เส้นทางชีวิตรส ‘จืด’ ที่แสนกลมกล่อมของ ‘โอม ค็อกเทล’ (ตอนที่ 1)

ในวันนี้อาจกล่าวได้ว่า Cocktail คือหนึ่งในวงดนตรีร็อกแถวหน้าของเมืองไทย ที่ยืนหยัดพิสูจน์ตนเองอยู่ในวงการดนตรีมาเกือบ 20 ปี มีผลงานตั้งแต่ยุคอินดี้จนถึง Genie Records ทั้งสิ้น 6 อัลบั้ม 3 อีพี รวมแล้วมากกว่า 70 เพลง โดยล้วนแล้วแต่เป็นบทเพลงฮิตอันเป็นที่นิยมทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็น เธอ, คุกเข่า, คู่ชีวิต เป็นต้น

ตั้งแต่ในยุคเริ่มต้นมาจนถึงวันนี้ มีสมาชิกเพียงคนเดียวที่เป็นเดินหน้ามากับ Cocktail จนถึงวันที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เขาคือผู้ริเริ่ม ผู้สร้างสรรค์ ผู้มีไฟฝัน และทำมันให้เป็น ‘แผน’ ที่สามารถเดินตามเป็นขั้นเป็นตอนได้ เขาคือ โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำและผู้สร้างสรรค์บทเพลงทั้งหมดของ Cocktail อีกทั้งยังพ่วงไว้ด้วยการเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหลากหลายศิลปิน และเป็นผู้บริหารค่ายเพลง ยีนแลบ (Gene Lab) ที่เป็นเสมือนค่ายลูกของ Genie Records

มาสัมผัสกับเรื่องราวของ Cocktail จากวงอินดี้ที่ไม่อินดี้ ไม่ค่อยได้ไปเล่นงานแฟต สู่วงแมสที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญ และเรื่องราวชีวิตของโอมที่เจ้าตัวบอกว่า ‘จืด’ กับการพาวง Cocktail ผ่านความเปลี่ยนแปลงการโดนปฎิเสธ และการเปลี่ยนความ ‘ฝัน’ ให้กลายเป็น ‘แผน’ ที่ทำให้เขาและ Cocktail เดินมาจนถึงทุกวันนี้

[บทความนี้เรียบเรียงจาก EP.26 โอม ค็อกเทล | OHM COCKTAIL | ป๋าเต็ดทอล์ก (ตอนที่ 1)]

บทสนทนาเริ่มต้นด้วยการพูดถึงสถานที่สนทนากันในครั้งนี้นั่นคือ ร้าน Analox Film Cafe ร้านกาแฟที่จำหน่ายและรับล้างฟิล์ม (อยู่บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร) ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยโอม และทีมงานวง Cocktail ซึ่งเริ่มต้นจากวันที่โอมได้ไปบรรยายเรื่องการศึกษาต่อให้นักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อในต่างประเทศ ทำให้โอมและหมี พณิช ฉ่ำวิเศษ ผู้จัดการวงได้พบกับ ‘ลุงโจ’ ช่างภาพในงานนี้และได้พูดคุยกันจนถูกคอและชักชวนมาร่วมงานกับ Cocktail  ต่อมาทั้งสามได้มีไอเดียที่จะลงทุนสร้างรายได้เพิ่มเติมจึงได้ตัดสินใจเปิดร้านนี้โดยเป็นการควบรวมระหว่างการให้บริการจำหน่ายและรับล้างฟิล์มกับการเป็นร้านกาแฟ เพื่อที่ลูกค้าที่มารอล้างฟิล์มจะได้ทานกาแฟ นั่งทำงานหรือพักผ่อนในระหว่างที่รอ

“ฟิล์มมันเป็นศิลปะของการรอ ที่ทุกวันนี้มันย้อนกลับเหมือนไวนิล เหมือนอะไรแบบนี้ เพราะคนเราต่างแสวงหาการรอคอยอะไรสักอย่าง”

สำหรับเมนูกาแฟในร้านก็มีการสร้างสรรค์ให้แปลกต่างและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองทั้งในการตั้งชื่อและสูตรในการทำ เช่น เมนูที่ชื่อ ‘ซีเปีย’ ก็เป็นการนำเอากาแฟมาผสมกับเกรปฟรุตให้ผสมผสานกันจนมีรสชาติกลมกล่อม

‘โอม ค็อกเทล’

โอมเติบโตมาในครอบครัวที่เป็น ‘ชนชั้นกลางที่มีรากฐานที่ทำให้ปลอดภัย’ คุณพ่อเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ คุณแม่เป็นอินทีเรีย ดีไซเนอร์ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของตนเอง มีบรรพบุรุษที่เป็นข้าราชการมาหลายชั่วอายุคน มีทรัพย์สินและที่ดินที่ได้รับจากตำแหน่งและสามารถนำไปสร้างดอกผลเลี้ยงชีวิตคนในครอบครัวให้อยู่ได้โดยไม่ลำบากนัก อีกทั้งยังมีคุณตาที่เป็นสถาปนิกมากฝีมือผู้ออกแบบสำนักงานกรมประชาสัมพันธ์อันเป็นสถานที่เกี่ยวข้องในประวัติศาสตร์ทางการเมืองหลายครั้งและได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายอย่างหนักหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ถึงแม้จะมีหลายอย่างในชีวิตที่อาจเรียกโอมได้ว่าเป็น ‘ลูกคุณหนู’ แต่โอมก็บอกว่าตนเองไม่ได้มีชีวิตแบบ ‘คุณหนู’ มาตั้งแต่วันแรก และเรียนรู้ที่จะอยู่ตามวิถีการเติบโตของครอบครัว ความเป็นผู้มีวินัยและหลักคิดในแบบของข้าราชการตำรวจของพ่อกับความเป็นศิลปินของแม่ได้ผสมผสานและหลอมรวมกลายเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตที่สถิตย์อยู่ในตัวของโอม แรกเริ่มเดิมทีโอมอาจรู้สึกเชื่อมโยงกับความเป็นศิลปินของแม่ได้มากกว่าเพราะมันสนุกและตื่นตา แต่เมื่อเติบโตมาจึงได้รู้ว่าแนวคิดและวิถีของพ่อนั้นมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมากเช่นกัน สิ่งที่คุณพ่อและคุณแม่ของโอมให้ความสำคัญและหมายมั่นตั้งใจจะมอบให้แก่ลูกก็คือ ‘การศึกษา’

“สิ่งที่แพงที่สุดและมีคุณค่าที่สุดที่จะให้ได้ก็คือ การศึกษา”

โอม และ ครอบครัว

คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนการเรียนของโอมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โอมได้เรียนพิเศษจากครูที่มาสอนในหลากหลายสาขาความรู้ ได้ออกไปสู่โลกกว้าง หากได้ไปต่างประเทศสถานที่ที่จะได้ไปก็คือพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ ชีวิตวัยเด็กเป็นอะไรที่สนุกสำหรับโอม ของเล่นทั้งหลายมักได้มาจากการประดิษฐ์ของแม่ เช่น หน้ากากเต่านินจา หรือว่าหัวโขนที่ทำจากดินและกระดาษเปเปอร์มาเช่

หน้ากากเต่านินจา ของเล่นสุดประทับใจในวัยเด็ก

บางครั้งการมีชีวิตที่เรียกได้ว่า ‘ลูกคนหนู’ อาจทำให้ใครคนนั้นรู้สึกอิจฉาคนที่มีชีวิตแตกต่างจากตน คนที่ต้องฟันฝ่า คนที่ต้องเผชิญปัญหาหนักหนาและสู้ชีวิต นั่นหมายถึงการได้มาซึ่งเรื่องราวและเรื่องเล่าเคล้าน้ำตาหรือว่าเรื่องราวชวนประทับใจ สำหรับลูกคุณหนูอย่างโอมมุมหนึ่งเขาก็รู้สึกอิจฉาคนเหล่านั้นที่มีเรื่องราวมากมายให้ได้เล่า ให้ได้ถ่ายทอด อย่างเรื่องเล่าความเกเรในวัยเยาว์ของโอมที่เคยเล่าไว้ในรายการเจาะใจ ดูเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมันเป็นเพียงแค่ความเกเรของเด็กที่ไม่มีอะไรให้กังวล ไม่เคยมีวันไหนที่ต้องทานมาม่าหนึ่งห่อแล้วแบ่งกันสี่คน และมีคนที่บ้านคอยซัปพอร์ตเสมอ โอมเองก็ไม่ได้ภูมิใจอะไรกับมัน ในตอนที่มีคอนเสิร์ต G16 และศิลปิน Genie ต้องนั่งล้อมวงกันเล่าเรื่องส่วนตัวของตนเอง เรื่องราวหลายคนไม่ว่าจะเจ๋ง Big Ass พี่ตูน Bodyslam พลพล หรือ ปาล์ม Instinct ล้วนแล้วแต่มีสีสัน ความหนักหน่วง และสะท้อนถึงการฟันฝ่า ส่วนโอมทำได้เพียงบอกว่า ‘อยากมีเรื่องราวชีวิตแบบพี่ ๆ เค้าเหมือนกัน’ และนี่คือที่มาของทัศนคติของโอมที่มองว่าชีวิตตนเองนั้นมัน ‘จืด’

แต่ในความจืดนั้นก็มีรสชาติของมันเหมือนกัน บนชีวิตที่ดูดี มีขั้นตอน จากสาธิตจุฬา ฯ (ที่คุณแม่เป็นอาจารย์อยู่) สู่เตรียมอุดมศึกษา และ รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ทุกอย่างดูสมบูรณ์พร้อมไปหมด แต่ในนั้นก็แฝงไว้ด้วยเรื่องราวความ ’มึน’ ของโอมอยู่เหมือนกัน ในช่วงที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยนั้นโอมต้องการจะเรียนต่อ นิติศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่แม่อยากให้เรียนนิเทศศาสตร์ แต่รั้นอยากฝืนความต้องการของแม่ และใจตัวเองก็ชอบในศาสตร์นี้ที่มีหลักตรรกะและเหตุผลในตัวของมันเอง แต่ตอนที่สอบตรงเข้าไปนั้นโอมฝากเพื่อนซื้อใบสมัคร และให้ทำธุระต่าง ๆ แทนตนจึงลืมดูไปว่าที่ซื้อมามันคือใบสมัครรัฐศาสตร์ จนวันสอบถึงได้รู้แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสอบติด จนปล่อยตามเลยมาเรียนรัฐศาสตร์ในที่สุด

ด้วยความที่ไม่ได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะมาในทางนี้เลยทำให้โอมใช้ชีวิตในช่วงแรกในรั้วมหาวิทยาลัยไปอย่างเพลิดเพลินเจริญใจไปกับชีวิตวัยรุ่น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็หาได้  ‘ไร้แก่นสาร’ ไปเสียทีเดียว เพราะในช่วงเวลานั้นโอมกำลังจะทำสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งออกดอกผลได้อย่างงดงามในเวลาต่อมา

From Silly Mistake..To The Beginning จุดเริ่มต้นของค็อกเทล

โอมเริ่มต้นเล่นดนตรีตั้งแต่ตอนเรียนที่เตรียมอุดมช่วงม. 6 เทอม 2 ช่วงที่รู้ว่าตัวเองเอนทรานซ์ติดแล้ว เหตุเริ่มต้นที่เป็นตัวจุดประกายความสนใจในดนตรีของโอม เกิดจากการได้เห็นนักเรียนในสายวิทย์-ดนตรีมาแสดงดนตรีสด ๆ ครั้งหนึ่งในคาบวิชาพระพุทธศาสนาเพื่อโปรโมทคอนเสิร์ตของเด็กวิทย์-ดนตรีซึ่งมีต็อง วิตดิวัต พันธุรักษ์ ลูกของคุณวินัย พันธุรักษ์ อยู่ด้วย โอมรู้สึกประทับใจในความ ‘เท่’ ของการเล่นดนตรีขึ้นมาในทันที ประกอบกับ บู๊ วิศรุต เตชะวรงค์ (ผู้ที่จะกลายเป็นนักร้องนำวง Skykick Ranger ในอนาคต) ทำเพลงเองและทำเป็น CD ขายเพื่อนในโรงเรียน ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่ทำให้โอมประทับใจ

บู๊ วิศรุต เตชะวรงค์

โอมเลยเกิดไอเดียว่าควรรวมคนที่มีใจรักในเสียงดนตรีทำอัลบั้มขึ้นมาสักอัลบั้มแล้วขายเพื่อน ๆ ในโรงเรียนซึ่งก็สามารถมั่นใจได้ว่าไม่ขาดทุนแน่นอนอีกทั้งยังเป็นของที่ระลึกก่อนเรียนจบได้อีกด้วย ในที่สุดผลงานชิ้นนั้นก็สำเร็จออกมาเป็นอัลบั้มที่ชื่อว่า ‘Cocktail’ (2545) และออกขายให้กับนักเรียนเตรียมอุดมในวันกีฬาสีวันที่ 24 ธันวาคม ปี 2545 ในอัลบั้มนี้มีผลงานที่โอมร้องและแต่งเองเอาไว้ 3 เพลง ซึ่งมีบท ‘ซ้ำซ้อน’ และ ‘เศษซากความฝัน’ ที่ภายหลัง Cocktail ได้นำกลับมาทำใหม่เป็นซิงเกิลพิเศษประกอบคอนเสิร์ต The Heartless Live

และอีกหนึ่งบทเพลงคือ ‘คิดถึงฉันหรือเปล่า’ ที่ถูกนำมาทำใหม่และใส่ไว้เป็นแทร็กสุดท้ายในอัลบั้มชุดล่าสุด ‘Cocktail’ (2562)

ผลงานอัลบั้ม ‘Cocktail’ นับได้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งมีคนจดจำกันได้ และคนส่วนใหญ่จะเข้าใจไปว่านี่คือผลงานของวงที่ชื่อ Cocktail แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ชื่อวง แต่เป็นชื่อโพรเจกต์และชื่ออัลบั้มที่เสนอขึ้นโดยบู๊ วิศรุต เตชะวรงค์ เนื่องจากเป็นชื่อที่มีความหมายของการผสมกันของเครื่องดื่ม เปรียบเหมือนกับงานดนตรีของวงที่เป็นการรวมตัวของนักเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท และด้วยอีกเหตุหนึ่ง คือ ข้อสอบภาษาอังกฤษที่โรงเรียนออกในช่วงนั้น ออกเกี่ยวกับเรื่องค็อกเทล

ด้วยเหตุที่ทุกคนจดจำชื่อนี้ได้โอมจึงนำชื่อนี้มันมาใช้เป็นชื่อวงจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเห็นแผ่นถูกนำไปวางขายที่ร้านดีเจสยามและร้านน้องท่าพระจันทร์ อีกทั้งยังอยู่ในช่วงที่กระแสอินดี้กำลังบูม โอมจึงเห็นได้ถึงศักยภาพที่เป็นไปได้ในอนาคตที่เติบโตไปมากกว่านี้ จึงเริ่มออกเล่นในงานเทศกาลดนตรี โดยเริ่มที่ ‘แฟตเฟส ครั้งที่ 3’

จากนั้นโอมจึงเริ่มคิดฝันและจริงจังกับการทำวงมากขึ้น เริ่มต้นด้วยการสมัครพรรคพวกที่ตั้งใจจะไปด้วยกันต่อจริง ๆ หลังจากนั้น Cocktail ได้ออกอีพี อินไซด์ (Inside) ในปี พ.ศ. 2546 ด้วยสมาชิกที่ยังเหลืออยู่ 4 คน ได้แก่ โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ (ร้องนำ) บู๊ วิศรุต เตชะวรงค์ (กลอง) หลง วิทวัศ หลงชมบุญ (เบส) และ ธิป ธิปรัชต์ โชติบุตร (กีตาร์) และเริ่มต้นทำงานเพลงอัลบั้มที่ 2 ต่อมา ธิป มือกีตาร์ ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ จึงต้องหามือกีตาร์คนใหม่ ซึ่งได้ เอกซ์ ปาริวัฒน์ สุวรรณชัย เข้ามาแทน

จนในที่สุดอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ของ Cocktail ก็ได้ถูกปล่อยออกมาโดยใช้ชื่อว่า 36,000 Miles Away from Here ในปี พ.ศ. 2547 เป็นอัลบั้มที่แนวทางของวงเปลี่ยนแปลงมาเป็นร็อกอย่างเต็มตัว และมีบทเพลงที่โอมได้ทำไว้ในอัลบั้มแรกอย่าง บท ‘ซ้ำซ้อน’ ‘เศษซากความฝัน’ และ ‘คิดถึงฉันหรือเปล่า’ รวมอยู่ด้วย จากนั้น Cocktail จึงได้เข้าไปออดิชั่นที่แกรมมี่ ตอนนั้นทางค่ายประทับใจในบทเพลงแต่ไม่ได้ต้องการวงจึงยื่นข้อเสนอที่จะขอซื้อแต่เพลงไป ซึ่งโอมและเพื่อน ๆ ตัดสินใจไม่ขายเพราะอยากรู้ว่าพวกเขาจะไปได้ถึงไหนต่อจากนี้ด้วยศักยภาพที่พวกเขามี

ปกอัลบั้ม 36,000 Miles Away from Here

ในวันนี้ที่โอมมีอีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นโปรดิวเซอร์ทำให้เขาสามารถมองย้อนกลับไปวิเคราะห์งานเพลงของตัวเองในตอนนั้นได้เป็นอย่างชัดเจน โอมมองว่าการที่ในวันนั้นถึงแม้ผลงานจะมีกลุ่มผู้ติดตามอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างอยู่กลางสปอตไลท์งานแฟตก็ไม่ค่อยถูกเลือกไปเล่น ซึ่งป๋าเต็ดเองก็บอกว่าจำงานของ Cocktail ในตอนนั้นไม่ได้เหมือนกัน (ป๋าเต็ดเพิ่งมาฟังงานของวง Cocktail ครั้งแรกตอนที่มาอยู่ Genie และมีเพลง ‘คุกเข่า’) เพราะวงที่จะถูกเลือกไปเล่นในงานแฟตส่วนใหญ่มักเป็นวงที่มีผลงานเพลงถูกเปิดอยู่ในคลื่น นั่นหมายความว่ามันต้องโดดเด่นและเป็นที่นิยมอยู่ในระดับหนึ่ง โอมมองว่างานของตัวเองนั้น ‘จืด’ และเป็น ‘วงอินดี้ที่ทำเพลงเมนสตรีม’ เป็นวงอินดี้ที่ตัวเนื้องานเหมือนวงเมนสตรีมแบบแกรมมี่ อาร์เอส มากกว่าที่จะแปลกแหวกแนวแบบวงอินดี้ในยุคนั้น เลยเหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างสองทาง

การแสดงของ Cocktail ในงานแฟตเฟสครั้งที่ 6

มีแฟตเฟสอยู่เพียงสองครั้งที่ Cocktail ได้ไปเล่นคือครั้งที่ 3 และครั้งที่ 6 ซึ่งในครั้งหลังนี้มีกลุ่มแฟนเพลงตามมาอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นวงก็ยังไม่ได้เติบโตไปมากกว่านั้น ส่วนครั้งไหนที่ไม่ได้รับคัดเลือกให้ไปเล่น วงก็ยังเลือกที่จะมาตั้งบูธขายแผ่นอยู่ดี พอมีแฟนเพลงถามว่าพี่เล่นเวทีไหน โอมก็กระอักกระอ่วนใจเหมือนกันที่จะตอบว่า ‘ไม่มี’ ‘ไม่ได้เล่น’ ทางฝั่งป๋าเต็ดเองก็พูดถึงความรู้สึกทางฝั่งของคนจัดงานว่าก็ลำบากใจไม่แพ้กัน เพราะการจะเลือกว่าวงใดจะได้เล่นหรือไม่ จะไปเล่นตรงจุดไหน เวทีไหน ถือเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจ และการที่มีวงเป็นจำนวนมากทำให้อย่างไรเสียก็ต้องตัดบางวงออกไป อาจไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าวงนั้นไม่ดี แต่จังหวะที่จะได้เล่นในเวทีที่เหมาะสมในวันเวลาที่เหมาะสมนั้นยังหาไม่ได้ จึงต้องจำใจตัดออกไป และทุกครั้งที่ป๋าเต็ดเดินผ่านบูธของวงที่ตนเองจำได้ว่าตัดออกไปก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน ซึ่งในเรื่องแบบนี้โอมเองเข้าใจดี ไม่คิดโทษใคร และไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มีเส้นสาย หรือลับลมคมในอะไร

“เราโดนสอนมาแต่เด็กว่า Everything comes with the reason”