Connect with us

What The Fact

สรุปรายชื่อภาพยนตร์และซีรีส์ที่ชนะเลิศ “รางวัลลูกโลกทองคำ 2019” : เรื่องไหนโดนใจคุณบ้าง ?

รางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Award) คือ รายการแจกรางวัลประจำปีที่มอบให้กับภาพยนตร์และซีรีส์ทางโทรทัศน์มาต้งแต่ปี 1944 ซึ่งจัดขึ้นโดย Hollywood Foreign Press Association (HFPA: สมาคมหนังสือพิมพ์ต่างประเทศของฮอลลีวูด)

โดยในปี 2019 นี้ ได้มีภาพยนตร์ที่ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ มากมาย เช่น Black Panther ซึ่งเปรียบได้กับการตีความวัฒนาธรรมแอฟริกันอเมริกันในรูปแบบใหม่, A Star is Born ภาพยนตร์ดราม่าปนเศร้าที่ให้อารมณ์สมจริงมาก ๆ, BalacKkKlansman ที่จิกกัดสังคมอเมริกันได้แสบสัน, Green Book ที่เล่าเรื่องได้อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง หรือ Bohemian Rhapsody ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นภาพยนตร์ม้ามืดในปีนี้

เรามาดูกันว่า ภาพยนตร์และซีรีส์ที่เรื่องใดบ้างที่ชนะเลิศรางวัลในปีนี้ และเรื่องใดบ้างที่คุณชื่นชอบ

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • ชนะเลิศ: Bohemian Rhapsody
  • Black Panther
  • BlacKkKlansman
  • If Beale Streat Could Talk
  • A Star Is Born

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือคอเมดี้

  • ชนะเลิศ: Green Book
  • Crazy Rich Asians
  • The Favourite
  • Mary Poppins Returns
  • Vice

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ดราม่า

  • ชนะเลิศ: เกลนน์ โคลส, The Wife
  • เลดีกากา, A Star Is Born
  • นิโคล คิดแมน, Destroyer
  • เมลิสซา แม็กคาร์ธี, Can You Ever Forgive Me?
  • โรซามันด์ ไพค์, A Private War

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ดราม่า

  • ชนะเลิศ: รามี มาเลค, Bohemian Rhapsody
  • แบรดลีย์ คูเปอร์, A Star is Born
  • วิลเลม เดโฟ, At Eternity’s Gate
  • ลูคัส เฮ็ตจส์, Boy Erased
  • จอห์น เดวิด วอชิงตัน, BlacKkKlansman

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เพลงหรือคอเมดี้

  • ชนะเลิศ: โอลิเวีย โคลแมน, The Favourite
  • เอมิลี บลันต์, Mary Poppins Returns
  • เอลซี ฟิชเชอร์, Eighth Grade
  • ชาร์ลิส เธอรอน, Tully
  • คอนสแตน วู, Crazy Rich Asians

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เพลงหรือคอเมดี้

  • ชนะเลิศ: คริสเตียน เบล, Vice
  • ลิน มานูเอล มิแรนด้า, Mary Poppins Returns
  • วิกโก มอร์เทนเซน, Green Book
  • โรเบิร์ต เรดฟอร์ด, The Old Man & the Gun
  • จอห์น ซี. ไรลีย์, Stan & Ollie

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: เรจิน่า คิง, If Beale Street Could Talk
  • เอมี แอดัมส์, Vice
  • แคลร์ ฟอย, First Man
  • เอมม่า สโตน, The Favourite
  • เรเชล ไวสซ์, The Favourite

นักสแดงสมทบชายยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: มาเฮิร์ซชาล่า อาลี, Green Book
  • ทิโมธี ชาลาเมต์, Beautiful Boy
  • ริชาร์ด อี แกรนท์, Can You Ever Forgive Me?
  • แซม ร็อกเวลล์, Vice
  • อดัม ไดรเวอร์, BlacKkKlansma

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: อัลฟอนโซ กัวรอน, Roma
  • แบรดลีย์ คูเปอร์, A Star is Born
  • ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี, Green Book
  • สไปก์ ลี, BlacKkKlansman
  • อดัม แมคเคย์, Vice

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี, นิก วัลเลลอนกา และ ไบรอัน เคอรี, Green Book
  • อัลฟอนโซ กัวรอน, Roma
  • เดบอราห์ เดวิส และ โทนี แม็คนามารา, The Favourite
  • แบร์รี เจนกินส์, If Beale Street Could Talk
  • อดัม แมคเคย์, Vice

อนิเมชันยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: Spider-Man: Into the Spider-Verse
  • Incredibles 2
  • Isle of Dogs
  • Mirai
  • Ralph Breaks the Internet

ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: Roma
  • Capernaum
  • Girl
  • Never Look Away
  • Shoplifters

ดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: First Man
  • A Quiet Place
  • Isle of Dogs
  • Black Panther
  • Mary Poppins Returns

เพลงประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: “Shallow”, A Star Is Born
  • “All the Stars”, Black Panther
  • “Girl in the Movies”, Dumplin’
  • “Requiem for a Private War”, A Private War
  • “Revelation”, Boy Erased

ซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • ชนะเลิศ: The Americans
  • Bodyguard
  • Homecoming
  • Killing Eve
  • Pose

ซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือคอเมดี้

  • ชนะเลิศ: The Kominsky Method
  • Barry
  • The Good Place
  • Kidding
  • The Marvelous Mrs. Maisel

ลิมิเต็ดซีรีส์หรือภาพยนตร์สำหรับฉายทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม

  • ชนะเลิศ: The Assassination of Gianni Versace: American Crime Story
  • The Alienist
  • Escape at Dannemora
  • Sharp Objects
  • A Very English Scandal

นักแสดงจำหญิงยอดเยี่ยม จากลิมิเต็ดซีรีส์หรือภาพยนตร์สำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • ชนะเลิศ: แพททรีเซีย อาร์เคว็ตต์, Escape at Dannemora
  • เอมี แอดัมส์, Sharp Objects
  • คอนนี่ บริตตัน, Dirty John
  • ลอร่า เดิร์น, The Tale
  • เรจิน่า คิง, Seven Seconds

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากลิมิเต็ดซีรีส์หรือภาพยนตร์สำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • ชนะเลิศ: ดาร์เรน คริส, The Assassination of Giovanni Versace: American Crime Story
  • อันโตนิโอ บันเดรัส, Genius: Picaso
  • เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์, Patrick Melrose
  • ดาเนียล บรูห์ล, The Alienist
  • ฮิวจ์ แกรนท์, A Very English Scandal

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาดราม่า

  • ชนะเลิศ: แซนดรา โอ, Killing Eve
  • ไคทริโอน่า เบลฟ์, Outlander
  • เอลิซาเบธ มอส, The Handmaid’s Tale
  • จูเลีย โรเบิตส์, Homecoming
  • เคอรี รัสเซล, The Americans

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาดราม่า

  • ชนะเลิศ: ริชาร์ด แมดเดน, Bodyguard
  • เจสัน เบทแมน, Ozark
  • สตีเฟน เจมส์, Homecoming
  • บิลลี พอร์เตอร์, Pose
  • แมตทิว รายส์, The Americans

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาเพลงหรือคอเมดี้

  • ชนะเลิศ: ราเชล บรอสนาฮาน, The Marvelous Mrs. Maisel
  • คริสเตน เบล, The Good Place
  • แคนดิซ เบอร์เกน, Murphy Brown
  • เอลิสัน บรีย์, GLOW
  • เดบราห์ เมสซิง, Will & Grace

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาเพลงหรือคอเมดี้

  • ชนะเลิศ: ไมเคิล ดักลาส, The Kominsky Method
  • ซาชา บารอน โคเฮน, Who is America?
  • จิม แคร์รีย์, Kidding
  • ดอนัลด์ โกลเวอร์, Atlanta
  • บิล ฮาเดอร์, Barry

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากซีรีส์, ลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์สำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • ชนะเลิศ: แพทริเซีย คลาร์กสัน, Sharp Objects
  • อเล็กซ์ บอร์สไตน์, The Marvelous Mrs. Maisel
  • เปเนโลเป กรุซ, The Assassination of Giovanni Versace: American Crime Story
  • แธนดี้ นิวตัน, Westworld
  • อีวอนน์ สตราฮอฟสกี, The Handmaid’s Tale

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากซีรีส์, ลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์สำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • ชนะเลิศ: เบน วิชอว์, A Very English Scandal
  • อลัน อาร์คิน, The Kominsky Method
  • คีแรน คัลกิ้น, Succession
  • เอ็ดการ์ รามิเรซ, The Assassination of Giovanni Versace: American Crime Story
  • เฮนรี วิงค์เลอร์, Barry

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!