ฮ ให้สอดคล้องกันไปในแต่ะละวรรคของเพลง เช่นในท่อน ฟ้าห้องฮึ้มๆ ฝนกะตกฮำ ฮาดหัวไหลมาฮอดหำ ฝนตกฮำเฮา เปียกฮอดหมกฮวก ที่เสียงตัว ห กับ ฮ มันล้อกันไปอย่างไหลลื่น แถมมีการใช้คำว่า​”หำ” ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเอาคำอื่นที่มีความหมายเดียวกันมาแทนที่อาจดูไม่สุภาพก็เป็นได้ แต่พอเป็นคำว่า “หำ” ในภาษาอีสานมันกลับดูน่ารัก ขี้เล่น ตลก และด้วยลูกเล่นแบบนี้จึงทำให้เพลงนี้มีความฮาและชวนหัวแบบลื่นไหลไร้สะดุด ม่วนอีหลีจนหลายๆคนนำไปคัฟเวอร์ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งเต๊ะก็ได้เล่าที่มาของการแต่งเพลงนี้ไว้ว่า

เพลงนี้ เริ่มจากที่พ่อผมถามว่า เพลงมนต์แคน แก่นคูนดังๆเพลงอะไร ผมก็บอกตลกๆว่า ห่อหมกฮวกไปฝากป้า คือชื่อเพลงคำว่าฮักมันเหี่ยถิ่มไสชื่อยาว ผมเลยบอกไปอย่างนี้ พ่อก็หัวเราะ ฟังไหมจะร้องให้ฟัง ผมก็ร้องท่อนฮุคว่า

ห่อหมกฮวกเอาไปฝากป้า ป้าไปนา เลยห้อยไว้หน้าฮั้ว ขากลับรถเสือกยางฮัว แหกลงแขงฮั๋ว รถกะเลยฮ้าง เบิ่ดแฮงหอบขึ้นฮึ้บๆ ฟ้าห้องฮึ้มๆ ฝนกะตกฮำ ฮาดหัวไหลมาฮอดหำ ฝนตกฮำเฮา เปียกฮอดหมกฮวก คือผมร้องออกไปเลยไม่จดหรือเขียนมาก่อน ใครได้ยินก็หัวเราะ เพลงอะไรหมกฮวก คือแต่งตั้งใจให้มีฮ.กับห.เยอะที่สุด”

เรียกได้ว่ามีทักษะในการแต่งเพลงมากเลย ด้นสดออกมาได้ลื่นไหลขนาดนี้ ถ้าให้ไปลองร้องแร็ปดูสักที ท่าทางจะมัน


7. ประเทศกูมี Rap Against Dictatorship

release 22 ตุลาคม 2018

แต่งเนื้อร้อง โดย กลุ่มแร็ปเปอร์ไทยในนาม Rap Against Dictatorship  ประกอบด้วย

  • Lady Thanom
  • Gentle Prapas
  • HomeBoy Scout
  • Kitti Lamar Wuttoe
  • Kra-Ting Clan
  • G Saiyud
  • Samak Da Kreator
  • Snoop Dusit
  • Thanin Scott
  • Sa-lang Shady
  • Sa-ngad Shady

“ถ้าพวกคุณไม่รู้เว้ย ว่าประเทศ**นี่**มีอะไร 

เดี๋ยวพวกผมทั้งหมดจะเล่าให้ฟัง”

“ประเทศกูมี” คือเพลงที่เผ็ดร้อนมากที่สุดในปีนี้ เนื้อหาของเพลงเป็นการวิพากษ์สังคม การเมืองไทย อย่างตรงไปตรงมา ผ่านภาษาและลีลาดุดันแบบแร็ปเปอร์

ปี 2018 ถือว่าเป็นปีของวงการเพลงฮิปฮอปและเหล่าแร็ปเปอร์ เมื่อสื่อกระแสหลักและคนฟังเพลงทั่วไปเริ่มให้ความสนใจกับดนตรีแนวนี้อย่างกว้างขวาง จากดนตรีใต้ดิน ได้ขึ้นมาสู่บนดิน มีศิลปินรุ่นใหม่ๆได้งอกเงยเติยโตขึ้นมา และบทเพลงของพวกเขาก็ถูกใช้เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ หลากมุมมองทั้งแง่มุมประสบการณ์ในชีวิตตนเอง หรือสะท้อนโลกและสังคมผ่านสายตาของพวกเขา

“ประเทศกูมี” เกริ่นขึ้นเพลงด้วยข้อความว่า

“ถ้าพวกคุณไม่รู้เว้ย ว่าประเทศ**นี่**มีอะไร 

เดี๋ยวพวกผมทั้งหมดจะเล่าให้ฟัง”

หลังจากนั้นก็สาธยาย ร่ายยาว อย่างดุเดือด เลือดร้อน ด้วยการขึ้นต้นประโยคว่า ประเทศที่… หลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาที่พวกเขามองว่า มัน”มีอยู่จริง” ในสังคมไทยและกำลังเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข

“ประเทศที่เสือดำหน้าคะมำเพราะ Riffle

ประเทศที่พล่ามแต่ศีลธรรมแต่อาชญากรรมสูงกว่า Eiffel

ประเทศที่กฎหมายไม่สู้พระธรรมหรือ Bible

ประเทศที่คนดีๆ มี มีสดุดีเป็น idol”

ด้วยความรุนแรงและตรงไปตรงมาของถ้อยภาษาที่ใช้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนาหนัก บ้างชอบ บ้างไม่ชอบ บ้างก็ว่ามีคนหนุนหลัง บ้างก็ว่าคือจิตวิญญาณเสรีของศิลปะ ที่ใช้เพลงเป็นศิลปะในการสะท้อนสังคม แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร บทเพลงนี้ก็ยังถือได้ว่าเป็น จุดสำคัญจุดหนึ่งของความเคลื่อนไหวในวงการแร็ปไทย


6. เพราะคุณ เราเขียน / คุณ,คนรัก  – PLOT , JITIVI

 release 20 สิงหาคม 2018

release 6 กรกฎาคม 2018

แต่งเนื้อร้อง โดย จิติวี บาลไธสง

ในวันดีๆในวันที่เฮงซวยโชคยังดีที่มีคุณอยู่ด้วย

เรานั้นอยู่กันไปเพื่ออะไร หยุดตามหาที่นี่ปลอดภัย”

จิติวี บาลไธสง หรือ ไผ่ วง Plot เป็นศิลปินรุ่นใหม่คนหนึ่งที่เขียนเพลงได้น่าสนใจ มีความเป็นอินดี้เพลงกวี บทเพลงของเขามีความเป็นบทกวีที่ท้าทายให้เราเข้าไปทำความเข้าใจ ลักษณะการเขียนเพลงของเขาทั้งงานของวง Plot และงานส่วนตัวในชื่อ JITIVI ล้วนแล้วแต่เล่าเรื่องในลักษณ์การเว้นที่ว่างให้ต่อเติมเสริมแต่ง เนื้อหาในเพลงของเขาฟังแล้วเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ มันกระตุ้นให้เราเข้าไปต่อเติมและสร้างความหมายในแบบของเราขึ้นมา  เป็นความงามในความคลุมเครือ เหมือนรสชาติฝาดๆของไวน์ที่เราไม่สามารถบอกได้ว่ามันรสอะไร

ในวันดีๆในวันที่เฮงซวยโชคยังดีที่มีคุณอยู่ด้วย

เรานั้นอยู่กันไปเพื่ออะไร หยุดตามหาที่นี่ปลอดภัย”

เพราะคุณ เราเขียน , PLOT

“ไม่มีวิมานบ้าบอ เมื่อไม่มีคุณฝั่งธนมืดมนกว่าเคย

ผิดชอบชั่วดีเรื่องเรา

ไม่มี ไม่เลย ไม่เคยเอ่ยอำลา”

คุณ,คนรัก JITIVI

ความเท่อย่างหนึ่งที่ผมชอบในเนื้อเพลงเพลงนี้คือ การมีคำว่า “ฝั่งธน” อยู่ด้วย ฝั่งธนที่คล้องจองกับ “มืดมน” ชวนให้คิดถึงย่านเก้าบ้านเกิดของตัวเองที่เติบโตมา  ชอบที่มีการใส่พื้นที่ลงไปในบทเพลง เหมือนที่เพลงไทยสมัยก่อนชอบใช้ เช่น ในเพลงสาวบางโพ ท่าฉลอม และอีกมากมาย ผมว่าเวลาเพลงมันมีพื้นที่ที่มีอยู่จริงมันจะนำพาภาพและอารมณ์บางอย่างของพื้นที่นั้นมาด้วย


5. 20 ตุลา Silly Fools

release 13 ธันวาคม 2018

derแต่งเนื้อร้อง โดย ฮันมะ ยูจิโร่ (ฟองเบียร์ ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม)

“เพราะแรงกดดัน ของคำบอกลา

ฉันจึงต้องมาร้องเพลง

ถ้าใครได้ยิน ถ้าใครได้ฟัง

นี่คือเสียงเพลงสุดท้ายฉันเอง”

ฟองเบียร์ หรือ ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม เป็นคนเขียนเพลงที่เขียนเพลงฮิต เพลงโดนมาอย่างมากมาย นี่คือผลงานล่าสุดที่พิสูจน์ฝีมือของเขา ภายใต้นามปากกา ฮันมะ ยูจิโร่ ที่ใช้เพื่อเขียนเพลงให้ Silly Fools

เสน่ห์ของ 20 ตุลา อยู่ที่การเล่าเรื่องผ่านบุคคลที่กำลังจะจากลา คนที่ลมหายใจกำลังหมดสิ้นไป เหมือนเป็นจดหมายสั่งลาที่เล่าให้คนที่ผ่านมาได้ฟังเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งการตั้งชื่อเพลงด้วยวันที่ และวิธีการเล่าเรื่องในรูปแบบนี้ ทำให้คนฟังสัมผัสได้ถึง “ความเป็นเรื่องจริง” ของเพลงเพลงนี้

อีกทั้งยังเล่าออกมาได้อย่างเศร้าสร้อย และ เห็นภาพเป็นฉากๆ

“แต่เธอนั้นหันมองที่ฉัน

ปิดกล่องแหวนที่กำลังส่งไป

ร้องไห้ใต้ฝนที่โปรยเข้ามา

ก่อนเธอนั้นจะไม่สบตา

และเอ่ยมาเพียงคำเดียวว่า เสียใจ”

และท่อนที่ผมว่ามันสะเทือนใจที่สุดคือท่อน bridge ของเพลงที่ร้องว่า

หากคนไหน บังเอิญมาได้ยินและได้ฟัง

ฝากเพลงนี้ ให้คนสองคนฟังดังๆ

คนที่เขานั้นยังไม่รู้ว่าชีวิตที่เขาให้มาได้พัง

บอกว่ารักเขา ฝากขอโทษเขา

ที่ฉันห้ามตัวเองไม่ทัน”

“คนสองคน” นี้ที่พูดถึงก็คือ คนสองคนที่เลี้ยงดูชายคนนี้มาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่จนสุดท้ายเขาได้ทิ้งชีวิตนี้ไป  ชีวิตที่คนสองคนได้มอบให้ด้วยความรัก คนสองคนที่จะเสียใจที่สุดเมื่อคนที่เขาทั้งคู่รักที่สุดได้จากไป


4. Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย BNK48

release  18 พฤศจิกายน 2018

แต่งเนื้อร้องภาษาไทย โดย แมนตนุภพ โนทยานนท์ หรือ แมน La Ong Fong

“แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย”

นี่คือเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์สำคัญของปี 2018 ที่ลูกเด็กเล็กแดง ผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลายทั่วฟ้าเมืองไทย ดาราคนดัง เซเลบริตี้ ต่างก็ร้อง เล่น เต้นเพลงนี้กันได้ จนมีคลิป cover กันไปทั่ว

เพลง Koisuru Fortune Cookie หรือ คุกกี้เสี่ยงทาย ไม่ใช่ซิงเกิ้ลแรกของ ไอดอลกรุ๊ปสายเลือดไทย BNK48 แต่เป็นซิงเกิ้ลที่ทำให้คนรู้จักพวกเธอมากที่สุด จนทำให้ใครหลายคนปวารณาตนเป็น “โอตะ” หรือแฟนคลับวงนี้กันอย่างล้มหลาม บ้างก็แอบๆ บ้างก็เปิดเผย เป็นปรากฏการณ์ที่น่ารัก กุ๊กกิ๊กกันดี  หากรู้ว่าใครเป็นโอตะ คำแรกที่จะถามกันก็คือ “โอชิใคร” 555 ถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดีสำหรับสังคมไทย

ด้วยความน่ารักสดใสของสมาชิกวง ดนตรี และเนื้อหาของบทเพลงที่ในเนื้อร้องภาษาไทยนั่นแปลงมาจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งคงคอนเซ็ปต์เดิมไว้ แต่ใส่คำไทยและอารมณ์น่ารักๆแบบไทยลงไป

ท่อนเปิดของเพลงที่ร้องว่า

“แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย”

จึงเป็นอะไรที่เหมือนกับสิ่งที่กระตุกใจคนฟังเอาไว้ให้เกาะติดกับบทเพลงนี้ไปตลอด การ “แอบมอง” นั่นคืออากัปกิริยาที่น่ารัก เวลาเราแอบรักใครสักคน ส่วนคำว่า “นะจ๊ะ” นี่เป็นการใช้คำที่ฉลาดมาก มันทั้งดูน่ารัก ดูขี้เล่นไปในตัว ยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์ความสดใสของสาวๆ BNK48 เข้าไปใหญ่  เรียกได้ว่าโดน “ตก” กันไปตั้งแต่ได้ยินท่อนแรกของเพลงเลยทีเดียว ถือได้ว่าเป็นเนื้อเพลงที่ประสบความสำเร็จมากครับ ต้องชื่นชมคนเขียนเนื้อเพลงมาก เพราะแค่ลำพังจะหาคำให้ลงกับเมโลดี้ที่มีมาก่อนอยู่แล้วแบบพยางค์ต่อพยางค์ จังหวะต่อจังหวะนี่ก็ว่าอยากแล้ว  ยังจะต้องถ่ายทอดเนื้อหาในคอนเซ็ปต์เดิม ผ่านบริบทและอารมณ์แบบไทยๆอีก ต้องยกนิ้วให้เลยว่าสุโค่ยยย !!!


3. อาวรณ์ | I Want You Polycat

release  7 สิงหาคม 2018

แต่งเนื้อร้อง โดย รัตน จันทร์ประสิทธิ์ หรือ นะ Polycat

“ฉันยังอาวรณ์อยู่ BABY, I WANT YOU”

ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มที่ 3 ของ Polycat ที่ถ่ายทอดออกมาในสไตล์ NEO SOUL ผสมผสาน R&B ที่เพิ่มอรรถรสให้กับตัวเพลงด้วยการร้องแบบกอสเปล (คนผิวสีร้องประสานเสียงในโบสถ์) และดึงจังหวะร้องแบบ LAY BACK

เนื้อหาของเพลงพูดถึงอารมณ์อาวรณ์ที่มีต่อคนรักเก่า เมื่อวันหนึ่งของทุกปีที่จะต้องเจ็บช้ได้เวียนมาบรรจบนั่นคือวันเกิดของเธอ ที่ในปีนี้มันเป็นวันที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้แม้อยากกลับไปอยู่จุดเดิมแค่ไหนก็ตาม ทำได้แค่บอกกับเธอว่าฉันยังอาวรณ์อยู่ BABY, I WANT YOU”

เสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ที่การเล่นคำภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ระหว่างคำว่า “อาวรณ์” กับคำว่า I want จนกลายเป็นท่อนที่ควรจดจำอย่าง ฉันยังอาวรณ์อยู่ BABY, I WANT YOU”  ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงชั้นเชิงความชำนิชำนาญในการใช้ภาษาของ นะ Polycat

นอกจากนี้ยังมีการเล่าเรื่องราวที่ร่วมสมัยสะท้อนความเชื่อในสังคมอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นในท่อน

“ถ้าพรของฉันที่จะให้ไป

ศักดิ์สิทธิ์กว่าพระอาจารย์ที่ใด จะขอให้เธอ

ได้มีพลังรู้ความในใจ ให้เธอรู้ไว้ ว่ายังมีใครที่รอเสมอ”

การที่มีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระอาจารย์ ซึ่งเป็นความเชื่อแบบไทยๆ มาอยู่กับแนวดนตรีที่มีความเป็นตะวันตก มันช่างเป็นส่วนผสมที่น่าตื่นใจและเป็นไปอย่างลงตัวมาก เรียกได้ว่านี่ล่ะคือภาพแทนของเพลงไทยในยุคนี้เลย


2. ดูดี Pretty …Good  Polycat

release 5 พฤศจิกายน 2018

แต่งเนื้อร้องโดย  รัตน จันทร์ประสิทธิ์ หรือ นะ Polycat

“มันดูดีที่สุดเลยเว้ยแก

ซิงเกิ้ลล่าสุดจาก Polycat ที่ถ่ายทอดความรักความรู้สึกดีที่เพื่อนมีต่อเพื่อน (ซึ่งมันอาจจะเกินเพื่อนไปแล้ว) ออกมาด้วยถ้อยคำภาษาพูดที่ดูจริงใจ เช่น การใช้สรรพนามว่า “แก” ในการเรียกเพื่อน ซึ่งสามารถบ่งบอกระดับความสนิทใกล้ชิด (หากเพื่อนผู้ชายเรียกเพื่อนผู้หญิงว่าแก ถ้าไม่ใช่เพื่อนสาวด้วยกันแล้วก็แสดงว่าสนิทกันขนาดเล่นหัวกันได้เลย)

ภาษาที่ใช้ไม่เน้นปั้นคำสละสลวยแต่กลับถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จริงใจ และเข้าถึงอารมณ์จริงๆ ฟังแล้วเห็นภาพเพื่อนคนหนึ่งที่กำลังมองดูเพื่อนรักของตนเองกำลังจะไปมีความสุขกับใครบางคน ด้วยแววตาห่วงใย และถ้อยคำส่งกำลังใจที่บอกว่าวันนี้เพื่อนดูดีที่สุดแล้ว “มันดูดีที่สุดเลยเว้ยแก

แกลองมองในตาเขาถ้ามีสายตา

แบบเดียวกับฉันที่มองแกตลอดมาก็แปลว่ารักหมดหัวใจ

แกลองประคองมือเขาถ้ามีสัมผัส

ไม่ต่างจากครั้งที่ฉันเคยได้จับไว้แสดงว่าเขานั้นเฝ้ารอ

ทั้งชีวิตอยากกอดคนที่เขารักและห่วงใย ที่สุดเลยเว้ยแก”

นอกจากนี้ยิ่งเรื่องราวในเพลงดำเนินไปเท่าไหร่ ระดับภาษาที่ใช้ยิ่งเพิ่มระดับความห่วงใย และปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บไว้ออกมาให้คนฟังได้รู้มากขึ้น อาทิเช่นในท่อน

ให้เป็นคืนที่ดี ลงเอยกับคนที่ฝัน ซักที

เชื่อฉันคนดี ลุยเลยคนดี”

การเรียกเพื่อนว่า “คนดี” ซึ่งเป็นคำที่อ่อนโยนและเอ็นดูนั้น เป็นถ้อยคำที่อบอุ่นและเผยให้เห็นความนัยออกมา เป็นการใช้ระดับภาษาได้อย่างงดงามและมีประสิทธิภาพมาก

จะเห็นได้ว่า นะ Polycat เขียนเพลงออกมาได้อย่างละเอียดอ่อน และใส่ใจในทุกถ้อยคำจริงๆ จน “ดูดี” เป็นเพลงที่ทั้งไพเราะ จริงใจ และเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง สมแล้วที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในที่สุดของเนื้อเพลงไทยในปี 2018 นี้


1. ซ่อนกลิ่น  Palmy

release  19 ตุลาคม 2018

แต่งเนื้อร้องโดย ปาล์มมี แจ๊ฟ และ เงาะ เดอะริชแมนทอย

“คงเหลือไว้แค่กลิ่นที่ไม่เคยเลือนลา

ยังหอมดังวันเก่ายามเมื่อลมโชยมา

ทิ้งไว้เพียงอดีตที่ไม่เคยหวนมา ซ่อนเธอไว้ในใจ”

เป็นเนื้อเพลงที่มีความเป็นไทย ละมุม ละไม นุ่มนวลและหอมหวนชวนให้คิดถึงอดีตที่ถูกเก็บไว้ในใจ กับการใช้ “ดอกซ่อนกลิ่น” อันเป็นดอกไม้ไทยๆที่ผู้หญิงสมัยก่อนจะพกเอาไว้ในผ้าเช็ดหน้า เหมือนเป็นน้ำหอมธรรมชาติ ด้วยความที่มันมีกลิ่นที่แรง เก็บไว้อย่างไรก็เก็บไม่มิด คอนเซ็ปต์ตรงนี้จึงถูกนำมาใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราวของความรักที่ถูกเก็บซ่อน แต่กลิ่นของมันกลับลอยฟุ้งออกมาสะกิดใจคนรักในอดีต

“ลมอ่อนพัดโชยมา น้ำตาก็ไหลริน

เหลือเพียงกลิ่นหัวใจคลุ้งไปกับความเหงา

รักยังไม่จางไป ตรึงติดชิดดวงใจ

ยังหอมรัญจวนชวนให้ฝัน”

ภาษาที่ใช้ในเพลงมีความสละสลวย และ เปรียบเปรยกลิ่นของดอกไม้กับกลิ่นของความรักได้อย่างงดงาม เป็นเพลงที่ไพเราะ เนื้อหาคมคาย นุ่มนวลชวนฝันและงดงามที่สุดแห่งปีนี้เลย

“เจ้าดอกไม้ซ่อนกลิ่นหอมบาดลึกเกินใคร

หอมเกินหักห้ามใจทุกคราวต้องหวั่นไหว

ร้อยเก็บเจ้ามาลัยทัดเธอไว้ในใจ

เพื่อคงกลิ่นหอมไว้อย่างนั้น”

“คงเหลือไว้แค่กลิ่นที่ไม่เคยเลือนลา

ยังหอมดังวันเก่ายามเมื่อลมโชยมา

ทิ้งไว้เพียงอดีตที่ไม่เคยหวนมา ซ่อนเธอไว้ในใจ”

ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของดนตรีที่เป็นป็อปร็อคแบบสากลกับเมโลดี้ที่มีกลิ่นแบบไทยๆ กับถ้อยคำที่สละสลวย ละมุนละไม การเปรียบเปรยที่คมคาย จึงทำให้สมควรแล้วที่ “ซ่อนกลิ่น” จะเป็นที่สุดแห่งเนื้อเพลงในปี 2018 นี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!