Snowden: หนังกัปตันอเมริกา ฉบับโอลิเวอร์ สโตน

snow (n.) หิมะ

den (n.) ถ้ำสัตว์, ซ่องโจร, ที่ซ่อนสำหรับเด็ก

Snowden คือภาพยนตร์ชีวประวัติของ เอ๊ดเวิร์ด สโนว์เดน จากฝีมือการสร้างของยอดฝีมือหนังการเมืองคนหนึ่งของฮอลลีวู้ดอย่าง โอลิเวอร์ สโตน ที่เคยมีผลงานตัวพ่ออย่างหนังสงครามเวียดนามชั้นครู Platoon (1986) หรืองานเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลอย่าง JFK (1991) แม้ว่าช่วงหลังๆ แกจะไปวุ่นวายกับการเป็นโอพิเนี่ยนลีดเดอร์ในประเด็นทางสังคม และทางการเมือง จนห่างหายจากงานมาสเตอร์พีซไปนานทีเดียว เพราะงานชิ้นหลังสุดอย่างภาคต่อของหนังการเงินสุดพีคในอดีตของตัวเองอย่าง Wall Street: Money Never Sleeps  (2010) และหนังอาชญากรรมสามเส้า Savages (2012) ก็ได้รับคำชมแค่พอประมาณ ยิ่งถ้ามองย้อนลงไปในงานชีวประวัติแนวถนัดที่มักชิงรางวัลมาให้แก ก็ไม่ค่อยเปรี้ยงอีกเช่นกัน ทั้งประวัติบุชรุ่นลูกใน W. (2008) หรือหนังที่เกือบคว้าราสซี่อวอร์ดให้อย่าง Alexander (2004) ก็ตาม

การกลับมากำกับหนังแนวล่ารางวัลเกี่ยวกับบุคคลหรือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แบบจริงจังและหนักแน่นอย่าง สโนว์เดน ที่เป็นแนวถนัดของสโตนเช่นนี้ จึงกลายเป็นหนังที่หลายๆคนให้ความหวังว่าจะเป็นงานที่กลับมาสร้างชื่อชั้นให้แกในทศวรรษนี้ได้อีกครั้ง

โอลิเวอร์ สโตน
โอลิเวอร์ สโตน

สโนว์เดน เล่าเรื่องของ เอ๊ดเวิร์ด โจเซฟ สโนว์เดน ชื่อที่เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง บุคคลธรรมดาที่กลายเป็นที่ต้องการตัวสูงสุดของทางการสหรัฐ เขาโดนทั้งข้อหาด้านการจารกรรมข้อมูลและความผิดฐานกบฏ จากการออกมาเปิดโปงการละเมิดสิทธิประชาชนอย่างร้ายแรง ของหน่วยงานรัฐบาลอย่าง NSA (National Security Agency) ซึ่งเขาทำงานให้อยู่ ทำให้เกิดประเด็นร้อนที่พูดถึงไปทั่วโลกในการที่สหรัฐอเมริกาล้วงดูข้อมูลของประชาชนทุกคน ตลอดจนถึงรัฐบาลและบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ โดยไม่ต้องมีการร้องขอต่อศาลตามขั้นตอนทางกฎหมายใดๆทั้งสิ้น นับเป็นการเสียหน้าและเสียหายครั้งใหญ่สุดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทีเดียว เรื่องราวของเขาถูกถ่ายทอดออกมาหลายต่อหลายช่องทางทั้งข่าว หนังสือ หรือแม้แต่หนังสารคดีรางวัลออสการ์อย่าง Citizenfour (2014) ซึงเล่าถึงการนัดพบกันของ สโนว์เดนกับผู้กำกับหญิงของหนัง ลอร่า พอยทราส ตลอดจนนักหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกที่นำมาสู่การเปิดโปงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ อันนี้บ้านเราโชคดีที่ได้รับชมด้วยทั้งโรงหนัง ทางโทรทัศน์ และมีดีวีดีออกมาขายให้ชมด้วย

ด้วยความที่เรื่องราวของสโนว์เดนมีการพูดถึงมากอยู่แล้ว ทั้งเหตุการณ์ไฮไลท์ก็ถูกเล่าผ่านหนังสารคดีออสการ์ที่เรียลกว่าสดจริงกว่าไปแล้ว ความน่าสนใจจึงคือ แล้ว สโตน จะเล่าเรื่องอย่างไรมากกว่า สโตนได้ชวน เคียรัน ฟิตซ์เจอรัลด์  มาเขียนบทจากหนังสือ The Snowden Files: The Inside Story of the World’s Most Wanted Manโดยมุ่งศึกษาว่าสโนว์เดนคือใคร และเขามาเป็นคนที่ทางการต้องการตัวที่สุดนี้ได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนคือการพัฒนาตัวละครใสๆตัวหนึ่งผ่านเรื่องราวต่างๆจนมีมิติที่ซับซ้อนขึ้นเปลี่ยนไปเป็นอีกคน อันเป็นแนวถนัดให้สโตนสร้างนักแสดงนำ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ ขึ้นมาเป็นสโนว์เดนที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับที่ส่งนักแสดงต่างๆในอดีตของเขาเข้าชื่อชิงรางวัลมานักต่อนักแล้ว

41039_03_edward_snowden_to_be_played_by_joseph_gordon_levitt_in_upcoming_movie
โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (ซ้าย) เอ๊ดเวิร์ด สโนว์เดน (ขวา)

สโนว์เดนถูกเล่าจากเหตุการณ์ในห้องพักโรงแรมมิร่า เกาะฮ่องกง เมื่อปี 2013 อันเป็นสถานที่นัดพบเพื่อสัมภาษณ์เปิดโปงครั้งสำคัญ หลังจากเขาแอบหนีมาจากหน่วยงาน NSA ในฮาวาย โดยค่อยๆเล่าย้อนหลังตั้งแต่ปี 2004 ครั้งที่สโนว์เดนยังเป็นพลเมืองสหรัฐที่มีจิตวิญญาณแบบฝ่ายขวาเต็มขั้น เขาเชื่อในการอุทิศตนให้กับกองทัพสหรัฐเพื่อปกป้องและคุ้มครองประเทศชาติ เขาเป็นคนแบบที่จะไม่สงสัยหรือลังเลในนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล เพราะเชื่อเต็มร้อยว่ารัฐบาลกลางยึดมั่นในหลักการแห่งรัฐธรรมนูญและทำทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ในช่วงหนุ่มเขาจึงสมัครเข้าเป็นทหารของกองทัพสหรัฐ แต่ด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่งทำให้ร่างกายที่เปราะบางจากการฝึกหนักอยู่แล้วของเขาพังลง เขาไม่สามารถเป็นทหารได้อีก จึงเบนเข็มใช้ความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมที่ได้ฝึกฝนเองสมัครเข้าสู่หน่วยงานข่าวกรองแห่งชาติ ที่นี่ทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ จนถึงรู้ถึงการมีอยู่ของโครงการพริซึ่มของ NSA ในช่วงนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับ ลินด์เซ มิลล์ส (ไชลีน วูดลีย์ จาก หนังไตรภาคเรื่อง ไดเวอร์เจนท์) สาวหัวซ้ายสมัยใหม่ที่กลายมาเป็นคู่รักของเขาทั้งยังช่วยเปิดหัวใจให้สโนว์เดนเริ่มมองทุกอย่างอย่างเปิดกว้างขึ้น นั่นรวมถึงการตั้งคำถามต่อสถาบันที่เขาศรัทธาสูงสุดอย่างรัฐบาลสหรัฐด้วย

snowdenmovie04072015getty

snow (n.) หิมะ

ในหนัง สโนว์เดน มักถูกเพื่อนร่วมงานล้อเลียนในความไร้เดียงสา ที่เชื่อว่ารัฐจะใช้อำนาจอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมของเขา โดยเรียกว่า สโนว์ไวท์  ซึ่งสะท้อนภาพของชายที่ขาวสะอาดและศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ ที่ค่อยๆร่วงลงมาผ่านชั้นบรรยากาศ ผ่านฝุ่นละอองต่างๆ จนถึงพื้นเปรอะดินโคลนเป็นกองหิมะ หากมองให้ดีเรื่องราวของ สโนว์เดน เองก็ไม่ต่างจากหนัง กัปตันอเมริกา คนอย่างเขาคือ สตีฟ โรเจอร์ ในโลกความจริง ไม่แน่ใจว่าสโนว์เดนเคยมองตัวเองในหนังกัปตันอเมริกาหรือไม่เพราะหนังเข้าในปี 2011 และสโนว์เดนเริ่มเปิดโปงในปี 2013 แต่เขาและสตีฟก็มีจุดร่วมกันหลายอย่าง เช่น ร่างกายที่อ่อนแอ ตัวสโนว์เดนเองถูกแฟนสาวอย่างลินด์เซล้อในเรื่องผิวขาวซีดแบบเด็กเนิร์ดของเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน เขามีจิตใจแรงกล้าที่อยากรับใช้ชาติไม่ต่างจากสตีฟ และเพราะร่างกายของเขาเองที่ทำให้เขาต้องออกมาจากทางฝัน ในขณะที่สตีฟได้โอกาสในการเข้าโครงการพัฒนาสุดยอดทหาร สโนว์เดนใช้ความสามารถในเรื่องคอมของเขาเข้าโครงการของ CIA และร่วมในภารกิจต่างๆ ในช่วงท้ายเองก็เหมือนกับกัปตันอเมริกา ใน ซีวิลวอร์ เช่นกัน กัปตันอเมริกาก็เริ่มตั้งคำถามกับแนวคิดของรัฐบาล ต่างกันตรง หากสตีฟ โรเจอร์ เป็นสโนว์เดนเขาคงสนับสนุนในการที่หน่วยความมั่นคงไม่ถูกจำกัดอำนาจในการพิทักษ์ประเทศอย่างที่สโนว์เดนทำ ในหนังกัปตันอเมริกาฉบับโอลิเวอร์สโตนนี้ จึงเหมือนเป็นการกลับด้านกัน เราได้เห็นพัฒนาการจาก สตีฟ โรเจอร์ มากลายเป็น โทนี่ สตาร์ก แทน

snowden-oliver-stone

 den (n.) ถ้ำสัตว์, ซ่องโจร

ในการพบกันครั้งแรกของสโนว์เดน และ แฮงค์ ฟอร์เรสเตอร์ (นิโคลาส เคจ) ครูผู้สอนด้านการถอดรหัสให้เขาใน CIA แฮงค์ได้บอกกับสโนว์เดนว่า ยินดีต้อนรับสู่ ซ่อง แห่งนี้ ซึ่งเป็นการเล่นคำกับชื่อสโนว์เดน  และยังเป็นการเล่นไปกับบทสนทนาก่อนหน้าที่แฮงค์ถามว่าสโนว์เดนไม่ติดเหล้าไม่เสพยา แล้วเสพติดอะไรบ้าง สโนว์เดนตอบว่า เขาเสพติดคอมพิวเตอร์ ซ่อง ในที่นี้จึงเหมือนสถานที่รวมคนที่หมกมุ่นอย่างสโนว์เดนได้ด้วย ที่นี่ทำให้สโนว์เดนเข้าสู่โลกของสายลับและการจารกรรมข้อมูลทั้งหลาย และแน่นอนความสำคัญในการพิทักษ์ประเทศผ่านภัยจากอินเตอร์เน็ต ที่หัวหน้าใหญ่ใน CIA อย่าง คอร์บิน โอ’เบรียน คอยปลุกเร้าและเน้นย้ำสโนว์เดนอยู่เสมอว่าการสอดส่องประชาชนนั้นสำคัญอย่างไร โอ’เบรียน เป็นตัวละครที่เขียนขึ้นมาโดยอิงจากตัวร้ายอย่าง โอ’เบรียน (หรือ โอ’คอนเนอร์) ในหนังสือ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ ที่สะท้อนถึงการจับจ้องจากรัฐเช่นเดียวกัน ในขณะที่แฮงค์ดูจะเป็นตัวละครฝั่งตรงข้ามกับโอ’เบรียนอย่างชัดเจน เขาเชื่อในการสอดส่องอย่างไม่ละเมิดสิทธิ์ประชาชน และพยายามต่อสู้ในแนวทางนี้มาเสมอจนถูกจับมาดองไว้ที่อาจารย์สอนสมาชิกใหม่นี้เอง คำว่า ซ่อง ที่แฮงค์บอกสโนว์เดน จึงยังมีนัยหนึ่งเหมือนเป็นการบอกอ้อมๆกับสโนว์เดนถึงความเป็นจริงของ CIA ที่เป็นเสมือนที่รวมคนอย่าง โอ’เบรียน ว่าไม่ต่างจาก ซ่องโจร เลยนั่นเอง

screen-shot-2016-09-08-at-4-03-21-pm
คอร์บิน โอ’เบรียน

den (n.) ที่ซ่อนสำหรับเด็ก

ในหนังอย่าง Citizenfour เราจะเห็นถึงเหตุการณ์ไฮไลท์ของเรื่องราวทั้งหมด ในฉากห้องพักโรงแรมในฮ่องกงของจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราอาจสงสัยตั้งคำถามว่าสโนว์เดนเป็นโรคหวาดระแวงเกินไปไหม ซึ่งเอาจริงๆในหนังของสโตนนั้นยังไม่ระแวงหนักเท่าของจริงเลย เพราะของจริงสัญญาณเตือนไฟไหม้ดัง ไฟตก แก๊งนี้เขาคิดว่าโดน CIA ทำการเตือนแน่ๆกันหมด คือวิตกจริตกว่าเยอะมาก และมาตรการป้องกันที่สโนว์เดนทำจริงๆก็ซับซ้อนและดูเยอะกว่ามากๆด้วย มันมากจนเราคิดว่าต้องขนาดนั้นเลยหรือ เรารู้สึกถึงความเป็นเด็กที่ตื่นตระหนกในตัวสโนว์เดนได้ ห้องพักของเขาเหมือนที่ซ่อนตัวของเด็กเวลาเล่นซ่อนแอบ แต่ในขณะเดียวกันถ้ามองถึงความสำคัญของปัญหาเด็กคนนี้ก็ไม่ได้ซ่อนแอบกับเด็กรุ่นเดียวกันแต่ซ่อนตัวจากหมาป่านักล่าที่จมูกไวเป็นกรดด้วย จึงไม่แปลกที่เขาจะสั่นกลัวถึงเพียงนั้น แต่มันก็ย้ำถึงว่าเขาต้องใช้ความกล้ามากเท่าไรในการทำสิ่งที่ถูกต้องด้วย

ข้อดีของหนังฉบับสโตนคือ สโตนย่อยเล่าแบบที่คนทั่วไปเข้าใจได้ ไม่เล่นศัพท์แสงหรือขั้นตอนที่ยากเกินเข้าใจอย่างการเข้ารหัสการสื่อสาร แต่สิ่งที่เสียไปก็คืออารมณ์ร่วมในจุดนี้เราไม่รู้สึกจริงๆ ว่าการที่หนังสือพิมพ์จะลงบทความหรือไม่ลงมันส่งผลกับชีวิตสโนว์เดนขนาดไหน ในขณะที่หนังสารคดีเล่าความเสี่ยงของสโนว์เดนไปอย่างสดและเป็นจริงสุดๆ ไปแล้วราวกับคนดูอยู่ร่วมในห้องจริงๆ สโตนจึงเปลี่ยนไปเล่าถึงการพัฒนาความคิดและเปลี่ยนความเชื่อของสโนว์เดนแทน จึงเป็นความเหมาะสมอย่างมากสำหรับคนที่ดูเพื่อเติมเต็มเรื่องราวในหนังสารคดี แต่หากมองในแง่ความเป็นหนังเพียวๆของสโตนแล้ว คงบอกได้เพียงว่า หนังมีฉากที่ล้นเกินไปในการอวยอุดมการณ์ของสโนว์เดนบ้าง มีเหตุการณ์ที่ต้องการจะเล่ามากเกินไป ตัวหนังจริงควรสั้นลงสักครึ่งชั่วโมงน่าจะกำลังพอดี แต่นอกเหนือจากนั้นนี่คือหนังที่สุดยอดอีกเรื่องหนึ่งของสโตน แม้จะยังก้าวพ้นเป็นมาสเตอร์พีซแห่งยุคนี้ของสโตนไม่ได้ก็ตาม

6016

poster_zoom

สรุป

หนังค่อนข้างยาวไป เน้นเป็นดราม่าชีวประวัติกันแบบเพียวๆ หนังหวือหวาปลุกเร้าคนดูด้วยสไตล์ภาพหลากหลายและการอิงจากเรื่องจริง มากไปกว่าสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นแอ๊กชั่นแบบหนังสายลับ ดังนั้นคงต้องเป็นคอสายดราม่ามากกว่าที่น่าจะโดนจริงๆ ดาราต่างๆเล่นกันดีมาก กอร์ดอน-เลวิตต์ เล่นได้น่าเชื่อทั้งภาษาการพูดที่ปรับไป รวมถึงบุคลิกภายในที่สะท้อนตัวตนของสโนว์เดนมาได้ครบมาก นักแสดงประกอบก็เล่นกันได้ดีแม้แต่นิโคลาส เคจเองก็ยังทำได้ดีด้วย ใครสายดราม่าน่าโดนอยู่ครับ