Daft Punk

โบกมือลา Daft Punk ย้อนดูผลงานดนตรีตลอด 28 ปี ก่อนพวกเขาจะกลายเป็นตำนาน!

การเดินทางไกลย่อมมีวันถึงจุดสิ้นสุด สองคู่หูดูโอหุ่นยนต์จากฝรั่งเศส Daft Punk ที่ภายใต้หน้ากากของพวกเขาคือเพื่อนซี้อย่าง กีย์ มานูเอล เดอ โฮเมม–คริสโต (Guy-Manuel de Homem-Christo) และ โทมัส แบงกาลเตอร์ (Thomas Bangalter) เลือกเอาวันเลขสวย 22/02/2021 เป็นวันประกาศการสิ้นสุดการเดินทางที่ยาวนานของพวกเขาในวงการดนตรี

จากคู่หูที่โด่งดังในวงการเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ กว่า 28 ปี ในที่สุดเขาก็กลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินระดับโลกที่มีเอกลักษณ์อันน่าสนใจ จากการสวมหน้ากากเพื่อปิดบังซ่อนเร้นตัวตน และให้ผลงานดนตรีเป็นเครื่องตัดสินคุณภาพมาอย่างยาวนาน

Thomas Bangalter (หน้ากากสีเงิน) และ Guy-Manuel de Homem-Christo (หน้ากากสีทอง)

หากจะให้จำกัดความลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของ Daft Punk นอกจากความโดดเด่นในการสวมหน้ากากหุ่นยนต์ที่แหวกแนว เพลงของ Daft Punk เกือบทุกอัลบั้มมักมีลายเซ็นร่วมกันอย่างหนึ่งคือ การผสมผสานสุ้มเสียงสังเคราะห์ที่เข้มข้น จัดจ้าน มีการใส่บีต จังหวะ สุ้มเสียงแปลก ๆ รวมถึงการทดลองสร้างจังหวะที่แปลกใหม่ขึ้นในหลาย ๆ เพลง ทำให้แม้ว่าผลงานสตูดิโออัลบั้มของพวกเขาจะมีแค่ 4 ชุด (ไม่รวมอัลบั้มรีมิกซ์/บันทึกการแสดงสด/อัลบั้ม Original Soundtrack) แต่เมื่อมาย้อนฟังกันอีกรอบ กลับพบว่าทุกอัลบั้มต่างก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างชัดเจนแบบสุดขั้วเหมือนกันนะครับ

ในวาระที่พวกเขากำลังจะ Shut Down ตัวเองหลังจากเดินเครื่องมาอย่างยาวนานเกือบสามสิบปี บทความนี้จึงขอย้อนไปดูผลงานต่าง ๆ ที่พวกเขาได้สร้างเอาไว้ตลอด 28 ปีบนเส้นทางสายดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำลังจะกลายเป็นตำนานของพวกเขากันครับ


Early “Daft Punk”

ก่อนจะเป็น “หุ่นยนต์”

Darlin

หลายคนอาจไม่ทราบว่า Daft Punk กับวงอินดี้พอป Phoenix นั้นมีจุดกำเนิดร่วมกัน! เพราะก่อนที่ Daft Punk จะเกิดขึ้น กีย์-มานูเอล, ธอมัส และ Laurent Brancowitz (มือกีตาร์วง Phoenix) เคยก่อตั้งวงพังก์ร็อกเล็ก ๆ ในนามว่า Darlin‘ ที่ได้ชื่อมาจากเพลงของ The Beach Boys จนกระทั่งพวกเขาปล่อยเพลง “Cindy, So Loud”  ออกมา เพลงนี้ดันไปเข้าหูคอลัมนิสต์นักวิจารณ์ดนตรีของนิตยสาร Melody Maker ในอังกฤษอย่าง Dave Jennings คราวนั้นเขาได้เขียนวิจารณ์เพลงนี้อย่างรุนแรงว่า  “A Daft Punky Thrash” (เพลงพังก์ขยะ ๆ ของพวกโง่) 

ถ้าดูกันตามสภาพ ก็ต้องยอมรับว่า วง Darlin‘ เองนั้นนอกจากจะไม่ดังแล้ว ฝีมือด้านดนตรียังเข้าขั้น “มือสมัครเล่น” จริง ๆ Laurent จึงตัดสินใจลาออกจากวง ก่อนจะไปร่วมกับวงดนตรีของน้องชายตัวเองที่ชื่อ Phoenix ส่วนกีย์-มานูเอลและธอมัส ก็เทิร์นตัวเองเข้าสู่วงการเพลงอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มตัว พร้อมกับการเอาคำวิจารณ์นั้นมากร่อนลง และขนานนามชื่อใหม่ของตัวเองว่า Daft Punk


“The New Wave” [EP]

เดือนกันยายน ปี 1993 คู่หู Daft Punk ตัดสินใจเดินเข้าไปมอบเดโมเพลงแนวอิเล็กโทรเฮาส์ ให้กับทางค่าย Soma Recordings จนกระทั่งทางค่ายก็ได้ตัดเดโมเหล่านั้นออกมาเป็น EP ชิมลางแบบจำนวนจำกัดก่อนในชื่อว่า “The New Wave” ถ้าฟังกันดี ๆ จะค้นพบว่า งานเพลงแนวเฮาส์ในแบบของ “Daft Punk ยุคแรก” ยังเต็มไปด้วยความ “ดิบ” “หนัก” และ “จัดจ้าน” อยู่มากทีเดียว และในหน้า B ของอีพีนี้ มีแทร็กสุดท้ายที่ชื่อว่า “Alive” ที่กำลังจะไปเป็นส่วนหนึ่งของเพลงในอัลบั้มแรกในชีวิตของพวกเขาด้วย

Homework (1997)

อัลบั้ม French House ผู้ปลุกกระแสดนตรีแนวเฮาส์ให้ “แมส”

Daft Punk

Daft Punk เริ่มต้นบันทึกเสียงอัลบั้มแรกในเดือนพฤษภาคม ปี 1995 โดยเริ่มแรกกับซิงเกิล “Da Funk” จนกระทั่งในปี 1996 ทั้งคู่ก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่อย่าง Virgin/EMI และก่อตั้งค่ายเล็ก ๆ เป็นของตัวเองในชื่อว่า Daft Trax เพื่อดูแลด้านโพรดักชันงานเพลง จนกระทั่งในที่สุด ซิงเกิล “Da Funk” / “Musique” ก็ได้ปล่อยออกมา ก่อนที่อีกหนึ่งปีต่อมา พวกเขาจะรวมซิงเกิลต่าง ๆ เป็นอัลบัม และปล่อยออกมาในชื่ออัลบัม “Homework” โดยที่ตอนแรกที่ทำเพลง ทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจจะทำออกมาเป็นอัลบั้ม แต่ตั้งใจจะให้ออกมาเป็น “ซิงเกิล” มากกว่า ซึ่งทำให้โทนโดยรวม ๆ ของอัลบั้มนี้จึงออกมา “ไร้ธีม”

หลังจากวางแผง อัลบั้มนี้ติดชาร์ตสูงสุดอันดับ 3 ของฝรั่งเศส ติดอันดับ 8 บน UK Albums Chart ติดอันดับหนึ่งบน US Billboard Hot Dance และอันดับที่ 61 ใน Billboard Hot 100 ทำยอดขายทั่วโลกได้มากถึง 2 ล้านก็อปปี ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวก และทำให้แนวดนตรี French House ที่เป็นแนวทางหลักของอัลบั้มนี้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

การแสดงสดของ Daft Punk ในยุคแรกยังไม่ได้ใส่ชุดหุ่นยนต์ และแต่งตัวด้วยชุดฟอร์มที่เข้าคู่กันอย่างที่เราคุ้นเคยนะครับ แต่เป็นลักษณะของการอำพรางใบหน้าที่แท้จริง ด้วยการใส่หน้ากากหลากหลายแบบมากกว่า นับตั้งแต่การแสดงสดครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปี 1996 พวกเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะดีเจที่แต่งชุดหลากหลายสไตล์เพื่อปิดบังอำพรางใบหน้าที่แท้จริง

Daft Punk
ภาพลักษณ์ของ Daft Punk ในอัลบั้ม Homework

แม้ว่าจะเป็นวงหน้าใหม่ แต่ในอัลบั้มนี้ก็มีเพลงที่ได้ทำ MV มากถึง 4 เพลง! แถม 2 เพลงในอัลบั้มยังกำกับ MV โดยผู้กำกับเบอร์ใหญ่! ทั้งเพลง “Da Funk” MV เรื่องราวของมนุษย์หัวหมาในโลกสุดเหงาที่กำกับโดย Spike Jonze และ “Around the World” MV โคตรดังกำกับโดย Michel Gondry ที่มีหุ่นยนต์ มัมมี่ ฯลฯ ออกมาเต้นตามจังหวะเพลง MV ทั้ง 4 เพลงในอัลบั้มนี้พร้อมเบื้องหลังเคยถูกรวมไว้ใน DVD ที่มีชื่อว่า D.A.F.T.: A Story About Dogs, Androids, Firemen and Tomatoes วางแผงในปี 2000


“Alive 1997” (2001)
Daft Punk

อัลบั้มบันทึกการแสดงสดอัลบั้มแรกที่แม้จะบันทึกไว้ในปี 1997 แต่ Virgin เพิ่งจะปล่อยออกมาในปี 2001 (หลังอัลบั้ม Discovery วางแผงโน่นเลย) อัลบั้มนี้มีแทร็กเดียวถ้วน ความยาว 45 นาที ลักษณะเป็นการใช้ Sample เพลงจากในอัลบั้ม Homework นำเอามารีมิกซ์ ปรับจังหวะใหม่ให้เฟี้ยวฟ้าวในแบบฉบับของพวกเขาเอง เป็นงานที่ไม่แพร่หลายเท่าไหร่ แต่ถือเป็น Live Album เด็ดดวงที่แฟนพันธุ์แท้ไม่ควรพลาด


Discovery (2001)

ดิบน้อยลง หรูหรามากขึ้น

Daft Punk

มีนาคม 2021 เป็นวันแรกของการวางแผงอัลบั้มที่ 2 ในชื่อว่า Discovery แม้โดยโครงสร้างเพลงหลัก ๆ ยังคงเป็นแนวเฮาส์ แต่ในอัลบั้มนี้มีการหยิบเอาแนวดนตรีเต้นรำทั้งแนวฟังกี้ ดิสโก้ โพสต์ดิสโก้ และ R&B มาเพิ่มเข้าไปให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น พร้อมกับธีมของเพลงที่ว่าด้วยเรื่องของ “ความทรงจำในวัยเด็ก ความรัก และความชื่นชอบในตัวละครและภาพยนตร์” ลดทอนความดิบสาก จัดจ้านในอัลบั้มแรก กลายเป็นอัลบั้มอิเล็กทรอนิกส์ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ดูเป็นขั้วตรงข้ามของอัลบั้มที่แล้วอยู่เหมือนกัน เหมาะแก่การเปิดฟังในคลับเก๋ ๆ แต่ถึงแม้จะไม่ค่อยดิบ แต่ภาคดนตรีก็ยังเต็มไปด้วยความจัดจ้านชวนเต้นได้ไม่แพ้กัน

อัลบั้มนี้ ทั้งคู่เริ่มต้นบันทึกเสียงที่บ้านของโธมัสในฝรั่งเศส โดยเป็นการทยอยทำงานมาตั้งแต่ปี 1998 จนถึงปี 2000 โดยแทร็กในอัลบั้มนี้ทั้ง “One More Time ” และ “Too Long” แทร็กที่ยาวที่สุดใน (ทุก) อัลบั้มถูกบันทึกเสร็จสิ้นเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งในอัลบั้มนี้ มีความพิเศษที่แตกต่างก็คือ พวกเขาเลือกที่จะบันทึกเสียงสด ๆ จากเครื่องดนตรีเป็นหลัก พร้อมกับการทดลองแนวทางใหม่ ๆ เช่นแนว Cut & Paste ในเพลง Harder, Better, Faster, Stronger หรือ Short Circuit ที่เป็นแนวย้อนยุค 80’s ไปเลย

แถมยังเป็นอัลบั้มแรกที่มีศิลปินมาร่วม Featuring อีกด้วย ทั้ง Romanthony (ศิลปิน,ดีเจ) ในเพลง “One More Time”, “Too Long” และ Todd Edwards (ศิลปิน,ดีเจ) ในเพลง “Face to Face”

Interstella 5555: The 5tory of the 5ecret 5tar 5ystem | インターステラ5555 (2003)

เรียกว่าเป็นการโกอินเตอร์ครั้งแรกก็ว่าได้ กับงานอนิเมะที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Daft Arts (บริษัทดูแลงานด้านวิชวลของ Daft Punk) กับ Toei Animation บริษัทผลิตอนิเมชันยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ร่วมกันผลิต DVD แอนิเมชันเรื่องนี้ออกมา โดยมี Leiji Matsumoto นักเขียนอนิเมะเจ้าของผลงานดัง ๆ อย่าง
Galaxy Express 999 และ Space Battleship Yamato มาดูแลด้านเนื้อเรื่องให้

เนื้อเรื่องว่าด้วยวงดนตรีต่างดาว 4 คนจากดาวอันไกลโพ้น ที่รักการเล่นดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็โดนลักพาตัวไปยังโลก ถูกจับย้อมสีให้เหมือนมนุษย์ และบังคับให้ออกอัลบั้มเพื่อหวังกอบโกยกำไร จนนักบินอวกาศหนุ่มคนหนึ่ง ที่เคยเฝ้าฝันถึงหญิงสาวมือเบส หนึ่งในสมาชิกวงรู้เรื่องนี้เข้า จึงได้ติดตามไปช่วยเธอและพวกเขากลับคืนมายังดาวบ้านเกิดอีกครั้ง

หนังเรื่องนี้ไม่มีไดอะล็อกใด ๆ มีเพียงแต่เสียงเอฟเฟกต์ และเนื้อเรื่องที่สอดประสานเข้ากับทุกเพลงในอัลบั้มนี้เพียงเท่านั้น โดยในภายหลังยังได้มีการตัดตอนเพลงจากอะนิเมะเรื่องนี้มาทำเป็น MV อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานศิลปะ 2 แขนงได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ

สังเกตให้ดี ๆ จะได้พบ Daft Punk ในแอนิเมชันเรื่องนี้ด้วย และถ้าสังเกตดี ๆ จะมีฉากหนึ่งที่ยามรักษาความปลอดภัยกำลังดูฟุตบอลทางทีวี ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างทีม “ญี่ปุ่น” (โตเอะ) กับทีม “ฝรั่งเศส” (Daft Punk) แถมสกอร์ตอนนั้นยังเสมอกันที่ 1-1 ด้วย เป็นกิมมิกที่น่ารักดีครับ


อ่านต่อได้ที่หน้า 2