Connect with us

ภาพยนตร์

If Cats Disappeared From the World ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้: สั้นๆเลย ซึ้ง ชอบ (T^T)

Published

on

เป็นหนังญี่ปุ่นที่ผมรอดูมากสุดเรื่องหนึ่งเลยกับ If Cats Disappeared From the World หรือชื่อไทย ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ คือแบบว่าตัวอย่างหนังนี่ได้อารมณ์มากๆโปรดักชั่นดูดีไม่เบา นักแสดงก็ไม่ได้แบบจับมาส่งๆ ทั้งพล็อตที่แบบเจ๋งมากๆซึ่งสร้างจากนิยายยอดนิยม และหนังแนวนี้ของญี่ปุ่นมักจะดีโคตรๆด้วย และสุดท้ายเครดิตคนเขียนบทจากหนังที่ผมชอบเอามากๆเรื่องหนึ่งอย่าง Be With You (2004)ด้วย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หนังเรื่องหนึ่งดึงดูดผมเข้าไปดูแต่แรกๆถ้ามีโอกาส แล้วก็โชคดีสำหรับบ้านเรามากๆที่ไม่ต้องรอคอยกันนาน ได้ดูต่อจากญี่ปุ่นแบบห่างกันไม่ถึงเดือนแบบนี้ด้วยแล้ว โคตรอยากดูเลยขอบอก

52a0c26aef0cef2e6974763dff5a1a76673e513b

ญี่ปุ่นเพิ่งเข้าไปเมื่อวันที่ 14 นี้เองครับ

ตรงนี้ก็ขออนุญาตรีวิวแบบไม่สปอยล์ โดยจะพูดเท่าที่ตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาเท่านั้น และแบบสปอยล์นิดหน่อยไม่กระทบไคลแมกซ์ของหนังแล้วกันนะครับ เพราะจะเล่าความดีงามของหนังโดยไม่เล่าเนื้อในเลยสักนิดนี่ก็ยากอยู่

แบบไม่สปอยล์

หนังดัดแปลงจากนิยายชื่อ 世界から猫が消えたなら, Sekai kara neko ga kietanara ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว เป็นผลงานการเขียนของ เกนคิ คาวามูระ โปรดิวเซอร์หนังดาวรุ่งมากความสร้างสรรค์ที่ผ่านงานอย่าง Kokuhaku (Confessions) (2010) และ Attack On Titan (2015) มาแล้ว โดยเล่าถึงบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ที่มักตัวติดอยู่กับเจ้าแมวที่ชื่อ “แคบเบจ (กะหล่ำ)” ตลอดเวลา แต่โชคร้ายวันหนึ่งเขาพบว่ากำลังจะตายในวันรุ่งขึ้นด้วยโรคที่ไม่มีทางรักษา ทางรอดเดียวของเขาคือการรับข้อเสนอของปีศาจ ที่ว่า “เขาจะมีชีวิตต่อไปได้อีกครั้งละ 1 วัน แลกกับการให้ของ 1 ชิ้นบนโลกนี้หายไป” เขาจะยอมแลกทุกอย่างได้หรือไม่ แล้วกับของชิ้นสำคัญของเขาล่ะ….

นิยายฉบับภาษาไทย พิมพ์โดย Maxx Publishing

นิยายฉบับภาษาไทย พิมพ์โดย Maxx Publishing นิยายดังมากถึงขนาดมีเวอร์ชั่นมังงะออกมาด้วย

หนังได้มือเขียนบทที่ผมถือว่าดัดแปลงนิยายมาเป็นบทหนังได้เก่งคนหนึ่ง นั่นคือ โยชิคาสึ โอคาดะ คนที่เขียนบทให้ Be With You หนังรักหวานอบอุ่นในใจใครหลายๆคนที่ทำให้ตุ๊กตาไล่ฝนกลายเป็นภาพจำของหนังไปเลย เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ แมว กลายมาเป็นของสำคัญที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่ลึกซึ้งมากๆอย่างเรื่องว่า อะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา? ให้ออกมาน่ารักและซาบซึ้งทีเดียวล่ะ

หนังยังมีจุดดีคือในการเล่าเรื่องที่ค่อยๆเปิดเผยสายสัมพันธ์ หรือแง่มุมบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ได้รอบด้าน จากแต่ละมุมมองของตัวละคร ซึ่งพอมันประกอบกันครบ มันคือการเค้นน้ำตาที่โอเคสำหรับผมเลยล่ะ มันฉลาดและมันซาบซึ้ง ทั้งยังมีมุกให้อมยิ้มเป็นระยะๆด้วย เหมือนตอนที่รู้สึกกับ Be With You แต่คงไม่ถึงเรื่องนั้นที่การเผยความลับในช่วงท้ายเป็นตัวสร้างไคลแม็กซ์ หนังเรื่องนี้ต่างไปตรงมันไม่ได้ช็อกเราแบบนั้น มันเหมือนหมัดแย๊บที่ทะยอยปล่อยมาเก็บแต้มมากกว่า มันไม่ได้พูดแค่ในเรื่องความรักของหญิงสาว มันยังพูดถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อน และความผูกพันของคนในครอบครัวด้วย คือคิดดีๆมันพูดเรื่องความสัมพันธ์ในทุกระดับที่เราต้องเจอในชีวิตเลยล่ะ และเมื่อหนังชกครบทุกยกที่มันนำเสนอเราจะรู้สึกถึงสาระสำคัญของหนัง ว่าชีวิตมันสวยงามขนาดไหน

คนเขียนบทเดียวกันกับ Be With You ลีลาการเล่าแบบหลายมุมมองที่เอามาเค้นตอนท้ายยังเจ๋งเช่นเดิม

คนเขียนบทเดียวกันกับ Be With You ลีลาการเล่าแบบหลายมุมมองที่เอามาเค้นตอนท้ายยังเจ๋งเช่นเดิม

ตรงนี้ก็เป็นทั้งจุดดีและจุดด้อยเหมือนกัน เพราะในทางหนึ่งผมรู้สึกว่าความซับซ้อนของมันทำให้หยุดฉุกคิดถึงเรื่องอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลังอะไรเกิดจริงอะไรไม่เกิดบ้าง ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำคัญอะไรในหนังหรอก แต่เชื่อว่าคงมีบางคนหลุดไปเพราะมัวครุ่นคิดจับผิดแบบนี้เหมือนกัน ตรงนี้ก็อยากบอกว่าเหมือนที่ตัวละครในหนังมักยืมคำพูดของ บรู๊ซ ลี จาก Enter The Dragon มาพูดบ่อยๆว่า หยุดคิด แล้วจงใช้ความรู้สึกซะ แล้วคุณจะพบว่าหนังมีอะไรให้สนใจมากกว่านั้น

หนังยังได้ทีมนักแสดงที่ผมว่าเล่นได้ดีมากๆ คือไม่ได้เล่นใหญ่เล่นเยอะอะไรหรอกแต่ทำให้เชื่อจริงๆว่าคือคนที่เจอตามท้องถนนได้ ทั้งตัวหลักอย่างพระเอก ทาเครุ ซาโต้ ที่ดังมากๆ หลายคนคงคุ้นเขาจากบทบาท เคนชิน ในหนังที่ดัดแปลงจากมังงะเรื่อง ซามูไรพเนจร (2012) หรือจะเป็นนางเอกอย่าง อาโออิ มิยาซากิ ที่เคยเล่นเป็น นานะ คนหวานในหนังที่ดัดแปลงจากมังงะเรื่อง นานะ  (2005) รวมถึงนักแสดงสมทบที่ดีมากๆอย่างดาราหน้าเป็น กาคุ ฮามาดะ ในบทเพื่อนพระเอก เมโกะ ฮาราดะ ดาราสุดเก๋าที่มีผ่านงานอย่าง Ran (1985) ของ ปรมาจารย์อากิระ คุโรซาวะ มาแล้วในบทแม่พระเอก ร่วมกับดาราผู้กำกับรุ่นเดียวกันอย่าง ไอจิ โอคุดะ ในบทพ่อพระเอก และ อิเตะ โอคุโนะ ในบทสมทบชายพเนจร และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นเจ้า PUMP แมวคุณลุงวัย 13 ปี (เทียบอายุคนก็ 70 ปี ต้องคุณตาสิ 555) ที่พระเอกของเราบอกว่าแสดงได้เก่งสุดในหนัง คือจริงๆมันบอกยากล่ะนะว่ามันแสดงเก่งมั้ย แต่มันน่ารักล่ะทำให้เราทาสแมวรู้สึกสบายใจที่มีมันบนจอในช่วงเวลาร้ายๆ ซึ่งคงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ตัวเอกรู้สึกในวันที่รู้ว่าจะตายล่ะนะ

ทีมนักแสดง ไล่ไปตั้งแต่พระเอก เพื่อนพระเอก คุณพ่อ แฟนสาว และคุณแม่

ทีมนักแสดง ไล่ไปตั้งแต่พระเอก เพื่อนพระเอก คุณพ่อ แฟนสาว และคุณแม่

เจ้า PUMP แมวดาวเด่นของหนังในบทของ แคบเบจ หรือเจ้ากระหล่ำ

เจ้า PUMP แมวดาวเด่นของหนังในบทของ แคบเบจ หรือเจ้ากระหล่ำ

คือปกติไม่ค่อยไล่รายชื่อนักแสดงแบบนี้นะ แต่แบบชอบการแสดงของทีมนี้จริงๆ โดยเฉพาะอิเตะ โอคุโนะ ที่ถึงจะโผล่มามีบทบาทแค่ช่วงสั้นๆแต่ก็รู้สึกว่าเขาจริงและมีของมากๆ ดาราสมทบยังขนาดนี้ ดาราหลักไม่ต้องพูดถึงเล่นกันแบบน่าจดจำมากๆ ชอบตรงรู้สึกว่าพวกเขาจริงหมดเลย ผมเชื่อในตัวละครพวกนี้จริงๆ

โปรดักชั่นเองก็ดีมากๆนะ คือหนังญี่ปุ่นแบบที่พิถีพิถันมากๆแบบนี้เราจะดูออก ภาพแสงมันต่างจากหนังที่ตีหัวเข้าบ้านแบบป๊อปๆอยู่ คือแสงญี่ปุ่นเนี่ยสวย จัดแสงดีๆภาพมันจะงามมาก แต่นั่นล่ะมันต้องหนังที่มีคุณค่าในระดับหนึ่งด้วยถึงจะได้ฟีลแบบนี้ คือเราดูตัวอย่างเราจะเห็นความต่างเลยล่ะระหว่างหนังดีๆแบบนี้ กับหนังที่ทำเอาเงินทั่วๆไป อันนี้ชมไปถึงผู้กำกับที่ผลงานหนังไม่มากเรื่องแต่คุมงานได้เยี่ยมอย่าง อากิระ นากาอิ ว่าทำได้ดี ถึงจะไม่ได้สวยงามแบบตะลึง แต่ผมพบว่ามันสวยงามพอดีกับอารมณ์ของหนังมากๆเลยนะ หม่นๆ อุ่นๆ

ภาพสวย ชวนเหงาและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ภาพสวย ชวนเหงาและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ที่ต้องพูดถึงอีกอย่างที่เด่นมาตั้งแต่ตัวอย่างหนังละ คือเพลงประกอบ มันดีมากครับ ยิ่งดูหนังจบอยากบอกว่าอย่ารีบลุก นั่งฟังนั่งอ่านคำแปลเพลงตอนท้าย มันอิ่มมาก ได้รู้ว่าเป็นผลงานชื่อ  Hizumi (ひずみ) ของนักร้องวัย 17 ปีมากฝีมือชื่อ HARUHI ด้วย นี่ต้องไปหายูทูบฟังต่อระหว่างเขียนรีวิวนี่เลย ชอบมากกก

สรุป ความรู้สึกหลังดู ก็คงบอกได้ว่า นี่เป็นหนังที่ไม่ได้จับกลุ่มทาสแมวอะไรอย่างที่เข้าใจไปตอนแรก แต่มันจับคนในแง่ความเป็นมนุษย์ทั่วๆไปที่เราจับต้องได้ โดยเฉพาะตัวเราเอง ที่ดูไปก็คงตั้งคำถามไปพร้อมตัวเอกว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตเราที่ยิ่งไปกว่าแค่การมีชีวิต และถึงวอลเลย์บอลโอลิมปิกจะทำให้บางคนพาลไม่ค่อยชอบอะไรๆที่มาจากญี่ปุ่นนัก แต่ผมอยากจะบอกว่าการพลาดหนังเรื่องนี้คุณอาจจะพลาดโอกาสเติมเต็มความโรแมนติกในการเป็นมนุษย์ไปเลยก็ได้นะ เสียดายครับหนังเข้าไม่กี่โรง แต่ไงก็เชียร์คนที่ชอบแนวนี้ต้องหาโอกาสไปดูนะครับ

แบบสปอยล์ เล่าเนื้อหาบ้าง แต่ไม่เล่าจุดไคลแม็กซ์นะครับ

หนังมันมีหลักๆน่าจะ 4 พาร์ทเลยล่ะ ตามของที่ต้องสูญเสียไปแต่ละครั้ง คือมันมีความเป็นหนังหลายเรื่องที่อยู่ในหนังเรื่องนี้นะ ถึงภาพรวมมันจะพูดเรื่องการแลกของสำคัญของพระเอกกับปีศาจเพื่อต่อชีวิต แต่สิ่งของแต่ละอย่างที่พระเอกต้องเสียไปมันผูกความหมายกับสิ่งอื่นที่เหนือกว่ามากๆ โดยปีศาจจะให้โอกาส 1 วันในการใช้ชีวิตกับสิ่งนั้นก่อนโดนลบไป ตรงนี้เป็นโอกาสที่หนังจะพาพระเอกไปค้นพบความหมายของสิ่งของนั้นครับ อย่างในตัวอย่างเราจะเห็นว่าพระเอกเสียโทรศัพท์ไปเป็นอย่างแรก ซึ่งจะมีฉากนางเอกพูดกับพระเอกว่า “ฉันไม่อยากให้โทรศัพท์หายไปจากโลกนี้หรอกนะ เพราะหากเป็นอย่างนั้นเราคงจะไม่ได้เจอกัน” โทรศัพท์ที่พระเอกเสียไปจึงไม่ใช่เพียงตัวเครื่องเท่านั้น แต่หมายถึงความสัมพันธ์กับนางเอกด้วย ตรงนี้ก็มีมุมแบบคนรักเก่ามาเจอกันอยู่นะ แต่เอาจริงๆ ผมอินกับพาร์ทต่อไปมากกว่าซึ่งคิดว่าคนเขียนบททำได้ดีมาก

ถ้าโทรศัพท์หายไป เราคงไม่ได้พบกันนะ

แม้สุดท้ายเราจะเลิกกันไป แต่ถ้าโทรศัพท์หายไปจากโลกนี้ ตอนนั้นเราคงไม่ได้พบกันนะ และคงไม่มีความทรงจำดีๆพวกนั้นที่เกิดขึ้นหรอกนะ

พาร์ทที่สองนี้เล่าเรื่องเพื่อนครับ แต่ที่ผมอินไม่ได้เพราะมิตรภาพอะไรแบบนั้นหรอก แต่มันพูดอะไรที่ใหญ่ทับซ้อนกว่านั้นด้วย เพราะปีศาจเลือกที่จะลบ หนังหรือภาพยนตร์ ให้หายไปจากโลกนี้ ตรงนี้ผมนึกถึงหนังอย่าง Cinema Paradiso (1988) ช่วงนี้ของหนังมันมีมุกที่เอามาจากหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย หลายเรื่องเรารู้จักดี หลายเรื่องเราเคยได้ยิน บางเรื่องเราไม่รู้จัก แต่เชื่อเถอะว่าเราจะสัมผัสความรักในหนังของตัวละครและของคนสร้างได้อย่างดีเลย โดยเฉพาะเราเองที่ขณะดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกำลังโดนแย่งของรักไปด้วย ว่าจะไม่มีหนังเรื่องนี้แล้วเหรอ คิดสมมติอะไรแบบนั้นก็เศร้านะ แต่ในแง่ของพระเอก หนังมันยังเป็นอะไรมากกว่านั้นด้วยเพราะมันคือเครื่องที่ทำให้พบใครสักคน ผูกพันกับใครสักคน พูดคุยถูกคอกันในเรื่องเดียวกัน และในวันสุดท้ายของชีวิตผมชอบที่พระเอกเขาคุยกันโดยยกคำพูดจาก The Legend of 1900 ของผู้กำกับคนเดียวกันกับซีเนม่าพาราดิโซ่ที่ว่า “ตราบใดที่มีเรื่องเล่าที่ดี และมีคนที่จะเล่ามัน มันจะยังดำเนินต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด” พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่ผมเสียน้ำตาให้ครั้งแรกครับ

ถ้าหนังหายไป สายใยบางอย่างระหว่างเพื่อนอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น มันคงเหงาเกินไปถ้าเราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าของคนอื่นในโลกใบนี้ก็ได้นะ

ถ้าหนังหายไป สายใยบางอย่างระหว่างเพื่อนอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น มันคงเหงาเกินไปถ้าเราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าของคนอื่นในโลกใบนี้ก็ได้นะ

พาร์ทที่สาม เล่าเรื่องของคนแปลกหน้าที่ชื่อ ทอม ครับ ครั้งนี้ปีศาจเลือกที่จะให้ นาฬิกา หายไป ตรงนี้หนังเล่าถึงครั้งที่พระเอกได้ไปเจอกับหนุ่มนักผจญภัยที่ต่างแดน ทอมมีความคิดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ขังตัวเองไว้ในกรอบของชั่วโมงและนาที เขาทำตามแรงขับดันในตัว ออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ถึงที่สุดในสิ่งที่เขารักเขาชอบ ในขณะที่พระเอกได้แต่มองเขาอย่างไม่เข้าใจดีนัก และเมื่อวันหนึ่งเวลาได้หายไป เช่นเดียวกับเวลาชีวิตของเขาด้วย เขาก็ค้นพบว่าสิ่งสำคัญมันอาจไม่ใช่การมีเวลามากหรือน้อย แต่คือการได้ใช้ชีวิตอย่างที่พอใจแล้วหรือยังนั่นล่ะ พาร์ทนี้ผมว่าเป็นตัวพัฒนาเรื่องครับ ให้พระเอกคิดเรื่องการมีชีวิตมันสำคัญกว่าสิ่งที่เขาเสียไปไหม ผมว่าคม โชคไม่ดีหนังจงใจสื่อสารไม่แจ่มแจ้งมากครับ ต้องมานั่งคิดนิดหนึ่งถึงเข้าใจ

การมีชีวิตที่อิสระไร้กรอบเวลา เพราะเขาอาจรู้ว่าเวลาชีวิตมีจุดสิ้นสุดก็ได้นะ

การมีชีวิตที่อิสระไร้กรอบเวลา เพราะเขาอาจรู้ว่าเวลาชีวิตมีจุดสิ้นสุดก็ได้นะ

พาร์ทสุดท้าย ก็ตามคาดครับ ในที่สุดปีศาจก็เลือกที่จะให้ แมว หายไปครับ ตรงนี้บอกได้แค่ว่าเกี่ยวกับปมในใจพระเอกเกี่ยวกับครอบครัวครับ ไม่ขอเล่ารายละเอียดเลยแล้วกัน เพราะมันเป็นบทสรุปคำตอบของพระเอกแล้ว อยากให้ไปดูครับ พาร์ทนี้ผมเสียน้ำตาให้หนังเป็นครั้งที่สองครับ  หลังจากจบพาร์ทนี้ ก็นั่งฟังเพลงอิ่มใจมากๆครับ

6-reason-If-CATS8

สรุป ผมว่าเป็นหนังที่ดีเลยล่ะครับ มันไม่ได้เจาะไปที่ความสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่ง แต่พูดถึงชีวิตทั้งชีวิตเลย ดูแล้วครุ่นคิด ดูแล้วรู้สึกกับมัน จบออกมาผมเชื่อว่าหลายๆคนจะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรสำคัญกับตัวเอง แล้วเราจะมีชีวิตที่เราพอใจ อิ่มใจได้ครับ แบบไม่สนเลยว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้มีชีวิตต่อก็ไม่เสียใจอะไร

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] COLD SKIN: คนหรือผีที่น่ากลัวกว่ากัน?

Published

on

เป็นงานหนังสยองขวัญบนเกาะร้างอีกหนึ่งเรื่องจาก Xavier Gens ผู้กำกับหนังคอหนังแนวนี้อาจคุ้นกันดีจาก The Devide, The Crucifixion หรือ Frontière(s) ซึ่งผลงานเรื่องล่าสุดของเขา Cold Skin ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีของ Albert Sánchez Piñol ซึ่งพลอตเรื่องนั้นไม่มีอะไรมาก เมื่อชายหนุ่มไปรับงานเฝ้าเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อตกกลางคืนเขาก็ต้องพบกับเหตุการณ์สุดสะพรึงที่มาเคาะประตูถึงหน้าบ้านของเขา!

ณ สุดชายขอบของมหาสมุทรแอนตาร์กติก ชายหนุ่มนายหนึ่ง (เดวิด ออเกส) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นักอุตุนิยมวิทยาประจำเกาะอันแสนห่างไกล เมื่อเขาเดินทางไปถึงก็ได้พบกับประภาคารเก่า ๆ แต่กลับไม่มีร่องรอยของเจ้าหน้าที่อุตุฯ คนเก่า เหลือเพียงชายเสียสติคนหนึ่ง (เรย์ สตีเวนสัน) ที่ให้คำตอบแค่ว่าเจ้าหน้าที่นายนั้นเสียชีวิตจาก ‘ไข้รากสาด’ และเรื่องราวนับจากที่เขาได้เข้ามาดูแลเกาะแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความหายนะและน่าสะพรึงกลัวในยามค่ำคืน เมื่อมีจู่ ๆ ก็มีฝูงพรายน้ำลึกลับคนออกอาละวาดและตามล่าเขา อะไรคือคำตอบ ท่ามกลางบ้านไม้เก่า ๆ ประภาคารที่กุมความลับต่าง ๆ ไว้

แม้ว่าจะมีตัวละครเล่นกันแค่ 2-3 คน แต่ด้วยพลอตเรื่องที่ซุกซ่อนปมไว้หลายอย่าง ก็ทำให้ตัวหนังมีอะไรให้ค้นหาและน่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดเผยโฉมหน้าของผีพรายน้ำ ในลักษณะที่มนุษย์ถูกคุกคามจนต้องหาทางกำจัด อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังเดินไป ไม่มีพระเอกผู้ร้าย ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ปมต่าง ๆ คำถามต่าง ๆ เริ่มผุดขึ้นมาถามคนดู ถึงการกระทำของมนุษย์ที่เริ่มจากการป้องกันตัว นำไปสู่การเบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก ทั้งกายและใจ ใครกันแน่ที่โหดร้าย ใครกันแน่ที่น่ากลัวที่สุด

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่ทำได้ดีเลยก็คือ เรื่องงานโปรดักชัน ไม่ว่าจะเป็นโลเกชัน คอสตูม แคสติ้งนักแสดง รวมทั้งงานภาพที่ถือเป็นหนังทริลเลอร์สไตล์หม่น ๆ ที่ภาพสวยมากเรื่องหนึ่งเลย รวมทั้งฉากต่อสู้ไล่ล่าฆ่าฟันกันก็ทำออกมาสนุกและโหดเหี้ยมสมจริง แต่จะมามีปัญหาหน่อยก็อาจจะเป็นการเดินเรื่องที่ค่อนข้างเนิบนาบไปนิด มีหักมุมให้เซอร์ไพรส์อยู่บ้างแต่กลับไม่มีจุดพีค ทั้งที่ตัวหนังก็ผสมผสานความน่ากลัวและความน่ารักในการปรากฏตัวของผีพรายมาได้ลงตัวดีแล้วแท้ ๆ ถือว่าน่าเสียดายที่น่าจะทำได้ระทึกกว่านี้อีกหน่อย

อย่างไรก็ตาม เมสเซจของเรื่องนั้นก็ถือว่าน่าสนใจและวางตำแหน่งเอาไว้ได้ดี ให้คนดูไปตีความเอาเอง จากที่เราได้เห็น แท้จริงแล้วสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดคือใคร จิตใจของมนุษย์ซุกซ่อนความคิดซับซ้อนต่าง ๆ ไว้มากมาย การลุ่มหลงในมายาคติ ความรักและความเดียวดายที่กลายเป็นภาพหลอนไปสร้างรอยแผลในใจให้คนคนหนึ่ง มนุษย์ที่อ้างว่าตัวเองมีวิวัฒนาการสูงสุด ฉลาดที่สุดนั้น มันไปด้วยกันกับการกระทำที่ป่าเถื่อนหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ ไม่มีเทวดานางฟ้าห่าเหวใด ๆ ที่คนชอบอุปโลกและหลอกตัวเองกันมารุ่นสู่รุ่น มันแสดงให้เห็นเพียงสันดานดิบที่แสนจะเลือดเย็น และไม่เคยจางหายไปจากคนเราเลยต่างหาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]A Better Tomorrow 2018 โหด เลว ดี 2018 – คิด รีเมค หนัง จอห์น วู ต้องทำใจ

Published

on

โจวข่าย (หวังข่าย) นักลักลอบของเถื่อนถูกหักหลังจนเข้าคุกพร้อมตราบาปที่ทำให้พ่อถูกฆ่าและสร้างความผิดหวังให้  โจวเชา (หม่าเทียนหยู) น้องชายที่เป็นตำรวจน้ำดี แต่หลังออกจากคุกนอกจากน้องชายจะยังอาฆาตเขาแล้ว อาซาง (อวี๋อ๋ายเล่ย) อดีตลูกกระจ๊อกที่เรืองอำนาจได้สร้างเครือข่ายขนส่งยาเสพย์ติด จนโจวข่ายต้องกลับมาร่วมมือกับ หม่าเคอ (หวังต้าลู่) ลูกน้องผู้ภักดีเพื่อร่วมกันล้างบัญชีแค้นครั้งเก่าและเพื่อปกป้อง โจวเชา และครอบครัวจากเงื้อมมือของอาซาง


เดิมที โหด เลว ดี คือหนังสร้างชื่อให้จอห์น วู เมื่อครั้งออกฉายในปี 1986 ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นทั้งมิตรภาพลูกผู้ชาย ตลอดจนความเท่ของตัวละคร เสี่ยวหม่า ที่ โจว เหวิน ฟะ แสดงก็กลายเป็นภาพจำของแฟนหนังทั่วเอเชียและทั่วโลก จนในปี 2010 เกาหลีได้รีเมค โหด เลว ดี ในชื่อ The Invincible นำแสดงโดยซูเปอร์สตาร์เกาหลีอย่าง จู จินโม,  ซอง ซึงฮอน และ โจ ฮันซอน โดยยกกองมาถ่ายทำฉากต้นเรื่องในประเทศไทยและเปลี่ยนรายละเอียดหลายอย่างทั้งชื่อตัวละคร และให้อาเห่ากับอาเฉียงพลัดพรากกันตั้งแต่เด็ก รวมถึงเปลี่ยนจาก มาเฟียที่ลักลอบขายแม่พิมพ์ธนบัตรปลอมในต้นฉบับเป็น ปืนเถื่อนแทน และดัดแปลงฉากล้างแค้นเลือดสาดของเสี่ยวหม่าให้ไปเกิดในสปานวดไทยแทน แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อเรื่องและฉากในต้นฉบับตั้งแต่ฝันร้ายของ อาเห่า ตอนเปิดเรื่องยันฉากเลือดสาดปิดบัญชีแค้นที่ท่าเรือในตอนจบซึ่งหนังก็ประสบความสำเร็จในประเทศเกาหลีเป็นอย่างดีแม้จะยังเทียบต้นฉบับไม่ได้ก็ตาม



มาถึง โหด เลว ดี 2018 ที่เลือกเปิดเรื่องที่ญี่ปุ่นเพื่อบอกเล่าวีรกรรมความแมนของ โจวข่ายและ หม่าเคอที่ต่อกรกับยากูซ่าที่ญี่ปุ่น และถูกหักหลังจากมาเฟียเจ้าของสายเดินเรือขนของเถื่อน ต่อด้วยปมดราม่าพี่น้องระหว่าง โจวข่าย กับ โจวเชา ที่ต้องบอกว่าหนังให้เวลาปูความสัมพันธ์กับพี่น้องคู่นี้น้อยเกินไป โดยเราจะรับรู้แค่ โจวเชา เป็นตำรวจคอยดูแลพ่อที่เป็นโรคสมองเสื่อม โดยไม่รู้เลยว่าพี่ชายของตนทำงานผิดกฎหมายจนกระทั่งถูกจับด้วยน้ำมือของเขาเอง ซึ่งพอปูที่มาความสัมพันธ์ไม่หนักแน่นพอ เราเลยไม่รู้สึกสะเทือนใจกับชะตากรรมพี่น้องคู่นี้เท่าที่ควร แถมหนังยังสร้างสถานการณ์ที่ไร้เหตุผลหลายอย่างกับพี่น้องคู่นี้ เช่น ตอนโจวข่ายออกจากคุก อยู่ดีๆโจวเชาก็ขับรถไปรับ แล้วฟิวส์ขาดลากตัวลงไปซ้อมกลางทางหลังพี่ชายอยากไหว้หลุมศพพ่อ  หรือแม้กระทั่งการที่โจวเชาสะกดรอยดูโจวข่าย หนังกลับทำออกมาเข้าข่าย ‘แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ’ ไม่มีความบาดหมางหรือไม่เชื่อใจซ่อนอยู่  แต่พอถึงคราวโจวเชาจะงี่เง่าก็บันดาลโทสะใส่โจวข่ายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มิหนำซ้ำการแสดงของทั้ง หวังข่าย และ หม่าเทียนหยู ยังไม่ทำให้เราเชื่อว่าพี่น้องคู่นี้รักกันด้วยสายสัมพันธ์ที่มีมานานและแค้นกันมากด้วยความเชื่อใจที่ถูกทำลาย จนอดเทียบการแสดงของ ตี้หลุง และ เลสลี จาง ในต้นฉบับไม่ได้จริงๆ

ส่วนตัวละครเด่นอย่าง หม่าเคอ ซึ่งเป็นร่างอวตารของเสี่ยวหม่า ตัวละครสร้างชื่อให้ โจวเหวินฟะ ก็ถูกตีความใหม่กลายเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน หน้าหล่อลุคแบดบอย หนังได้ หวังต้าลู่ หรือดาเรน หวัง ดาราหนุ่มหล่อชาวไต้หวันมาสวมบทบาทดังกล่าว แต่ในเมื่อหนังเลือกจะให้ตัวละครนี้มีความเป็นคอเมดี้มากกว่าต้นฉบับ มันเลยขาดความเท่และความสะเทือนใจในแววตาที่เราเคยสัมผัสจากโจวเหวินฟะ รวมถึงการที่หนังเลือกนักแสดงอายุใกล้กันมาร่วมจอ เราเลยไม่ได้สัมผัสมิติที่แตกต่างระหว่างมิตรภาพแบบเพื่อนกับพี่น้องเหมือนในต้นฉบับ นอกจากทรงผมแฟชั่นและท่าคาบลูกอมจูปาจุ๊บที่ไม่ได้น่าจดจำสักนิดเดียว



จะว่าไปก็น่าเห็นใจผู้กำกับ ติงเฉิง (Railroad Tigers, Police Story Lockdown หรือ วิ่ง สู้ ฟัด 2013) ไม่น้อยที่ต้องมารีเมคหนังแอ็คชั่นที่อยู่ในใจคนมาทุกยุคอย่าง โหด เลว ดี ที่ต้นฉบับกลายเป็นงานคลาสสิคไปแล้ว ซึ่งแม้จะอยากสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองด้วยการดัดแปลงบทหนังให้ร่วมสมัยขึ้น หรือการยกกองไปถ่ายถึงญี่ปุ่น เมืองที่มีวัฒนธรรมน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เหมือนเขาจะตระหนักดีว่าแฟนๆคงต้องการเห็นภาพหรือซีนที่คุ้นเคย รวมถึงบรรยากาศเก่าๆบ้าง หนังเลยมุ่งทำการคารวะต้นฉบับตั้งแต่การดีไซน์ฉากบุกร้านอาหารญี่ปุ่นของ หม่าเคอ เพื่อล้างแค้นให้โจวข่ายโดยซ่อนปืนไว้ตามโคนต้นไม้ก่อนเกิดการนองเลือดที่มีทั้งแผ่นดินไหวและซากุระโปรยปราย ( ซึ่งในหนังต้นฉบับจอห์น วู ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากเลือดสาดตอนท้ายของหนัง Taxi Driver ของ มาร์ติน สกอร์เซซี อีกทีนึง) หรือจะเป็นมุกอ้างอิงต้นฉบับทั้งการให้ไปเจอคนคาบไม้จิ้มฟันแล้วชี้ไปที่ ภาพโจวเหวินฟะคาบไม้จิ้มฟัน เพื่ออ้างอิงความดังของหนังปี 1986  และโดยเฉพาะเพลงธีม Love of the past เพลงซึ้งๆก็มาให้ฟังกันทั้งเรื่องทั้งฉบับนักร้องเปิดหมวกตอน โจวข่าย ถูก โจวเชา จับกุม หรือกระทั่งฉากเปิดแผ่นเสียงเพลง Love of the past ร้องโดย เลสลี่ จาง ในหนัง ซึ่งในแง่หนึ่งยอมรับว่ามันเติมเต็มความทรงจำที่แฟนมีต่อหนังต้นฉบับ


เพลง Love of The Past โดย เลสลี จาง


แต่ในทางกลับกันมันกลายเป็นประหนึ่งคำสารภาพกลายๆว่า  โหด เลว ดี 2018 ไม่มีทางเทียบชั้นหนังต้นฉบับได้เลย ทั้งบทหนังที่เขียนมาไม่รัดกุมในแง่ความสัมพันธ์ตัวละครมากพอ ซึ่งนอกจากเรื่องปมพี่น้องที่กล่าวไปแล้ว การสร้างตัวร้ายอย่าง   อาซาง ก็ดูไร้มิติมากเพราะโผล่มาร่วมงานกับ โจวข่าย เพียงแค่ซีนเดียว เรื่องราวในครึ่งหลังก็กลายเป็นผู้ร้ายเต็มตัวแล้ว ผิดกับต้นฉบับที่มีการปูเรื่องความสัมพันธ์และความอิจฉาริษยามาก่อน เลยทำให้ อาซาง ฉบับนี้ดูแบนราบไม่มีมิติความเป็นมนุษย์เท่าใดนัก รวมถึงการลำดับเรื่องราวรวมถึงงานตัดต่อที่เชื่อมต่อแต่ละเหตุการณ์ได้ไม่สัมพันธ์กันนัก บางประเด็นก็ตัดจบซีนฮ้วนๆ การเรียงอารมณ์จากฉากหนึ่งไปอีกฉากดูสะดุดแทบตลอดทั้งเรื่อง และที่ต้องถือเป็นแผลใหญ่ของหนังคงหนีไม่พ้นฉากแอ็คชั่นที่หนังทำออกมาได้น่าเบื่อมาก  ผิดกับต้นฉบับที่ฉากแอ็คชั่นมีการดีไซน์ ท่วงทำนองมาให้มีความต่อเนื่อง สวยงาม และรุนแรงจนนักวิจารณ์และคอหนังยังประทับใจทุกครั้งที่ได้ชม

เอาเป็นว่า โหด เลว ดี 2018 คือหลักฐานชั้นดีเลยว่า หนังฮ่องกงยุค จอห์น วู เรืองอำนาจคือสิ่งที่ไม่อาจทำซ้ำได้ เพราะแก่นแกนหัวใจของ โหด เลว ดี ไม่อาจยืนได้ด้วยเพียงการทำให้หนังมีฉากแอ็คชั่น เยอะที่สุด หรือหวือหวาด้วยเทคนิคอลังการที่สุด แต่คือการสอดประสานระหว่างบทหนังที่ดีมากๆ การดีไซน์ตัวละคร และฉากแอ็คชั่นที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดรวมถึงการสานต่อคติธรรมเรื่อง สัญญาลูกผู้ชาย และบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ที่ จอห์น วู รับมาจากการผู้ช่วยผู้กำกับให้ จางเชอะ ผู้กำกับหนังของชอว์ บราเธอส์  ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังฉบับนี้หลงลืมไประหว่างทางจนหนังออกมาขาดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย

โหด เลว ดี 2018 ฉาย 19 เมษายนนี้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Keys to the Heart: พี่หมัดหนัก กับอัจฉริยะสุดป่วน

Published

on

Keys to the Heart งานหนังดรามาคอเมดีครอบครัวที่พูดถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของสองพี่น้องต่างพ่อ เมื่อจังหวะที่ชีวิตที่ทำให้ โจฮา (อีบยองฮอน) อดีตแชมป์มวยเวทเธอร์เวทผู้กำลังตกอับ ต้องระหกระเหินกลับมาอยู่บ้านแม่ (ยวน ยู จุง) ที่เคยทิ้งเขาไปเมื่อครั้งยังเด็ก และที่นี่ทำให้เขาได้พบกับ จินแท (ปาร์ค จองมิน) น้องชายผู้เป็นออทิสติกระดับ 2 ซึ่งทั้งสองมีแบ็คกราวน์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทำอย่างไรความสัมพันธ์ที่เคยสร้างรอยแผลและปมในใจจะถูกเยียวยากลับมาได้ดังเดิม?

สำหรับหนังเรื่องนี้ได้พระเอกนักบู๊อย่าง อีบยองฮอน ที่ปกติมักจะเห็นงานแอ็คชันของเขาจากฟากฮอลลีวูดบ่อย ๆ คราวนี้พลิกบทบาทมาเล่นดราม่าเต็มตัวเลย ขณะที่ หนุ่ม ปาร์ค จอง มิน เองเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ กับบทบาทของเด็กออทิสติก แต่กลับซ่อนพรวรรค์ในเรื่องความเป็นอัจฉริยะในการเล่นเปียโน ซึ่งบอกเลยว่าสองพี่น้องนี้แคสมาถูกตัวอย่างยิ่ง พอมาจับแต่งองค์ทรงเครื่องแล้ว อินเนอร์ได้ตั้งแต่แรกเห็น

Keys to the Heart พลอตเรื่องง่าย ๆ แต่มีดีที่เล่าเรื่องสนุกปนน่ารัก หนังเผยให้เห็นนิสัยของ โจฮา และ จินแท ที่มาจากการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนมาก ๆ เรียกว่าคนน้อง ดูเนิร์ดหน่อมแน๊ม แต่คนพี่นี่หยาบเถื่อน แข็งกระด้าง เนื้อตัวมีแต่รอยแผลและความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อหนังเดินไปเรื่อย ๆ ความแตกต่างตรงนี้ก็กลายเป็นความสนุกที่ยิ่งดูก็ยิ่งน่าค้นหา อยากรู้อยากเห็นว่า โจฮา จะโหดกับน้องแค่ไหน เมื่อไหร่จะใจอ่อนกับน้องบ้าง แล้วจะดูแลน้องยังไงในเมื่อน้องช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถ้าแม่ไม่อยู่ด้วย

อีกหนึ่งจุดที่ Keys to the Heart กลายเป็นหนังที่ดูแล้วเพลิน ส่วนหนึ่งก็คือได้นักแสดงสาวสวยที่มาสมทบในเรื่องอย่าง ฮัน จี มิน คิม ซอง รยอง และสาวน้อย ชอย รี ด้วย ทุกคนน่ารัก งานดีมาก ดูแล้วสบายตา มาเติมเต็มให้หนังดูซอฟต์และน่ารักขึ้นเป็นกอง

ถ้าไม่นับเรื่องความเป็นอัจฉริยะด้านเปียโนของ จินแท ที่อาจจะดูเวอร์วังไปนิด ที่เหลือนั้นคือดีงาม ไม่ว่าจะเป็นการเดินเรื่อง การพัฒนาของตัวละคร มิติความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร แคสติ้ง เพลงประกอบ ไปจนถึงจังหวะจะโคนในการเปลี่ยนคอเมดี้มาเป็นพาร์ทดราม่าในครึ่งหลัง ที่ต้องบอกว่าจากขำน้ำตาเล็ด ปรับอารมณ์มาเป็นเศร้าหมองชนิดคั้นน้ำตาออกมาเป็นลิตร ๆ ระดับน้อง ๆ The Departure หรือ Tokyo Tower ตามสไตล์หนังเกาหลีขยี้น้ำตา

เมจเซจในหนังเรื่องนี้ดูแล้ว คุณจะมีความอดทนกับคนในครอบครัวหรือคนรอบข้างมากขึ้น คุณจะเข้าใจและอดทนกับความผิดพลาดของคนอื่นมากขึ้น รู้จักการให้อภัยมากขึ้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวหรอก แต่เป็นความสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่มันจะต้องมีความอดทน ความเข้าใจและเรียนรู้ซึ่งกันและกันตลอดเวลา เคารพในความต่างกันของแต่ละคน ก็จะลดอัตตาลงไปได้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!