Connect with us

What The Fact

ลุงไม่แนะแต่เราแนะ !!! “Animals” จาก Pink Floyd คอนเซ็ปต์อัลบั้มที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Animal Farm”

กลายเป็นกระแสใหญ่โตเลยทีเดียวเมื่อ ลุงตู่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แนะนำให้อ่านหนังสือการเมืองเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม  (Animal Farm) ผลงานของ จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนชาวอังกฤษ จนทำให้เราถึงกับต้องไปหามาอ่าน และได้แต่สงสัยว่าทำไม ท่านนายกฯถึงอยากให้เราคนไทยอ่านหนังสือเล่มนี้นัก จนทำให้หลายฝ่ายออกมาตีความวัตถุประสงค์ในครั้งนี้ รวมไปถึงศึกษาหาความหมายที่ซ่อนไว้ในหนังสือเล่มนี้

หากพูดถึง แอนิมอล ฟาร์ม ของ จอร์จ ออร์เวลล์ แล้วคงต้องบอกว่านี่คือหนังสือที่เราควรจะต้องอ่านสักครั้งในชีวิต (ถึงแม้จะไม่มีใครแนะนำก็ตาม) แอนิมอล ฟาร์ม เป็นนวนิยายสั้นเชิงอุปมานิทัศน์ที่เขียนโดยจอร์จ ออร์เวลล์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945  (ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองใกล้สิ้นสุด) นิยายเรื่องนี้สะท้อนถึงเหตุการณ์การปฏิวัติรัสเซียและการครองอำนาจของสตาลิน โดยใช้สัตว์เป็นตัวดำเนินเรื่อง ออร์เวลล์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยมองว่าสหภาพโซเวียตนั้น “ปกครองอย่างโหดร้าย” และเขาใช้นิยายเรื่องนี้เพื่อเสียดสีการปกครองของสตาลิน รวมถึงความพยายามอันน่ากลัวของสตาลินในการสร้างกรรมสิทธิ์ร่วมในพื้นที่เกษตรกรรมของสหภาพโซเวียต อันเป็นผลให้ชาวโซเวียตต้องเสียชีวิตหลายล้าน   โดยออร์เวลล์ได้มีการเปรียบเทียบสัตว์ทั้งหลายให้กลายเป็นภาพแทนคนลักษณะต่างๆในสังคม อาทิเช่น หมู (ชื่อนโปเลียน) เป็นตัวแทนของผู้ปกครองแบบเผด็จการ   อีกา เสียดสีนักบวชในศาสนาคริสต์ว่ามีลักษณะชอบประจบสอพลอเจ้านาย เวลาเจ้านายพูดอะไรก็จะเออออห่อหมกด้วยเหมือนลูกขุนพลอยพยัก และมีลักษณะเจ้าเล่ห์ไว้ใจไม่ได้  หรือ ม้า ที่เปรียบกับกลุ่มคนผู้จงรักภักดีและไม่เคยตั้งคำถามใดๆต่อผู้นำ  ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก หวังให้ฟาร์มก้าวหน้า เพื่อที่ชีวิตม้าเองก็จะได้ดีขึ้น

นวนิยายเรื่องนี้ได้ส่งอิทธิพลต่องานศิลปะในแขนงอื่นๆมากมาย ซึ่งรวมไปถึงดนตรีด้วย ที่มีงานที่ได้รับแรงบันดาลใจหรือมีการอ้างอิงถึงนวนิยายเรื่องนี้มากมาย เช่น เพลง “Animal Farm” ของ The Kinks ,  “Optimistic” ของ Radiohead  หรือ “Ballad of a Thin Man” ของ บ็อบ ดีแลน และแน่นอนคอนเซ็ปต์อัลบั้มของ Pink Floyd ที่ชื่อว่า “Animals” (1977) ที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้

“Animals”  เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 10 ของวงโปรเกรสซีฟ ร็อคจากอังกฤษนาม Pink Floyd อัลบั้มนี้บันทึกเสียงกันในปี 1976 แต่ออกเผยแพร่ในปี 1977  โดยคอนเซ็ปต์ของเพลงในอัลบั้มนี้ก็คือการนำเสนอการวิจารณ์สังคมและระบอบการปกครองในประเทศอังกฤษช่วงปลายยุค 70 โดยซุกซ่อนความหมายไว้ภายในเนื้อหาเพลง โดยอิงนวนิยายเรื่อง “แอนิมัล ฟาร์ม” เป็นแก่น นอกจากนี้ยังมองได้ว่าอัลบั้มนี้มีการวิจารณ์ระบอบทุนนิยมด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากภาพหน้าปก ที่เป็นภาพโรงงานไฟฟ้าแบตเตอร์ซี (Battersea Power Station) และมีหมูอ้วนสีชมพูลอยอยู่บนฟ้า จัดทำโดยกลุ่มฮิปก์โนซิส (Hipgnosis) สะท้อนให้เห็นถึงการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมที่นำไปสู่วัฒนธรรมการผลิตและบริโภคที่ครอบงำวิถีชีวิตของคนในยุคนั้น (ซึ่งก็รวมถึงในยุคนี้ด้วยเหมือนกัน) โดยแนวคิดของอัลบั้มนี้มาจากโรเจอร์ วอเทอร์ส (Roger Waters) มือเบสและคนเขียนเพลงหลักของวง ซึ่งเริ่มมีอิทธิพลต่องานเพลงของ Pink Floyd มาตั้งแต่คอนเซ็ปต์อัลบั้ม Wish You Were Here (1974) และค่อยๆนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งและการไม่พอใจจากเพื่อนร่วมวง จนนำไปสู่การลาออกของวอเทอร์สในปี 1984

“Animals”  เป็นอัลบั้มที่มีส่วนผสมของดนตรีฮาร์ดร็อคมากกว่าอัลบั้มอื่นๆของ Pink Floyd และเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่มีท่อนบรรเลงยาวเหยียดอีกทั้งยังมีบทเพลงยาวเกิน 10 นาทีขึ้น เป็นอัลบั้มชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงรอยต่อระหว่างยุคการทำเพลงเป็นทีมของ Pink Floyd กับยุคที่วอเทอร์สเป็นแกนกลางในการทำเพลงทั้งหมด ซึ่งเราจะเห็นได้จากที่อัลบั้มก่อนๆ เดวิด กิลมอร์ (David Gilmour) มือกีตาร์ของวงจะเป็นนักร้องนำหลักตั้งแต่เข้ามาแทน ซิด แบเร็ตต์ (Syd Barrett) ในปี 1968  แต่ใน “Animals” เราจะเห็นว่าบทบาทในการร้องของกิลมอร์ถูกลดลงไปและปรากฏเสียงร้องเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งในอัลบั้มเท่านั้น นอกนั้นแล้วร้องโดยวอเทอร์สทั้งหมด

สมาชิกทั้งสี่ของ Pink Floyd : ริชาร์ด ไรท์ -คีย์บอร์ด(ซ้าย) , เดวิด กลิมอร์-กีตาร์(บน) , นิค เมสัน-กลอง (ล่าง) และ โรเจอร์ วอเทอร์ส-เบส ร้องนำ (ขวา)

 

โรเจอร์ วอเทอร์ส

 

เดวิด กิลมอร์

อัลบั้ม “Animals” มีความยาวทั้งหมด 41.41 นาที ประกอบไปด้วยบทเพลงทั้งหมด  5 เพลงแบ่งออกเป็น 2 แผ่น แผ่นแรกมีสองเพลง คือ   “Pigs on the Wing (Part 1)”    ความยาว 1:25 นาที และ  “Dogs”  ยาว 17:03 นาที ส่วนแผ่นที่สองมี 2 เพลง คือ  “Pigs (Three Different Ones)”  ยาว 11:25 นาที  “Sheep” ยาว 10:25 นาที และปิดท้ายด้วย “Pigs on the Wing (Part 2)”   1.23 นาที

เนื้อหาของบทเพลงในอัลบั้มนี้จะถูกสะท้อนผ่านลักษณะนิสัยของสัตว์ 3 ประเภท ได้แก่ หมู  หมา และแกะ ซึ่งเป็นตัวแทนคนแต่ละประเภทในสังคม (เป็นลักษณะการอุปมานิทัศน์แบบเดียวกับใน แอนิมอล ฟาร์ม)

credit : https://www.pinterest.at/pin/864057878485545897/

“Dogs” เป็นบทเพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม มีต้นกำเนิดมาจากเพลงใหม่ที่ Pink Floyd เล่นตอนทัวร์คอนเสิร์ตของอัลบั้ม “Wish You Were Here” เป็นบทเพลงอะคูสติคกลิ่นแจ๊ซที่แต่งโดยกิลมอร์ชื่อว่า “You Gotta Be Crazy” ซึ่งต่อมาได้ถูกทำให้ช้าลงและเปลี่ยนเนื้อร้องแต่งนู่นเติมนี่จนกลายเป็นเพลง  “Dogs” ในที่สุด

“Dogs” ไม่เพียงเป็นบทเพลงที่โดดเด่นจากอัลบั้ม “Animals” เท่านั้น หากแต่ยังโดดเด่นในท่ามกลางบทเพลงทั้งหลายของ Pink Floyd ด้วยทางเดินคอร์ดที่แปลกใหม่จากเดวิด กิลมอร์ ผสานไปกับเสียงออร์แกนและซินธ์ที่บรรเลงโดยมือคีย์บอร์ด ริชาร์ด ไรท์ (Richard Wright) ช่วยเติมเสริมความเข้มข้นให้กับบทเพลงในช่วงสามท่อนร้องแรก และจากนั้นเสียงกีตาร์อันเร้าใจก็สอดแทรกซึมผ่านเข้ามาท่ามกลางท่วงทำนองที่กำลังบรรเลงอยู่ ซึ่งนี่ล่ะคือลายเซ็นอันชัดเจนที่เรามักจะพบในบทเพลงที่แต่งโดยกิลมอร์ ค่อยๆไล่อารมณ์ก่อนที่จะมาพีคด้วยท่อนโซโล่  จากนั้นในช่วงกลางเพลงก็บรรเลงซินธ์ยาวและมีเสียง “หมาเห่า” ผสมเข้ามา (ในทุกเพลงจะมีเสียงสัตว์ชนิดนั้นๆใส่เข้าไปในเพลง) และแน่นอนเสียงร้องของวอเทอร์สกับเนื้อเพลงอันลุ่มลึกของเขาก็เร้าอารมณ์และสื่อสารความหมายของมันได้เป็นอย่างดี

ริชาร์ด ไรท์

เมื่อพิจารณาจากเนื้อร้องในเพลงเราจะพบว่า “Dogs” เป็นภาพแทนของชนชั้นกลางในสังคมทุนนิยมที่มักชอบฉกฉวย กอบโกยผลประโยชน์เมื่อมีโอกาส (When you’re on the street / You gotta be able to pick out the easy meat / with your eyes closed / And then moving in silently, down wind and out of sight)  หน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้าทำยิ้ม ทำพูดดี พอหันหลังให้เมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะเอามีดมาแทงข้างหลังเราอยู่เสมอ (You have to be trusted by the people that you lie to / So that when they turn their backs on you /You’ll get the chance to put the knife in)  และสุดท้ายต่อให้กอบโกยไปเท่าไหร่มันก็ไม่ช่วยอะไร  พอแก่ตัวแล้วก็ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวหรือไม่ก็โดนมะเร็งพรากชีวิตไป (And in the end you’ll pack up and fly down south /Hide your head in the sand /Just another old man /All alone and dying of cancer)

“Sheep” หรือ เจ้าแกะ นั้นเป็นอีกเพลงที่มีมาก่อนแล้วตั้งแต่ทัวร์ “Wish You Were Here” ในปี 1974 ในตอนนั้นมันเป็นเพลงบรรเลงที่มีชื่อว่า “Raving and Drooling” ต่อมาได้ปรับแต่งให้เป็นเพลงที่เร้าใจและใช้กีตาร์กับซินธ์เป็นตัวขับเคลื่อน โดยมีเบสจากวอเทอร์สและกลองโดยนิค เมสัน (Nick Mason) ควบคลอไปด้วยอย่างหนึบแน่น  โดยเล่าเรื่องของเจ้าแกะที่เป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานหรือกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างในสังคมที่ต้องเชื่อฟังผู้นำ หาเช้ากินค่ำไปตามประสาแกะน้อยเชื่องๆ โดยมักถูกพวก “หมา” คอยหาเรื่องและเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ  (Harmlessly passing your time in the grassland away / Only dimly aware of a certain unease in the air /You better watch out /There may be dogs about /I’ve looked over Jordan and I have seen /Things are not what they seem… What do you get for pretending the danger’s not real/Meek and obedient you follow the leader/Down well-trodden corridors into the valley of steel)

นิค เมสัน

บทเพลงบรรเลงไปเรื่อยจนถึงท่อนเบรก ที่อารมณ์เพลงเปลี่ยนไป ด้วยห้วงอารมณ์ที่หลอนขึ้นพร้อมกับเสียงอ่านข้อความจากไบเบิลโดยนิค เมสันมือกลองที่มีการใส่เอฟเฟคปรับแต่งเสียงลงไป (ตั้งแต่ท่อน The Lord is my shepherd, I shall not want…ไปจนถึง And then we’ll make the bugger’s eyes water)

ก่อนที่จะพาเราไปกระหน่ำต่อในท่อนส่งท้าย ซึ่งตรงกับเนื้อหาของเพลงในช่วงที่ เจ้าแกะทำการต่อสู้กับพวกหมานั่นเอง (Have you heard the news? / The dogs are dead! /You better stay home /And do as you’re told /Get out of the road if you want to grow old)

และในที่สุดก็ถึงเพลง “หมู” ทั้งสาม สำหรับหมูแรกและหมูปิดท้าย “Pigs On the Wing (Part 1&2) ”มันเป็นเหมือนปฐมบทและมัชฌิมบท ด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องที่ง่ายๆสั้นๆ (1.25 กับ 1.23 นาที) ผ่านดนตรีโฟล์คในสไตล์บ็อบ ดีแลน ที่ปรับทำนองให้ช้าลงและเปลี่ยนเสียงร้องเป็นโรเจอร์ วอเทอร์ส

ส่วนเพลงหมูที่เป็นไฮไลท์เลยคือ “Pigs (Three Different Ones)” ที่อยู่ตรงกลางอัลบั้มและมาพร้อมความยาว  11:25 นาที  เปิดมาก็เจอเสียงร้อง อูด อูด ของเจ้าหมูเลย เพลงนี้โดดเด่นด้วยลูกเล่นของท่วงทำนองเสียงซินธ์และกีตาร์ของกิลมอร์รวมไปถึงเอฟเฟคเท่ๆมากมายที่ใส่เข้ามาตลอดเพลง และที่พีคเลยก็คือท่อนโซโล่กีตาร์ที่กิลมอร์ใช้เอฟเฟคทอล์ค บ็อกซ์ (Talk Box) ผสานเข้าไปด้วย จนฟังดูราวกับเสียง “หมูเกรี้ยวกราดสบถ” โคตรได้อารมณ์เลย !!!

ส่วนเนื้อหาของเพลงนั้นเป็นการพูดถึง “กลุ่มนายทุนผู้มั่งคั่งและผู้มีอำนาจในสังคม” โดยเปรียบคนกลุ่มนี้กับ “หมู” ที่วันๆเอาแต่กินๆๆๆๆ จนอ้วนอิ่มหมีพีมัน  กอบโกยผลประโยชน์คอรัปชั่นกันไป (เอ๊ะ!) โดยหารู้ไม่ว่านี่ไม่ใช่วิถีของความสุขแต่กลับเป็นหนทางแห่งความทุกข์โดยแท้แต่คนพวกนี้หารู้ตัวไม่ (น่ามสารเค้านะครับ) (When you’re down in the pig mine / You’re nearly a laugh /You’re nearly a laugh /But you’re really a cry)

และนี่ก็คือ “Animals” มหากาพย์ของบรรดาเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้พิสูจน์ตนเองผ่านกาลเวลาแล้วว่ามันคือหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของ Pink Floyd จากองค์ประกอบที่ลงตัวระหว่างเนื้อหาและดนตรี ทั้งเสียงกีตาร์อันยอดเยี่ยมและน่าทึ่งจากกิลมอร์ บวกด้วยการผสมเสียงต่างๆให้แปลกใหม่น่าสนใจและสอดคล้องไปกับความหมายในเนื้อร้องผ่านการเขียนอันลุ่มลึกของวอเทอร์ส  นี่คืออีกหนึ่งอัลบั้มที่ควรค่าแก่การรับฟัง เคียงข้างและโดดเด่นไม่แพ้ Dark Side of The Moon (1973) หรือ The Wall (1979)  ที่ทุกคนรู้จักกันดีเลย นอกจากนี้ในแง่หนึ่ง “Animals” อาจเปรียบได้ดัง แอนิมอล ฟาร์มที่ถูกย่อยและแปรสภาพให้เล่าเรื่องผ่านเสียงดนตรีที่มีสีสันยิ่งเพิ่มมิติแห่งความลุ่มลึกและชี้ชวนให้เราขบคิดในสารัตถะของมันนั่นเอง

ฟัง “Animals” 

Apple Music

Spotify 

 

Source

 

ลุงตู่แนะนำให้อ่าน ! ฟังเรื่องย่อ “Animal Farm” ใน 5 นาที – Workpoint News

https://www.silpa-mag.com/culture/article_33490

https://www.thaipost.net/main/detail/37275

https://en.wikipedia.org/wiki/Animal_Farm 

https://annex.fandom.com/wiki/Animal_Farm_in_popular_culture

https://en.wikipedia.org/wiki/Animals_(Pink_Floyd_album) 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!