[รีวิวซีรีส์] ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์ [EP.1-4] : ข้อสอบชุด B ที่ยากกว่าชุด A

Release Date
03/08/2020
แนว
สืบสวนสอบสวน / ดราม่า
ความยาว
12 EP.
ผู้กำกับ
พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์

คำชี้แจง : ข้อสอบชุดนี้เป็นการรีวิว ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์ EP.1-2 ที่ฉายไปแล้วทางช่อง ONE 31 และทางออนไลน์ในแอปพลิเคชัน WeTV และ EP.3-4 ซึ่งมีการจัดฉายรอบ Special Screening ณ Paragon Cineplex เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ

ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์ (ฺBad Genius The Series)
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา
8.3
คุณภาพงานสร้าง
8.5
คุณภาพของบท / เนื้อเรื่อง
9.5
การตัดต่อ / การลำดับ และการดำเนินเรื่อง
9.5
ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม
9.5
จุดเด่น
มีการตีความใหม่ให้กับบทดั้งเดิมได้อย่างน่าสนใจ ภายใต้รูปแบบที่ยังคงกลิ่นอายจากในหนังได้แบบค่อนข้างครบถ้วน
การเพิ่มบทบาท และการตีความความสัมพันธ์ของตัวละครแบบใหม่น่าสนใจมาก
ใน EP. 3-4 นี่คือจุดเปลี่ยนที่แตกต่างจากหนัง และจุดเปลี่ยนของตัวละครอย่างชัดเจน
จูเน่-เจ้านาย-ไอซ์-นาน่า เคมีเข้ากันมาก และแสดงในบทบาทของตัวเอง
จุดสังเกต
9.1

คำถามข้อที่ 1 : จงอธิบายเนื้อเรื่องย่อของ ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ โดยสังเขป

จากจุดเริ่มต้นการโกงข้อสอบในห้องเรียน.. จะลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นการโจรกรรมข้อสอบระดับประเทศ พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่แค่นักเรียนมัธยม แต่คือตัวแทนที่สะท้อนการโกงในทุกระดับชั้นของสังคมไทย จากภาพยนตร์ปรากฏการณ์ ฉลาดเกมส์โกง สู่ละคร ฉลาดเกมส์โกง ที่จะพาคุณไปไกลกว่าเดิม ด้วยเรื่องราว ตัวละคร และบทสรุป ที่ใหญ่กว่า ใหม่กว่า และท้าทายยิ่งกว่า! (อย่าไปบอกใครว่าลอกมาจาก WeTV)

คำถามข้อที่ 2 : จากภาพยนตร์ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ กลายมาเป็น ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ ได้อย่างไร จงอธิบาย

หลังจากที่ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ (Bad Genius) เวอร์ชันภาพยนตร์ที่กำกับโดย นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ที่ออกฉายในปี 2560 สามารถกวาดเสียงตอบรับชื่นชมท่วมท้น กวาดรายได้ไปกว่า 113 ล้านบาทในประเทศไทย แถมยังออกไปโกยรายได้ในอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก มาในปีนี้ GDH จึงได้เริ่มพัฒนาหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในรูปแบบของซีรีส์ และเปลี่ยนนักแสดงใหม่ทั้งหมด ในชื่อ ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ (Bad Genius The Series) โดยครั้งนี้ ทาง GDH ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิงเจ้าใหญ่ของจีนอย่าง WeTV ที่จะฉายซีรีส์นี้ในรูปแบบ Simulcast ให้คนไทยและคนจีนกว่าพันล้านคนได้ชมไปพร้อม ๆ กัน

คำถามข้อที่ 3 : ภาพรวมของซีรีส์เรื่องนี้ เหมือนหรือแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์อย่างไร จงอภิปรายให้ได้ใจความโดยละเอียด

แม้ว่าโดยรวมของซีรีส์เรื่องนี้ จะมีภาพรวมที่ชวนให้คิดไปว่าจะดึงเอากลิ่นอายเดิมจากในหนังมาชัดเจน และให้หมายรวมไปถึงพล็อตที่เน้นหนักในเรื่องของการเปิดโปง ตีแผ่เรื่องราวดราม่าในโรงเรียน ทั้งเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางการศึกษาที่มีไม่เท่ากัน รวมไปถึงประเด็นดาร์กโลกแตกอย่างเรื่องของการเรียกแป๊ะเจี๊ยะ การที่ครูหารายได้เสริมด้วยการติวพิเศษแล้วแอบเอาข้อสอบมาเฉลยก่อน อันนำไปสู่สาเหตุของการ “โกง” ตั้งแต่การโกงข้อสอบเล็ก ๆ ในโรงเรียน จนถึงการโกงข้อสอบระดับโลก

แต่สิ่งที่ในซีรีส์สามารถทำให้ต่างออกไปได้อย่างชัดเจนมาก ๆ คือการเพิ่มเรื่องราวตีแผ่ประเด็นต่าง ๆ ที่ตัวละครแต่ละตัวต้องเจอ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นการสะท้อนเรื่องราวของสังคมไทยแทบทั้งนั้น ทั้งเรื่องของความหวังในการใช้การศึกษาเพื่อที่จะเปลี่ยนฐานะและสถานะทางสังคม การทำตาม Passion ของเด็กวัยรุ่น ม.ปลาย ที่แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน แต่กลับต้องถูกวัดผลความสามารถด้วยคะแนนการสอบ การมี Conflict of Interest (ผลประโยชน์ทับซ้อน) ในโรงเรียน รวมถึงเรื่องของประเด็นปัญหาเรื้อรังในสังคมในหลาย ๆ จุดที่แก้ไม่หายด้วย

คำถามข้อที่ 4 : ตามคำที่กล่าวไว้ว่า ‘ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์’ EP.1 – EP.2 นั้นมีภาพรวม พล็อต ตัวละคร และกลิ่นอายต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงไปในทางเดียวกับเวอร์ชันภาพยนตร์ ผู้เรียนเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร จงอภิปรายและยกตัวอย่าง

ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตามเหตุผลต่อไปนี้

เห็นด้วย แน่นอนว่า ในหนัง เรื่องราวของการ “โกง” นั้นถือว่าเป็น Theme ใหญ่ที่ครอบคลุมตัวหนังไว้อยู่ ซึ่งแม้ว่าตัวหนังจะเล่าเรื่องของการออกแบบกลไกการโกงของครูพี่ลินและพรรคพวก แต่สิ่งที่ในหนังพยายามจะเล่าต่อออกมานั่นก็คือ เรื่องของการ “โกง” แม้ว่าการโกงของลินนั้นเป็นสิ่งผิด แต่การที่ลินต้องยอมโกง ก็ทำอยู่ภายใต้เหตุผลของการ “โกงล้างโกง” อีกทีหนึ่ง ซึ่งนั่นก็หนักแน่นพอที่จะทำให้เราเอาใจช่วยลินในการโกงข้อสอบไปโดยปริยาย 

รวมถึงเรื่องของการออกแบบเนื้อเรื่อง และโจทย์ของการโกงในรูปแบบต่าง ๆ ให้ “ฉลาด” สมกับชื่อหนัง มีความสนุก ตื่นเต้น พลิกล็อกอยู่ตลอดทั้งเรื่องจนแทบจะเดาทางหนังไม่ถูก อีกทั้งยังสามารถคุม Mood & Tone ของหนังให้ออกมาเหมาะสม ซึ่งนี่คือสิ่งที่หนัง และในซีรีส์สามารถทำได้อย่างสำเร็จสวยงามในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ส่วนที่ไม่เห็นด้วยเพราะ สิ่งที่ซีรีส์กำลังจะทำ คือการแผ้วทาง “ทางเลือกใหม่ ๆ ” ในการเล่าเรื่องนี้ให้ต่างจากความเป็นหนังอยู่พอสมควรเหมือนกัน แม้ว่าพล็อตโดยรวมของ 2 อีพีแรก จะมีทิศทางคล้าย ๆ กับเนื้อหาในช่วงครึ่งแรกในหนัง แต่สิ่งที่ในซีรีส์เติมต่อมาจากหนังนั่นก็คือเรื่องของการพยายามอุดรูรั่วต่าง ๆ ในหนัง เช่นการออกแบบการโกงข้อสอบด้วยตัวโน้ตเปียโน ซึ่งในซีรีส์ก็มีการปรับแต่ง “อะไรบางอย่าง” ทำให้ตัวซีรีส์ในอีพี 1-2 มีความแตกต่างจากเนื้อหาครึ่งแรกของหนังอย่างน่าสนใจ

(ข้อสอบมีต่อหน้า 2)