‘หนุ่ม กะลา’ กับความ ‘ไม่ง่าย’ บนเส้นทางที่ล้มลุกคลุกคลานของการเป็นศิลปิน

‘21’ อาจเป็นจำนวนตัวเลขที่ไม่มากนัก แต่หากมันถูกนำมาใช้บ่งบอกถึงจำนวนปีที่ชายคนหนึ่งได้เดินทางอยู่บนเส้นทางแห่งฝัน ล้มลุกคลุกคลาน ล้มเหลว ล้มเลิก เริ่มต้น ครั้งแล้วครั้งเล่า เรารู้สึกได้เลยว่ามันเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย

ณพสิน แสงสุวรรณ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ‘หนุ่ม กะลา’ คือชายคนนี้ผู้เริ่มต้นจากเด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มีฝันอยากเป็นนักร้อง หากใครได้ไปพบกับเขาในวันนั้นคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘เพ้อฝัน’ แต่สุดท้ายด้วยความมุ่งมั่นฝันนั้นก็เป็นจริง หนุ่มและเพื่อน ๆ ได้ก้าวมาสู่การเป็นศิลปินในนามวง ‘กะลา’ ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ล้มเหลว ดิ่งจม ลุกขึ้น เริ่มต้น จนล้มเหลวอีกครั้ง และเริ่มต้นใหม่ในฐานะศิลปินเดี่ยวจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หากเปรียบเรื่องราวชีวิตของหนุ่มกับภาพยนตร์ มันคงเป็นภาพยนตร์ดราม่าชั้นดี ที่มีตัวละครที่เราตกหลุมรักและเอาใจช่วย มีพล็อตเรื่องที่ดึงดูดใจให้เราลุ้นและติดตาม เรื่องราวเหล่านั้นได้ถูกถ่ายทอดผ่านบทสนทนาใน ป๋าเต็ดทอล์ก EP.30 หนุ่ม กะลา | NUM KALA |’ รอให้เราได้เข้าไปสัมผัสแล้วครับ

[บทความนี้เรียบเรียงจาก ‘ป๋าเต็ดทอล์ก EP.30 หนุ่ม กะลา | NUM KALA |’ และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของเรื่องราว]

นาทีนี้หนุ่มกำลังมองว่าตนเองอยู่ตรงกลางของเส้นทางดนตรีที่ตนเองเลือกเดินมา 21 ปี  ถ้าถามก่อนหน้านี้เขาคงจะตอบว่าเป็นช่วงปลายของเส้นทางแล้ว ช่วงนั้นมีการล้มลุกคลุกคลาน และหนุ่มคิดว่ามันคงหมดเวลา หมดยุคของตัวเองแล้ว แต่ความจริงวันนี้ได้ทำให้เขาพบกับคำตอบที่แตกต่างจากที่เขาเคยคิดไว้

หนุ่ม กะลา

วัยเด็ก หนุ่มเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง คุณแม่ทำงานโรงงาน คุณพ่อเป็นเซลส์ขายเครื่องไฟฟ้า มีชีวิตที่ไม่ได้ลำบากอะไร จนกระทั่งคุณพ่อไปซาอุ ฯ และโดนหลอก จนถูกจับไปทำงานอยู่กลางทะเลไม่ได้ขึ้นฝั่งพบเจอครอบครัวอีก 3-5 ปี อีกทั้งยังไม่ได้ค่าจ้างจึงไม่สามารถส่งเงินมาให้คนทางบ้านได้เลย จากนั้นมาชีวิตครอบครัวของหนุ่มก็เหมือนดิ่งลงเหวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และในช่วงเวลานั้นแม่ของหนุ่มต้องเลี้ยงลูกทั้งสามเพียงลำพัง

หนุ่มกะลาในวัยเด็ก

ช่วงนั้นทางบ้านของหนุ่มต้องประสบกับปัญหาอย่างหนัก ไม่มีเงินกินข้าว ที่บ้านไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า จะมีก็แต่เพียงเตารีดเพราะต้องใช้รีดเสื้อไปโรงเรียน สิ่งที่พบประจำคือมีเจ้าหนี้มาทวงดอกที่บ้าน และหนุ่มต้องคอยโกหกว่าแม่ไม่อยู่ ทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือนก็จะได้กินดี กินไก่ย่างห้าดาวบ้าง มีทีวี ตู้เย็น มาบ้าง และไม่นานทีวี ตู้เย็นก็จะหายไป เป็นแบบนี้ไปจนโต จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปก็เป็นในตอนที่หนุ่มและวงกะลาได้ออกอัลบั้มแรกแล้ว

หนุ่มจะมีของสะสมคือเทปเพลง ไม่มีเงินเยอะ แต่อดเอา ถึงขนาดต้องแฝงตัวเป็นเด็กวัด กินข้าววัด เพื่อจะได้มีเงินไปซื้อเทป แต่ต่อมาก็เอาเทปเพลงไปขายเพื่อช่วยแม่  ฮีโร่วัยเด็กของหนุ่มคือศิลปินดังในยุคนั้น เช่น ติ๊ก ชีโร่, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, เบิร์ด ธงไชย, เจ เจตริน ชอบเพลงสายแดนซ์ สายพอป เสพความพอปในช่วงเวลานั้น จะเสพสายร็อกก็ต่อเมื่อเป็นวงที่เป็นที่นิยม

หนุ่มฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก รู้ตัวว่าฝันนั้นมันไกลเกินสำหรับคนที่มีชีวิตแบบนี้ แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งฝันในขณะที่พยายามเป็นนักร้องก็ช่วยที่บ้านขายของ อยู่กับโลกความเป็นจริง ถ้ามีเวลาก็จะสานฝันอย่างเข้มข้น แต่งเพลงตลอด มีโอกาสก็เอาไปส่งค่ายเพลง เช่น คีตา เอ็มสแควร์  อย่างที่คีตามีการเปิดรับสมัครนักร้องนักแต่งเพลง หนุ่มก็ส่งไปในฐานะนักแต่งเพลงเพราะไม่ได้มั่นใจในใบหน้าของตัวเอง แต่ก็ทำอะไรก็ได้ให้เข้าใกล้ความฝันได้มากที่สุด

ทุกที่ที่ไปส่งเงียบหมด แต่ที่คีตามีโทรกลับมาที่บ้านเพื่อน (เพราะหนุ่มไม่มีโทรศัพท์ที่บ้าน) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ เพราะค่ายปิดตัวไปเสียก่อน

The Beginning จุดเริ่มต้น

ตอนนั้นมีอยู่กันสองคนกับ โต มาโนช พิมพ์จันทร์ มือกีตาร์ ใช้ชื่อวงว่า ‘กะลา’ ตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนเหตุผลที่ใช้ชื่อนี้ ก็ด้วยหนึ่งไม่รู้จะตั้งชื่อว่าอะไร สองคือหนุ่มคิดว่าตัวเองยังเล่นดนตรีไม่เก่งยัง ‘กะโหลกกะลา’ และบวกกับวันนั้นจะต้องตัดสินใจว่าจะใช้ชื่อวงว่าอะไร เพราะต้องกรอกใบสมัคร ฮอตเวฟ มิวสิค อวอร์ด ตอนนั้นหนุ่มเดินออกมาหน้าบ้าน ถนนยังไม่มี แต่มีคนเอากะลาทุบ ๆ แล้วมาโปรย หนุ่มปิ๊งขึ้นมาทันทีและบอกกับโตว่า ‘กูได้ชื่อแล้ว’

บัตรฮอตเวฟ

หนุ่มและเพื่อน ๆ ประกวด ฮอตเวฟ ครั้งแรกตอนอยู่ชั้น ม.5 เข้ารอบ 30 วงสุดท้าย ได้มาเล่นสดให้กรรมการดูแล้ว แต่ก็ตกรอบ แต่ก็ถือเป็นโมเมนต์สำคัญและเข้าใกล้ความเป็นศิลปินที่สุดแล้ว ณ ตอนนั้น หนุ่มรู้สึกตื่นเต้นที่สุด ไม่เคยแข่งขันกับใครมากขนาดนี้และแต่ละวงก็สุดขีด ในปีนั้น ‘ลาบานูน’ คือวงที่ฮอตที่สุดและคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง หนุ่มได้มีโอกาสเจอลาบานูนตั้งแต่ในห้องซ้อมเดียวกันกับที่หนุ่มไปซ้อม

เมื่อตกรอบกลับมา ตอนแรกหนุ่มก็ถอดใจและคิดกลับไปสานต่อทางสายแดนซ์แบบที่ตัวเองชอบเหมือนเดิม แต่เมื่อได้เห็นว่าลาบานูนนั้นประสบความสำเร็จมาก ก็รู้สึกฮึดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าลาบานูนกับกะลานั้นไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ ซ้อมดนตรีก็ที่ห้องซ้อมเดียวกัน ช่วงวัยก็ใกล้กัน ถ้าเขาทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ เลยเป็นแรงฮึดให้หนุ่มกลับมามุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อแข่งขันต่อในปีหน้า

จากนั้นมาหนุ่มก็รวบรวมเพื่อนอีก 2 คน กลายเป็นวงกะลาในชุดที่ทุกคนได้รู้จักกัน ตอนนั้นหนุ่มไม่สนแล้วว่าหากวงประสบความสำเร็จคงต้องเดินไปในแนวร็อก ไม่ใช่พอปแบบที่ชอบ แต่ก็โอเคเพราะมันก็คือเส้นทางของความฝันเดียวกัน ในตอนนั้นหนุ่มและเพื่อนจึงขึ้นเวลาฮอตเวฟ ไปด้วยใจของชาวร็อกและมีลีลาการเล่นเป็นที่ประทับใจและเข้ารอบ 10 วงสุดท้าย ด้วยการบรรเลงบทเพลง ‘Oh yes’ ของ Raptor ซึ่งก็เป็นเพลงจากวงพอป RS อยู่ดีเพราะหนุ่มชอบในทางนี้แต่ก็บรรเลงในลีลาแบบชาวร็อก และอีกเพลงก็คือ ‘ทางผ่าน’ ของ Big Ass ในปีนั้นได้เจอกับวง ‘ลูซิเฟอร์’ ที่ได้รางวัลรองชนะเลิศในปีนั้น ซึ่งต่อมาก็คือวง ‘แคลช’ นั่นเอง

ลีลาของหนุ่บนเวทีฮอตเวฟ

ในปีนี้หนุ่มและเพื่อน ๆ มั่นใจในการเล่นของตนเองมาก และ ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคณะกรรมการ แต่ทว่าการประกาศผลรางวัลในครั้งนั้น ได้ทำให้ความมั่นใจของกะลาต้องพังทลายลง เพราะนอกจากจะไม่ได้รางวัลใด ๆ กลับบ้านเลย ปีนี้ยังเป็นปีสุดท้ายที่พวกเขาจะสามารถขึ้นเล่นบนเวทีฮอตเวฟได้ หรือความฝันมันจะจบลงแล้ว ? หรือได้เวลาที่ต้องกลับสู่โลกแห่งความจริงเสียที ?