Connect with us

ภาพยนตร์

Black Panther เป็นหนังที่ “ถูกทวีต” มากที่สุดในปี 2018 นี้

ซูเปอร์ฮีโร่ผิวเข้มคนนี้ ยังทำลายสถิติขายตั๋วล่วงหน้าและมี Emoji ใหม่ด้วย

Published

on

จากข้อมูลสถิติของ Twiiter ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2018 ที่ผ่านมาระบุว่า Black Panther ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดของ Marvel ได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ถูกทวีตจากทั่วโลกมากที่สุดในปี 2018 นี้ โดยถูกทวีตมากกว่า 5 ล้านครั้ง และเอาชนะ Star Wars: The Last Jedi และ Maze Runner: The Death Cure ได้

ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Black Panther ได้ทำลายสถิติยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าของ Fandango ในไตรมาสแรกได้มากที่สุด และกำลังจะกลายเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่จำหน่ายตั๋วล่วงหน้าได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Fandango ด้วย

Erik Davis ผู้จัดการของ Fandango กล่าวว่า “Black Panther ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร แต่ยังเป็นอุบัติการณ์ทางวัฒนธรรมที่ลือลั่นที่สุด นี่เป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่สร้างประวัติการณ์ได้เป็นเรื่องแรกในปี 2018 และคำวิจารณ์ยังออกมาดีกว่าที่คาดไว้ด้วย”

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว Emoji ของตัวละครจาก Black Panther ไม่ว่าจะเป็น #BlackPanther, #Killmonger, #Nakia, #Okoye และ #Shuri

ข้อมูลอ้างอิง : cnet

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Illang: The Wolf Brigade: จากแอนิเมชั่นดังญี่ปุ่นสู่มือผู้กำกับเกาหลีในฉบับคนแสดง

Published

on

By

เรื่องย่อ

ปี 2029 เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ตัดสินใจพยายามรวมชาติเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศให้สามารถต้านภัยคุกคามของทั้งฝั่งจีนและญี่ปุ่น รวมถึงอเมริกาที่พยายามขัดขวางการรวมชาติของเกาหลีด้วยโดยการสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายชื่อว่า เซ็ค ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรงเกาหลีที่ไม่ยอมรับการรวมชาติ ฝั่งรัฐบาลเกาหลีก็ไม่ยอมแพ้ได้ตั้งหน่วยรบเฉพาะกิจในนาม กองพันหมาป่า ขึ้น ออกปฏิบัติการในชุดเกราะเหล็กและอาวุธสงคราม ช่วงเวลาพ้นมาหลังเหตุการณ์ที่กองพันหมาป่าบุกรังเซ็คผิดพลาดจนสังหารเด็กสาวตายผู้บริสุทธิ์ตายไป พระเอกของเรา อิมจุงคยอค (คังดองวอน) หนึ่งในหน่วยเฉพาะกิจได้กลายเป็นเป้าหมายของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงอย่าง ฮาน ที่ต้องการให้จุงคยอคเป็นเหยื่อการใส่ร้ายเพื่อยุบหน่วยเฉพาะกิจเสีย เพราะจุงคยอคมีความใจอ่อนต่อเหยื่อต่างจากคนอื่นในหน่วยของเขา เหตุการณ์นี้ดึงทั้งฝ่ายผู้ก่อการร้าย ฝ่ายหน่ยเฉพาะกิจ และหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ เข้ามาพัวพันอิรุงตุงนังด้วยผลประโยชน์ที่แตกต่าง แล้วเหตุการณ์จะจบลงอย่างไรต้องติดตาม

ใครเคยดูแอนิเมชั่นของผู้กำกับ โอคิอุระ ฮิโรยุกิ ที่เป็นขวัญใจใครต่อหลายคนอย่าง Jin-Roh: The Wolf Brigade (1999) ซึ่งเป็นผลงานการเขียนบทและสร้างสรรค์จินตนาการของผู้กำกับแอนิเมชั่นชื่อก้องอย่าง โอชิอิ มาโมรุ ผู้สร้างหนังชุด Ghost in The Shell มาแล้ว คงอยากติดตามว่าเมื่อไรจะได้ถูกเอามาถ่ายทอดในฉบับคนแสดงกันบ้าง แล้วในปีนี้เองทางเน็ตฟลิกซ์ก็ได้นำแอนิเมชั่นเรื่องดังกล่าวมาฉายให้ชมกันเรียบร้อย

โดยหนังถูกดัดแปลงเป็นฉบับเกาหลีที่ถนัดงานดราม่าการเมืองหนัก ๆ เหมาะกับเนื้อหาของเรื่องที่ประยุกต์มาเป็นปัจจุบัน ทั้งยังได้ผู้กำกับชั่นยอดคนหนึ่งของเกาหลีอย่าง คิมจีอุน ซึ่งมีผลงานคุ้นหูบ้านเรามาเยอะอย่าง A Tale of Two Sisters ตู้ซ่อนผี (2003) หรืองานโกอินเตอร์อย่าง The Last Stand (2013) ที่ได้อาร์โนลด์มารับบทนำแม้อาจไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ก็ยืนยันการยอมรับฝีมือจากฮอลลีวู้ดได้เป็นอย่างดี

และยิ่งหลังสุด คิมจีอุน เพิ่งมีหนังสายลับตัวแทนชิงออสการ์ของเกาหลีอย่าง The Age of Shadows (2016) ที่เฉือนคมเข้มข้นทั้งการหักหลังซ้อนแผนและปมดราม่าการเมืองสุดซับซ้อน ก็เป็นการันตีเข้าไปอีกว่าเขาคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในการถ่ายทอด Jin-Roh ออกมาในฉบับคนแสดง แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ หนักดราม่าเข้มข้นผลประโยชน์ซับซ้อนมีการหลอกกันไปมาสนุกสนานทีเดียว ซึ่งก็คงเหมาะกับผุ้ชมที่ชอบหนังสปาย หนังเฉือนคมเป็นหลัก เพราะส่วนของแอ๊กชั่นนั้นมีแต่ก็อาจดูเป็นส่วนเสริมเพิ่มควงามสนุกมากกว่าครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีนะ พอช่วงไหนเป็นแอ๊กชั่นก็สาดกันยาวแถมลงทุนคิดฉากสตั้นท์แบบไม่ยั้งเลยทีเดียว ทั้งขับรถสู้กัน ต่อสู้บนโซลทาวเวอร์ ฉากประท้วงหน้าพระราชวัง การใช้โดรนสังหาร หรือการสาดกระสุนของมนุษย์เกราะก็โหดได้การ

 หนังยังเด่นที่ดารานำ ซึ่งได้สตาร์ของเกาหลีมาเล่นหลายคนทั้ง คังดองวอน ที่มาร่วมงานกับ ฮันเฮียวจู อีกครั้งหลังจากเพิ่งมีผลงานกันในหนังแอ๊กชั่นอย่าง Golden Slumber เมื่อต้นปี นอกจากนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่อย่าง จุงวูซุง มาประกบกับดาวรุ่งอย่าง ชอย มินโฮ จากวง Shinee ด้วย ก็นับว่าเป็นสเกลหนังระดับลงโรงเป็นบล็อกบัสเตอร์ได้สบาย ๆ เลยทีเดียว

ชมมาเยอะ ขอพูดจุดด้อยของหนังบ้าง ซึ่งก็คงเป็นเรื่องของความซับซ้อนของเนื้อหาที่อาจไม่ถูกชะตาคอแอ๊กชั่นทั่วไป ยิ่งตัวละครมีมากจำชื่อแทบไม่ได้เลยยิ่งทำให้สับสนเข้าไปใหญ่เวลาใครพูดถึงใคร นอกจากนี้หนังยังเคารพต้นฉบับมาแทบจะเล่าเหมือนแอนิเมชั่นเกือบทั้งเรื่อง แต่ก็ดัดแปลงและตีความใหม่ ซึ่งบางคนอาจชอบเพราะมันกลมกล่อมขึ้นและดูจับต้องง่ายขึ้น แต่ก็มีไม่น้อยที่อาจไม่ชอบกับการที่หนังเลือกจบต่างไปแบบนี้เพราะทำลายเสน่ห์ดั้งเดิมของแอนิเมชั่นที่ว่าด้วยเรื่องหน้าทีความถูกต้อง VS ความรักความเห็นใจไปพอสมควร

ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายคนจับตามอง ส่วนตัวมองว่าต้องดูเป็นหนังสายลับ เฉือนคมถึงจะสนุกครับ อย่างไรก็ตามนี้เป็นหนังคุณภาพจากทีมงานเกาหลีที่ไม่เสียเวลาการรับชมแน่นอนครับ

ใครสมัครเน็ตฟลิกซืไว้แล้วก้กดดูที่ลิ้งก์นี้เลย https://www.netflix.com/title/80239666

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Rolling to You: รอมคอมรุ่นใหญ่ได้กลิ่นอายหนังรักขึ้นหิ้ง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ถือเป็นหนังฟอร์มม้านอกสายตาที่ดูจากทีเซอร์แล้วหลายคนอาจคิดว่ามันจะออกไปทางดราม่าเรื่องความเป็นคนวีลแชร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพลอตเรื่องอีกรสชาติหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ลิ้มรสกันบ่อยเท่าไหร่นัก กับความรักโรแมนติกระดับรุ่นพ่อรุ่นแม่เขาคุยกัน กับบรรยากาศของตัวหนังที่ทำให้เรารู้สึกสัมผัสถึงกลิ่นของหนังรักดังในอดีตหลายเรื่องเลย

Rolling to You เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสผลงานกำกับเรื่องแรกของนักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง Franck Dubosc ซึ่งเฮียแกทั้งเล่นเองกำกับเองในบทบาทของ โยเซลีน นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ผู้มั่งคั่งแถมเป็นเสือผู้หญิงจอมกะล่อน วันหนึ่งเมื่อเขากลับไปยังบ้านแม่เพื่อเก็บข้าวของก็บังเอิญพบกับ จูลี (Caroline Anglade) สาวสวยทรงโตนักกายภาพที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านข้าง ๆ และนั่นทำให้ โยเซลิน เกิดความคิดหื่นกาม กุเรื่องให้ตัวเองได้สนิทชิดเชื้อกับ จูลี ด้วยการโกหกว่าตนเองเป็นคนพิการ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อ จูลี ชวน โยเซลีน ไปที่บ้าน เขาก็ได้พบกับ ฟลอรองซ์ (Alexandra Lamy) พี่สาวของเธอที่เป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์เหมือนกับเขา และเมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุยถูกชะตากัน การสานความสัมพันธ์เบื้องหลังการโกหกคำโตของ โยเซลิน ก็เริ่มกลายเป็นอุปสรรครักครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่จริงแล้ว เนื้อหาของ Rolling to You ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แถมการปะติดปะต่อเรื่องราวดูจะดูไม่สมูทให้ชวนเชื่อเสียด้วยซ้ำในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม พาร์ทในส่วนของคอเมดี้และอินเนอร์ของนักแสดงในเรื่องนี้ยังทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะความกะล่อนของ Franck Dubosc และความมีเสน่ห์ในแบบสาวใหญ่ของ Lamy

หนังใช้การเปรียบเทียบความรักจากจิตใจข้างในกับภาพลักษณ์ภายนอกคือความเป็นคนพิการ การพูดถึงประเด็นการให้อภัยและทำความเข้าใจคนรัก แม้จะรู้ว่าเขากำลังโกหกบางอย่าง เป็นรักรุ่นใหญ่อีกรสชาติที่แอบเห็นมุมน่ารักแบบหนุ่มสาวและตายายในคราวเดียวกัน แต่รวม ๆ แล้วพาร์ทโรแมนติกยังไม่ได้ทรงพลังซึ้งกินใจอะไรมากมายเหมือนหนังประเภท One Day หรือว่า Eat Pray Love อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดอาจถูกมองข้ามไป เมื่อมีบางฉากโรแมนติกระดับตำนานมาลบล้าง มายกระดับให้หนังเรื่องนี้ได้ถูกจดจำ

โดยรวมแล้ว Rolling to You ก็เดินตามสูตรสำเร็จของหนังรอมคอมทุกประการ อาจไม่ถึงกับสมบูรณ์ดีเลิศมาก แต่ดูแล้วก็ได้ฮา ได้ยิ้มเขินอยู่บ้าง เมื่อถึงเวลาล้อวีลแชร์ของลุงป้าสุดวัยรุ่นคู่นี้ได้หมุนมาเจอกัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ก่อนหน้าที่จะเปิดตัวฉายในบ้านเรา ก็ได้ยินกิตติศัพท์มาแล้วว่า เดอะ มูฟวี่ ภาคนี้ (นับรวมภาคที่ 38, ภาคที่ 13 ของทีมสร้างชุดใหม่) มีฟีดแบ็กที่ดีมากแถมยังทำเงินได้มากที่สุดในบรรดาเดอะมูฟวีของเจ้าแมวสีฟ้าทุกภาคที่ผ่านมาเลย โดย Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะนั้นมีเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากนวนิยาย Treasure Island ของ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แถมน่าสนใจตรงที่ได้ คาวามุระ เกนคิ คนเขียนบทหนังดังอย่าง If Cats Disappeared from the World มาช่วยเขียนบทในภาคนี้อีกด้วย

สำหรับเนื้อหาในภาคนี้เริ่มจากไอเดียของ โนบิตะ ที่เกิดความอยากออกไปผจญภัยหาสมบัติในท้องทะเล ร้อนถึงโดราเอมอนต้องงัดอุปกรณ์มาสนองนี๊ดเช่นเคย และเมื่อการล่องเรือเริ่มขึ้นพวกเขาทั้ง 5 ก็แล่นเรือสมุทรที่ชื่อ ‘โนบิตะโอร่า’ ออกเดินทางตามหาสมบัติ ซึ่งจากแผนที่นั้นพบสัญญาณของสมบัติล้ำค่ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินทางนั้นพวกโดราเอมอนได้พบเกาะลึกลับจึงเตรียมจอดเพื่อสำรวจ แต่แล้วกลับถูกกลุ่มโจรสลัดลึกลับโจมตีอย่างหนัก ซึ่งก็ทำให้ ชิซูกะ ถูกจับตัวหายไปในมหาสมุทร ขณะเดียวกันพวกโดราเอมอนก็ได้พบกับ ฟร็อก เด็กชายผมทองพร้อมกับ ควิซ หุ่นยนต์นกแก้วแสนรู้ ที่เชื่อมโยงเบาะแสนำไปสู่การค้นพบความลับของสมบัติใต้ทะเล

เดอะ มูฟวี ภาคนี้ ถือได้ว่าเดินเรื่องได้สนุก รวดเร็ว กระชับ มีรสชาติ ตัวละครมีมิติ ไม่เด็กเกินไป แต่เป็นเด็กที่มีความคิดไม่ธรรมดา การตัดสินใจที่เป็นผู้ใหญ่ ดูแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นการ์ตูนเด็กจ๋า เหมือนเดอะ มูฟวี บางภาค กระจายบทได้ดี แถมภาคนี้ชิซูกะได้บทเด่นด้วย นอกจากนี้ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ภาพรวมของเนื้อหา เป็น เดอะ มูฟวี ที่มีเรื่องราวของความไฮเทคเข้ามาเยอะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรมกลายเป็นการ์ตูนร่วมสมัยดูสนุกไปเลย และยังคงคีพเมสเซจเรื่องมิตรภาพและความสามัคคี รวมทั้งจังหวะฮาขบขันเปิ่น ๆ ต๊อง ๆ แบบโดราเอมอน ให้ได้นึกถึง งานของทีมสร้างชุดเก่าได้บ้าง

เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ ถือว่าเป็นแอนิเมชันงานคุณภาพของปีเรื่องหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ตัวละครมีความน่ารัก มีปม มีรายละเอียดที่ผู้ใหญ่สามารถดูได้เพลิน ไม่หวานเลี่ยน ไม่บดขยี้น้ำตาจนเกินไป หลายคนที่ห่างหายจากการดูโดราเอมอนไปนาน ๆ กลับมาดูอีกครั้งก็รู้สึกอินและประทับใจหัวจิตหัวใจของตัวละคร ที่ยังเปี่ยมไปด้วยไฟและความกล้าหาญ กล้าคิดกล้าทำของความเป็นเด็ก ซึ่งไม่เคยหายไปจากตัวละครที่ชื่อ โนบิตะ เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!