Connect with us

ภาพยนตร์

If Cats Disappeared From the World ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้: สั้นๆเลย ซึ้ง ชอบ (T^T)

Published

on

เป็นหนังญี่ปุ่นที่ผมรอดูมากสุดเรื่องหนึ่งเลยกับ If Cats Disappeared From the World หรือชื่อไทย ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ คือแบบว่าตัวอย่างหนังนี่ได้อารมณ์มากๆโปรดักชั่นดูดีไม่เบา นักแสดงก็ไม่ได้แบบจับมาส่งๆ ทั้งพล็อตที่แบบเจ๋งมากๆซึ่งสร้างจากนิยายยอดนิยม และหนังแนวนี้ของญี่ปุ่นมักจะดีโคตรๆด้วย และสุดท้ายเครดิตคนเขียนบทจากหนังที่ผมชอบเอามากๆเรื่องหนึ่งอย่าง Be With You (2004)ด้วย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หนังเรื่องหนึ่งดึงดูดผมเข้าไปดูแต่แรกๆถ้ามีโอกาส แล้วก็โชคดีสำหรับบ้านเรามากๆที่ไม่ต้องรอคอยกันนาน ได้ดูต่อจากญี่ปุ่นแบบห่างกันไม่ถึงเดือนแบบนี้ด้วยแล้ว โคตรอยากดูเลยขอบอก

52a0c26aef0cef2e6974763dff5a1a76673e513b

ญี่ปุ่นเพิ่งเข้าไปเมื่อวันที่ 14 นี้เองครับ

ตรงนี้ก็ขออนุญาตรีวิวแบบไม่สปอยล์ โดยจะพูดเท่าที่ตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาเท่านั้น และแบบสปอยล์นิดหน่อยไม่กระทบไคลแมกซ์ของหนังแล้วกันนะครับ เพราะจะเล่าความดีงามของหนังโดยไม่เล่าเนื้อในเลยสักนิดนี่ก็ยากอยู่

แบบไม่สปอยล์

หนังดัดแปลงจากนิยายชื่อ 世界から猫が消えたなら, Sekai kara neko ga kietanara ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว เป็นผลงานการเขียนของ เกนคิ คาวามูระ โปรดิวเซอร์หนังดาวรุ่งมากความสร้างสรรค์ที่ผ่านงานอย่าง Kokuhaku (Confessions) (2010) และ Attack On Titan (2015) มาแล้ว โดยเล่าถึงบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ที่มักตัวติดอยู่กับเจ้าแมวที่ชื่อ “แคบเบจ (กะหล่ำ)” ตลอดเวลา แต่โชคร้ายวันหนึ่งเขาพบว่ากำลังจะตายในวันรุ่งขึ้นด้วยโรคที่ไม่มีทางรักษา ทางรอดเดียวของเขาคือการรับข้อเสนอของปีศาจ ที่ว่า “เขาจะมีชีวิตต่อไปได้อีกครั้งละ 1 วัน แลกกับการให้ของ 1 ชิ้นบนโลกนี้หายไป” เขาจะยอมแลกทุกอย่างได้หรือไม่ แล้วกับของชิ้นสำคัญของเขาล่ะ….

นิยายฉบับภาษาไทย พิมพ์โดย Maxx Publishing

นิยายฉบับภาษาไทย พิมพ์โดย Maxx Publishing นิยายดังมากถึงขนาดมีเวอร์ชั่นมังงะออกมาด้วย

หนังได้มือเขียนบทที่ผมถือว่าดัดแปลงนิยายมาเป็นบทหนังได้เก่งคนหนึ่ง นั่นคือ โยชิคาสึ โอคาดะ คนที่เขียนบทให้ Be With You หนังรักหวานอบอุ่นในใจใครหลายๆคนที่ทำให้ตุ๊กตาไล่ฝนกลายเป็นภาพจำของหนังไปเลย เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ แมว กลายมาเป็นของสำคัญที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่ลึกซึ้งมากๆอย่างเรื่องว่า อะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา? ให้ออกมาน่ารักและซาบซึ้งทีเดียวล่ะ

หนังยังมีจุดดีคือในการเล่าเรื่องที่ค่อยๆเปิดเผยสายสัมพันธ์ หรือแง่มุมบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ได้รอบด้าน จากแต่ละมุมมองของตัวละคร ซึ่งพอมันประกอบกันครบ มันคือการเค้นน้ำตาที่โอเคสำหรับผมเลยล่ะ มันฉลาดและมันซาบซึ้ง ทั้งยังมีมุกให้อมยิ้มเป็นระยะๆด้วย เหมือนตอนที่รู้สึกกับ Be With You แต่คงไม่ถึงเรื่องนั้นที่การเผยความลับในช่วงท้ายเป็นตัวสร้างไคลแม็กซ์ หนังเรื่องนี้ต่างไปตรงมันไม่ได้ช็อกเราแบบนั้น มันเหมือนหมัดแย๊บที่ทะยอยปล่อยมาเก็บแต้มมากกว่า มันไม่ได้พูดแค่ในเรื่องความรักของหญิงสาว มันยังพูดถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อน และความผูกพันของคนในครอบครัวด้วย คือคิดดีๆมันพูดเรื่องความสัมพันธ์ในทุกระดับที่เราต้องเจอในชีวิตเลยล่ะ และเมื่อหนังชกครบทุกยกที่มันนำเสนอเราจะรู้สึกถึงสาระสำคัญของหนัง ว่าชีวิตมันสวยงามขนาดไหน

คนเขียนบทเดียวกันกับ Be With You ลีลาการเล่าแบบหลายมุมมองที่เอามาเค้นตอนท้ายยังเจ๋งเช่นเดิม

คนเขียนบทเดียวกันกับ Be With You ลีลาการเล่าแบบหลายมุมมองที่เอามาเค้นตอนท้ายยังเจ๋งเช่นเดิม

ตรงนี้ก็เป็นทั้งจุดดีและจุดด้อยเหมือนกัน เพราะในทางหนึ่งผมรู้สึกว่าความซับซ้อนของมันทำให้หยุดฉุกคิดถึงเรื่องอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลังอะไรเกิดจริงอะไรไม่เกิดบ้าง ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำคัญอะไรในหนังหรอก แต่เชื่อว่าคงมีบางคนหลุดไปเพราะมัวครุ่นคิดจับผิดแบบนี้เหมือนกัน ตรงนี้ก็อยากบอกว่าเหมือนที่ตัวละครในหนังมักยืมคำพูดของ บรู๊ซ ลี จาก Enter The Dragon มาพูดบ่อยๆว่า หยุดคิด แล้วจงใช้ความรู้สึกซะ แล้วคุณจะพบว่าหนังมีอะไรให้สนใจมากกว่านั้น

หนังยังได้ทีมนักแสดงที่ผมว่าเล่นได้ดีมากๆ คือไม่ได้เล่นใหญ่เล่นเยอะอะไรหรอกแต่ทำให้เชื่อจริงๆว่าคือคนที่เจอตามท้องถนนได้ ทั้งตัวหลักอย่างพระเอก ทาเครุ ซาโต้ ที่ดังมากๆ หลายคนคงคุ้นเขาจากบทบาท เคนชิน ในหนังที่ดัดแปลงจากมังงะเรื่อง ซามูไรพเนจร (2012) หรือจะเป็นนางเอกอย่าง อาโออิ มิยาซากิ ที่เคยเล่นเป็น นานะ คนหวานในหนังที่ดัดแปลงจากมังงะเรื่อง นานะ  (2005) รวมถึงนักแสดงสมทบที่ดีมากๆอย่างดาราหน้าเป็น กาคุ ฮามาดะ ในบทเพื่อนพระเอก เมโกะ ฮาราดะ ดาราสุดเก๋าที่มีผ่านงานอย่าง Ran (1985) ของ ปรมาจารย์อากิระ คุโรซาวะ มาแล้วในบทแม่พระเอก ร่วมกับดาราผู้กำกับรุ่นเดียวกันอย่าง ไอจิ โอคุดะ ในบทพ่อพระเอก และ อิเตะ โอคุโนะ ในบทสมทบชายพเนจร และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นเจ้า PUMP แมวคุณลุงวัย 13 ปี (เทียบอายุคนก็ 70 ปี ต้องคุณตาสิ 555) ที่พระเอกของเราบอกว่าแสดงได้เก่งสุดในหนัง คือจริงๆมันบอกยากล่ะนะว่ามันแสดงเก่งมั้ย แต่มันน่ารักล่ะทำให้เราทาสแมวรู้สึกสบายใจที่มีมันบนจอในช่วงเวลาร้ายๆ ซึ่งคงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ตัวเอกรู้สึกในวันที่รู้ว่าจะตายล่ะนะ

ทีมนักแสดง ไล่ไปตั้งแต่พระเอก เพื่อนพระเอก คุณพ่อ แฟนสาว และคุณแม่

ทีมนักแสดง ไล่ไปตั้งแต่พระเอก เพื่อนพระเอก คุณพ่อ แฟนสาว และคุณแม่

เจ้า PUMP แมวดาวเด่นของหนังในบทของ แคบเบจ หรือเจ้ากระหล่ำ

เจ้า PUMP แมวดาวเด่นของหนังในบทของ แคบเบจ หรือเจ้ากระหล่ำ

คือปกติไม่ค่อยไล่รายชื่อนักแสดงแบบนี้นะ แต่แบบชอบการแสดงของทีมนี้จริงๆ โดยเฉพาะอิเตะ โอคุโนะ ที่ถึงจะโผล่มามีบทบาทแค่ช่วงสั้นๆแต่ก็รู้สึกว่าเขาจริงและมีของมากๆ ดาราสมทบยังขนาดนี้ ดาราหลักไม่ต้องพูดถึงเล่นกันแบบน่าจดจำมากๆ ชอบตรงรู้สึกว่าพวกเขาจริงหมดเลย ผมเชื่อในตัวละครพวกนี้จริงๆ

โปรดักชั่นเองก็ดีมากๆนะ คือหนังญี่ปุ่นแบบที่พิถีพิถันมากๆแบบนี้เราจะดูออก ภาพแสงมันต่างจากหนังที่ตีหัวเข้าบ้านแบบป๊อปๆอยู่ คือแสงญี่ปุ่นเนี่ยสวย จัดแสงดีๆภาพมันจะงามมาก แต่นั่นล่ะมันต้องหนังที่มีคุณค่าในระดับหนึ่งด้วยถึงจะได้ฟีลแบบนี้ คือเราดูตัวอย่างเราจะเห็นความต่างเลยล่ะระหว่างหนังดีๆแบบนี้ กับหนังที่ทำเอาเงินทั่วๆไป อันนี้ชมไปถึงผู้กำกับที่ผลงานหนังไม่มากเรื่องแต่คุมงานได้เยี่ยมอย่าง อากิระ นากาอิ ว่าทำได้ดี ถึงจะไม่ได้สวยงามแบบตะลึง แต่ผมพบว่ามันสวยงามพอดีกับอารมณ์ของหนังมากๆเลยนะ หม่นๆ อุ่นๆ

ภาพสวย ชวนเหงาและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ภาพสวย ชวนเหงาและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ที่ต้องพูดถึงอีกอย่างที่เด่นมาตั้งแต่ตัวอย่างหนังละ คือเพลงประกอบ มันดีมากครับ ยิ่งดูหนังจบอยากบอกว่าอย่ารีบลุก นั่งฟังนั่งอ่านคำแปลเพลงตอนท้าย มันอิ่มมาก ได้รู้ว่าเป็นผลงานชื่อ  Hizumi (ひずみ) ของนักร้องวัย 17 ปีมากฝีมือชื่อ HARUHI ด้วย นี่ต้องไปหายูทูบฟังต่อระหว่างเขียนรีวิวนี่เลย ชอบมากกก

สรุป ความรู้สึกหลังดู ก็คงบอกได้ว่า นี่เป็นหนังที่ไม่ได้จับกลุ่มทาสแมวอะไรอย่างที่เข้าใจไปตอนแรก แต่มันจับคนในแง่ความเป็นมนุษย์ทั่วๆไปที่เราจับต้องได้ โดยเฉพาะตัวเราเอง ที่ดูไปก็คงตั้งคำถามไปพร้อมตัวเอกว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตเราที่ยิ่งไปกว่าแค่การมีชีวิต และถึงวอลเลย์บอลโอลิมปิกจะทำให้บางคนพาลไม่ค่อยชอบอะไรๆที่มาจากญี่ปุ่นนัก แต่ผมอยากจะบอกว่าการพลาดหนังเรื่องนี้คุณอาจจะพลาดโอกาสเติมเต็มความโรแมนติกในการเป็นมนุษย์ไปเลยก็ได้นะ เสียดายครับหนังเข้าไม่กี่โรง แต่ไงก็เชียร์คนที่ชอบแนวนี้ต้องหาโอกาสไปดูนะครับ

แบบสปอยล์ เล่าเนื้อหาบ้าง แต่ไม่เล่าจุดไคลแม็กซ์นะครับ

หนังมันมีหลักๆน่าจะ 4 พาร์ทเลยล่ะ ตามของที่ต้องสูญเสียไปแต่ละครั้ง คือมันมีความเป็นหนังหลายเรื่องที่อยู่ในหนังเรื่องนี้นะ ถึงภาพรวมมันจะพูดเรื่องการแลกของสำคัญของพระเอกกับปีศาจเพื่อต่อชีวิต แต่สิ่งของแต่ละอย่างที่พระเอกต้องเสียไปมันผูกความหมายกับสิ่งอื่นที่เหนือกว่ามากๆ โดยปีศาจจะให้โอกาส 1 วันในการใช้ชีวิตกับสิ่งนั้นก่อนโดนลบไป ตรงนี้เป็นโอกาสที่หนังจะพาพระเอกไปค้นพบความหมายของสิ่งของนั้นครับ อย่างในตัวอย่างเราจะเห็นว่าพระเอกเสียโทรศัพท์ไปเป็นอย่างแรก ซึ่งจะมีฉากนางเอกพูดกับพระเอกว่า “ฉันไม่อยากให้โทรศัพท์หายไปจากโลกนี้หรอกนะ เพราะหากเป็นอย่างนั้นเราคงจะไม่ได้เจอกัน” โทรศัพท์ที่พระเอกเสียไปจึงไม่ใช่เพียงตัวเครื่องเท่านั้น แต่หมายถึงความสัมพันธ์กับนางเอกด้วย ตรงนี้ก็มีมุมแบบคนรักเก่ามาเจอกันอยู่นะ แต่เอาจริงๆ ผมอินกับพาร์ทต่อไปมากกว่าซึ่งคิดว่าคนเขียนบททำได้ดีมาก

ถ้าโทรศัพท์หายไป เราคงไม่ได้พบกันนะ

แม้สุดท้ายเราจะเลิกกันไป แต่ถ้าโทรศัพท์หายไปจากโลกนี้ ตอนนั้นเราคงไม่ได้พบกันนะ และคงไม่มีความทรงจำดีๆพวกนั้นที่เกิดขึ้นหรอกนะ

พาร์ทที่สองนี้เล่าเรื่องเพื่อนครับ แต่ที่ผมอินไม่ได้เพราะมิตรภาพอะไรแบบนั้นหรอก แต่มันพูดอะไรที่ใหญ่ทับซ้อนกว่านั้นด้วย เพราะปีศาจเลือกที่จะลบ หนังหรือภาพยนตร์ ให้หายไปจากโลกนี้ ตรงนี้ผมนึกถึงหนังอย่าง Cinema Paradiso (1988) ช่วงนี้ของหนังมันมีมุกที่เอามาจากหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย หลายเรื่องเรารู้จักดี หลายเรื่องเราเคยได้ยิน บางเรื่องเราไม่รู้จัก แต่เชื่อเถอะว่าเราจะสัมผัสความรักในหนังของตัวละครและของคนสร้างได้อย่างดีเลย โดยเฉพาะเราเองที่ขณะดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกำลังโดนแย่งของรักไปด้วย ว่าจะไม่มีหนังเรื่องนี้แล้วเหรอ คิดสมมติอะไรแบบนั้นก็เศร้านะ แต่ในแง่ของพระเอก หนังมันยังเป็นอะไรมากกว่านั้นด้วยเพราะมันคือเครื่องที่ทำให้พบใครสักคน ผูกพันกับใครสักคน พูดคุยถูกคอกันในเรื่องเดียวกัน และในวันสุดท้ายของชีวิตผมชอบที่พระเอกเขาคุยกันโดยยกคำพูดจาก The Legend of 1900 ของผู้กำกับคนเดียวกันกับซีเนม่าพาราดิโซ่ที่ว่า “ตราบใดที่มีเรื่องเล่าที่ดี และมีคนที่จะเล่ามัน มันจะยังดำเนินต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด” พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่ผมเสียน้ำตาให้ครั้งแรกครับ

ถ้าหนังหายไป สายใยบางอย่างระหว่างเพื่อนอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น มันคงเหงาเกินไปถ้าเราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าของคนอื่นในโลกใบนี้ก็ได้นะ

ถ้าหนังหายไป สายใยบางอย่างระหว่างเพื่อนอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น มันคงเหงาเกินไปถ้าเราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าของคนอื่นในโลกใบนี้ก็ได้นะ

พาร์ทที่สาม เล่าเรื่องของคนแปลกหน้าที่ชื่อ ทอม ครับ ครั้งนี้ปีศาจเลือกที่จะให้ นาฬิกา หายไป ตรงนี้หนังเล่าถึงครั้งที่พระเอกได้ไปเจอกับหนุ่มนักผจญภัยที่ต่างแดน ทอมมีความคิดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ขังตัวเองไว้ในกรอบของชั่วโมงและนาที เขาทำตามแรงขับดันในตัว ออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ถึงที่สุดในสิ่งที่เขารักเขาชอบ ในขณะที่พระเอกได้แต่มองเขาอย่างไม่เข้าใจดีนัก และเมื่อวันหนึ่งเวลาได้หายไป เช่นเดียวกับเวลาชีวิตของเขาด้วย เขาก็ค้นพบว่าสิ่งสำคัญมันอาจไม่ใช่การมีเวลามากหรือน้อย แต่คือการได้ใช้ชีวิตอย่างที่พอใจแล้วหรือยังนั่นล่ะ พาร์ทนี้ผมว่าเป็นตัวพัฒนาเรื่องครับ ให้พระเอกคิดเรื่องการมีชีวิตมันสำคัญกว่าสิ่งที่เขาเสียไปไหม ผมว่าคม โชคไม่ดีหนังจงใจสื่อสารไม่แจ่มแจ้งมากครับ ต้องมานั่งคิดนิดหนึ่งถึงเข้าใจ

การมีชีวิตที่อิสระไร้กรอบเวลา เพราะเขาอาจรู้ว่าเวลาชีวิตมีจุดสิ้นสุดก็ได้นะ

การมีชีวิตที่อิสระไร้กรอบเวลา เพราะเขาอาจรู้ว่าเวลาชีวิตมีจุดสิ้นสุดก็ได้นะ

พาร์ทสุดท้าย ก็ตามคาดครับ ในที่สุดปีศาจก็เลือกที่จะให้ แมว หายไปครับ ตรงนี้บอกได้แค่ว่าเกี่ยวกับปมในใจพระเอกเกี่ยวกับครอบครัวครับ ไม่ขอเล่ารายละเอียดเลยแล้วกัน เพราะมันเป็นบทสรุปคำตอบของพระเอกแล้ว อยากให้ไปดูครับ พาร์ทนี้ผมเสียน้ำตาให้หนังเป็นครั้งที่สองครับ  หลังจากจบพาร์ทนี้ ก็นั่งฟังเพลงอิ่มใจมากๆครับ

6-reason-If-CATS8

สรุป ผมว่าเป็นหนังที่ดีเลยล่ะครับ มันไม่ได้เจาะไปที่ความสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่ง แต่พูดถึงชีวิตทั้งชีวิตเลย ดูแล้วครุ่นคิด ดูแล้วรู้สึกกับมัน จบออกมาผมเชื่อว่าหลายๆคนจะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรสำคัญกับตัวเอง แล้วเราจะมีชีวิตที่เราพอใจ อิ่มใจได้ครับ แบบไม่สนเลยว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้มีชีวิตต่อก็ไม่เสียใจอะไร

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] All The Money In The World ฆ่า ไถ่ อำมหิต – การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษาสันดานก่อนตัดสินใจ

Published

on

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดขายแบบไม่ตั้งใจจนเกินหน้าเกินตาตัวหนังเห็นจะเป็นการแก้ปัญหาแบบสุดโต่งของผู้สร้าง All The Money In The World ที่ตัดสินใจควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญถ่ายซ่อมทุกฉากของ เควิน สเปซีย์ ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้ หลังเกิดข่าวล่วงละเมิดทางเพศอันฉาวโฉ่ โดยเลือก คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทั้งที่มีเวลาถ่ายทำเพียง 8 วันจนได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแทบทุกสถาบัน เหลืออย่างเดียวที่หนังต้องพิสูจน์นั่นคือการหยิบเรื่องราวการลักพาตัวหลานของมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแต่ตีราคากับของทุกสิ่งจนแม่แท้ๆต้องพยายามอ้อนวอนขอเงินปู่มาไถ่ชีวิตลูกตัวเองจะทำออกมาอีท่าไหนกันแน่


ภาพเทียบ เควิน สเปซีย์ (ซ้าย) กับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ขวา) ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้


โดยเรื่องราวที่ว่าเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ จอห์น พอล เก็ตตี้ที่สาม (ชาร์ลี พลัมเมอร์) ถูกจับไปเรียกค่าไถ่กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี และด้วยเป็นหน่อเนื้อสกุลเก็ตตี้ทำให้ เกล (มิเชลล์ วิลเลียมส์) แม่ของพอลพยายามทำทุกทางเพื่อหวังให้ จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) คุณปู่มหาเศรษฐีสุดเย็นชา ยอมเจียดเงินมาจ่ายค่าไถ่ให้โจรแต่การจะเปลี่ยนใจคนใจหินที่เห็นเงินดีกว่าหลานนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายโดยงานนี้เกลหวังพี่งพาได้เพียงเฟลตเชอร์ เชส (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อดีตซีไอเอผู้ช่วยที่เก็ตตี้คนปู่หวังให้ไปเจรจาลดค่าไถ่จากโจร



แน่นอนล่ะว่าการได้เรื่องราวเรียกค่าไถ่สะเทือนประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ ปรุงแต่งให้เรื่องราวมีความแตกต่างจากหนังเรียกค่าไถ่อื่นๆก็ตรงที่การใส่รายละเอียดและสร้างมิติให้ตัวละครทุกตัวด้วยภาษาภาพยนตร์จนเรื่องราวดูสมจริงและแทบไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือผู้ร้ายที่แท้จริงในเหตุการณ์นี้ได้เลยสักคนโดยเฉพาะออกแบบสภาวะแวดล้อมตัวละครตัวละครอย่าง จอห์น พอล เกตตี้ ซีเนียร์ ที่มีทั้งความเย็นชาและว้าเหว่ ภายใต้บ้านหลังใหญ่โตเต็มไปด้วยสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลแต่กลับมีแสงเพียงเล็กน้อยพอสาดส่องให้เขาเห็นเพียงมูลค่าน้ำมันบนกระดาษเพื่อสะท้อนความเป็นเศรษฐีที่หมดความเชื่อใจและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ทำให้ทั้งเรื่องนอกจากจะต้องมานั่งลุ้นว่าเกลและเฟลตเชอร์จะช่วยพอลได้ไหม เรายังต้องมาลุ้นให้คุณปู่ขี้ตืดยอมใจอ่อนและมีมนุษยธรรมซักทีซึ่งนับว่าเป็นการสร้างตัวละครที่ชาญฉลาดมาก ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครฝั่งโจรอย่างซินควอนต้า (โรแมง ดูริส) ที่แม้ใบหน้าจะดูโหดเหี้ยมแต่กลับเปี่ยมน้ำใจจนเป็นเพียงทางรอดเดียวของพอลท่ามกลางคนโฉดที่ลักพาตัวเขามาก็ยังสร้างทั้งความขบขันและไม่น่าไว้วางใจให้กับเรื่องราวได้ลุ้นระทึกกันไปอีกขั้นอีกด้วย



ไม่เพียงเท่านั้น ริดลีย์ สก็อตต์ ยังสามารถควบคุมจังหวะจะโคนในแต่ละฉากให้คนดูได้ลุ้นระทึกกันตลอดแถมยังล่อหลอกคนดูกันไม่เว้นแต่ละซีน ทั้งการใช้โมทีฟหรือวัตถุกระตุ้นเรื่องอย่างรูปสลักที่ถูกวางให้กลายเป็นของมีค่าในต้นเรื่องก่อนความจริงจะเปิดเผยซึ่งนอกจากจะช่วยก่อร่างสร้างความระทึกให้กับเรื่องราวแล้วมันยังส่งเสริมกับธีมหลักของเรื่องอันว่าด้วยคุณค่าที่มนุษย์ปั้นแต่งให้สิ่งต่างๆและช่วยเปิดปมตัวละครในตระกูลเก็ตตี้ที่แทบไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยสิ่งใดนอกจากทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แถมหนังยังมีจุดชวนหัวอย่างความโง่เขลาเบาปัญญาของโจรหรือแม้กระทั่งจุดที่ล่อหลอกคนดูให้เชื่อว่า พอล ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะตลบหลังคนดูจนเราไม่อาจคาดเดาทิศทางของเรื่องราวได้อีก ซึ่งส่วนนี้คงต้องชื่นชม เดวิด สการ์ปา มือเขียนบท The Last Castle (2001) ที่สามารถสรุปเรื่องราวจากหนังสือบันทึกความทรงจำสู่บทหนังระทึกขวัญครบรสทั้งความบันเทิงและไม่ด้อยด่าในแง่การส่งเสริมให้คนเกิดพุทธิปัญญา



ท้ายสุด แน่นอนล่ะว่าใครก็คงต้องชื่นชม คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่สามารถสวม จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ ได้อย่างลุ่มลึกและสามารถขโมยซีนได้ทุกฉากที่ปรากฎตัว โดยแทบจะกลืนกินและกลายเป็นตัวละครมหาเศรษฐีใจหินได้อย่างแทบไม่ต้องพยายาม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจมองข้าม มิเชลล์ วิลเลียมส์ ในบท เกล แม่ผู้พยายามทำทุกทางให้ได้ลูกกลับมา ทั้งสีหน้าแววตาและการแสดงที่นำพาอารมณ์ตัวละครให้คนดูได้รู้สึกพังทลายตามเธอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้จริงๆ จนบางทีสาเหตุที่มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยอมบริจาคส่วนต่างจากการถ่ายซ่อมถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญเข้ากองทุนต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในนามมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ น่าจะเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมของค่าจ้างที่เขาได้มากกว่ามิเชลล์เป็นร้อยเท่านั่นเอง

สรุปแล้ว All The Money In The World นับเป็นหนังระทึกขวัญที่มีการแสดงระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นไฮไลต์สำคัญในหนังที่ล่อหลอกคนดูจนเดาทางไม่ถูก และยังสอนสัจธรรมเรื่องทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!