ใครเกิดทันบ้าง? ย้อนดูนางเอกสาวดาวเด่นแห่งฮอลลีวูดจากยุค 90s

จากที่เคยเป็นดาวดังในยุค 90s มาถึงปีนี้ พวกเธออายุมากขึ้น มีผลงานในวงการภาพยนตร์น้อยลง และไม่ใช่นักแสดงแม่เหล็กที่เรียกผู้ชมได้เหมือนเคย บางรายก็เกษียณตัวเองทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ แบไต๋ขอพาคุณ (โดยเฉพาะคนที่มีอายุขึ้นเลข 4) รำลึกถึงนางเอกสาวสวยแถวหน้าจากยุค 90s เหล่านี้ที่การันตีว่า “ดังจริง” โดยไม่ต้องพึ่งโซเชียลมีเดีย (เพราะสมัยนั้นไม่มี)

อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน (Alicia Silverstone)

สาวที่ทำให้หนุ่มยุคนั้นใจจดใจจ่อรอดูมิวสิกวิดีโอเพลง “Cryin’”, “Crazy” และ “Amazing” ของแอโรสมิธ (Aerosmith) ทาง MTV หรือ Channel [V] และมิวสิกวิดีโอทั้งสามเพลงนี้ ก็น่าจะสร้างชื่อให้ซิลเวอร์สโตนที่ตอนนั้นอายุแค่ 16 มากกว่าการแสดงในหนังเรื่องแรก ‘The Crush’ (1993) ด้วยซ้ำ และไปเข้าตาเอมี เฮ็กเกอร์ลิง (Amy Heckerling) ที่กำลังมองหานางเอกให้หนัง ‘Clueless’ (1995) ซึ่งกลายเป็นงานที่ส่งซิลเวอร์สโตนเป็นขวัญใจวัยรุ่นตัวแม่ ได้บทนำในหนังอีกหลายเรื่อง รวมถึงแบตเกิร์ลใน ‘Batman & Robin’ (1997) เธอปิดยุค 90s ด้วย ‘Blast from the Past’ (1999) ก่อนที่จะพยายามสลัดภาพนักแสดงวัยรุ่นทิ้งในยุคต่อมา จากงานที่จริงจังมากขึ้น กระทั่งเล่นละครบรอดเวย์ แต่ก็ไม่รุ่ง

งานยุค 90s ที่ต้องดู: ‘Clueless’, ‘Blast from the Past’, มิวสิกวิดีโอ “Cryin’”, “Crazy” และ “Amazing” ของแอโรสมิธ
ไฮไลท์ในชีวิต: เป็นแฟชั่นไอคอนของหนุ่มสาวยุค 90s และการเป็นมนุษย์ค้างคาวสาว
ยุคหลัง: มีหนังรอปล่อยฉายอยู่ในลิสต์ อย่างน้อยอีก 3 เรื่อง

คาเมรอน ดิแอซ (Cameron Diaz)

เป็นนางแบบตั้งแต่อายุ 16 และสตาร์ตหนังเรื่องแรก ‘The Mask’ (1994) ด้วยบทนำประจบจิม แคร์รีย์ งานของดิแอซส่วนใหญ่จะเป็นหนังเบาสมอง (Comedy) กับหนังอินดี้ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากมาย แต่ก็ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนมาถึง ‘My Best Friend’s Wedding’ (1997) ที่ประกบกับจูเลีย โรเบิร์ตส์ (Julia Roberts) และ ‘There’s Something About Mary’ (1998) ดิแอซก็ขึ้นชั้นเป็นผู้หญิงแถวหน้า นอกจากเป็นนักแสดงหญิงเบอร์ต้น ๆ สำหรับหนังรอม-คอม เธอยังมีงานซีเรียส ๆ อย่าง ‘Fear and Loathing in Las Vegas’ (1998) และ ‘Any Given Sunday’ (1999) ที่แสดงให้เห็นว่ามีของเหมือนกัน และเป็นปัจจัยที่ส่งให้การทำงานเดินหน้ามาอีกไกลไม่น้อยกว่า 2 ทศวรรษ

งานยุค 90s ที่ต้องดู: ‘My Best Friend’s Wedding’, ‘There’s Something About Mary’
เกร็ดความรัก: ควงกับหนุ่ม ๆ ที่สาว ๆ ต้องอิจฉา กับแม็ตต์ ดิลลอน (Matt Dillon) หลังเล่น ‘There’s Something About Mary’ ด้วยกันในช่วงสั้น ๆ, จาเร็ด เลโท (Jared Leto) ควงกันช่วงปี 2000 – 2003 พอเลิกราก็คบหาจัสติน ทิมเบอร์เลก (Justin Timberlake) ต่ออีก 4 ปี
ยุคหลัง: แม้จะมีหนังเด่นในยุคหลัง เช่น ‘Vanilla Sky’ (2001), ‘Gangs of New York’ (2002) ที่เข้าชิงลูกโลกทองคำ หรือ ‘Bad Teacher’ (2011) ที่ได้ตังค์ แต่เธอก็วางมือจากงานแสดงไปแล้ว

แคลร์ เดนส์ (Claire Danes)

พูดถึงยุคนี้ แคลร์ เดนส์ คือชื่อที่ต้องมี เธอเป็นดาวดังตั้งแต่อายุ 15 จากซีรีส์ที่ไม่ใช่่ ‘Homeland’ (2011) แน่ ๆ แต่เป็น ‘My So Called Life’ (1994) พอเล่นหนังใหญ่ก็ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็น หนังเรื่องแรก ‘Little Women’ (1994) หรือที่ส่งเธอเป็นสตาร์ ‘Romeo + Juliet’ (1996) รวมถึงหนังอย่าง ‘U Turn’ (1997) ที่เป็นงานซีเรียส ขายฝีมือ ที่แสดงให้เห็นว่า เดนส์คือนัก ‘แสดง’ รุ่นใหม่ฝ่ายหญิงเบอร์ต้น ๆ ของยุค ที่ใคร ๆ ก็เรียกใช้ ซึ่งเธอก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ปะทะยอดฝีมือทั้งหลายโดยไม่ถูกข่ม และได้ร่วมงานกับผู้กำกับหัวแถวตั้งแต่รุ่นใหญ่ ฟรานซิส ฟอร์ด ค็อปโพลา (Francis Ford Coppola) มาถึง บาซ เลอร์หแมนน์ (Baz Lurhmann) และโอลิเวอร์ สโตน (Oliver Stone) รวมถึงได้ประกบหนุ่ม ๆ จาเร็ด เลโท, ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (Leonardo DiCaprio), แม็ตต์ เดมอน (Matt Damon) และ คริสเตียน เบล (Christian Bale)

งานยุค 90s ที่ต้องดู: ‘My So Called Life’, ‘Romeo + Juliet’, ‘The Rainmaker’ (1997), ‘Little Women’ และ ‘Les Misérables’ (1998)
เกร็ดน่ารู้: แดนส์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย เยล (Yale) แค่ 2 ปีแล้วดร็อปเพื่อทำงานแสดงที่เธอสนใจมาตั้งแต่ 9 ขวบ พอ 10 ขวบเธอก็เป็นนักเรียนในสถาบันการแสดงของลี สตราเบิร์กแล้ว
ยุคหลัง: หลังยุค 90s ยังมีงานดี ๆ เช่น ‘The Hours’ (2002), ‘Stardust’ (2007) และ ‘Temple Grandin’’ (2010) แต่เธอดูจะสนุกกับงานจอเล็ก ที่ทำให้โด่งดังและได้รางวัลเป็นกอบเป็นกำมากกว่า

ดรูว์ แบร์รีมอร์ (Drew Barrymore)

เธอคือสาวยุค 80s หรือ 90s ขึ้นอยู่ที่จะมองมุมไหน เมื่อเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 1982 จาก ‘E.T. the Extra-Terrestrial’ (เอาจริง ๆ เธอเริ่มงานแสดงตั้งแต่อายุ 11 เดือน!) แต่ช่วงเวลาที่เธอเป็นสตาร์ดัง ไม่ใช่ดาราเด็กที่ชีวิตมีปัญหา ก็ต้องยุค 90s ที่เรื่องของเธอสุดเปี่ยมสีสัน ครึ่งแรกของยุค เธอกลับมาจากสถานบำบัด ทำตัวเป็นขบถ เป็นสาวแสบตัวจริง ที่ทำเรื่องฉาวอย่าง เป็นนางแบบให้นิตยสารเพลย์บอย (Playboy), เปิดหน้าอกโชว์ เดวิด เลตเทอร์แมน (David Letterman) กลางรายการ แต่ครึ่งหลังเธอมีผลงานน่าจดจำมากมาย โดยเฉพาะงานรอม-คอมที่ต่อยอดถึงยุคต่อมา ยุค 90s ยังเป็นช่วงที่เธอสร้างตัวเป็นสตรีผู้มีอิทธิพลอีกคนของวงการ ทั้งในฐานะนักแสดง, ผู้อำนวยการสร้าง, ผู้กำกับ, นักเขียน, นางแบบ และนักธุรกิจ จนชีวิตมั่นคงมาถึงทุกวันนี้

งานยุค 90s ที่ต้องดู: ‘Poison Ivy’ (1992), ‘Boys on the Side’ (1995), ‘Scream’ (1996), ‘The Wedding Singer’ (1998), ‘Ever After’ (1998) และ ‘Never Been Kissed’ (1999)
เกร็ดน่ารู้: ตอนถ่ายนูดให้เพลย์บอยเมื่อปี 1995 สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) พ่อทูนหัวของเธอ ส่งผ้าคลุมเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ 20 ปี พร้อมโน้ต “คลุมตัวเองซะ” และแนบภาพของเธอจากนิตยสาร แต่ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยโดยฝีมือฝ่ายศิลป์ในบริษัทของเขามาให้ด้วย
ยุคหลัง: ยังไม่มีข่าวงานใหม่ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะเธอมีรายการทอล์กโชว์ ‘The Drew Barrymore Show’ ให้ทำ มีไลน์สินค้าแฟชั่น เดียร์ ดรูว์ (Dear Drew) ให้ดูแล และบริษัทสร้างหนังให้บริหาร

กวินเน็ธ พัลโทรว์ (Gwyneth Paltrow)

โตมาในครอบครัวบันเทิง แม่เป็นนักแสดง พ่อเป็นผู้กำกับ-เขียนบท หนังเรื่องแรกคือ ‘High’ (1989) หนังทีวีที่พ่อกำกับ ก่อนจะเปิดตัวบนจอใหญ่ด้วย ‘Shout’ หนังเพลงโรแมนซ์ในอีก 2 ปีต่อมา พัลโทรว์เป็นที่รู้จักมากขึ้นใน ‘Se7en’ (1995) ที่เธอเล่นเป็นคนรักของแบรด พิตต์ (Brad Pitt) หวานใจทั้งนอกจอและในจอของเธอ (ตอนนั้น) แล้วก็เป็นผู้หญิงแถวหน้าของยุค 90s จาก ‘Emma’ (1996) และไปถึงที่สุดด้วย ‘Shakespeare in Love’ (1998) ที่เธอคว้าออสการ์นำหญิง นอกจากจะเป็นนักแสดงที่มีรางวัลการันตีไม่น้อย พัลโทรว์ยังได้รับคำชื่นชมจากการวางตัว, ภาพลักษณ์ และความสามารถในด้านอื่น ๆ อีกด้วย

งานต้องดูในยุค 90s: ‘Emma’ (1996), ‘Great Expectations’ (1998), ‘Shakespeare in Love’ (1998), ‘The Talented Mr. Ripley’ (1999)
เกร็ดน่ารู้: บริษัทกูป (Goop) ของเธอ ถูกโจมตีจากนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ว่านำเสนอการรักษาที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งไม่เป็นไปตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ยุคหลัง: ในยุค 2000s พัลโทรวร์ให้เวลากับการเป็นแม่, ภรรยา และเรื่องธุรกิจมากกว่าการแสดง เธอกลายเป็นกูรูเรื่องไลฟ์สไตล์, เปิดบริษัทกูปที่ทำธุรกิจเรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ทำซีรีส์และเขียนหนังสือเกี่ยวกับอาหาร

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน (Jennifer Aniston)

หนึ่งเดียวคนนี้ที่มาจากงานจอเล็กล้วน ๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าจดจำเธอได้จากหนังใหญ่เรื่องไหน เพราะบทราเชล กรีน (Rachel Green) ในซีรีส์ ‘Friends’ มีทุกอย่างที่ส่งอนิสตันเป็น ผู้หญิงแห่งยุค 90s ครบ เป็นบทที่ผู้ชมจดจำ, เป็นงานสร้างชื่อ และทำให้เธอเป็นผู้นำแฟชัน เสื้อผ้าหน้าผม ให้กับสาว ๆ ยุคนี้ ที่อาจรวมไปถึงรสนิยมด้วย อนิสตันยังกวาดรางวัลสำคัญ ๆ จากบทนี้ โดยความเป็นผู้หญิงแห่งยุค 90s ของเธอ ยังไม่รวมเรื่องเป็นคู่รักของแบรด พิตต์ ที่ใช้ชีวิตร่วมกันช่วงปลายยุคด้วยซ้ำ

งานต้องดูในยุค 90s: ซีรีส์ ‘Friends’, ‘She’s the One’ (1996), ‘Picture Perfect’ (1997), ‘The Object of My Affection’ (1998) และ ‘Office Space’ (1999)
เกร็ดความรัก: ปี 2015 อนิสตันบอกกับเดอะ ฮอลลีวูด รีพอร์เทอร์ ถึงเรื่องการหย่ากับพิตต์ว่า “ไม่มีใครทำอะไรผิด… มันก็แค่… บางครั้ง มันก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น”
ยุคหลัง: งานช่วงหลังแสดงให้เห็นว่า เธอทำอะไรได้มากกว่าราเชล กรีน โดยเฉพาะในหนังที่เธอเล่นได้มันมาก ๆ อย่าง ‘The Bounty Hunter’ (2010), ‘Horrible Bosses’ (2011) หรือ ‘We’re Millers’ (2013)

จูเลีย โรเบิร์ตส์ (Julia Roberts)

สร้างชื่อมาตั้งแต่ปลายยุค 80s จากบทใน ‘Mystic Pizza’ (1988) ที่ได้รับคำชม ก่อนจะตอกย้ำด้วยการแสดงใน ‘Steel Magnolias’ ปีถัดมา ซึ่งขึ้นจอได้ไม่เป็นรองตัวแม่ของวงการตอนนั้น อย่าง แซลลี ฟิลด์ (Sally Field), ดอลลี พาร์ทัน (Dolly Parton), เชอร์ลีย์ แม็กเลน (Shirley MacLaine) หรือโอลิมเปีย ดูคาคิส (Olympia Dukakis) ว่ากันว่า เธอคือระเบิดเวลาที่รอใครมากดสวิตช์แค่นั้น และไม่ต้องคอยกันนาน พอทศวรรษเปลี่ยน โรเบิร์ตส์ระเบิดตูมจากบท ‘โสเภณีที่สวยที่สุดในโลก’ ใน ‘Pretty Woman’ งานรอม-คอมที่ทำเงินทั่วโลกถึง 464 ล้านเหรียญ กลายเป็นดาราหญิงค่าตัวสูงสุดอยู่หลายปี มีงานฮิตต่อเนื่องถึงยุค 2000 ที่เธอเริ่มยุคสมัยด้วยรางวัลออสการ์จากหนัง ‘Erin Brockovich’ การันตีว่าเธอไม่ใช่แค่ซูเปอร์สตาร์หนังบานฉ่ำ

งานต้องดูในยุค 90s: Pretty Woman (1990), Flatliners (1990), Sleeping with the Enemy (1991), My Best Friend’s Wedding (1997), Notting Hill (1999) และ Runaway Bride (1999)
เกร็ดน่ารู้: เธอเคยหนีงานแต่งกับคีเฟอร์ ซุเธอร์แลนด์ (Kiefer Sutherland) ก่อนวันงานแค่ 3 วัน แล้วก็มีข่าวกับหนุ่มหลายคนในวงการ เคยแต่งงานกับนักร้องคันทรี ไลล์ โลเว็ตต์ (Lyle Lovett) ส่วนปัจจุบันอยู่กินกับ แดเนียล โมเดอร์ (Daniel Moder) ตากล้องที่เจอกันในกองถ่ายหนัง ‘The Mexican’ เมื่อปี 2000 ทั้งที่เดตอยู่กับเบนจามิน เบร็ตต์ (Benjamin Bratt) แถมฝ่ายชายก็มีภรรยา จนเขาฟ้องหย่าคุณเมียเรียบร้อย ทั้งคู่ถึงได้เข้าพิธีแต่งงานกัน 
ยุคหลัง: ‘Ben is Back’ หนังใหญ่เรื่องสุดท้ายของโรเบิร์ตส์ออกฉายตั้งแต่ปี 2018 และไม่มีข่าวงานใหม่แพลมให้รู้ แต่เธอก็มีงานในฐานะทูตของยูนิเซฟ และทำงานการกุศลอยู่เป็นประจำ รวมถึงมีบริษัทหนังเรดออม (RED OM) ที่เป็นการกลับนามสกุลของสามี (MODER) ให้บริหาร

จูเลียตต์ ลิวอิส (Juliette Lewis)

อีกหนึ่งสาวที่ชีวิตเกี่ยวข้องกับแบรด พิตต์ ลิวอิสเป็นนักแสดงคุณภาพอีกคนของยุค 90s ขาประจำในบทสาวมีปัญหาหรือมีความผิดปกติทางจิต หลังเข้าชิงสมทบหญิงทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำจาก ‘Cape Fear’ (1991) ของผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ลิวอิสเก็บแต้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ ‘Natural Born Killers’ (1994) หนังโอลิเวอร์ สโตนที่เธอเล่นเป็นฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง – มัลลอรี น็อกซ์ (Mallory Knox) ลิวอิสปิดยุค 90s ได้ไม่สวยนักจาก ‘The Other Sister’ ที่เธอรับบทหญิงสาวพัฒนาการทางสมองช้า ซึ่งหนังถูกสับเละ แต่เธอเป็นหนึ่งในความดีงาม (ที่อาจเป็นเพียงอย่างเดียว) ของหนัง

งานต้องดูในยุค 90s: ‘Cape Fear’, ‘Husbands and Wives’ (1992), ‘Kalifornia’ (1993), ‘What’s Eating Gilbert Grape’ (1993), ’Natural Born Killers’
เกร็ดความรัก: ลิวอิสในวัย 17 ปีเจอกับพิตต์วัย 27 ปีในกองถ่าย ‘Too Young to Die?’ (1990) แล้วคบกันอยู่หลายปี ที่เมื่อมองย้อนกลับไป พิตต์บอกว่าความรักครั้งนี้ เป็น “หนึ่งในครั้งที่ดีที่สุด”
ยุคหลัง: ยังมีงานเรื่อย ๆ ในยุค 2000s แต่ส่วนใหญ่เป็นบทสมทบที่เธอไม่โดดเด่นนัก ส่วนในยุค 2010s เธอจับซีรีส์โทรทัศน์เป็นหลัก และมีงานเด่น ๆ อย่าง ‘The Firm’ (2012), ‘Wayward Pines’ (2015), ‘Secrets and Lies’ (2015–2016) และ ‘The Act’ (2019)

เคต วินสเลต (Kate Winslet)

เล่นหนังใหญ่เรื่องแรก ‘Heavenly Creatures’ (1994) ตอนอายุ 18 แล้วใช้เวลาแค่ 3 ปีเพื่อดังคับโลกด้วย ‘Titanic’ (1997) ซึ่งดูเหมือนวินสเลตจะใช้เวลาน้อยเหลือเกิน แต่ก่อนหน้านั้น เธอสะสมประสบการณ์มาเพียบจากงานโทรทัศน์และละครเวทีตั้งแต่ปีแรกของยุค 90s โดยอย่าลืมว่าหลังออกตัวแค่ปีเดียว เธอก็เข้าชิงออสการ์, บาฟต้า และลูกโลกทองคำครบจาก ‘Sense and Sensibility’ (1995) แล้วกลายเป็นนักแสดงขายฝีมืออีกคนของวงการ ‘Titanic’ ก็แค่หนังที่ทำให้เธอเป็นซูเปอร์สตาร์ ที่หลังจากนั้น เธอคือขาประจำบนเวทีรางวัล ทั้งจอใหญ่ จอเล็ก

งานต้องดูในยุค 90s: ‘Heavenly Creatures’, ‘Sense and Sensibility’, ‘Jude’ (1996), ‘Hamlet’ (1996), ‘Titanic’
ฮไลต์ในชีวิต: นอกจากรางวัลออสการ์นำหญิงจาก ‘The Reader’ (2008) วินสเลตยังเคยได้รางวัลแกรมมีด้วยในปี 2000 จาก หนังสือเสียง ‘Listen to the Storyteller’
ยุคหลัง: หลังเล่นหนังดราม่าเล็ก ๆ มายาว ๆ เราจะได้เห็นเธอในหนังบล็อกบัสเตอร์บ้าง ซึ่งเป็นการกลับมาทำงานกับเจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ใน ‘Avatar 2’

ลิฟ ไทเลอร์ (Liv Tyler)

ลูกสตีเวน ไทเลอร์ (Steven Tyler) นักร้องนำวงแอโรสมิธ กับนางแบบ บีบี บูเอลล์ (Bebe Buell) ที่แจ้งเกิดจากมิวสิกวิดีโอ “Crazy” เพลงจากวงของพ่อในปี 1993 ซึ่งนักแสดงร่วมจอก็คือ อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน หนัง 2 เรื่องแรก ‘Silent Fall’ (1994) และ ‘Heavy’ (1995) เป็นงานหนัก ๆ ไม่ส่งเธอต่อจากที่มิวสิกวิดีโอปูทางไว้ จนเรื่องถัดมา ‘Empire Records’ (1995) งานรอม-คอม, วัยรุ่น ก็ทำให้เธอถ้าไม่อยู่ในสถานภาพเดียวกับซิลเวอร์สโตนก็ใกล้เคียง แล้วทำได้ดีกว่าเมื่อมองว่างานต่อมาคือ หนังเบอร์นาโด เบอร์โตลุกชี (Bernado Bertolucci) – ‘Stealing Beauty’ (1996) แล้วก็มี ‘Armageddon’ (1998) เป็นหนังทำเงินในเครดิต ซึ่งคนร้องเพลงนำให้หนังก็คือ ป๊ะป๋าเธอนี่ล่ะ

งานต้องดูในยุค 90s: ‘Heavy’, ‘Empire Records’, ‘Stealing Beauty’, ‘Armageddon’
เกร็ดน่ารู้: ตอนลิฟเกิด แม่เธออยู่กับศิลปินร็อก – ท็อดด์ รุนด์เกรน (Todd Rundgren) แต่ก็ไปมีความสัมพันธ์ระยะสั้น ๆ กับไทเลอร์ ลิฟโตมาโดยคิดว่ารุนด์เกรนคือพ่อ จนอายุ 11 ปี เธอพบกับไทเลอร์และสังเกตเห็นว่า เมีย (Mia) ลูกสาวของเขามีหลายอย่างคล้ายคลึงกับเธอ จนต้องถามแม่และความจริงก็เปิดเผย บูเอลล์ปิดเรื่องนี้ไว้ในตอนนั้น ก็เพราะไทเลอร์ติดยาอย่างหนัก
ยุคหลัง: ยังมีงานที่น่าจดจำอย่างหนังชุด ‘The Lord of the Rings’ หรือ หนังในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ‘The Incredible Hulk’ (2008) แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยรับงานแสดงมากนัก

เม็ก ไรอัน (Meg Ryan)

เจ้าแม่หนังรอม-คอม ที่เก็บเล็กผสมน้อยสร้างชื่อสร้างผลงานให้ตัวเองมาตั้งแต่ยุค 80s แต่ก็เป็นได้แค่ นักแสดงหญิงอีกคนของยุคนั้น จนมาถึงหนังปิดทศวรรษ ‘When Harry Met Sally’ (1989) ไรอันก็เป็นขวัญใจหนุ่ม-สาวที่มีความเพ้อฝันแสนโรแมนติก และแทบจะยึดบทเด่น ๆ ในหนังรอม-คอมหรืองานโรแมนติกยุค 90s มาอยู่ในมือเพียงลำพัง เช่น บทที่น่าจดจำในหนังที่เล่นกับทอม แฮงค์ส (Tom Hanks) – ‘Sleepless in Seattle’ (1993) กับ ‘You’ve Got Mail’ (1998) แต่เมื่อเธอสลัดไม่หลุดจากภาพลักษณ์ที่ผู้ชมคุ้นตาสำเร็จ ไรอันก็มียุค 90s เป็นช่วงเวลาของเธอเพียงยุคเดียว

งานต้องดูในยุค 90s: ‘Sleepless in Seattle’, ‘When a Man Loves a Woman’ (1994), ‘I. Q.’ (1994), ‘Courage Under Fire’ (1996), ‘City of Angels’ (1998), ‘You’ve Got Mail’
เกร็ดน่ารู้: Ithaca’ (2016) งานกำกับเรื่องแรกของเธอ เต็มไปด้วยความช่วยเหลือจากคนคุ้นเคย แฮงค์สเป็นนักแสดง, จอห์น เมลเลนแคมป์ (John Mellencamp) คนรักในตอนนั้น ทำดนตรีประกอบ, แจ็ก เควด (Jack Quaid) นักแสดงอีกคนก็คือลูกของเธอกับเดนิส เควด (Denis Quaid)
ยุคหลัง: แม้พยายามจะกลับมาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ โดยหนังใหญ่เรื่องสุดท้ายของเธอก็คือ ‘Ithaca’ ที่เธอกำกับนั่นละ

เนฟ แคมป์เบลล์ (Neve Campbell)

แม้จะเป็น ‘ราชินีหนังหวีด’ แต่เธอแจ้งเกิดมาจากซีรีส์ ‘Party of Five’ (1994-2000) โดยมีปี 1996 เป็นปีสำคัญ เมื่อมีงานหนังใหญ่ที่ประสบความสำเร็จออกฉายถึงสองเรื่อง จาก ‘The Craft’ ตอนกลางปีที่เป็นหนังทำเงินแบบซึมลึก และระเบิดเถิดเทิงยิ่งกว่ากับปลายปี ด้วย ‘Scream’ ที่มีภาค 2 ในปีถัดมา เห็น ๆ กันอยู่ว่า ความเป็นดาราแห่งยุค 90s ของแคมป์เบลล์ เกิดจากความสำเร็จของงานเพียงแค่ 2 เรื่องก็ว่าได้ แต่เป็น 2 เรื่องที่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้ชม โดยเฉพาะ ‘Scream’ ที่ทำให้เธอเก็บเกี่ยวความสำเร็จกินได้ยาวนานมาจนถึงตอนนี้

งานต้องดูในยุค 90s: ‘The Craft’, ‘Scream’, ‘Scream 2’, Wild Things (1998)
ไฮไลต์ในชีวิต:
ได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงสาวสุดเซ็กซีอีกคนของวงการ เคยเป็นหนึ่ง 50 สาวสวยที่สุดในโลกของนิตยสารพีเพิล (People) ถึง 2 หนในปี 1998, 2000, เคยรั้งอันดับ 3 100 นักแสดงที่เซ็กซีที่สุดของนิตยสารเอ็มไพร์ (Empire) ในปี 1998 และเป็นหนึ่งผู้หญิงที่เซ็กซีที่สุดในโลกของนิตยสารเอฟเอชเอ็มถึง 3 ครั้งในปี 1998 (อันดับ 31), 1999 (อันดับ 20) และ 2000 (อันดับ 31)
ยุคหลัง: นาน ๆ จะได้เห็นผลงานของเธอ ส่วนใหญ่จะเป็นหนังอินดี้, ซีรีส์บางตอนของบางเรื่อง ส่วนการแสดงในหนังบล็อกบัสเตอร์ อย่าง ‘Skyscraper’ (2018) ก็แทบไม่มีใครจำเธอได้ แต่ในปี 2022 เธอจะกลับมาหวีดเป็นครั้งที่ 5 อย่างแน่นอนใน ‘Scream’

ซานดรา บูลล็อก (Sandra Bullock)

หวานใจอเมริกันชน ที่เคยเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงค่าตัวแพงที่สุดของฮอลลีวูด แม้จะมีหนังแอ็กชัน ‘Speed’ (1994) ที่ประกบคีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) เป็นงานสร้างชื่อ แต่ก็ไม่ทำให้เธอกลายเป็นแอ็กชันสตาร์ เพราะจากเครดิตในการทำงานและความสำเร็จที่ได้รับ บูลล็อกเป็นนักแสดงที่ไม่มั่วแต่ทั่วถึง ทำได้ดีทั้งในงานรอม-คอม เช่น ‘While You Were Sleeping’ (1994), หนังระทึกขวัญ ‘The Net’ (1995), แฟนตาซี ‘The Practical Magic’ (1998) หรือดรามา ‘A Time to Kill’ (1996) ไม่น่าแปลกใจที่แม้จะไม่ฮอตเหมือนในยุค 90s แต่ก็มีงานเด่น ๆ ให้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

งานต้องดูในยุค 90s: ‘Speed’, ‘While You Were Sleeping’, ‘A Time to Kill’
เกร็ดน่ารู้: บูลล็อกถูกสะกดรอยอยู่บ่อยครั้ง ที่เป็นข่าวใหญ่ก็ในปี 2002 โดยโธมัส เจมส์ เวลดอน (Thomas James Weldon), มาร์เซีย ไดอะนา วาเลนไทน์ (Marcia Diana Valentine) ในปี 2007 และโจชัว เจมส์ คอร์เบ็ตต์ (Joshua James Corbett) ในปี 2014 ที่บุกเข้าไปในบ้านของเธอ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปจับตัว เพราะเขาไม่ปรากฏตัวตามหมายศาล เขาก็ฆ่าตัวตายหนีความผิด
ยุคหลัง: ออสการ์นำหญิงจาก ‘The Blind Side’ (2009) ความสำเร็จของ ‘Gravity’ (2013) และ ‘Bird Box’ (2018) หนังเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) รวมถึงการมีบริษัทหนังของตัวเอง บูลล็อกน่าจะยืนระยะได้อีกยาวไกล

ชารอน สโตน (Sharon Stone)

หากไม่มี ‘Basic Instinct’ (1992) สโตนก็คงเป็นนักแสดงดาด ๆ ที่ค่อย ๆ หายไปกับกาลเวลา แม้จะพยายามไต่เต้ามาตั้งแต่ต้นยุค 80s และด้วยผลงานที่ตามมาหลังจากนั้น กับการเป็นที่รู้จักจดจำของผู้คน ทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงของยุค 90s ทั้งในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศคนสำคัญของยุค และนักแสดงคุณภาพอีกคน โดยมี ‘Basic Instinct’ และหนังของมาร์ติน สกอร์เซซี ‘Casino’ (1995) ยืนยัน แล้วก็มีหนังทำเงินอีกอีกหลายเรื่องในเครดิต แต่พอสลัดภาพจาก ‘Basic Instinct’ และหนังที่ตามมาอีกหลายเรื่องไม่หลุด สโตนจึงกลายเป็นอีกภาพจำของยุค 90s

งานที่ต้องดูในยุค 90s: ‘Total Recall’ (1990), ‘Basic Instinct’, Casino, ‘The Quick and the Dead’ (1995)
เกร็ดน่ารู้: สโตนพูดถึงการถ่ายทำฉากนั่งสลับขาใน ‘Basic Instinct’ ไว้เมื่อปี 2020 ว่า “ฉันนั่งอยู่ในโรงถ่าย แล้วผู้กำกับก็บอกว่า ‘คุณส่งกางเกงชั้นในมาให้ผมได้ไหม? เพราะมันเห็นในกล้อง ซึ่งคุณไม่ควรสวมกางเกงชั้นใน แต่ในหนังจะไม่เห็นอะไรของคุณ’ ฉันถามกลับว่า ‘แน่ใจนะ’ เขาบอกว่า ‘แน่นอน’ และฉันก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนชีวิตฉันไปเลย”
ยุคหลัง: พยายามกลับมาหาความสำเร็จเก่า ๆ ด้วย ‘Basic Instinct 2’ (2006) แต่ก็ล้มเหลว หากอย่างน้อยก็ไปได้สวยกับงานโทรทัศน์ ที่มีงานเด่น ๆ อย่าง ‘If These Walls Could Talk 2’ (2000), ‘Mosaic’ (2017) และ ‘Ratched’ (2020)

วิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder)

บ่มตัวเองด้วยงานอินดี้ตอนกลางยุค 80s มีหนังเด่น ๆ อย่าง ‘Beetlejuice’ (1988) และ ‘Heathers’ (1989) ก่อนจะมาดังพร้อม ๆ กับแฟนหนุ่มจอห์นนี เด็ปป์ (Johnny Depp) จากหนังเรื่องเดียวกัน ‘Edward Scissorhands’ (1990) แล้วก็ตามด้วยงานขายฝีมือ ที่นอกจากจะส่งตัวเธอเข้าชิงรางวัลหรือได้คำชม หรือทั้งสองอย่าง ก็ยังทำเงินใช้ได้ แทบทั้งทศวรรษ ที่หากบวกด้วยภาพลักษณ์ที่เตะตา จนเป็นหนึ่งในผู้นำแฟชั่นฝ่ายหญิงของยุค 90s วิโนนา ไรเดอร์ ก็ไม่ต่างไปจาก ผู้ทรงอิทธิพลฝ่ายหญิงของวงการหนังยุค 90s

งานต้องดูในยุค 90s: ‘Edward Scissorhands’, ‘Bram Stoker’s Dracula’ (1992), ‘The Age of Innocence‘ (1993), ‘The House of the Spirits’ (1993), ‘Reality Bites’ (1994), ‘Little Women’ (1994), ‘How to Make an American Quilt’ (1995), ‘The Crucible’ (1996), ‘Girl, Interrupted’ (1999)
เกร็ดน่ารู้: เคยถูกจับข้อหาฉกฉวยสินค้าในห้าง แซ็กส์ ฟิฟธ์ เอฟเวนิว (Saks Fifth Avenue) มูลค่ารวมกันถึง 5,500 เหรียญสหรัฐ เมื่อธันวาคม 2001 รวมทั้งพบว่ามีการใช้ยาบางชนิดโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ ก่อนจะถูกตัดสินว่ามีความผิด ต้องคุมประพฤติ 3 ปี บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ 480 ชั่วโมง จ่ายค่าปรับ 3,700 เหรียญสหรัฐ กับจ่ายค่าเสียหายให้ห้าง 6,355 เหรียญสหรัฐ รวมถึงเข้ารับคำปรึกษาทางจิตและการใช้ยา
ยุคหลัง: หลังพ้นจากการคุมประพฤติ ไรเดอร์เริ่มมีผลงานออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ แม้จะไม่ใช่งานในระดับเดียวกับที่เป็นในยุค 90s โดยในช่วงยุค 2010s ดูจะหนักไปทางซีรีส์โดยมีงานที่น่าสนใจ อย่าง ‘The Stranger Things’ (2016)

BONUS

แน่นอนว่า ยังมีรายชื่อนักแสดงหญิงอีกหลายคนที่น่าจะเข้ามาอยู่ในลิสต์นี้ แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ต้องตัดออกไป อาทิ เดนนิส ริชาร์ด (Denise Richards) ที่ภาพลักษณ์จดจำได้มากกว่าตัวงาน, นิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) ที่หนังยุค 2000s มีความสำคัญ และทำให้เธอมีอิทธิพลมากกว่างานในยุค 90s ซึ่งไม่ต่างจาก รีส วิเธอร์สปูน (Reese Witherspoon), แอนเจลีนา โจลี (Angelina Jolie), นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) และ ฮัลลี เบอร์รี (Halle Berry) หรือ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) ก็เป็นที่รู้จักในระดับหนึ่งแล้วจากยุค 80s, ซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์ (Sarah Michelle Gellar) ที่มีซีรีส์ ‘Buffy the Vampire Slayer’ เป็นฐาน แต่ก็ไม่ได้สร้างปราฏการณ์มากมาย ส่วนเพื่อนร่วมก๊วนจากหนังชุด ‘I Know What You Did’ เจนนิเฟอร์ เลิฟ ฮิวอิตต์ (Jennifer Love Hewitt) ยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อไม่มีงานที่แข็งแรงอะไรเลย กระทั่งหนังสร้างชื่อ ก็เป็นงานที่วูบวาบขึ้นมาตามกระแสเท่านั้น

ข้อมูล

https://www.thetoptens.com/best-actresses-90s
https://www.redbookmag.com/life/g33455664/90s-stars/
https://www.popsugar.com/celebrity/Coolest-Female-Celebrities-1990s-42202120
https://shilpaahuja.com/90s-actresses

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส