โควิด-19 กำลังกลับมา หรือจริง ๆ มันไม่เคยหายไปไหน ? กลางเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา หน้าสื่อทั้งในไทยและต่างประเทศเองต่างรายงานข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ หลังโควิดระบาดหนัก ส่งผลให้มีผู้ป่วยพุ่งทันทีกว่า 12,700 ราย ภายเวลาสัปดาห์เดียว นั่นทำให้หลายคนเกิดความกังวลตามมาว่าไทยมีโอกาสที่จะระบาดใหญ่เหมือนในสิงคโปร์หรือไม่ ?
สายพันธ์ุที่กำลังระบาดอยู่ในสิงคโปร์ตอนนี้คือ สายพันธุ์ NB.1.8.1 ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) มีชื่อเรียกเฉพาะหรือชื่อเต็มในวงการแพทย์ว่า ‘นิมบัส’ (Nimbus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่อจากสายพันธุ์ JN.1 ที่เป็นสายพันธุ์หลักของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในสิงคโปร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งสายพันธุ์นี้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDA) ระบุว่าวัคซีนโควิด-19 ที่มีอยู่ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์นี้
นายแพทย์นาเรส สมิตาสิน (Dr. Nares Smitasin) ที่ปรึกษาอาวุโสของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติ (NUH) ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ เนื่องจากไวรัสได้เปลี่ยนสถานะเป็นโรคประจำถิ่นคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ แม้จำนวนผู้ป่วยโควิดในสิงคโปร์ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ด้านประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกแถลงเกี่ยวกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด สายพันธุ์ NB.1.8.1 ไว้ว่าเป็นสายพันธุ์หลักในประเทศไทย แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น
พร้อมเปิดเผยข้อมูลตัวเลขผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ตั้งแต่ต้นปี 2026 ถึง วันที่ 23 พฤษภาคม โดยระบุว่าขณะนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 30 – 35 ปี รองลงมาเป็น 60 ปีขึ้นไป และอายุ 20 – 29 ปี
ทั้งนี้นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เน้นย้ำว่าโรคโควิด-19 ในไทยถูกจัดให้เป็นเป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อตามฤดูกาล แม้ว่าความรุนแรงของโรค และแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง แต่ยังต้องรักษามาตรการที่สำคัญ เน้นมาตรการทางสังคมที่สมดุลกับชีวิตวิถีใหม่ เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยเน้นรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และหากมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อไม่เป็นการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน หากผลเป็นบวกให้รีบไปพบแพทย์
ขณะที่ ผศ.ดร.นพ. สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เผยว่าสถานการณ์โควิดในไทยตอนนี้ “ยังคงทรงตัว และไม่น่ากังวล” เนื่องจากกลุ่มสายพันธุ์ที่มีการพูดถึงนั้น พบการแพร่ระบาดในไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายจะออกมาชี้แจงว่าโควิดในไทยไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพื่อคลายความตระหนกของประชาชน แต่ภาพของการป่วยหนัก และเสียชีวิตลงจากเชื้อไวรัสโควิดไม่เคยจางไปจากใจคนไทยมาตั้งแต่ปี 2019
ดังนั้นการไม่ลดการ์ดคือทางออกในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของเชื้อยังคงเกิดขึ้น หมั่นดูแลสุขภาพและความสะอาดอยู่เสมอ และอย่าลืมสังเกตอาการตัวเอง เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที รวมถึงงดเว้นการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีความจำเป็นควรสวมหน้ากากป้องกันเชื้อโรค N95 และหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชน หรือสถานที่ที่ผู้คนหนาแน่น แม้ไม่ได้มีการกำหนดให้ต้องกักตัวแล้ว แต่ระยะฟักตัวของไวรัสอยู่ที่ราว 6 สัปดาห์ ผู้ที่มีอาการควรเฝ้าสังเกต หากผิดปกติหรือตรวจ ATK ผลเป็นบวกแนะนำให้รีบพบแพทย์













