OHM COCKTAIL (ตอนที่ 2) ปัญญา ตัวตน และความรู้สึกของ ‘โอม ค็อกเทล’

  • อัตตา
  • ความเปราะบาง
  • ความรัก
  • ความกลัว
  • และความยุติธรรม

คำเหล่านี้คือสิ่งที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเราทุกคน และแต่ละคนต่างมีมุมมองที่มีต่อคำเหล่านี้แตกต่างกันออกไป อันส่งผลมาถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเลือกเดิน

สำหรับโอม ค็อกเทล ผู้ไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนา ศิลปินร็อกผู้แสวงหาปัญญามาเติมเต็มชีวิต เขาจะมีทัศนะต่อถ้อยคำเหล่านี้อย่างไร และมันได้ส่งผลต่อชีวิตของเขาแบบไหน มาเรียนรู้เรื่องราวที่โอมได้ถ่ายทอดผ่านความจริงและปัญญาที่เขาได้ค้นพบกันดีกว่าครับ

อ่านตอนแรก : เส้นทางชีวิตรส ‘จืด’ ที่แสนกลมกล่อมของ ‘โอม ค็อกเทล’ (ตอนที่ 1)

[บทความนี้เรียบเรียงจาก ป๋าเต็ดทอล์ก EP.27 โอม ค็อกเทล (ตอนจบ) | OHM COCKTAIL PART 2]

โอม มีความคิดเห็นต่อคำต่อไปนี้อย่างไร ?

 “อัตตา”

อัตตาคือตน อนัตตาคือไม่มีตัวตน ตนเป็นอุปาทาน ตนไม่มีอยู่จริง เราเป็นสิ่งที่กำเนิดจากความว่างเปล่า เรามีตนจากการกำหนดโดยสิ่งแวดล้อม  เมื่อก่อนโอมไม่เชื่อแบบนี้แต่เชื่อว่า เรามีตัวตนจากการให้ความรู้ตัวเองจากการสั่งสมความรู้ เปรียบเหมือนการระบายสีลงไปในรูปคน แต่ในตอนนี้โอมเชื่อว่า ตัวตนเปรียบเสมือนการระบายข้างนอกจนเต็ม จนเห็นช่องว่างที่เป็นรูปคน เป็นรูปตนเอง ยิ่งเห็นข้างนอกชัดเท่าไหร่ ยิ่งเห็นตนเองชัดเท่านั้น

อัตตาเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ เมื่อเราเรียนรู้แล้วหลง จึงสำคัญผิดว่าเราเป็นตัวเป็นตน ตามการกำหนดของจิตของแต่ละคน

BEING OHM ตัวตนและความเป็นโอม

“หน้ากากหอยนางรม”

โอมในบทบาท ‘หน้ากากหอยนางรม’ ในรายการ ‘The Mask Singer’

เวลาไปในหลายรายการ คนชอบขอให้โอมทำตัวให้เฮฮากว่านี้ โอมรู้สึกว่าทำไมได้ แต่จริง ๆ แล้วโอมก็เป็นคนกวนตีนและตลกร้าย แต่หน้ากับน้ำเสียงมันไม่ใช่ หลายครั้งที่พูดเล่นคนจะคิดว่าพูดจริง เลยต้องยอมรับความจริงเรื่องบุคลิกภาพ เลยเล่นได้ในหมู่เพื่อนหรือคนที่รู้จักจริง ๆ เท่านั้น

กาลเทศะ คือพูดเมื่อควรพูด ทำเมื่อควรทำ ต้องหลีกเลี่ยงเรื่องที่ไม่จำเป็น และอาจทำให้ตัวเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน ต้องดูด้วยว่าผู้ฟัง ‘พร้อมฟัง’ ในสิ่งนั้น หรือสอดคล้องกับสิ่งที่เราจะพูดจะทำหรือไม่ คนมีหลายมุมเราเลือกความเข้มข้นในแต่ละระดับให้สอดคล้องกับที่ที่เราจะไป เพราะฉะนั้น ‘หน้ากากหอยนางรม’ กับโอมก็คือคนเดียวกัน แต่มันคนละด้านเท่านั้นเอง โอมชอบทั้งหมดที่ตัวเองเป็นและมีความเป็นแต่ละด้านพอ ๆ กัน  พอมีหน้ากากบังอยู่ บางอย่างที่เราเล่นคนสามารถยอมรับได้ สามารถใส่ได้สุดในแบบของหอยนางรม ได้ทำในแบบสุด ๆ โดยไม่มีลิมิตหรือขีดจำกัดใด ทุกวันนี้ก็ยังทำตัวแบบนั้น แต่ทำกับคนในครอบครัวหรือคนที่ใกล้ชิดเท่านั้น

PAIN ความเจ็บปวด

“ความเปราะบาง”

โอมเคยโดนด่าหนักมากว่า ร้องเพลงห่วยมาก ตอนบันทึกเสียงโอมก็ร้องได้ปกติไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรช่วย แต่เวลาเล่นสดกลับร้องไม่ได้ อาจเป็นเพราะโตมาจากสตูดิโอ แต่ไม่ได้โตจากการเล่นสด ประการที่สองอาจเป็นเพราะมีอาการป่วย มีอยู่ปีที่โอมร้องเพลงไม่ได้เลย ยิ่งเพลง Cocktail ยิ่งร้องไม่ได้ เรนจ์หายไปสองคีย์ หลบเสียงไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เพลงของ Cocktail ต้องใช้งานร้องเสียงหลบเป็นส่วนใหญ่ งานทัวร์มีตลอดไม่หยุด เหมือนไปยืนหน้าฉาก ต่อให้เพื่อนเล่นดีแค่ไหน ก็ต้องยอมรับคำด่า

ที่ผ่านมาโอมบอกใครไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ร้องเพลงเก่งมาก แต่หลัง ๆ ไม่ค่อยมีคนว่าแล้ว บางคนบอกพัฒนาแล้ว ซึ่งโอมมองว่าตนเองไม่ได้พัฒนาอะไร แค่กลับไปอยู่ในสภาพร่างกายที่ร้องได้ดี และมีประสบการณ์การเล่นสดที่ดีขึ้น รู้วิธีหลีกเลี่ยงจุดอ่อน

ในตอนนั้นที่ไม่ได้บอกไปเพราะคิดว่าแก้ตัวไปก็ไม่ช่วยอะไร การบอกว่าป่วยก็เหมือนแก้ตัว ดีเสียอีกที่สิ่งนี้สอนให้อยู่กับความเจ็บปวด ตอนนั้นโอมถึงขนาดพริ้นต์คำด่ามาอ่านซ้ำไปมา ช่วงนั้นหยุดเล่นกีตาร์ร้องเพลงไปเป็นปี เพราะไม่อยากได้ยินเสียงของตัวเอง ถ้าพิมพ์ไปว่าป่วยก็มีผลต่อความเชื่อมั่นของร้านที่จ้างไปเล่น ถ้าใช้สเตียรอยด์ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

โอมเป็นคนชวนทุกคนมาอยู่ด้วยกัน ถ้าเอาความผิดพลาดของตัวเองมาพังชีวิตคนอื่นคงทำไม่ได้ เลยหาวิธีแก้ สุดท้ายหมอแผนโบราณช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แท้จริงแล้วมันเกิดจากการที่กระดูกสันหลังเคลื่อนและมันดึงเส้นเสียงให้ตึงจึงออกเสียงไม่ได้ หมอมาดึงกระดูกให้ และฟื้นตัวจึงกลับมาร้องเพลงได้ดังเดิม

สำหรับเรื่องการพริ้นต์คำด่าออกมาอ่านซ้ำไปมานั้นมันดีสำหรับโอม เพราะช่วยให้สามารถอยู่กับมันได้ ฝึกใจให้ชินไปกับมัน

“คุณจะได้ยอมรับว่าความจริงของโลกนั้น ความคิดเห็นของคนนั้นย่อมเป็นอุปาทานของหมู่ อุปาทานของจิตคุณ หรือ อุปาทานของคนพร้อม ๆ กัน”

ถึงแม้จะประสบกับชีวิตเวลาที่ดาวน์ดิ่งในชีวิต แต่โอมก็ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น เพราะคิดว่า

“ความอ่อนแอของคนที่อยู่ตรงหน้า ย่อมนำมาซึ่งความอ่อนแอของหมู่”

จึงเลือกที่จะร้องไห้เงียบ ๆ ปลายเตียง และคิดวนไปมาแต่ว่า ‘ทำไมต้องออกจากบ้านไปให้คนเค้าเกลียด ทำไมต้องเอาความสุขในชีวิตไปแลก’ ช่วงเวลานั้นได้สอนโอมเยอะ และทำให้เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วคนไม่ได้อยากดูดนตรีที่ดีมากขนาดนั้น ทุกคนสามารถคิดว่าเล่นดีเล่นสนุกได้ ถ้าเค้าสนุก คนส่วนใหญ่ไปดูดนตรีเพราะหวังความบันเทิง ผ่อนคลาย สลายความโศก ถ้าแตะตรงนี้ได้ก็สำเร็จ การจัดลิสต์เพลงจึงเข้ามาเพื่อทำให้อารมณ์ต่อเนื่อง รู้จังหวะหลบข้อผิดพลาดข้อด้อย เหมือนเล่นมายากล เบี่ยงความสนใจไปจุดนึงเพื่อหลบตำหนิตรงจุดนึง พอผ่านพ้นได้ โอมเลยมีหัวใจที่แข็งแกร่งมากขึ้น และ ทุกสิ่งมันเป็นเพียงอุปาทาน นำมาสู่ความคิดที่ว่า

“ศิลปินไม่ได้ให้แรงบันดาลใจใครหรอก มีแต่คุณน่ะให้แรงบันดาลใจตัวเอง คุณแค่ฟังเพลงผมแล้วคุณรู้สึกกับมัน คุณจึงได้แรงบันดาลใจจากมัน”

การที่เราจะชอบเพลงเพลงนึงได้นั้นเพราะประสบการณ์ของเรามัน relate เข้าไปในนั้น  โอมจึงอยากให้กำลังใจแฟนเพลงว่า ‘คุณไม่รู้หรอกว่าคุณมีพลังในตัวเองมากพอที่จะกล่อมเกลาตัวเอง  ศิลปินต่างหากที่ต้องขอบคุณผู้ฟัง’

“ลึกลึกแล้วคนเราจะชอบหรือไม่ชอบอะไร จะบันดาลหรือไม่อะไร เราเลือกเองทั้งนั้น เราอกหักก็เพราะเราเลือกที่จะอกหัก เราจะเจ็บปวดเพราะเราเลือกจะเจ็บ มันไม่มีใครยัดความเจ็บปวดใส่หัวเราได้ แม้ว่าเราจะอ้างว่าเค้ากระทำ แต่เราต่างหากเป็นคนเลือกสิ่งนั้นด้วยตัวเอง”

EMPOWPERMENT สู่ผู้เสริมพลังด้วยตนเอง…ด้วยพลังที่มีมากพอ

“ความรัก”

ในทัศนะของโอม ความรักคือไม่มีตน รักนั้นต้องไม่มีตน ที่คุณเจ็บเพราะคุณรักตัวเองต่างหาก ความทุกข์ทั้งปวงนั้นเกิดจากกิเลสสองแบบคือ ภวตัณหา และวิภวตัณหา คือความอยากได้แต่ไม่ได้ และความไม่อยากได้แต่ดันได้มา ง่าย ๆ คือความทุกข์ทั้งปวงเกิดจากความขัดใจ และความขัดใจนั้นก็เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง แค่มีความรู้และมีสติก็พอแล้ว ไม่ต้องรักตัวเองก็ได้ เพราะถ้ารักตัวเองเมื่อไหร่ เราก็จะกอบโกยเข้าหาตัวเอง และ คู่ชีวิตคือการดูแลตัวเองได้และมีพลังดูแลกันได้อีก

“ชีวิตเกิดมาคนเดียวและตายคนเดียว เมื่อมีพลังมากพอจงเผื่อแผ่ให้คนอื่นเถอะ” 

เมื่อมาทำ Gene Lab โอมรู้สึกแก่ตัวไปกว่าความเป็นตัวเองเมื่อแรกเข้า Genie ในตอนนี้โอมพยายามหาสิ่งสำเร็จรูป ไม่ยุ่งกับเพลง แต่จะต้องรู้ว่าจะขายเพลงนั้นอย่างไร ก่อนจะหาวิธีขาย ต้องมั่นใจในวงนั้นก่อน แต่ละศิลปินจะมีวิธีโปรโมทไม่เหมือนกัน เพราะตอบสนองต่อกลุ่มคนฟังไม่เหมือนกันหน้าที่ของ Gene Lab คือทำอย่างไรก็ได้ให้ของที่ศิลปินนำมาขายมันขายได้มากที่สุด ทำอย่างไรก็ได้ให้ศิลปินยืนอยู่ในวงการได้นานที่สุด  ใครอยู่นานที่สุดเป็นคนชนะ ไม่ใช่ใครดังที่สุดตอนนี้ อยากให้ศิลปินอยู่ได้นาน เลี้ยงชีพได้ ดูแลครอบครัวได้

ในตอนที่โอมเพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ ตอนนั้นถึงแม้ยังไม่รู้มากพอ แต่ก็มั่นใจเสียเหลือเกินในสิ่งที่เห็น เมื่อเติบโตขึ้นความคิดจึงได้เปลี่ยนไปพยายามจะไม่คิดไปเอง จะเปิดใจกับศิลปิน รับฟัง แลกเปลี่ยน เรียรรู้ แต่หากเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องที่มาของเงินคืออะไรจะต้องบังคับศิลปินให้ฟังเพรามันเป็นเรื่องผลประโยชน์ เหตุและผลที่ศิลปินควรรู้ การทำงานจะต้องมีความเห็นซึ่งกันและกัน พูดกันถึงสาเหตุในแต่ละการกระทำว่าทำไมต้องทำแบบนั้น 

โอมเป็นคนขี้สงสัย ทุกอย่างต้องมีเหตุผลกำกับ พี่นิคเป็นครูของชีวิตสอนอะไรไว้เยอะมาก ทั้งวิธีการใช้ชีวิตและคำพูด ทั้งข้อผิดพลาดและข้อถูกต้อง เวลาพี่นิคบอกไม่ โอมมักจะถามว่าทำไม ในบางกรณีมันอาจไม่เหมาะสมที่จะตอบ เพราะถ้ารู้ไปแล้วจะไม่สบายใจ แต่โอมก็มักจะถามเพื่อให้รู้ความจริงให้ได้

“ความจริงกับผมต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้ามึงอยู่กับความจริงไม่ได้มึงจะต้องวิ่งหนีความจริงไปอีกนานเท่าไหร่กัน ถ้าไม่บอกให้เค้ารับรู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น จะปล่อยให้เค้าหลงตัวเองหรือคิดไปเองว่าตัวเองคืออะไรอย่างนั้นหรอ การดีลกับความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่ผมจัดการมันเอง ส่วนคุณมีหน้าที่ในการ provide ความจริง ผมคิดแบบนั้น”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก