Connect with us

ภาพยนตร์

I Don’t Feel at Home in This World Anymore: ชีวิตบ้านๆ คนบ้าๆ ฮาแบบดาร์คๆ

สรุปก่อนเลย เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาว

หนังดราม่า อาชญากรรม และตลกร้าย ที่นอกจากความบันเทิงสไตล์ที่คอดาร์คคอเมดี้จะต้องชอบ แล้วหนังยังเย้ยหยันชีวิตจริงแสนธรรมดาแสนน่าเบื่อของมนุษย์โลกได้อย่างเจ็บแสบ หนังเดินเรื่องจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อนจะบานปลายกลายเป็นระเบิดก้อนโตของตัวละครได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่แปลกมากตรงเรารู้สึกเชื่อว่ามันเป็นไปได้ ทั้ง ๆ ที่หนังออกจะแฟนตาซีพอสมควรเลย และแม้โปรดักชั่นจะจัดอยู่ในระดับทำได้ดีของสายอินดี้ แต่ก็ไม่ได้ดีขั้นสุดยอดแบบพวกหนังสตูดิโอยักษ์ใหญ่ ต้องยกความดีความชอบให้การสร้างบทและตัวละครที่เหมือนมนุษย์จริงมาก ๆ และน่าสนใจโคตร ๆ นี้ล่ะนะ คิดว่าคงต้องจำชื่อตา เมคอน แบลร์ ผู้กำกับเรื่องนี้ไว้เผื่อ ๆ แล้วสิ

เคยมั้ยที่ออกไปซื้อของแล้วเจอคนชนของตกจากชั้นแต่ก็ไม่ยอมเก็บจนเราต้องเก็บเอง ไปจ่ายเงินก็โดนตัดหน้า หลบไปอ่านหนังสือที่ชอบอยู่เงียบ ๆ ก็มีเพศตรงข้ามนิสัยดีมาชวนคุย แล้วไอ้บัดซบนั่นก็สปอยล์หนังสือให้ฟังแล้วก็จากไป ทั้ง ๆ ที่ปักป้ายห้ามเอาสุนัขมาถ่ายที่สนามหญ้าหน้าบ้าน แต่ก็ไม่วายต้องเจอขี้หมาก้อนเบ้อเร้อทุกวัน ซ้ำร้ายสุด ๆ ที่วันดีคืนดีบ้านก็โดนบุกรื้อแถมไอ้โจรกระจอกยังขโมยความทรงจำล้ำค่าอย่างชุดเครื่องเงินของคุณย่าไปด้วยอีกต่างหาก หลายอย่างคืออะไรที่เราน่าจะเจอในชีวิตจริงได้ไม่ยาก และนั่นคือชีวิตของ รูธ ตัวละครชีวิตแสนเคว้งคว้างกลางอวกาศในเรื่องนี้

ไอ้ชีวิตแสนธรรมดาของ รูธ นี่มีอะไรให้เราต้องสนใจหนังเรื่องนี้?
  • นี่คือหนังที่ชนะรางวัลใหญ่สุด Grand Jury Prize: Dramatic ของเทศกาลหนังอินดี้อเมริกันที่กลายเป็นเทศกาลระดับโลกไปแล้วอย่าง Sundance Film Festival 2017 ซึ่งเพิ่งจัดไปเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
  • นี่คือหนังที่คว้าคะแนนจากเว็บมะเขือเน่า Rottentomatoes ไปได้ถึง 90% ที่คะแนนเฉลี่ย 7.4/10 สอดคล้องกับคะแนน Metascore ที่ 75/100 และ 7/10 จาก IMDB เอาเป็นว่านักวิจารณ์เห็นพ้องไปในแบบว่าหนังดูสนุก และค่อนข้างน่าประทับใจล่ะ
  • เป็นการกลับมาเห็นหน้าเห็นตากันอีกครั้งกับพ่อฮอบบิทน้อยอย่าง เอไลจาห์ วูด ที่จริง ๆ มีหนังเล่นทุกปี แต่กลับไม่ค่อยดังนัก
  • เป็นหนัง Netflix Original จึงมีแบบซับไทยให้ดูใน Netflix เรียบร้อย

ก็ตามที่บอกไปความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ทั้งหมดทั้งมวลมาจากการที่มันสามารถคว้ารางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังอย่าง Sundance 2017 มาได้ ซึ่งเวทีนี้ก็ได้ให้กำเนิดหนังอินดี้เจ๋ง ๆ มามากมาย อย่างเช่น Memento, Once, Before Sunrise, Saw, The Blair Witch Project, The Usual Suspects, (500) Days of Summer, Whiplash เป็นต้น และในปีนี้ก็ยังมีหนังอย่าง Get Out ที่เพิ่งออกจากโรงบ้านเราไปฉายเปิดตัวด้วย ส่วนผู้กำกับหลายคนได้ผันมาทำหนังในสตูดิโอใหญ่ก็เพราะเวทีนี้เช่นกัน อย่าง เทพ Christopher Nolan ก็เกิดจากเวทีนี้เช่นกัน ดังนั้นหนังเรื่องไหนคว้าแสงไฟให้จับตัวเองในเทศกาลนี้ได้มากก็มีสิทธิ์ต่อยอดไปในอนาคตสูงเช่นกัน

หนังชื่อยาวอย่าง I Don’t Feel at Home in This World Anymore นี้ก็เช่นกันครับ นับเป็นผลงานกำกับและเขียนบทเรื่องแรกของ เมคอน แบลร์  ที่น่าจะฉายแววดังในเวลาอันใกล้ ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหนังที่เป็นแบบตลกร้าย แต่ดันสะท้อนภาพชีวิตได้สมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะผ่านสายตาสาวโสดบ้าน ๆ แบบ รูธ (เมลานี ลินสกีย์) ที่ชีวิตถึงกับตั้งคำถามว่า ถ้าฉันตายไปก็คงกลายเป็นแค่คาร์บอนที่ไม่มีอะไรให้จดจำ นั่นคงเป็นความรู้สึกที่กลายมาเป็นชื่อหนังนี่เองครับ จะว่าโชคดีหรือร้ายไม่ทราบได้เพราะการที่เธอถูกยกเค้านั้น สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเธอไปอย่างที่ไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่การตัดสินใจเลิกพึ่งตำรวจที่ไม่เคยสนใจคดีบ้าน ๆ แล้วเริ่มออกไปคุยกับเพื่อนบ้านที่ไม่เคยแม้แต่จะทักกันเพื่อหาเบาะแส ได้เจอกับเพื่อนที่แม้จะเพี้ยน ๆ แต่กลับมีใจรักความยุติธรรมแบบบริสุทธิ์อย่าง โทนี่ (เอไลจาห์ วูด) ซึ่งกลายมาเป็นคู่หูออกตามล่าตัวโจรกัน

โดยหนึ่งในโจรนั้นก็มีนักแสดงอย่าง เจน เลวี่ ที่เพิ่งมีบทนำในหนังอย่าง Don’t Breathe มา แต่จากบทเหยื่อในเรื่องนั้นเธอกลับมาพลิกรับบทโจรผู้ล่าในเรื่องนี้แทน ส่วนดาราสมทบคนอื่น ๆ ก็มาจากสายหนังอินดี้บ้าง สายซีรีย์บ้างอาจพอคุ้นตาบางคนครับ

หนังโดดเด่นในเรื่องของบทที่ตลกร้าย และยียวนผู้ชมในหลาย ๆ สถานการณ์ แม้จะไม่ได้ฮาก๊ากอะไรแบบนั้น แต่ก็ทำให้เรื่องราวชวนหัวของการก่ออาชญากรรมนี้ดูเพลินดูง่าย ไม่หนักหัวจนเกินไปครับ โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ของเรื่องนี้ ต้องบอกว่าถ้าเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดทั่วไปฉากพวกยิงกันเลือดสาดในเรื่องนี้อาจดูธรรมดา แต่กระนั้นพอความรุนแรงระดับนี้มาอยู่ในหนังเบาสมองเรื่องนี้มันกลายเป็นความสะใจได้แปลกพิกลทีเดียว จริง ๆ หนังค่อนข้างสะท้อนภาพชีวิตคนเมืองที่เหว่ว้าและรู้สึกไร้คุณค่าได้อย่างสมจริงมาก ๆ จนเรารู้สึกเลยว่าบางทีตัวเอกอาจเป็นเราเองก็ได้ ปัญหาจากคนรอบข้างที่ละเลยระเบียบมารยาท เฉยชาไม่ใส่ใจกันและกันแม้จะเป็นหน้าที่อย่างตำรวจหรือแม้แต่ญาติ ๆ กันก็ตาม เหล่านี้ต่างหากที่เป็นศัตรูตัวร้ายยิ่งกว่าโจรที่มาบุกบ้านเสียอีก หนังทิ้งทางลงท้ายเรื่องไว้ได้แบบตามสูตรสวยงาม ดูจบแล้วอารมณ์ดีครับ

ตามที่บอกครับหาชมได้ใน Netflix เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] GLASS คนเหนือมนุษย์ – จักรวาลกี๊คสุดเจ๋งของ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน

Published

on

หลัง เดวิด ดันน์ (บรูซ วิลลิส) ฮีโร่กระดูกเหล็ก และ เควิน (เจมส์ แม็คอวอย)ชาย 24 บุคลิกอันตราย ถูกจับเข้าโรงพยาบาลจิตเวศ พวกเขาต้องทุกข์ทรมานจากการรักษาของ ดร. เอลลี สเตเปิล (ซาราห์ พอลสัน) จิตแพทย์ผู้หวังเปลี่ยนคนไข้ให้เลิกหลงผิดในพลังพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่าจอมวางแผนอย่าง อีไลจาห์ กลาส (แซมมวล แอล แจ็คสัน)อดีตคู่แค้นของดันน์ก็มีแผนในใจที่หวังให้โลกได้เห็น ฮีโร่ และ ผู้ร้าย เปิดศึกนองเลืองกันบนอาคารที่สูงที่สุดในเมือง

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

นับว่า Glass เป็นโปรเจคต์ในฝันที่ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน เจ้าพ่อหนังหักมุมอยากสร้างมาร่วม10กว่าปี โดยนำตัวละคร ดันน์ และ กลาส มาจาก Unbreakable (2000) และ เควิน มาจาก Split (2016) ถักทอเรื่องราวระหว่างฮีโร่กับอสูร โดยไม่ลืมมีมุกจิกกัดการเมืองอเมริกาตามสไตล์ของผู้กำกับ จะว่าไปสไตล์หนังของ Glass คือถอดความ “Unbreakable” มาเลยแหละ เป็นหนังของกี๊คการ์ตูนคอมิก แบบพูดถึงจักรวาล-ประวัติศาสตร์คอมิกจนเชื่อว่าเหล่า กี๊คการ์ตูน คือกรี๊ดสลบเลย และยังคงสไตล์ ชยามาลาน ทั้งอารมณ์ขัน มุกจิกกัดสังคม รวมถึงการปรากฎตัวเป็นคาเมโอ ของผู้กำกับเองที่คราวนี้ ดูแกมันส์มากให้ตัวเองเล่นซะยาวเชียว จนผลลัพธ์คือหนังที่ดูสนุกนะครับ แต่ก็เฉพาะกลุ่มพอควร เพราะถ้าคนดูกลุ่มที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้กำกับเล่าก็จะเกลียดไปเลยเหมือนตอน Unbreakable นั่นแหละ โดยแก่นเรื่องแล้วสิ่งที่ Glass พยายามนำเสนอคือเรื่องราวของ ‘ตัวตน’ ซึ่งตรงนี้ยอมรับเลยว่า ชยามาลาน ได้โชว์ทักษะอันรุ่มรวยในการเล่าเรื่องได้ดีจริงๆทั้งการจับตรรกะของคอมิกเรื่องราวฮีโร่-ผู้ร้าย มาผสมเข้ากับการวิพากษ์ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางประวัติศาสตร์ได้อย่างคมคาย

 ซึ่งหากมองให้ลึก การที่ กลาส มองคอมิกในฐานะประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งแต่รัฐบาลไม่ต้องการให้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมิหนำซ้ำพวกเขายังพยายามใส่ความคนอย่าง ดันน์ เควิน และ กลาส ให้กลายเป็นเพียงคนบ้า ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่หาเรื่องใส่ไฟคนเห็นต่าง หรือ คนตั้งคำถามกับการบริหารประเทศของรัฐ จนตรรกะที่ดูเพ้อเจ้อกลับค่อยๆแข็งแรงด้วยแมสเสจที่หนังกำลังพูดถึงอย่างมั่นอกมั่นใจนั่นเอง เพราะหากแทนตัวละครด้วยชนกลุ่มน้อยทั้งคนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือชาวต่างชาติ ก็ไม่ต่างจากเรื่องจริงที่เจอได้ทั่วไปในอเมริกา
ซึ่งนั่นทำให้ Identity หรือ ตัวตน ที่แม้ในเรื่องจะแทนค่าเป็น ฮีโร่อย่างดันน์ , อสูรอย่างเควิน หรือ จอมบงการอย่างกลาส  กลายเป็นประเด็นที่หนังต่อยอดถึงขั้นไปพูดถึงอำนาจของปัจเจกชนที่กล้าลุกมาเปลี่ยนแปลงประเทศจนรัฐสั่นคลอน ซึ่งถือเป็นประเด็นการเมืองร่วมสมัยที่ชยามาลานเลือกเล่าในยุครัฐบาล โดนัลดฺก์ ทรัมป์ หลัง The Village (2004) ที่ชยามาลานพูดถึงการปกครองด้วยความกลัวในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เห็นว่าภายใต้หนังที่ดูเหมือนรวมจักรวาลฮีโร่ตามกระแสกลายเป็นงานตั้งคำถามกับสังคมได้อย่างลุ่มลึกอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เห็นผมวิเคราะห์การเมืองในหนังอย่าเพิ่งมองว่าหนังออกมาเคร่งเครียดน่าเบื่อนะครับ ตรงกันข้ามเลยหนังมีมุกฮาๆหลายมุกเลย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจอมขโมยซีนอย่าง เจมส์ แม็คอวอย ที่เล่นเป็นเควินและเหล่าตัวตน 24 ตัวตนได้อย่างมีสีสัน ส่วนบรูซ วิลลิส ก็ทำให้เราหายคิดถึงด้วยบทเท่ๆอย่างเดวิด ดันน์ ฮีโร่ศาลเตี้ยที่แม้จะชราภาพแต่ความเท่ไม่ได้ลดลงเลย หรือกระทั่งคนที่ถือเป็นต้นเรื่องอย่าง แซมมวล แอล แจ็คสัน ก็ทำให้ตัวละคร กลาส ที่เหมือนด้านตรงข้ามกับ นิค ฟิวรี่ ที่ดูฉลาดคาดเดาไม่ได้จนหนังดูสนุกมาก และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการปรากฏตัวของน้อง อันยา เทเลอร์ จอย ที่ออกมาแต่ละทีนี่ใจบางมาก ทั้งสวย น่ารัก หุ่นทรมานจิตใจ แถมเล่นดีจนเราเชื่อเลยว่า ต่อให้ต้องเป็นอสูรก็ยอม หากได้ใกล้ชิดน้องจอย ฮ่าาาาา
ตีตั๋วร่วมศึกฮีโร่ อสูร และจอมบงการ พร้อมจุดหักมุมแบบเดาไม่ถูก คลิกเลย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] แช่ง: หนังผีสามรส กับความหลอนลึกลงรากคนไทย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

อาถรรพ์จากคำสาปแช่ง ที่เกิดขึ้นจากแรงอาฆาต ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมแห่งการจองเวร 3 เรื่อง 3 ความแค้น ใน แช่ง

หนังผีไทยมักชอบทำแนวหลายเรื่องสั้นรวมร่างกัน มีธีมร่วมบ้าง หรือบางทีก็เป็นโปรเจ็กต์รวมทีมงานต่างสไตล์ของค่ายเท่านั้น และ แช่ง ก็เป็นหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ทำหนังสั้น 3 ตอนรวมกันภายใต้ธีมเดียวกัน คือ คำสาปแช่ง ต่างที่มา ต่างวิธีการ ต่างยุคสมัย และต่างเหตุผลซึ่ง ถือว่าความตั้งใจและแนวคิดนั้นน่าสนใจอยู่ไม่เบา แม้หน้าหนังจะดูช่างเดิม ๆ และไม่มีอะไรเสียเลย แต่หนังตัวอย่างที่ปล่อยมาก็กลับทำให้เห็นว่ามันมีของเล่นแปลกใหม่ที่น่าติดตาม เป็นการทดลองและบูชาการเล่าเรื่องผีในหลายหลากวิธีการ และเมื่อได้ดูตัวหนังเต็ม ก็พบว่าผู้สร้างไม่ได้แค่อยากทำหนังผีทั่ว ๆ ไป แต่ยังทดลอง และนำเสนอกระบวนการคิดวิพากษ์สังคมไทยอย่างมีชั้นเชิงด้วย

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับของ จิต กำเหนิดรัตน์ ซึ่งเคยกำกับหนังร่วมในเรื่อง เลิฟอะรูมิไลค์ รักอะไรไม่รู้ (2558) และยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษ ภาควิชาภาพยนตร์ วิชา Art of storytelling ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (2553 -2556) นอกจากนี้ยังมีผลงานกำกับหนังทุนกระทรวงวัฒนธรรมเรื่อง Eternal นิรันดร์ (2554) อีกด้วย สำหรับเรื่องแช่งนี้นับเป็นการกำกับเดี่ยวครั้งแรกกับหนังค่าย มันเวิร์ก และเช่นเดิม ยังสามารถดึงดาราระดับคนดูรู้จักดีมาร่วมเล่นได้มากมาย ทั้ง เดวิด อัศวนนท์ ในตอน วิปลาส, ชิน ชินวุฒ อินทรคูสิน กับ วรรณปิยะ ออมสินนพกุล หรือ กวาง เดอะเฟซ ในตอน Tattoo และ หน่อง ธนา ฉัตรบริรักษ์  น้องชายของ บอย ปกรณ์ ในตอน สาปแช่ง

โดยแต่ละตอนนั้นต่างแยกกัน มีจุดร่วมผ่านสิ่งของเป็นเพียงกิมมิกเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อดูจบเราจะพบว่าหนังซ่อนสาระสำคัญร่วมกันอยู่ 1 สิ่ง ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีของอยู่ไม่เบาเลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้นมาดูกัน

Chapter 1: วิปลาส

โจเซฟ (เดวิด อัศวนนท์) บาทหลวงวัยกลางคนได้รับเบาะแสการตายของเพื่อนบาทหลวงผู้ทำหน้าที่มิชชันนารีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยเบาะแสนั้นก็คือเครื่องบันทึกแผ่นเสียงการแสดงละครรำในคืนที่เชื่อกันว่าเป็นต้นตอของคำสาปที่ทำให้คนในหมู่บ้านค่อย ๆ ล้มตายไปกว่าครึ่ง  โดยเสียงเพลงที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงร้องที่ไพเราะประหนึ่งนางอัปสรบรรเลงพิณ แต่กลับให้ความรู้สึกโหยหวนราวกับเสียงของปีศาจ โจเซฟจึงตัดสินใจออกไปตามหาต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด จนพบกับความจริงที่ค่อย ๆ เผยให้เห็นถึงด้านมืดของจิตใจมนุษย์ และต้นตอของคำสาปที่น่าสะพรึงกลัว เชิญพบจุดจบที่น่าเวทนาในบรรยากาศความลึกลับน่ากลัวของบรรยากาศบ้านป่าของประเทศสยามในปลายรัชสมัย รัชกาลที่ 6 ที่ความเจริญยังไม่รุกคืบความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

จุดเด่นของตอนนี้คือช่วงเวลา ร.6 กับประเด็นที่ไม่ค่อยเจอในหนังไทย เรื่องของมิชชันนารี่ฝรั่งที่ต้องเดินทางสู่บ้านป่า เพื่อไขคดีลึกลับซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่าเกี่ยวกับไสยศาสตร์ตามลัทธินับถือผี ซึ่งเป็นรากดั้งเดิมของคนไทย มันจึงคือการมองฐานความเชื่อเดิมของเราผ่านสายตาของบาทหลวงฝรั่งที่เป็นคนนอก หรือแม้แต่คนปัจจุบันเองที่เชื่อเรื่องผีสางน้อยลง ตอนนี้นับว่าลงตัวที่สุดใน 3 ตอน ความหลอนและองค์ประกอบความหลอนจากบ้านป่าเมืองเถื่อน และขนบที่ห่างเหินจากบรรทัดฐานคติในเวลาปัจจุบัน ซึ่งพบในนิยายคลาสสิกแนวสยองขวัญมากมาย ทั้งการผูกปริศนาที่ค่อย ๆ เผย ค่อย ๆ ทิ้ง ให้เราหันเหความสนใจไปมา ว่าสุดท้ายคำแช่งนี้คืออะไร และมาจากใคร หรือสิ่งใด กันแน่ อันที่จริงมันก็ใบ้จนเราได้ในบางคำตอบ แต่ในภาพรวมมันก็ยังนำพาเรามาจุดที่ต้องอึ้งกับบทสรุปทั้งหมดอยู่ดี ถ้านับเป็นหนังตอนเดี่ยว ๆ ก็ถือว่าเป็นหนังไทยที่เจ๋งมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลย แม้ด้วยข้อจำกัดเวลาจะทำให้มันข้าม ๆ การเชื่อมบางส่วนไปบ้างก็ตาม

นอกจากนี้หนังยังซ่อนนัยยะในการหยิบจับประเด็นว่าตัวตนของเรา (คนไทย) ในปัจจุบัน ถูกอำนาจเหนือขึ้นไปใด ๆ มาครอบงำอยู่บ้าง น่าสังเกตว่าในตอนนี้แทบไม่มี พระ หรือ พุทธ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย แต่กลับมากมายทั้งหัวโขนฤาษีพ่อครูโรงละครรำ ผีป่า กฎหมายที่บกพร่อง อคติของผู้ครองอำนาจปกครอง ตลอดจนความเป็นชายที่ครอบงำเพศหญิงเสมอ ว่าด้วยอำนาจแบบยุคโบราณทั้งสิ้น แม้จะร้อยปีก่อนหรือปัจจุบัน เหล่าสถาบันต่าง ๆ เช่น ศาสนาผี ฯลฯ ต่างยังหลอกหลอนหล่อหลอมความเป็นเราอยู่โดยตลอด คำพูดของข้าหลวงจีนในเรื่องช่วงหนึ่งอาจมีทำเราสะดุ้งกันทีเดียว

“เพราะพวกคนไทยอย่างพวกเอ็งมัวแต่งมงายกับผีสาง พวกฝรั่ง แขก หรือเจ๊กอย่างพวกข้าถึงได้เป็นขุนนางครองเมืองกันเต็มไปหมดแบบนี้ไงเล่า”

Chapter 2: Tattoo

เฟรดดี้ (ชิน ชินวุฒ) หนุ่มช่างสักฝีมือดีที่ใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวัน หลังจากที่ต้องเลิกรากับหญิงสาวนาม เฟิร์น (กวาง วรรณปิยะ) ผู้เป็นรักเดียวของเขา  จนกระทั่งวันหนึ่งเฟิร์นกลับมาหาเขาพร้อมกับความน่าสะพรึงกลัวบางอย่างที่ตามหลอกหลอน และพาให้คนรอบตัวของเธอต้องพบกับความหายนะ จากคำสาปแช่งอันเกิดจากความลุ่มหลงจมสู่กิเลสอันลึกล้ำ และดูเหมือนคำสาปนั้นจะเข้าจู่โจม เชส เพื่อนของเฟรดดี้ที่หลงมาหลงรักเฟิร์นโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย เฟรดดี้จึงตัดสินใจที่จะป้องกันและขัดขวางไม่ให้เรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนที่เขารักทั้ง 2 แม้ต้องเผชิญกับความผิดบาปที่ทั้งสองต่างมีส่วนร่วมสร้างมันขึ้นมาแบกไว้ที่ตนเอง เล่าผ่านด้วยอารมณ์ความรักอันแสนอึมครึม และความเย็นเยียบที่กัดกินความเหงาของหนุ่มสาวสมัยใหม่ท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองหลวง

ในตอนนี้น่าสนใจด้วยวิธีการเล่า ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบมีลับลมคมในตลอด แม้ไปกลาง ๆ เรื่อง เราจะเริ่มเดาพล็อตหลักของตอนนี้ได้ก็ตามว่าการสาปแช่งในตอนนี้ว่าด้วยเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ความหึงหวง แต่กระนั้นมันก็ยังน่าสนใจว่าแล้วคำสาปแช่งนี้มันเป็นอย่างไร ตัวประหลาดที่ไล่ฆ่าผู้คนรอบตัวนั้นคือสิ่งใด อะไร ไงกันแน่ สิ่งที่ติดใจเรามากคือการแสดงของ กวาง ที่เรียกได้ว่าเผ็ชเข็ดฟันสวยเซ็กซี่สมบทบาทมาก ๆ คือเธอนี่แบกหนังอยู่สบาย ๆ เลย เพราะการแสดงส่วนอื่นก็ทำได้ดีด้วยไม่ใช่แค่ว่าสวยไปเรื่อย ๆ โดยกิมมิกที่เชื่อมตอนแรกกับตอนนี้ก็คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากตอนแรกนั่นเอง

นอกจากนั้นหนังยังใบ้ถึงอำนาจที่มอมเมาผู้คนในยุคสายลมแสงแดดนี้ก็คือ คำว่ารัก โดยไม่ได้หมายถึงความรัก แต่เป็น รัก ที่เราหล่อหลอมจากเพลง เอ็มวี หนัง เป็นภาพจำที่กลายเป็นการถือครองยึดครองวัตถุมากกว่า คนที่เรารัก เป็นอีกตอนที่น่าสนใจแม้สารจะไม่ได้ว้าวมากนักเพราะพล็อตความรักมันเกร่อมามากแล้วในแต่ละสื่อ ทว่าการใช้ปริศนาบวกกลวิธีการหลอนประสาทตัวละครนั้นถือว่าทำได้น่าสนใจและดีทีเดียว

Chapter 3: สาปแช่ง

ซัน (หน่อง ธนา) ชายหนุ่มผู้ซึ่งพยายามเป็นที่ยอมรับ และเป็นสามีที่ดีของจีจี้ผู้เป็นภรรยา วันหนึ่ง เขาเกิดจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงสามวันที่ผ่านมา และเขารู้สึกว่ามีอะไรตามหลอกหลอนเขาตลอด จนคนรอบข้างต้องหาวิธีช่วยเหลือเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญ ปะติดปะต่อกันถึงสาเหตุของความทรงจำที่หายไป ท้ายสุดทุกอย่างก็ถูกเฉลย และทุกคนก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นอันเกิดจากพวกเขาเอง

นี่เป็นตอนที่ทดลองอะไรมากสุด มีของเยอะมาก แต่ปล่อยมาชนปนเปมั่วไปหน่อย ทำให้พล็อตหลักเลือนลางและกลายเป็นตอนที่เฟลที่สุดใน 3 ตอน ช่วงแรกนั้นหนังทำได้ค่อนข้างดีกับการผูกปริศนาซึ่งเหมือนเป็นเทคนิคการเล่าที่ผู้กำกับใช้มาตลอดทุกตอนให้คนสนใจติดตามค้นหาความจริง ทว่ากับตอนนี้นั้นกลับใส่ทิศทางของปริศนามามั่วเกินไป ทั้งเรื่องผีผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายแฟนของพระเอก ภาพหลอนในวัยเด็กที่พระเอกแอบเห็นคุณครูบังอรเล่นคุณไสย เพื่อนสาวที่ทำงานของพระเอกที่โดนโซเชี่ยลรุมแช่งเพราะบางอย่างที่พระเอกทำไว้ และความทรงจำของพระเอกที่หายไป มีเรื่องการสะกดจิต และพิธีสาปแช่งมาร่วมอีก ทั้งอารมณ์มีทั้งสืบสวน ทั้งผี ทั้งตลก ซึ่งยังไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกันนักโดยเฉพาะสัดส่วนความเป็นตลกที่หลุดเหมือนน้ำคนละเนื้ออยู่ ส่วนกิมมิกที่เชื่อมกับตอนที่ 2 ก็มีรูปปั้นเทพีที่ใช้ประกอบพิธีสาปแช่ง

แต่ถึงกระนั้นถ้ามองถึงแก่นการสื่อสารในตอนนี้แล้วนั่นต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก ๆ เพราะแม้เปลือกมันจะพูดเรื่องความรักความสัมพันธ์ แต่ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ มันพูดถึงอำนาจสถาบันการสอนที่หล่อหลอมเด็กไทยขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่บ้าน หรือครูที่โรงเรียนที่กินเวลาการเติบโตของเด็กคนหนึ่งขึ้นมามากที่สุด มันมีเสียงอย่าง โง่อย่างแกจะเลี้ยงชีวิตตัวเองยังไง วาดรูปอยู่ได้จะเอาไปทำอะไรได้ อะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลาการอยู่ในวงกตของความทรงจำของพระเอก ซึ่งท้ายที่สุดหนังก็ให้ทางออกที่ตลกร้ายดีเหมือนกัน กับการต่อสู้กับสถาบันที่หล่อหลอมเรามาทั้งหมดจนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นต้องไปดูในโรงกันเองนะครับ

นอกจากเนื้อหาที่วางปริศนาน่าติดตาม นัยยะที่ซ่อนคมคาย วิธีการหลอนที่แปลกใหม่ หนังยังมีโปรดักชั่นที่จัดว่าดีน่าสนใจทั้งการถ่ายภาพ วางสี โลเกชั่น คอสตูม และที่น่าจะต้องพูดถึงคือเอฟเฟกต์การแต่งหน้าผี ทำปีศาจ รวมถึงซีจีที่พอดีไม่มากน้อยเกินไป พูดได้ว่าหนังโดยรวมเป็นหนังไทยนอกสายตาที่ แอบดี แอบมีของ น่าลองดูอยู่ไม่เบาเลยทีเดียวล่ะ

จองตั๋วกดที่รูป ได้กลิ่นธูปตอนดึกก็ตัวใครตัวมันล่ะจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Beautiful Boy : ทำสงครามกับยาเสพติดด้วยความรัก

อีกหนึ่งหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องจริง โดยอิงจากหนังสือ 2 เล่ม ที่เดวิด เชฟผู้พ่อ และ นิค เชฟ ผู้ลูกต่างเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองออกมาคนละเล่ม แล้วลุค เดวี่ ผู้เขียนบทร่วมก็ยังเคยเสพติดเฮโรอีนในยุค 80s ทั้งหมดทั้งหลายก็เลยเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หนังถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริงและหนักอึ้ง บวกกับผู้กำกับ เฟลิกซ์ แวน โกรนิงเก็น ชาวเบลเยี่ยม ที่มีรางวัลติดตัวมาแล้วถึง 30 รางวัล และโดดมากำกับหนังพูดอังกฤษเรื่องนีเป็นเรื่องแรก ก็ยังทุ่มเทจริงจังกับหนังอย่างมาก เขาร่วมเขียนบท และควบคุมงานตัดต่อด้วยตัวเอง ใช้เวลาตัดต่อหนังไปทั้งสิ้น 7 เดือน เหตุจากผู้กำกับไม่พอใจงานตัดต่อ ผลสุดท้ายก็เลยไปลาก นิโค ลูเน็น มือตัดต่อคู่ใจให้บินมาตัดต่อให้เขาที่ลอส แองเจลิส หนังถึงสำเร็จเสร็จสิ้นได้

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

อีกหนึ่งหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องจริง โดยอิงจากหนังสือ 2 เล่ม ที่เดวิด เชฟผู้พ่อ และ นิค เชฟ ผู้ลูกต่างเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองออกมาคนละเล่ม แล้วลุค เดวี่ ผู้เขียนบทร่วมก็ยังเคยเสพติดเฮโรอีนในยุค 80s ทั้งหมดทั้งหลายก็เลยเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หนังถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริงและหนักอึ้ง บวกกับผู้กำกับ เฟลิกซ์ แวน โกรนิงเก็น ชาวเบลเยี่ยม ที่มีรางวัลติดตัวมาแล้วถึง 30 รางวัล และโดดมากำกับหนังพูดอังกฤษเรื่องนีเป็นเรื่องแรก ก็ยังทุ่มเทจริงจังกับหนังอย่างมาก เขาร่วมเขียนบท และควบคุมงานตัดต่อด้วยตัวเอง ใช้เวลาตัดต่อหนังไปทั้งสิ้น 7 เดือน เหตุจากผู้กำกับไม่พอใจงานตัดต่อ ผลสุดท้ายก็เลยไปลาก นิโค ลูเน็น มือตัดต่อคู่ใจให้บินมาตัดต่อให้เขาที่ลอส แองเจลิส หนังถึงสำเร็จเสร็จสิ้นได้

และฝีมือการติดต่อของนิโค ลูเน็น ที่ผู้กำกับพึงพอใจนั้น เป็นการตัดต่อแบบสลับไทม์ไลน์ เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ในช่วงกลางเรื่อง แล้วย้อนไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า มีการตัดสลับไปในอดีตช่วงที่นิคยังเป็นเด็กน้อย แล้วบ่อยครั้งที่ใช่การเชื่อมต่อฉาก J-Cut ให้เสียงในฉากถัดไปเชื่อมเข้ามาในฉากปัจจุบันก่อนตัดภาพไป  บวกกับการที่นิคติดยาแล้วเลิกยาอยู่หลายครั้ง ทำให้สมองผู้ชมต้องทำงานหนักพอสมควร กับการไล่ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง

หนังได้ทีมนักแสดงสายดราม่าล้วน ๆ สตีฟ คาเรลล์ ที่แม้จะสร้างชื่อจากหนังคอมมีดี้ แต่หลัง ๆ มานี่ก็เน้นหนักแต่หนังดราม่าตลอด เร็ว ๆ นี้ก็จะมี Welcome to Marwen ที่เป็นดราม่าเครียด ๆ เช่นกัน สตีฟ คาเรลล์ มารับบทเดวิด เชฟ พ่อผู้พยายามที่จะฉุดลูกชายออกจากวังวนยาเสพติด ให้ทั้งความรัก กำลังใจ และสนับสนุนทุกวิถีทาง ส่วนบทนิค เชฟ นั้นได้ ทิโมธี ชาลาเมต์ ดาราหนุ่มที่สร้างชื่อมาจากหนังเกย์ Call Me by Your Name เมื่อปี 2017 และส่งให้เขาได้เข้าชิงออสการ์นำชาย และในบทนี้ นิค เชฟ ก็ส่งให้เขาได้เข้าชิงลูกโลกทองคำในบทสมทบชาย ซึ่งดูยังไงมันก็บทนำนะ รางวัลในฮอลลีวู้ดมักดูน่าขัดใจแบบนี้เสมอแหละ ทิโมธี ทุ่มเทกับบทอย่างหนัก เขาลดน้ำหนักถึง 11 กิโลกรัม จนร่างผอมบางแก้มตอบ ดูเป็นเด็กติดยาได้อย่างสมจริง หลาย ๆ ฉากที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ ก็ทำหน้าเคลิ้มตาลอย ดูแล้วเชื่อจริง ๆ ว่าไอ้นี่กำลังเมายาอยู่ และอีกฉากคือฉากปะทะคารมกับพ่อในร้านอาหาร ที่โชว์ศักยภาพของนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจะมีอนาคตไกลในฮอลลีวู้ด ตัวจริงของทิโมธี อายุ 23 ปีแล้ว แต่ก็เล่นเป็นเด็กหนุ่มวัย 18 ได้ดูไม่ขัดตาครับ

ตลอด 2 ชั่วโมงของหนังเล่าเหตุการณ์ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี ช่วงที่นิค เรียนจบไฮสคูล แล้วก็ลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย นิค อาศัยอยู่กับพ่อ และแม่เลี้ยง ที่มีน้องชาย น้องสาว ต่างแม่อีก 2 คน หนังไม่ได้กล่าวโทษสถาบันครอบครัวว่าเป็นสาเหตุที่นิคติดยา กลับกันหนังกลับถ่ายทอดความอบอุ่นในครอบครัวออกมาอย่างเด่นชัด แม่เลี้ยงให้ความรักใคร่นิคเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับน้องทั้ง 2 ก็ดูสนิทสนมกับพี่ต่างแม่คนนี้ แต่นิคตกเป็นทาสยาเสพติดเพราะความคะนองตามประสาวัยรุ่นที่ลองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็หยุดไม่ได้เริ่มจากไอซ์แล้วก็ข้ามไปลองยาทุกชนิด จนถึงขั้นว่าขอเป็นยาอะไรก็ได้

หนังถ่ายทอดให้เราเห็นความพยายามอย่างมากของพ่อที่จะดึงลูกให้หลุดออกมาจากวังวนยาเสพติด ถึงขั้นศึกษาและลองรสชาติของยาด้วยตัวเองเพื่อจะเข้าถึงความรู้สึกของคนติดยา ด้านนิคที่มีสติเป็นพัก ๆ พอลงแดงก็ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด พอหายก็มีสำนึกผิดชอบกลับมา อยากจะหาย กลับมาเรียนได้จนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็วนกลับไปติดอีกเป็นวงจรไม่รู้จบ หนังมีฉากฉีดยาให้เห็นกันแบบชัด ๆ ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน ก็คงโดนตัดทิ้งไปแล้ว แบบที่ “เสียดาย” หนังของท่านมุ้ยที่พูดถึงเด็กติดยาแต่ก็ไม่ผ่านเซนเซอร์ ขณะเดียวกันหนังก็ถ่ายทอดด้านร้ายของยาเสพติดให้เห็นมากมาย ทั้งเสียการเรียน  ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ด่าพ่อด้วยคำหยาบคาย ทุบบ้านตัวเองขโมยของ และผลร้ายสุดคือสุขภาพตัวเอง สมองโดนฤทธิ์ของยาทำลายไปเรื่อย ๆ และอันตรายถึงขั้นชีวิตอย่างที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องเกือบจะตายเพราะเสพยา

Beautiful Boy เป็นหนังที่เจาะเฉพาะกลุ่มจริง ๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบดราม่าหนัก ๆ ไปดูฝีมือการแสดงแบบจริงจังของสตีฟ คาเรลล์ และการแสดงแบบเข้าตากรรมการของทิโมธี ชาลาเมต์ เป็นหนังที่พาเราจมดิ่งไปกับสภาวะตึงเครียดของครอบครัวเชฟ ที่นิค กลายเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหาทำให้ทุกคนต้องช่วยกันคว้ามือแล้วดึงขึ้นมา หนังถ่ายทอดภาพด้วยการถ่ายภาพแบบเสมือนแสงธรรมชาติ โทนของภาพมืดครึ้มแทบทั้งเรื่อง ยิ่งพาอารมณ์ผู้ชมให้หม่นตามโทนหนัง

เพลงประกอบที่คัดมาก็ช่างเข้ากับบรรยากาศหนังมาก ๆ ทั้งเพลง “Beautiful Boy” เพลงที่จอห์น เล็นนอน แต่งให้ลูกชาย จูเลียน เล็นนอน กลายเป็นเพลงอมตะ และถูกใช้ประกอบหนังมาหลายเรื่องแล้ว และเป็นที่มาของชื่อเรื่องนี้ด้วย เพราะเดวิด เชฟ ตัวจริง ที่มีอาชีพเป็นนักเขียนก็ได้สัมภาษณ์จอห์น และ โยโกะ โอโนะ ได้ 3 สัปดาห์ก่อนที่จอห์นจะถูกยิงตาย และหลาย ๆ เพลงที่นำมาประกอบฉากเมายาของนิค ก็เป็นดนตรีที่พาอารมณ์เพ้อฝันล่องลอย เข้ากับภาพของหนังมาก แนะนำว่าพ่อแม่ที่ลูกเข้าช่วงวัยรุ่นพาลูก ๆ ไปดูก็ดีนะครับ ครอบครัวไม่ต้องมีปัญหา แต่แค่ลองด้วยความสนุกก็พาชีวิตลงดิ่งได้เช่นกัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!