Connect with us

What The Fact

[track-by-track] เจาะลึก !!!ความเป็นมาเป็นไปของบทเพลงในอัลบั้ม “amo” จาก Bring Me The Horizon แบบ “เพลงต่อเพลง”

“amo” เป็นคำในภาษาโปรตุเกสแปลว่า “(ฉัน)รัก” และ มันคือชื่อสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 6 ของวงร็อคจากเมืองเชฟฟีลด์ ที่ได้รับการยกย่องว่าทำเพลงได้ดุเดือดถึงใจ

กลับมาคราวนี้ พวกเขามีอะไรที่พลิกความความหมาย (และคาดหวัง) จากแฟนๆมากพอดูเลยทีเดียว ด้วยการเปลี่ยนทิศทางดนตรีของวง ให้มีส่วนผสมของดนตรีแนวอื่น ที่เราอาจมองว่ามัน “เบาลง” ไม่ว่าจะเป็น ป็อป อิเล็คทรอนิค แดนซ์ ทรานซ์ หรือ ฮิปฮอป ซึ่ง Jordan Fish มือคีย์อร์ดและหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้ (อีกคนคือ Oliver Sykes นักร้องนำของวง) ได้กล่าวว่านี่มันเป็น “สิ่งที่โหดหิน” ที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมาในชีวิตนี้ กับความพยายามที่จะพาวงให้ออกไปไกลกว่ารากเดิมที่ถูกผูกไว้กับคำว่า “ร็อคเมทัล” ให้มีความเป็นอัลเทอร์เนทีฟ มีส่วนผสมทางดนตรีที่หลากหลายมากขึ้น ไปสู่รสชาติใหม่ๆที่ต่างออกไปจากที่เคยทำมา

เหมือนชื่ออัลบั้มก็บอกอยู่แล้วว่า amo นั้นจะเป็นอัลบั้มที่ว่าด้วยเรื่องของความรัก ในช่วงเวลาหลังจากออกอัลบั้มที่ 5 “That’s The Spirit” ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิตของ Oliver นั่นก็คือ การหย่าร้างกับภรรยาของเขา ที่ต่อมามันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายบทเพลงในอัลบั้มนี้  ซึ่งเขาก็ได้กล่าวว่า มันเป็นเรื่องง่ายมากเลยที่จะทำให้อัลบั้มนี้กลายเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มเพราะไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรสุดท้ายมันก็จะมาจบลงที่เรื่องความรักอยู่นั่นเอง

ดังนั้นงานเพลงในอัลบั้มนี้จึงเหมือนกับเป็นการสะท้อนภาพวัฏจักรของความรักในแง่มุมต่างๆให้ได้เห็น

สำหรับชีวิตจริงของ Oliver มันก็เป็นเช่นนั้น รัก-เลิก เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง ดับสูญและก็เกิดขึ้นใหม่  หลังจากหย่ากับภรรยาคนก่อนและได้ออกทัวร์ในอเมริกาใต้ เขาได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่งนาม Alissa Salls ที่บราซิล ได้เดทกับเธอและคบหากันในที่สุด ดูเหมือนว่าทั้งภาษาที่ใช้ในชื่ออัลบั้มและคอนเซ็ปต์ของมันคงจะมีที่มาจากรักครั้งนี้อย่างแน่นอน


“i apologise if you feel something”

คือ แทร็คแรกจากอัลบั้มนี้ ดูจากชื่อเพลงเหมือนประหนึ่งเป็นการออกตัวขอโทษล่วงหน้าว่าหากฟังเพลงนี้แล้ว และรู้สึกว่า “เฮ้ยนี่มันอะไรกันฟระ ความเดือดดุของ BMTH หายไปไหน !!!” ก็คงต้องขออภัยด้วย เพราะเปิดมาแทร็คแรกก็เจอซาวด์แบบอิเล็คทรอนิคฟุ้งมาเลย ใครไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนอาจเหวอได้

I saw you staring out of your own abyss again

Waiting for something you’re not sure even still exists

Don’t be afraid to wonder, don’t be afraid to be scared

It should never be a prison”

เนื้อหาของเพลงนี้เหมือนเป็นการพูดกับคนรักว่า หากความรักครั้งนี้มันไม่โอเคสำหรับคุณ มันก็เป็นสิทธิของคุณที่จะเอามันคืนกลับไป เพราะความรักนั้นไม่ใช่คุกจองจำ เป็นการบอกให้เราทำตามใจปรารถนา

ในตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะเขียนเพลงนี้ให้เหมือนเป็นอินโทรของอัลบั้มเฉยๆ แต่เขียนไปเขียนมารู้สึกชอบ มันก็เลยออกมาสั้นๆอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นอินโทรกับความเป็นเพลงแบบเต็มๆและมีแต่เพียงเสียงร้องและซาวด์อิเล็คทรอคนิคเท่านั้น เหมือนเป็นการเกริ่นนำไปสู่บทเพลงที่สองคือ “MANTRA”


“MANTRA”

Do you wanna start a cult with me?

แทร็คที่สองของอัลบั้มที่มีความเป็น BMTH อยู่ชัดเจนแต่แค่ซอฟต์ๆลงหน่อย ตัวเพลงเปรียบเปรยการมีความรักเหมือนกับการเข้าลัทธิ  มันคือการที่เราทุ่มเทกายใจให้กับบางสิ่ง ทั้งความเชื่อและศรัทธาที่มอบให้โดยที่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับเรารึเปล่า

ในการทำเพลงนี้ Oliver บอกว่าพวกเขาอยากจะทำให้มันมีความหนักหน่วงแต่อยากให้มันเป็นความหนักในทางที่แตกต่างจากเดิม เพราะฉะนั้นมันเลยมีความยากในการเขียนเพลงนี้ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นหนึ่งในเพลงที่เขียนอยากที่สุดเลย กับการพยายามหาบาลานซ์ระหว่างความหนักกับความใหม่ที่อยากให้มันเป็นไป

แรงบันดาลใจของเพลงนี้มาจากสารคดีใน Netflix เรื่อง “Wild Wild Country” อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าลัทธินาม Bhagwan Shree RAjneesh และเหล่าบรรดาสาวกของเขา

นอกจากนี้มุมมองให้เรื่องความรักที่ Oliver มียังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับเพลงนี้ด้วย

“การเริ่มความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการแต่งงานกัน คล้ายดั่งการตั้งลัทธิ เป็นลัทธิของชายหญิงคู่หนึ่ง เพราะว่าคุณจะต้องมอบกายถวาีวิตให้กับใครคนนั้นอย่างสุดจิตสุดใจ คุณต้องเชื่อ ต้องรัก อย่างไม่มีเงื่อนไข ถึงแม้ว่าคุณจะเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์นี้ก็ตาม”


“nihilist blues (feat. Grimes)”

I’ve been climbing up the walls

To escape the sinking feeling

But I can’t hide from the nihilist at my door

บทเพลงฟีเจอริ่งเพลงแรกของอัลบั้ม ได้ “Grimes” นักร้องนักแต่งเพลงแนว art-pop สาวจากแคนาดามาร่วมฟีเจอริ่งด้วย เป็นบทเพลงที่พูดถึง nihilism หรือลัทธิสุญนิยม ซึ่งเป็นลัทธิที่ไม่เชื่อถือในอะไรทั้งสิ้น และมีแนวโน้มที่จะทำลายในทุกสิ่งที่คนยึดถือทั้งศาสนา กฏหมาย คติความเชื่อใดๆในสังคม โดยมุ่งเป้าที่ไปที่ความไร้แก่นสารของชีวิตและวิกฤติแห่งการดำรงอยู่ของตัวตน

Grimes

Oliver ได้เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ที่เขาบอกว่าเป็นหนึ่งในเพลงโปรดของเขาว่า “เราได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Grimes ที่บอกว่าชอบวงของพวกเรา ซึ่งภรรยาของผมก็คลั่งไคล้เธอมากและเธอบอกว่า Grimes คงไม่มาทำเพลงกับพวกเราหรอก เธอไม่เคยร่วมงานกับใครเลย แต่จนแล้วจนรอดในที่สุดเธอก็ได้ฟังเพลงนี้ เธอฟังไปได้แค่เพียง 30 วินาทีเธอก็หยุดและบอกว่า ‘โอเค งั้นให้ฉันลุยมันต่อเลย’ การที่เธอตอบรับมันเป็นอะไรที่สุดๆจริงๆ”

ในด้านดนตรีนั้น “nihilist blues”  ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงดิสโก้ในอดีตและแนวดนตรี EDM  อย่างเช่นพวกเพลงยูโรแดนซ์ในยุค 90


In The Dark”

In the dark, in the dark

Ooh, I’ve done it again

Dug a little deep and it’s all caved in

Now, I free fall in a black hole

I know I’m getting warm ’cause I feel so cold

In The Dark คือเพลงที่ป็อปที่สุดเพลงหนึ่งจากอัลบั้มนี้ และเป็นเพลงป็อปๆที่มาเป็นแทร็คแรกของอัลบั้ม เนื้อหาของเพลงพูดถึงคนที่พบว่ากำลังถูกคนรักนอกใจอยู่ ซึ่ง Oliver ได้หยิบเอาเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองและภรรยาคนก่อน Hannah Snowdon ที่นอกใจเขาและไปมีความสัมพันธ์กับ Guy Le Tatooer ซึ่ง Hannah ก็ได้ออกมาบอกว่า Oliver เองก็เคยนอกใจเธอหลายต่อหลายครั้งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้สัมพันธ์รักครั้งนี้จึงสิ้นสุดลงภายในหนึ่งปีหลังจากที่ทั้งคู่ได้แต่งงานกัน

เพลงนี้เป็นการพยายามทำในสิ่งใหม่ๆของ BMTH ซึ่งพวกเขากำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการทำในสิ่งที่อยากลองทำดูและในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นการปฏิเสธฐานแฟนๆเดิมไปด้วย


“Wonderful Life” (feat. Dani Filth)

‘Lone, getting high on a Saturday night

I’m on the edge of a knife

Nobody cares if I’m dead or alive

Oh, what a wonderful life

ซิงเกิ้ลที่สองจากอัลบั้มนี้ ที่มาพร้อมท่วงทำนองอันหนักหน่วงแบบเมทัลซึ่งน่าจะสะใจเหล่าสาวกของ BMTH เนื้อหาว่าด้วยเรื่องของคนที่มีความทุกข์ใจและรู้สึกว่าไม่สามารถอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมองว่าโลกนี้มันมีความสวยงามอยู่ เป็นคนที่โอกอดความเศร้าไว้แต่ก็เพลินใจได้กับชีวิตประจำวันอันแสนมืดหม่น

เพลงนี้ได้ Dani Filth นักร้องนำจากวงแบล็คเมทัลสายโหด Cradle of Filth  มาร่วมฟีเจอริ่งด้วย 

Dani Filth

Oliver เขียนเนื้อเพลงนี้จบภายในวันเดียว โดยปล่อยให้มันไหลไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะมันเป็นความรู้สึกจากข้างใน ที่รู้สึกว่าในบางช่วงของชีวิตตัวเองก็เป็นคนที่น่าเบื่อและรู็สึกได้ถึงเสียงเรียกร้องอันบ้าคลั่งที่อยู่ข้างใน เขาบอกว่าหากทุกวันนี้ไม่ได้ออกทัวร์ เขาก็คงย้ายไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่การได้ทัวร์มันทำให้เขาได้เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนบรรยากาศ ไปเจอเรื่องราวใหม่ๆ นั่นทำให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อไป


“Ouch”

I always knew this is gonna end in tears

Didn’t think your wrists would keep a souvenir

And I thought that I had heard it all

Till I heard your lover screaming down the phone

“ouch” คือ แทร็คที่เหมือนกับเป็น interlude เพื่อที่จะส่งต่อไปเพลงต่อไปคือ “medicine” ในเพลงนี้เนื้อหาก็ยังพูดถึงเรื่องการถูกนอกใจจากอดีตภรรยา Hannah Snowdon อยู่

ส่วนในด้านดนตรีเพลงนี้ก็มาเป็นอิเล็คทรอนิคแบบเต็มๆเลย


“medicine”

You need a taste of your own medicine

‘Cause I’m sick to death of swallowing

Watch me take the wheel like you, not feel like you

Act like nothing’s real like you

So I’m sorry for this, it might sting a bit

ตอนที่ปล่อยซิงเกิ้ลนี้ออกมาเล่นเอาแฟนๆเหวอกันไปเลย ด้วยความป็อปของมัน แต่อย่างไรก็ดีมันก็เป็นเพลงที่น่าสนใจทั้งในด้านดนตรีและเนื้อหา

“medicine”  เป็นซิงเกิ้ลที่สามจากอัลบั้มนี้ และเหมือนจะเป็นอีกเพลงหนึ่งที่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์กับ Hannah Snowdon (นี่จะเอาให้หมดทุกเพลงเลยใช่มั้ย) โดยการเปรียบเปรยว่ารักร้ายๆก็เหมือนยาพิษ ที่กัดเซาะชีวิตเราไปทีละนิด เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราถอยออกมา และมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นนับจากนั้น

ส่วนในด้านดนตรีก็มาในแบบของอิเล็คทรอนิคป็อปฟังหวานหูอย่างเต็มที่ ช่างขยี้ใจชาวเมทัลจริงๆ (55)


“sugar honey ice & tea”

Sugar, honey, ice, and tea

Sugar, honey, ice, and tea

(Yeah, everybody’s full of)

Sugar, honey, ice, and tea

Sugar, honey, ice, and tea

แทร็คนี้ดูแล้วน่าจะเป็นหนึ่งในแทร็คที่หนักหน่วงที่สุดของอัลบั้มนี้  ความเด็ดของมันคือส่วนผสมของกีตาร์ริฟฟ์และภาคดนตรีที่หนักแน่นกับการร้องเสียงหลบ (falsetto) ในท่อนฮุค ที่มาในส่วนผสมของดนตรีเฮฟวี่และกลิ่นอายของบริทป็อป แถมตัวเพลงยังเพิ่มความเดือดขึ้นเรื่อยๆ จน Oliver ร้องสำรอกออกมาในช่วงท้ายเพลง ช่างเท่จริงๆเพลงนี้

เพลงนี้น่าจะหลุดพ้นจากเรื่องรักๆเลิกๆแล้ว และหันมาพูดเรื่องของสังคมโลกบ้าง โดยเป็นเพลงที่สะท้อนมุมมองของคนที่ใจแคบและไม่เปิดกว้างยอมรับความคิดความคิดหรือความเชื่อของคนอื่นๆ

ส่วนที่มาของคำว่า “Sugar honey ice and tea” นั้นแท้จริงแล้วมันซ่อนความหมายอันสุดพีคเอาไว้อยู่ เพราะเมื่อเราเอาตัวอักษรขึ้นต้นของแต่ละคำมาเรียงกันมันจะได้คำว่า “shit” เหมือนจะสะท้อนมุมมองร้ายๆว่า คนเรานี้ในหัวก็มีแต่ “Shit!”  แต่เพื่อให้มันเป็นมิตรหน่อยก็เลยซ่อนเอาไว้ในประโยค  “Sugar honey ice and tea” ซึ่ง Oliver ได้เล่าว่า

“ท่อนคอรัสที่ร้องว่า  “Sugar honey ice and tea” นั้นจริงๆแล้วมันมาจากคำที่พ่อผมมักใช้แทนคำสบถเวลาหัวเสีย เพลงนี้มันพูดถึงสิ่งที่โลกเราเป็น สิ่งที่เราเป็น คุณรู้ใช่มั้ยว่าผมหมายถึงอะไร? เราทุกคนต่างสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่อยากจะสนใจในความคิดหรือมุมมองของคนอื่น มันช่างน่าตลกจริงๆ”

ซึ่งคำว่า “Sugar honey ice and tea” นี่ก็ชวนให้คิดเหมือนกันว่ามี reference มาจาก Madagascar รึเปล่า เพราะมันเป็นประโยคที่เจ้าม้ามาร์ตี้พูดในฉากนี้ ซึ่งความหมายมันก็คือ “SHIT” เหมือนกันนี่ล่ะ แต่จะให้พูด SHIT ในการ์ตูนเด็กมันก็กระไรอยู่ 555


“why you gotta kick me when i’m down?”

But tell me, why you gotta kick me when I’m down?

นี่คือ BMTH ในรูปแบบของแร็ปเปอร์ การร้องแร็ป บีทฮิปฮอป และท่วงทำนองหน่วงแน่นจากดนตรีอิเล็คทรอนิค แถมยังมีเสียงร้องประสานจากกลุ่มนักร้องประสานเสียงเด็กๆอีกต่างหาก เพลงโหดที่มันมีเสียงเด็กประสานนี่มันช่างแนวจริงๆ Oliver เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ไว้ว่า

“ผมเคยเล่นเพลงนี้ให้เพื่อนๆผมฟังครั้งหนึ่ง พวกเราในวงจะมีกลุ่มเพื่อนนอกวงที่เราเชื่อใจให้เป็นที่ปรึกษาในการทำเพลง และเมื่อผมเล่นเพลงนี้ให้พวกเขาฟัง พวกเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาและบอกว่านี่มันโหดเฮฟวี่ที่สุดเท่าที่เคยฟังมาเลย มันไม่ใช่เพลงเฮฟวี่ด้วยกีตาร์ แต่มันเป็นเฮฟวี่แบบผู้ดี “urban heavy” ดูจากปฏิริยาของเพื่อนๆแล้วมันทำให้ผมต้องรีบกลับมาบอกกับเพื่อนในวงว่า เฮ้พวก ! เราต้องทำมันให้เสร็จแล้วว่ะ”

ส่วน Jordan Fish ก็เล่าถึงที่มาของเนื้อหาในเพลงว่า

“มันเป็นเพลงที่ Oli พูดถึงความสัมพันธ์ของเขากับเหล่าแฟนเพลง และความคิดเห็นของพวกเขาที่มีต่อ Oli และชีวิตส่วนตัวของเขา  ส่วนเสียงร้องประสานก็มาจากเหล่าเด็กๆในละแวกบ้านของผม มันทำให้ผมคิดถึงเพลง  “It’s a hard knock life.”ของ Pink Floyd เลย

ซึ่งกลุ่มนักร้องประสานเสียงในเพลงนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Choir Noir และ Brightwalton Primary School Choir ในอังกฤษ


“fresh bruises”

Don’t you try to fuck with me

Don’t you hide your love

แทร็ค interlude ที่สามของอัลบั้ม  “fresh bruises” เป็นเพลงอิเล็คทรอนิคที่มาพร้อมเบสอันหนักหน่วง ตึ้บ ตึ้บ และมีการใช้แซมเปิ้ลอินโทรเพลง “Can You Feel My Heart” ในท่อน bridge ด้วย

ส่วนเนื้อเพลงก็เท่มาก ร้องวนไปเวียนมาอยู่แค่สองประโยคนี่ล่ะ และก็น่าจะเป็นเรื่องของ Oli ที่พูดถึงคนรักของเขานั่นล่ะ  ซึ่ง Oliver ได้เล่าถึงการทำเพลงเพลงนี้ว่า

“มันเป็นเพลงที่มาแบบธรรมชาติมากเลย แค่เรารู้สึกว่าอยากทำเพลงแบบนี้ เพลงที่ไม่มีโครงสร้างแบบท่อน verse chorus verse chorus และเต็มไปด้วยซาวด์อิเล็คทรอนิค ซึ่งเพลงแนวนี้่วนใหญ่ที่ผมฟังก็จะเป็นแบบนี้ มันจะวนๆไปมามีท่อน drop และ buildup  เพลงนี้ไม่ได้เป็นแบบ EDM แต่เป็น lo-fi อิเล็คทรอนิค อวองการ์ด ผมรู้สึกเท่มากเลยที่ได้ทำเพลงที่อิสระอะไรแบบนี้”


mother tongue”

So don’t say you love me; fala, “amo”

Just let your heart speak up, and I’ll know

แทร็คนี้น่าจะเป็นแทร็คที่ป็อปหวานหูที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว ก็จะไม่ให้หวานได้อย่างไรก็เพราะมันเป็นเพลงที่ Oliver แต่งให้กับภรรยาคนล่าสุดของเขา Alissa Salls แม่หญิงชาวบราซิลนั่นเอง

Mother Tongue แปลว่าภาษาแม่ ภาษาที่เราใช้ตั้งแต่เกิด ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของภาษาแต่มันสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความคิด สังคม วัฒนธรรมและตัวตนของคนคนนั้น ซึ่งคำว่า “amo” ที่ใช้เป็นชื่ออัลบั้มนั้นมาจากภาษาโปรตุเกสซึ่งเป็นภาษาแม่ของ Salls นั่นเอง ดังนั้น amo จึงเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่เกี่ยวข้องกับความรัก และ มันก็เกิดขึ้นได้จากความรักที่ Oliver มีต่อ Salls นั่นเอง หรือพูดง่ายๆก็คือ อัลบั้มนี้พี่ Oliver นั้นทำขึ้นเพื่ออุทิศให้กับภรรยาคนนี้นั่นเอง (มิน่าหล่ะพี่ถึงอยากจะป็อปกับอัลบั้มนี้เหลือเกิน)

Alissa Salls หวานใจนาย Oliver Sykes

ซึ่ง Oliver ได้เล่าถึงที่มาของเพลงนี้ไว้ว่า

เพลงนี้มันเป็นเพลงรักที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุดที่ผมเคยเขียนมาเลย มันเป็นเพลงที่เขียนได้ง่ายมากเพราะว่ามันเป็นเรื่องสวยงาม อารมณ์บวก และมันเกี่ยวข้องกับการพบกันครั้งแรกของผมกับภรรยาชาวบราซิล

ตอนนั้นเธอไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษสักเท่าไหร่ และเธอก็พูดภาษาโปรตุเกสได้ดีกว่าผมมาก แต่ในตอนนั้นแรกที่เราพบกันผมรู้สึกว่าเรามีบางสิ่งที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแรงกล้า มันเป็นช่วงเวลาที่บ้ามากเลย และเพลงนี้ก็พูดถึงช่วงเวลานั้นซึ่งมันติดอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ผมเขียนออกมาได้อย่างง่ายๆเลย”

หวานซะ

ภาพคู่หวานๆ


heavy metal (feat.Rahzel)”

And I keep picking petals

I’m afraid you don’t love me anymore

‘Cause a kid on the ‘gram in a Black Dahlia tank

Says it ain’t heavy metal

(And that’s alright, that’s alright)

“heavy metal” เป็นเพลงที่ Oliver ใช้สื่อสารไปถึงแฟนๆกลุ่ม “ฮิปสเตอร์ทั้งหลายที่บ่นอุบพอรู้ว่าวงจะเปลี่ยนแนวทางมาป็อปขึ้น โดยเขาอยากให้แฟนๆลองฟังเพลงนี้ดูก่อนตัดสิน หากฟังครั้งแรกแล้วมันไม่ใช่ก็ให้ฟังรอบต่อๆไป เชื่อว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจะต้องเซอร์ไพรซ์และรู้สึกได้ถึงความเป็น BMTH ที่ยังคงมีอยู่อย่างแน่นอน

เพลงนี้ได้ “Rahzel” ตัวจริงเรื่องบีทบ็อกซ์จากวง The Roots มาฟีเจอริ่งด้วย ซึ่งเพลงนี้ทางวงได้ทำเป็นเดโมมานานแล้ว ซึ่งบีทของเพลงให้ความรู็าึกเหมือนกับเป็นบีทบ็อกซ์จริงๆ ก็เลยคิดว่าถ้าได้คนทำบีทบ็อกซ์ตัวจริงมา มันก็คงเจ๋งเลย พอเห็นฝีไม้ลายมือการบีทบ็อกซ์ของ Rahzel จากวีดิโอคลิปทั้งหลายที่แชร์กันในโลกอินเทอร์เน็ตก็เลย ติดตามดูอยู่และชวนมาฟีเจอริ่งกันในที่สุด

Rahzel


i don’t know what to say”

นี่คือแทร็คที่ชอบมากที่สุดของอัลบั้มนี้เลย ทั้งในด้านดนตรีและเนื้อหา ความเท่ของเพลงนี้คือการผสมกันระหว่าง ออเครสตร้าเครื่องสาย กีตาร์อะคูสติคและความเป็นเมทัล โดยมีแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนของ Oliver ที่ชื่อว่า  Aidan ซึ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โดย Oliver ได้จินตนาการถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่หากเขาได้อยู่เคียงข้างเพื่อนคนนี้ในวินาทีนั้น เขาจะพูดกับเพื่อนว่าอะไร

มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลขึ้นมาเพราะว่าในตอนนั้นผมไม่ได้ไปอยู่เคียงข้างเขาในช่วงเวลาสุดท้าย มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเหมือนกันนะเวลาคิดถึงมันเพราะว่า เราจะพูดอย่างไรได้กับคนที่กำลังจะตาย ? คุณไม่สามารถไปบอกกับเขาได้หรอกว่าทุกอย่างจะโอเคทั้งๆที่มันไม่โอเคเลย เรื่องราวในเพลงนี้มันคือสิ่งที่บอกว่าเพื่อนผมคนนี้กล้าหาญแค่ไหน ลองคิดดูสิว่าคุณจะตื่นขึ้นและลุกออกจากเตียงทุกวันทั้งๆที่มีสิ่งหนาหนักกำลังรุมเร้าตัวคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้อย่างไร”

เพลงนี้มีความสมบูรณ์ทางอารมณ์มาก เสียงเครื่องสายปะทะด้วยซาวด์ดนตรีร็อคอันหนักแน่น ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ กล้าหาญ  มันคือความ epic ! อย่างแท้จริง

You said the world’s already full enough

Of defeated people and you would not be one

Always a choice to move yourself along

And find better and I hope that’s where you are

Yeah, I know that’s where you are

 

ที่มา

https://genius.com/albums/Bring-me-the-horizon/Amo

https://www.nme.com/music-interviews/bring-me-the-horizon-amo-new-album-watch-full-track-by-track-lyrics-meaning-2438430

https://www.nme.com/news/music/bring-me-the-horizon-on-their-emotional-new-album-amo-everything-boils-down-to-love-in-the-end-2370874

https://killyourstereo.com/reviews/1104777/bring-me-the-horizon-amo/

http://rawpowermanagement.com/bring-me-the-horizon/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

“Love is blind” หยุดร้องฟูมฟาย หยุดเวลาความรักที่หมดไปกับซิงเกิ้ลใหม่จาก Sqweez Animal

Published

on

“ในการใช้ชีวิตนั้น เราต้องสู้กับความจริง และอยู่กับมันให้ได้ ถึงแม้บางครั้งมันจะเจ็บปวดและทรมาน
วันนี้มีหลายอย่าง ที่เราอาจสูญเสียไป แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ก่อกำเนิดขึ้นและเป็นโอกาสใหม่ๆ ให้กับเราเสมอ”

วิน ศิริวงศ์

ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สควีซ แอนิมอลก็ยังคงมีเพลงใหม่ออกมาให้เราได้ฟัง กลับมาคราวนี้วิน ศิริวงศ์ได้กลับมาสานต่อจิตวิญญาณของสควีซ แอนิมอล ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านบทเพลงร่วมสมัยที่ใช้ซินธิไซเซอร์และเสียงของเครื่องดนตรีต่างๆมาประสานกันอย่างลงตัวมีความเซ็กซี่ โมเดิร์นและสวยงามตามแบบฉบับของสควีซ แอนิมอล แต่แตกต่างออกไปด้วยกลิ่นอายใหม่ๆ

Love is blind เป็นการร่วมงานกันระหว่างวิน ศิริวงศ์ กับโปรดิวเซอร์มือดี “กวิน อินทวงษ์” ที่เคยร่วมงานกับอะตอม ชนกันต์และ me you มาแล้ว นอกจากนี้ยังมี “อายุ จารุบูรณะ” อดีตมือกลองวง Cocktail มาร่วมโปรดิวซ์ด้วยอีกคน รับประกันความไพเราะ เซ็กซี่และกลิ่นอายทางดนตรี Soul R&B ที่มีความเท่และโมเดิร์นได้เลย แค่นั้นยังไม่พอการดีไซน์การร้องให้กับวินในเพลงนี้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากๆเช่นเดียวกัน คือยังคงมีความเป็นวินอย่างเต็มเปี่ยมแต่ก็มีความใหม่ใส่ลงไปด้วยเหมือนกัน ซึ่งวินยอมรับว่าเพลงนี้ร้องยากมาก ด้วยวัยและการห่างไกลการร้องแบบนี้มานาน ทำให้งานนี้เหมือนต้องกลับมารื้อใหม่ ฝึกฝนทุกวันให้มันเข้าที่ และก็ต้องมีเทคโนโลยีมาช่วยด้วยเล็กน้อยเพื่อให้ฟังแล้วลื่นหูมากขึ้น

ส่วนการเรียบเรียงดนตรีนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจเสียงซินธิไซเซอร์เป็นพระเอกของงานส่วนกีตาร์ก็ตอดเบาๆกำลังดี มีความเท่ เก๋ ส่วนกลอง เบสและองค์ประกอบอื่นก็ถูกเรียงร้อยด้วยกันอย่างลงตัวกลมกล่อม

ที่จริงเพลงนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว โดยวินเป็นคนแต่งขึ้นและค่อยๆพัฒนาร่วมกันกับสิงห์ โดยมีกวินช่วยโปรดิวซ์ให้แต่ด้วยความล้ำของซาวด์ที่กวินทำให้นั้นมีความแตกต่างจากทิศทางดนตรีของสควีซ แอนิมอล ณ เวลานั้น วินและสิงห์จึงรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาและตัดสินใจพักเพลงนี้เอาไว้ก่อน จนในที่สุดก็ได้กลับมาทำใหม่ในวันนี้

เพลงนี้วินแต่งขึ้นมาจากแรงบันดาลใจจากการที่เขาได้เห็นคนรอบข้างฟูมฟายกับความรักที่จากไป ซี่งเค้าได้แต่สงสัยว่าทำไมเราจึงโอบกอดความรักที่เจ็บช้ำราวกลับกำลังกำกุหลาบที่มีหนามแหลมเอาไว้และไม่ยอมปล่อยมันทิ้งไป เพลงนี้จึงเป็นเสมือนการบอกเล่าความรู้สึกของตนผ่านบทเพลงเพื่อที่จะบอกกับทุกคนว่าให้เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปได้แล้ว ทิ้งความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ข้างหลัง เหลือไว้เพียงความทรงจำในชีวิตที่ไม่ว่ามันจะงดงามหรือเจ็บช้ำเพียงใดก็ตาม อย่างไรเราก็ต้องก้าวเดินต่อไป

รอเรื่อยไป รอเมื่อสาย

จะร้องฟูมฟาย หรือร้องโวยวาย

สุดท้ายก็มีแค่เหลือเพียงวันที่ผ่านมา

รักได้ตายไปแล้วครั้งนี้ ยอมรับสักทีจะหนีความจริงได้กี่วัน

วันนี้เขา ไม่อยู่… Love is blind and love is gone

งาน MV ได้ผู้กำกับหญิงมือดีแห่งยุคอย่าง จีน คำขวัญ ดวงมณี มาถ่ายทอดเรื่องราวของชายหนุ่มที่ไม่อาจทิ้งความรู้สึก ในอดีตเอาไว้ได้ งานนี้ยังคงมาด้วยสีสันที่แสบสันเช่นเคยอันเป็นลายเซ็นของจีน ทั้งการจัดแสงและการคุมสี เรียกได้ว่าเซ้นส์ทางแฟชั่นของเธอยังคงคมคายไม่เปลี่ยน ส่วนนักแสดงที่เล่นในเพลงนี้ก็ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ จีนใช้แสงและสีสันผสมผสานเซ้นส์ทางแฟชั่นมาประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องราวได้อย่างงดงาม

เรื่องราวใน MV ชวนให้นึกถึงคำกล่าวของ William Shakespeare ที่กล่าวเอาไว้ว่า

“The mirror of life shows you woman or man but in the heart of the soul you are neither. This is why love is blind.”

เชิญรับชมรับฟังบทเพลง “Love is blind” ได้เลยครับ

“Love is blind” 

โปรดิวซ์โดย  วิน ศิริวงศ์ , กวิน อินทวงษ์ และ อายุ จารุบูรณะ

เรียบเรียงโดย กวิน อินทวงษ์ และ วิน ศิริวงศ์

เนื้อร้อง ทำนอง กีตาร์ โดย วิน ศิริวงศ์

แซมพลิ่ง กลอง เบส และซินธ์ โดย กวิน อินทวงษ์

ติดตามข่าวสารของ สควีซ แอนิมอล ได้ทาง Sqweez Animal 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

เตรียมตัวสิ้นสุดทางเพื่อน: มาขอเป็นแฟนให้ได้แฟนกันเถอะ!

Published

on

ภาพประกอบจาก gdh

คุณกำลังประสบปัญหา FRIEND ZONE หรือไม่!?

นี่คือชีวิตจริงของคุณหรือเปล่า? คุณมีเพื่อนสาวอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นคนพิเศษของคุณ คุณก็ดูเหมือนเป็นคนพิเศษของเธอ คุณเป็นคนที่เธอโทร.หาทั้งที่ไม่ได้มีธุระอะไร โทร.มาขอให้คุณร้องเพลงให้ฟังหรืออะไรทำนองนั้น คุณคอยอยู่ข้างเธอเมื่อเธอเหงา เธอชวนคุณไปไหนคุณก็ไปโดยไม่เกี่ยงงอน คุณเป็นคนที่คอยจดเลกเชอร์ให้เธอยามที่เธอไม่ได้เข้าเรียน ติวหนังสือให้เธอยามที่เธอเรียนไม่รู้เรื่อง เธอมีปัญหาอะไรก็เอามาให้คุณช่วยแก้ เธอบอกว่าอยู่กับคุณแล้วสบายใจ แต่ก็ยังเที่ยวบอกใครต่อใครว่าคุณเป็นแค่เพื่อนของเธอ


เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจ้า!

อย่างนี้มันไม่ใช่!!

คุณทนกับสถานภาพนี้ของคุณต่อไปไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาต้องข้ามเส้น คุณเลยตัดสินใจหอบกุหลาบช่อใหญ่เข้าไปหาเธอ วันนี้คุณตัดสินใจแล้วว่าเป็นไงเป็นกัน

“เป็นแฟนกับเรานะ” คุณยื่นข้อเสนอให้เธอพร้อมช่อกุหลาบ
“แล้วถ้าเราตอบว่าไม่ล่ะ?” เธอถามกลับ
“ถ้าไม่…ก็…ไม่เป็นไร…เป็นอย่างนี้ต่อไปก็ได้” คุณตอบเธอแบบไม่เต็มเสียง
“เป็นเพื่อนกันก็ดีอยู่แล้วเนาะ” เธอพูด

นั่นไง โดน FRIEND ZONE เต็ม ๆ !

แล้วเธอก็ไปกับผู้ชายอีกคน แล้วผมก็ต้องมานั่งอ่านสเตตัสเฟซบุ๊กจำพวกผู้หญิงใจร้าย โลกนี้ไม่ยุติธรรม ทำไมผู้หญิงชอบคนเลว guนี่ไงผู้ชายที่เหมือนgu และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้ผู้ชายหน่ายโลกอย่างผมหน่ายโลกหนักเข้าไปอีก

โอเค ผมเข้าใจ ใคร ๆ ก็รู้ว่าการที่คุณทำอะไรให้เธอมากมายขนาดนี้ มันต้องเป็นแฟนกันแล้ว เพื่อนกันอย่างมากเขาก็แค่ไปดูหนังด้วยกันเป็นหมู่คณะทุกเย็นวันพุธ โทร.หาเวลาจะถามว่าmeungถึงไหนแล้ว (guรออยู่ โปรบุฟเฟต์มันต้อง 4 คนโว้ย!) หรือไม่ก็ซีร็อกซ์เลกเชอร์แจกกันในห้อง

แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนที่ทำให้คุณไม่สามารถเจรจาต่อรองเพื่อให้เธอเปลี่ยนแปลงสถานะความสัมพันธ์กับคุณได้ เอาแบบที่ให้คลิกตรงที่ติดกับคำว่า In a relationship with ในหน้าโปรไฟล์เฟซบุ๊กของเธอแล้วมันเด้งขึ้นมาเป็นหน้าโปรไฟล์ของคุณ (ไม่ใช่หน้าโปรไฟล์ของใครก็ไม่รู้!) มันเป็นเพราะว่าเธอสวยเลือกได้ (นั่นเธอเลือกแล้วเหรอ!) เธอรอชายในฝัน (แต่หมอนั่นมันฝันร้ายชัด ๆ !) หน้าตาคุณเหมือนเต้าหู้ (แต่หน้าตาหมอนั่นเหมือนเต้าหู้ถูกเหยียบ!) หรือเพราะอะไร?


guไม่ได้อยากเป็นเพื่อน guอยากเป็นผัว!!


เห็นแล้วอยากทุ่มน้ำแข็งใส่หัวมันโว้ย!

จะออกจาก FRIEND ZONE ได้ ต้องใช้วิชาการเจรจาต่อรอง

มาถึงจุดนี้ คำถามก็คือ อะไรคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผลของการเจรจาต่อรองเป็นอย่างที่คุณต้องการ? อำนาจต่อรองของคุณอยู่ที่ไหน? ใช่คุณค่าของสิ่งที่คุณนำเสนอในการต่อรองหรือเปล่า? เปล่าเลย อำนาจต่อรองของคุณขึ้นอยู่กับทางเลือกที่คุณมีหากการเจรจาต่อรองนั้นไม่ประสบผลสำเร็จต่างหาก พูดอีกอย่างก็คือคุณแคร์มากน้อยแค่ไหนถ้าคุณไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการจากการเจรจาต่อรอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณไปเดินตลาดนัดคนเดียวแล้วเจอเสื้อยืดที่คุณอยากได้แต่แม่ค้าไม่ให้ราคาที่คุณพอใจ คุณก็มีทางเลือกอื่น เช่นเดินไปซื้อที่อื่น หรือไม่ก็กลับไปใส่เสื้อยืดที่คุณมีอยู่แล้ว เพราะสำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ เสื้อยืดที่ไหนก็เหมือนกัน ในกรณีนี้คุณมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าแม่ค้า ทำให้แม่ค้าต้องลดราคาให้คุณจนกว่าคุณจะพอใจ การซื้อขายจึงจะเกิดขึ้น

แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง ถ้าแม่สาวน้อยของคุณบอกคุณว่าอยากกินขนมปังเนยโสด และเจาะจงว่าต้องเป็นขนมปังเนยโสดจากคาเฟ่ขนมหวานร้านหนึ่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ห้ามซื้อของร้านอื่นเด็ดขาดเพราะเธอจะไม่สามารถถ่ายรูปอวดเพื่อนในไอจีได้ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องลำบากตรากตรำไปซื้อให้เธอและแน่นอนว่าแม่ค้าจะโขกเอาเงินจากคุณเท่าไหร่ก็ได้ แล้วคุณก็จะได้แต่บ่นกระปอดกระแปดว่าทำไมต้องลำบากขนาดนี้ ขนมปังเนยสดที่ไหน ๆ มันก็เหมือนกันไม่ใช่เรอะ!

เด้งเข้ามาพร้อมกันเลย ช่วยบอกมนุษย์ติดรีวิวอย่างผมทีครับว่าผมควรไปทางไหนดี!?

กลยุทธ์วุ่นวายเยิ่นเย้อเว้ย จะให้ทำยังไงก็พูดมา รีบ!

โอเคครับ ใจเย็น ๆ ใกล้ถึงแล้วครับ

เมื่อพิจารณาจากตัวอย่างที่ผมยกมาแล้ว เมื่อคุณจะทำการเจรจาต่อรอง ยุทธวิธีที่คุณควรจะใช้มีอยู่สองวิธี

วิธีแรกคือการทำให้คู่เจรจาของคุณเชื่อว่าคุณยังมีทางเลือกอื่นถ้าการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ประโยคที่เราได้ยินบ่อย ๆ จากลูกค้าในการต่อรองราคาสินค้าก็เช่น “เคยเห็นร้านอื่นขายถูกกว่านี้นี่นา” “ไปดูร้านอื่นก่อนดีกว่า” “ถ้าไม่ได้ราคานี้ก็ไม่เอา” เป็นต้น

วิธีที่สองก็คือการทำให้คู่เจรจาของคุณเชื่อว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วถ้าการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ประโยคที่เราได้ยินบ่อย ๆ จากแม่ค้าในการต่อรองราคาสินค้าก็เช่น “ไม่มีร้านไหนให้ถูกกว่านี้หรอกค่ะ” “มีร้านหนูร้านเดียวที่มีแบบนี้นะคะ” “แบบเก่ามันเชยไปแล้วล่ะคุณ” เป็นต้น

กลับมาที่ปัญหาของคุณที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น สาเหตุที่ทำให้การเจรจาต่อรองของคุณกับเธอไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คุณต้องการก็คือ สถานการณ์ปัจจุบันมันชัดเจนว่าคุณไม่มีทางเลือกอื่นเมื่อการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ในใจเธออาจจะคิดว่าต่อให้เธอไม่รับข้อเสนอของคุณ เธอก็ยังไม่เสียอะไรไป ยังไงคุณก็ยังอยากเจอหน้าเธอทุกวัน อยากได้ยินเสียงของเธอก่อนนอนทุกคืน อยากให้เธอส่งข้อความให้ อยากไปไหนมาไหนกับเธอสองต่อสอง อยากทำทุกอย่างที่คุณทำได้เพื่อให้เธอมีความสุข (นั่นก็แปลว่าเธอยังมีทางเลือกที่จะไม่เลือกคุณ) เมื่อเธอคิดเช่นนี้แล้ว ข้อเสนอของคุณก็ไม่มีความหมายให้เธอต้องมาใส่ใจ

ได้เวลาดำเนินยุทธวิธี

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ? จากสองยุทธวิธีที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น วิธีที่คุณอาจจะใช้ได้ก็มีดังต่อไปนี้

สเต็ปแรก: ปูทางมาอย่างนุ่มนวล

สเต็ปแรกก็คือ ตลอดเวลาที่คุณคบกับเธอเป็น “เพื่อน” คุณต้องทำให้เธอเชื่อว่าคุณยังมีทางเลือกอื่นอีกมาก ต่อให้คุณขาดเธอไปคุณก็ไม่เป็นอะไร คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการลองพูดคุยหรือออกเดตกับผู้หญิงคนอื่นดูบ้าง หากิจกรรมอย่างอื่นทำในเวลาว่างของคุณ เวลาเธอไลน์หรือเฟซบุ๊กมาก็ปล่อยให้เธอเห็นว่าคุณอ่านแล้วทิ้งไว้บ้าง ทอดไข่เจียวให้เสร็จปิดแก๊สให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาตอบก็ได้ ไม่ต้องรีบตอบทันทีทันใด เวลาเธอขออะไรคุณก็ไม่จำเป็นต้องจัดเต็มให้เธอตลอด อย่างที่ภาษาไทยเขาเรียกว่าอย่าทำตัวเป็นของตาย (มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่าทำไมผู้หญิงถึงเลือกผู้ชายเจ้าชู้หรือผู้ชาย “เลว ๆ” เป็นแฟน และทำไมผู้ชายดี ๆ ถึงไม่มีแฟนกับเขาสักที)

ไม่ใช่ว่าคุณทำธุระอยู่พม่า พอเธอโทร.หาคุณแล้วบอกว่าให้มาหาที่มาเลเซีย คุณก็รีบบึ่งตรงไปทันที อย่างนี้ไม่เอา!

สเต็ปที่สอง: ส่งสัญญาณให้เธอรู้ เตรียมปล่อยท่าไม้ตาย

สเต็ปที่สองคือ ก่อนที่คุณจะไปยื่นข้อเสนอกับเธอ ให้คุณเปรยให้เพื่อน ๆ ของคุณและเพื่อน ๆ ของเธอฟังจนไปเข้าหูของเธอว่า คุณกำลังตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต อย่างเช่นคุณเพิ่งได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้ไปศึกษาต่อปริญญาเอกสาขาการทำหมูกระทะและการจัดการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย แต่คุณยังลังเลอยู่ว่าจะรับทุนดีหรือไม่ เพราะคุณยังอยากอยู่ใกล้ ๆ เธออย่างนี้ต่อไปมากกว่าและหวังว่าสถานภาพความสัมพันธ์ของคุณกับเธอจะ “พัฒนา” ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าสถานภาพความสัมพันธ์ของคุณกับเธอยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก คุณก็คงจะลืมทุกอย่างและออกเดินทางไปตามเส้นทางของคุณ วิธีการนี้อาจทำให้สุดท้ายแล้วคุณต้องแพ็คกระเป๋าขึ้นรถไฟไปเปียงยางจริงๆ (เพราะกลัวเสียหน้าหรือเพราะตั้งใจจะเอาความรู้กลับมาพัฒนากิจการที่บ้านก็แล้วแต่) แต่ถ้าคุณเชื่อมั่นว่าคุณคู่ควรจะได้รับสิ่งที่คุณต้องการแล้วล่ะก็ คุณควรจะลงมือ เพราะในการเจรจาต่อรองใด ๆ ก็แล้วแต่ การยื่นข้อเสนอโดยไม่สร้างอำนาจต่อรองนั้นไม่มีความหมายแต่แรกอยู่แล้ว

สเต็ปสุดท้าย: ยื่นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธ

สเต็ปสุดท้าย เมื่อคุณถือช่อกุหลาบเข้าไป ก็ขอให้ทำตัวสบาย ๆ อย่าแสดงอาการประหม่าให้เห็นได้เด็ดขาดว่านี่คือเดิมพันเดียวที่คุณมี ประหนึ่งโลกทั้งใบจะพังลงไปตรงหน้าถ้าเธอไม่รับข้อเสนอของคุณ คุณต้องทำให้เธอรู้สึกให้ได้ว่าคุณพร้อมที่จะหายไปจากชีวิตของเธอได้สบาย ๆ ถ้าเธอเห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณทำเพื่อเธอมาทั้งหมดแล้วล่ะก็ เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับข้อเสนอของคุณ

ยังไงก็ขอให้ได้ขอให้โดนนะครับ แต่สำหรับใครที่พลาดเข้าไปติดอยู่ในเฟรนด์โซนแล้ว ไม่รู้จะออกยังไง ผมขอเสนอให้คุณหาเวลาไปชมภาพยนตร์เรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน โดย gdh ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะหาทางออกจากเฟรนด์โซนได้ก็ได้นะครับ ^_^

อ่านรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน ของเราได้ที่นี่ครับ

*ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก gdh

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“6 สิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น” ใน Avengers: Endgame

Published

on

Avengers: Endgame ใกล้จะเข้าฉายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งแฟน ๆ ต่างตั้งคำถามว่า บทสรุปของ Marvel Cinematic Universe Phase 3 จะเป็นอย่างไร ?

ก่อนหน้านี้ Marvel Studios ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาเพื่อเรียกระแสจากผู้ชม และตามมาด้วยคำให้สัมภาษณ์จาก 2 ผู้กำกับ พี่น้องรุสโซ ว่า Avengers: Endgame อาจมีความยาวถึง 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะดำเนินเรื่องให้สู่บทสุดท้ายของภาพยนตร์โดยสมบูรณ์

เรามาดู 6 เหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพื่อให้ Avengers: Endgame กลายเป็นบทสรุปสุดยิ่งใหญ่ของ Marvel Cinematic Universe และเป็นการส่งไม้ต่อไปยัง Phase 4 ต่อไป

1. Captain America และ Iron Man สงบศึกกัน

Captain America และ Iron Man เป็น 2 ตัวละครหลักของแฟรนไชส์ MCU มากนานถึง 10 ปี ถึงแม้ว่าจะมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่ทั้ง 2 คน ก็ไม่เคยเกลียดกันเลยจริง ๆ

นับจากเกิดความขัดแย้งใน Captain America: Civil War แล้วนั้น 3 ต่อมาใน Avengers: Infinity War ทั้ง 2 คน ก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย และนั่นหมายความว่า Avengers: Endgame จะเป็นการขมวดปมให้ทั้ง 2 ตัวละคร ได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน

2. Thanos ต้องตาย

ถึงแม้ว่า Thanos จะทำในสิ่งที่ตัวร้ายน้อยคนนักใน MCU (Marvel Cinematic Universe) จะทำได้สำเร็จ แต่เพื่อให้ MCU เดินหน้าต่อไปได้ และเพื่อให้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของ Thanos ยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางสังคมต่อไป การที่จะเลือกให้ Thanos ต้องสลายหายไปก็อาจเป็นการปิดฉากตัวละครนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีอย่างที่ควรจะเป็น

3. จักรวาลต้องได้รับการแก้ไข

ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อไปหลังจาก Avengers: Endgame แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์หรือสมดุลอย่างที่ Thanos เฝ้าหวัง แต่มันก็คือธรรมชาติของทุกสิ่ง

ทฤษฏีที่แฟน ๆ ค่อนข้างมั่นใจมากที่สุดคือ การย้อนเวลากลับไปช่วง Avengers ภาคแรก เพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่ถึงกระนั้น Marvel Studios ก็ยังมิได้เปิดเผยรายละเอียดแต่อย่างใด

4. เกิดอะไรขึ้นกับคนที่สลายหายไป …ต่อไป

แฟน ๆ จำนวนมากเชื่อว่า ผู้ที่สูญสลายไปเป็นฝุ่นใน Avengers: Infinity War จะกลับมามีชีวิตตามปกติอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นอาจไปอยู่ใน Soul Stone

ถ้าหากทีม Avengers สามารถลบล้างสิ่งที่ Thanos ทำไปแล้วได้จริง (หมายถึงการล้างชีวิตครี่งหนึ่งของทั้งจักรวาล) มันก็จะตอบโจทย์สำคัญของ Avengers: Endgame ได้เป็นอย่างดี

5. บอกลาตัวละครที่คุ้นเคยมานานถึง 10 ปี

ชัดเจนแล้วว่า ตัวละครบางตัวจะบอกลาไป หลังจาก Avengers: Endgame ได้จบสิ้นลง และนั่นหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องจะเป็นการบอกลาตัวละครที่อยู่ร่วมกับแฟรนไชส์นี้มานานถึง 10 ปี ไม่ว่าจะเป็น Captain America (คริส อีแวนส์), Iron Man (รอเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) และ Thor (คริส เฮมสวอร์ธ)

6. ปูทางต่อไปยัง Phase 4

เมื่อ MCU Phase 3 ได้สิ้นสุดลงที่ Avengers: Endgame สิ่งที่ผู้สร้างจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือ การปูทางในตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปยัง Phase 4 ซึ่งอาจประกอบไปด้วยสมาชิกใหม่ของทีม Avengers และตัวร้ายชุดใหม่

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงทฤษฏีความเป็นไปได้ของเหตุการณ์สำคัญที่ควรเกิดขึ้นใน Avengers: Endgame โดยอ้างอิงจากรายงานและข่าวลือต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นจริงมากน้อยเพียงไรนั้น ต้องรอพิสูจน์ในวันที่ 24 เมษายน 2019 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!