Connect with us

ภาพยนตร์

If Cats Disappeared From the World ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้: สั้นๆเลย ซึ้ง ชอบ (T^T)

Published

on

เป็นหนังญี่ปุ่นที่ผมรอดูมากสุดเรื่องหนึ่งเลยกับ If Cats Disappeared From the World หรือชื่อไทย ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ คือแบบว่าตัวอย่างหนังนี่ได้อารมณ์มากๆโปรดักชั่นดูดีไม่เบา นักแสดงก็ไม่ได้แบบจับมาส่งๆ ทั้งพล็อตที่แบบเจ๋งมากๆซึ่งสร้างจากนิยายยอดนิยม และหนังแนวนี้ของญี่ปุ่นมักจะดีโคตรๆด้วย และสุดท้ายเครดิตคนเขียนบทจากหนังที่ผมชอบเอามากๆเรื่องหนึ่งอย่าง Be With You (2004)ด้วย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หนังเรื่องหนึ่งดึงดูดผมเข้าไปดูแต่แรกๆถ้ามีโอกาส แล้วก็โชคดีสำหรับบ้านเรามากๆที่ไม่ต้องรอคอยกันนาน ได้ดูต่อจากญี่ปุ่นแบบห่างกันไม่ถึงเดือนแบบนี้ด้วยแล้ว โคตรอยากดูเลยขอบอก

52a0c26aef0cef2e6974763dff5a1a76673e513b

ญี่ปุ่นเพิ่งเข้าไปเมื่อวันที่ 14 นี้เองครับ

ตรงนี้ก็ขออนุญาตรีวิวแบบไม่สปอยล์ โดยจะพูดเท่าที่ตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาเท่านั้น และแบบสปอยล์นิดหน่อยไม่กระทบไคลแมกซ์ของหนังแล้วกันนะครับ เพราะจะเล่าความดีงามของหนังโดยไม่เล่าเนื้อในเลยสักนิดนี่ก็ยากอยู่

แบบไม่สปอยล์

หนังดัดแปลงจากนิยายชื่อ 世界から猫が消えたなら, Sekai kara neko ga kietanara ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว เป็นผลงานการเขียนของ เกนคิ คาวามูระ โปรดิวเซอร์หนังดาวรุ่งมากความสร้างสรรค์ที่ผ่านงานอย่าง Kokuhaku (Confessions) (2010) และ Attack On Titan (2015) มาแล้ว โดยเล่าถึงบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ที่มักตัวติดอยู่กับเจ้าแมวที่ชื่อ “แคบเบจ (กะหล่ำ)” ตลอดเวลา แต่โชคร้ายวันหนึ่งเขาพบว่ากำลังจะตายในวันรุ่งขึ้นด้วยโรคที่ไม่มีทางรักษา ทางรอดเดียวของเขาคือการรับข้อเสนอของปีศาจ ที่ว่า “เขาจะมีชีวิตต่อไปได้อีกครั้งละ 1 วัน แลกกับการให้ของ 1 ชิ้นบนโลกนี้หายไป” เขาจะยอมแลกทุกอย่างได้หรือไม่ แล้วกับของชิ้นสำคัญของเขาล่ะ….

นิยายฉบับภาษาไทย พิมพ์โดย Maxx Publishing

นิยายฉบับภาษาไทย พิมพ์โดย Maxx Publishing นิยายดังมากถึงขนาดมีเวอร์ชั่นมังงะออกมาด้วย

หนังได้มือเขียนบทที่ผมถือว่าดัดแปลงนิยายมาเป็นบทหนังได้เก่งคนหนึ่ง นั่นคือ โยชิคาสึ โอคาดะ คนที่เขียนบทให้ Be With You หนังรักหวานอบอุ่นในใจใครหลายๆคนที่ทำให้ตุ๊กตาไล่ฝนกลายเป็นภาพจำของหนังไปเลย เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ แมว กลายมาเป็นของสำคัญที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่ลึกซึ้งมากๆอย่างเรื่องว่า อะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา? ให้ออกมาน่ารักและซาบซึ้งทีเดียวล่ะ

หนังยังมีจุดดีคือในการเล่าเรื่องที่ค่อยๆเปิดเผยสายสัมพันธ์ หรือแง่มุมบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ได้รอบด้าน จากแต่ละมุมมองของตัวละคร ซึ่งพอมันประกอบกันครบ มันคือการเค้นน้ำตาที่โอเคสำหรับผมเลยล่ะ มันฉลาดและมันซาบซึ้ง ทั้งยังมีมุกให้อมยิ้มเป็นระยะๆด้วย เหมือนตอนที่รู้สึกกับ Be With You แต่คงไม่ถึงเรื่องนั้นที่การเผยความลับในช่วงท้ายเป็นตัวสร้างไคลแม็กซ์ หนังเรื่องนี้ต่างไปตรงมันไม่ได้ช็อกเราแบบนั้น มันเหมือนหมัดแย๊บที่ทะยอยปล่อยมาเก็บแต้มมากกว่า มันไม่ได้พูดแค่ในเรื่องความรักของหญิงสาว มันยังพูดถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อน และความผูกพันของคนในครอบครัวด้วย คือคิดดีๆมันพูดเรื่องความสัมพันธ์ในทุกระดับที่เราต้องเจอในชีวิตเลยล่ะ และเมื่อหนังชกครบทุกยกที่มันนำเสนอเราจะรู้สึกถึงสาระสำคัญของหนัง ว่าชีวิตมันสวยงามขนาดไหน

คนเขียนบทเดียวกันกับ Be With You ลีลาการเล่าแบบหลายมุมมองที่เอามาเค้นตอนท้ายยังเจ๋งเช่นเดิม

คนเขียนบทเดียวกันกับ Be With You ลีลาการเล่าแบบหลายมุมมองที่เอามาเค้นตอนท้ายยังเจ๋งเช่นเดิม

ตรงนี้ก็เป็นทั้งจุดดีและจุดด้อยเหมือนกัน เพราะในทางหนึ่งผมรู้สึกว่าความซับซ้อนของมันทำให้หยุดฉุกคิดถึงเรื่องอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลังอะไรเกิดจริงอะไรไม่เกิดบ้าง ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำคัญอะไรในหนังหรอก แต่เชื่อว่าคงมีบางคนหลุดไปเพราะมัวครุ่นคิดจับผิดแบบนี้เหมือนกัน ตรงนี้ก็อยากบอกว่าเหมือนที่ตัวละครในหนังมักยืมคำพูดของ บรู๊ซ ลี จาก Enter The Dragon มาพูดบ่อยๆว่า หยุดคิด แล้วจงใช้ความรู้สึกซะ แล้วคุณจะพบว่าหนังมีอะไรให้สนใจมากกว่านั้น

หนังยังได้ทีมนักแสดงที่ผมว่าเล่นได้ดีมากๆ คือไม่ได้เล่นใหญ่เล่นเยอะอะไรหรอกแต่ทำให้เชื่อจริงๆว่าคือคนที่เจอตามท้องถนนได้ ทั้งตัวหลักอย่างพระเอก ทาเครุ ซาโต้ ที่ดังมากๆ หลายคนคงคุ้นเขาจากบทบาท เคนชิน ในหนังที่ดัดแปลงจากมังงะเรื่อง ซามูไรพเนจร (2012) หรือจะเป็นนางเอกอย่าง อาโออิ มิยาซากิ ที่เคยเล่นเป็น นานะ คนหวานในหนังที่ดัดแปลงจากมังงะเรื่อง นานะ  (2005) รวมถึงนักแสดงสมทบที่ดีมากๆอย่างดาราหน้าเป็น กาคุ ฮามาดะ ในบทเพื่อนพระเอก เมโกะ ฮาราดะ ดาราสุดเก๋าที่มีผ่านงานอย่าง Ran (1985) ของ ปรมาจารย์อากิระ คุโรซาวะ มาแล้วในบทแม่พระเอก ร่วมกับดาราผู้กำกับรุ่นเดียวกันอย่าง ไอจิ โอคุดะ ในบทพ่อพระเอก และ อิเตะ โอคุโนะ ในบทสมทบชายพเนจร และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นเจ้า PUMP แมวคุณลุงวัย 13 ปี (เทียบอายุคนก็ 70 ปี ต้องคุณตาสิ 555) ที่พระเอกของเราบอกว่าแสดงได้เก่งสุดในหนัง คือจริงๆมันบอกยากล่ะนะว่ามันแสดงเก่งมั้ย แต่มันน่ารักล่ะทำให้เราทาสแมวรู้สึกสบายใจที่มีมันบนจอในช่วงเวลาร้ายๆ ซึ่งคงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ตัวเอกรู้สึกในวันที่รู้ว่าจะตายล่ะนะ

ทีมนักแสดง ไล่ไปตั้งแต่พระเอก เพื่อนพระเอก คุณพ่อ แฟนสาว และคุณแม่

ทีมนักแสดง ไล่ไปตั้งแต่พระเอก เพื่อนพระเอก คุณพ่อ แฟนสาว และคุณแม่

เจ้า PUMP แมวดาวเด่นของหนังในบทของ แคบเบจ หรือเจ้ากระหล่ำ

เจ้า PUMP แมวดาวเด่นของหนังในบทของ แคบเบจ หรือเจ้ากระหล่ำ

คือปกติไม่ค่อยไล่รายชื่อนักแสดงแบบนี้นะ แต่แบบชอบการแสดงของทีมนี้จริงๆ โดยเฉพาะอิเตะ โอคุโนะ ที่ถึงจะโผล่มามีบทบาทแค่ช่วงสั้นๆแต่ก็รู้สึกว่าเขาจริงและมีของมากๆ ดาราสมทบยังขนาดนี้ ดาราหลักไม่ต้องพูดถึงเล่นกันแบบน่าจดจำมากๆ ชอบตรงรู้สึกว่าพวกเขาจริงหมดเลย ผมเชื่อในตัวละครพวกนี้จริงๆ

โปรดักชั่นเองก็ดีมากๆนะ คือหนังญี่ปุ่นแบบที่พิถีพิถันมากๆแบบนี้เราจะดูออก ภาพแสงมันต่างจากหนังที่ตีหัวเข้าบ้านแบบป๊อปๆอยู่ คือแสงญี่ปุ่นเนี่ยสวย จัดแสงดีๆภาพมันจะงามมาก แต่นั่นล่ะมันต้องหนังที่มีคุณค่าในระดับหนึ่งด้วยถึงจะได้ฟีลแบบนี้ คือเราดูตัวอย่างเราจะเห็นความต่างเลยล่ะระหว่างหนังดีๆแบบนี้ กับหนังที่ทำเอาเงินทั่วๆไป อันนี้ชมไปถึงผู้กำกับที่ผลงานหนังไม่มากเรื่องแต่คุมงานได้เยี่ยมอย่าง อากิระ นากาอิ ว่าทำได้ดี ถึงจะไม่ได้สวยงามแบบตะลึง แต่ผมพบว่ามันสวยงามพอดีกับอารมณ์ของหนังมากๆเลยนะ หม่นๆ อุ่นๆ

ภาพสวย ชวนเหงาและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ภาพสวย ชวนเหงาและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ที่ต้องพูดถึงอีกอย่างที่เด่นมาตั้งแต่ตัวอย่างหนังละ คือเพลงประกอบ มันดีมากครับ ยิ่งดูหนังจบอยากบอกว่าอย่ารีบลุก นั่งฟังนั่งอ่านคำแปลเพลงตอนท้าย มันอิ่มมาก ได้รู้ว่าเป็นผลงานชื่อ  Hizumi (ひずみ) ของนักร้องวัย 17 ปีมากฝีมือชื่อ HARUHI ด้วย นี่ต้องไปหายูทูบฟังต่อระหว่างเขียนรีวิวนี่เลย ชอบมากกก

สรุป ความรู้สึกหลังดู ก็คงบอกได้ว่า นี่เป็นหนังที่ไม่ได้จับกลุ่มทาสแมวอะไรอย่างที่เข้าใจไปตอนแรก แต่มันจับคนในแง่ความเป็นมนุษย์ทั่วๆไปที่เราจับต้องได้ โดยเฉพาะตัวเราเอง ที่ดูไปก็คงตั้งคำถามไปพร้อมตัวเอกว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตเราที่ยิ่งไปกว่าแค่การมีชีวิต และถึงวอลเลย์บอลโอลิมปิกจะทำให้บางคนพาลไม่ค่อยชอบอะไรๆที่มาจากญี่ปุ่นนัก แต่ผมอยากจะบอกว่าการพลาดหนังเรื่องนี้คุณอาจจะพลาดโอกาสเติมเต็มความโรแมนติกในการเป็นมนุษย์ไปเลยก็ได้นะ เสียดายครับหนังเข้าไม่กี่โรง แต่ไงก็เชียร์คนที่ชอบแนวนี้ต้องหาโอกาสไปดูนะครับ

แบบสปอยล์ เล่าเนื้อหาบ้าง แต่ไม่เล่าจุดไคลแม็กซ์นะครับ

หนังมันมีหลักๆน่าจะ 4 พาร์ทเลยล่ะ ตามของที่ต้องสูญเสียไปแต่ละครั้ง คือมันมีความเป็นหนังหลายเรื่องที่อยู่ในหนังเรื่องนี้นะ ถึงภาพรวมมันจะพูดเรื่องการแลกของสำคัญของพระเอกกับปีศาจเพื่อต่อชีวิต แต่สิ่งของแต่ละอย่างที่พระเอกต้องเสียไปมันผูกความหมายกับสิ่งอื่นที่เหนือกว่ามากๆ โดยปีศาจจะให้โอกาส 1 วันในการใช้ชีวิตกับสิ่งนั้นก่อนโดนลบไป ตรงนี้เป็นโอกาสที่หนังจะพาพระเอกไปค้นพบความหมายของสิ่งของนั้นครับ อย่างในตัวอย่างเราจะเห็นว่าพระเอกเสียโทรศัพท์ไปเป็นอย่างแรก ซึ่งจะมีฉากนางเอกพูดกับพระเอกว่า “ฉันไม่อยากให้โทรศัพท์หายไปจากโลกนี้หรอกนะ เพราะหากเป็นอย่างนั้นเราคงจะไม่ได้เจอกัน” โทรศัพท์ที่พระเอกเสียไปจึงไม่ใช่เพียงตัวเครื่องเท่านั้น แต่หมายถึงความสัมพันธ์กับนางเอกด้วย ตรงนี้ก็มีมุมแบบคนรักเก่ามาเจอกันอยู่นะ แต่เอาจริงๆ ผมอินกับพาร์ทต่อไปมากกว่าซึ่งคิดว่าคนเขียนบททำได้ดีมาก

ถ้าโทรศัพท์หายไป เราคงไม่ได้พบกันนะ

แม้สุดท้ายเราจะเลิกกันไป แต่ถ้าโทรศัพท์หายไปจากโลกนี้ ตอนนั้นเราคงไม่ได้พบกันนะ และคงไม่มีความทรงจำดีๆพวกนั้นที่เกิดขึ้นหรอกนะ

พาร์ทที่สองนี้เล่าเรื่องเพื่อนครับ แต่ที่ผมอินไม่ได้เพราะมิตรภาพอะไรแบบนั้นหรอก แต่มันพูดอะไรที่ใหญ่ทับซ้อนกว่านั้นด้วย เพราะปีศาจเลือกที่จะลบ หนังหรือภาพยนตร์ ให้หายไปจากโลกนี้ ตรงนี้ผมนึกถึงหนังอย่าง Cinema Paradiso (1988) ช่วงนี้ของหนังมันมีมุกที่เอามาจากหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย หลายเรื่องเรารู้จักดี หลายเรื่องเราเคยได้ยิน บางเรื่องเราไม่รู้จัก แต่เชื่อเถอะว่าเราจะสัมผัสความรักในหนังของตัวละครและของคนสร้างได้อย่างดีเลย โดยเฉพาะเราเองที่ขณะดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกำลังโดนแย่งของรักไปด้วย ว่าจะไม่มีหนังเรื่องนี้แล้วเหรอ คิดสมมติอะไรแบบนั้นก็เศร้านะ แต่ในแง่ของพระเอก หนังมันยังเป็นอะไรมากกว่านั้นด้วยเพราะมันคือเครื่องที่ทำให้พบใครสักคน ผูกพันกับใครสักคน พูดคุยถูกคอกันในเรื่องเดียวกัน และในวันสุดท้ายของชีวิตผมชอบที่พระเอกเขาคุยกันโดยยกคำพูดจาก The Legend of 1900 ของผู้กำกับคนเดียวกันกับซีเนม่าพาราดิโซ่ที่ว่า “ตราบใดที่มีเรื่องเล่าที่ดี และมีคนที่จะเล่ามัน มันจะยังดำเนินต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด” พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่ผมเสียน้ำตาให้ครั้งแรกครับ

ถ้าหนังหายไป สายใยบางอย่างระหว่างเพื่อนอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น มันคงเหงาเกินไปถ้าเราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าของคนอื่นในโลกใบนี้ก็ได้นะ

ถ้าหนังหายไป สายใยบางอย่างระหว่างเพื่อนอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น มันคงเหงาเกินไปถ้าเราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าของคนอื่นในโลกใบนี้ก็ได้นะ

พาร์ทที่สาม เล่าเรื่องของคนแปลกหน้าที่ชื่อ ทอม ครับ ครั้งนี้ปีศาจเลือกที่จะให้ นาฬิกา หายไป ตรงนี้หนังเล่าถึงครั้งที่พระเอกได้ไปเจอกับหนุ่มนักผจญภัยที่ต่างแดน ทอมมีความคิดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ขังตัวเองไว้ในกรอบของชั่วโมงและนาที เขาทำตามแรงขับดันในตัว ออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ถึงที่สุดในสิ่งที่เขารักเขาชอบ ในขณะที่พระเอกได้แต่มองเขาอย่างไม่เข้าใจดีนัก และเมื่อวันหนึ่งเวลาได้หายไป เช่นเดียวกับเวลาชีวิตของเขาด้วย เขาก็ค้นพบว่าสิ่งสำคัญมันอาจไม่ใช่การมีเวลามากหรือน้อย แต่คือการได้ใช้ชีวิตอย่างที่พอใจแล้วหรือยังนั่นล่ะ พาร์ทนี้ผมว่าเป็นตัวพัฒนาเรื่องครับ ให้พระเอกคิดเรื่องการมีชีวิตมันสำคัญกว่าสิ่งที่เขาเสียไปไหม ผมว่าคม โชคไม่ดีหนังจงใจสื่อสารไม่แจ่มแจ้งมากครับ ต้องมานั่งคิดนิดหนึ่งถึงเข้าใจ

การมีชีวิตที่อิสระไร้กรอบเวลา เพราะเขาอาจรู้ว่าเวลาชีวิตมีจุดสิ้นสุดก็ได้นะ

การมีชีวิตที่อิสระไร้กรอบเวลา เพราะเขาอาจรู้ว่าเวลาชีวิตมีจุดสิ้นสุดก็ได้นะ

พาร์ทสุดท้าย ก็ตามคาดครับ ในที่สุดปีศาจก็เลือกที่จะให้ แมว หายไปครับ ตรงนี้บอกได้แค่ว่าเกี่ยวกับปมในใจพระเอกเกี่ยวกับครอบครัวครับ ไม่ขอเล่ารายละเอียดเลยแล้วกัน เพราะมันเป็นบทสรุปคำตอบของพระเอกแล้ว อยากให้ไปดูครับ พาร์ทนี้ผมเสียน้ำตาให้หนังเป็นครั้งที่สองครับ  หลังจากจบพาร์ทนี้ ก็นั่งฟังเพลงอิ่มใจมากๆครับ

6-reason-If-CATS8

สรุป ผมว่าเป็นหนังที่ดีเลยล่ะครับ มันไม่ได้เจาะไปที่ความสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่ง แต่พูดถึงชีวิตทั้งชีวิตเลย ดูแล้วครุ่นคิด ดูแล้วรู้สึกกับมัน จบออกมาผมเชื่อว่าหลายๆคนจะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรสำคัญกับตัวเอง แล้วเราจะมีชีวิตที่เราพอใจ อิ่มใจได้ครับ แบบไม่สนเลยว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้มีชีวิตต่อก็ไม่เสียใจอะไร

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Sicario: Day of the Soldado : กลายเป็นหนังแอ็คชั่นสาดกระสุนไปแล้ว

มาถึงภาค 2 ของหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ ที่เล่าบรรยากาศระอุระหว่างเจ้าพ่อค้ายาเม็กซิโกและกองกำลังของอเมริกาบนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ รอบนี้เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ผู้กำกับมือดีที่อยู่ในช่วงขาขึ้นไม่สามารถกลับมากำกับภาคต่อได้ เพราะต้องกำกับ Arrival และต่อด้วย Blade Runner 2049 และเจ้าของหนังก็ไม่รอด้วย เลยส่งไม้ต่อให้ สเตฟาโน ซอลลิมา ผู้กำกับหน้าใหม่ในฮอลลีวู้ด แต่เป็นมือเก๋าจากอิตาลี แต่เจ้าของเรื่องก็ยังคงเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน ที่ถนัดมากกับการเล่าเรื่องราวอาชญากรรมระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเท็กซัส และรอบนี้ก็กล้าที่จะเล่าความร้ายกาจของกลาโหมอเมริกันที่ใช้แม้กระทั่งวิธีสกปรกในการขจัดปัญหาแมงเม่าแมงหวี่กวนใจตามชายแดน ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนว่าอาชญากรเม็กซิกันเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่ถ้าสังเกตแล้วตัวร้ายจริง ๆ ของเรื่องก็คือกลาโหมอเมริกานี่แหละที่สั่งการมาจากเบื้องบนโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม โดยที่ตัวเองอยู่ในภาพพจน์ที่ขาวสะอาดอยู่เสมอแล้วให้เหล่าทหารรับจ้างทำงานมือเปื้อนเลือดแทน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

มาถึงภาค 2 ของหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ ที่เล่าบรรยากาศระอุระหว่างเจ้าพ่อค้ายาเม็กซิโกและกองกำลังของอเมริกาบนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ รอบนี้เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ผู้กำกับมือดีที่อยู่ในช่วงขาขึ้นไม่สามารถกลับมากำกับภาคต่อได้ เพราะต้องกำกับ Arrival และต่อด้วย Blade Runner 2049 และเจ้าของหนังก็ไม่รอด้วย เลยส่งไม้ต่อให้ สเตฟาโน ซอลลิมา ผู้กำกับหน้าใหม่ในฮอลลีวู้ด แต่เป็นมือเก๋าจากอิตาลี แต่เจ้าของเรื่องก็ยังคงเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน ที่ถนัดมากกับการเล่าเรื่องราวอาชญากรรมระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเท็กซัส และรอบนี้ก็กล้าที่จะเล่าความร้ายกาจของกลาโหมอเมริกันที่ใช้แม้กระทั่งวิธีสกปรกในการขจัดปัญหาแมงเม่าแมงหวี่กวนใจตามชายแดน ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนว่าอาชญากรเม็กซิกันเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่ถ้าสังเกตแล้วตัวร้ายจริง ๆ ของเรื่องก็คือกลาโหมอเมริกานี่แหละที่สั่งการมาจากเบื้องบนโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม โดยที่ตัวเองอยู่ในภาพพจน์ที่ขาวสะอาดอยู่เสมอแล้วให้เหล่าทหารรับจ้างทำงานมือเปื้อนเลือดแทน

เห็นได้ชัดว่าผู้กำกับสเตฟาโน พยายามที่จะสานต่อบรรยากาศและอารมณ์หนังให้ครึ้ม หม่น ตามสไตล์ที่วิลล์เลอเนิฟวางไว้ในภาคแรก ซึ่งถ้ามองเผิน ๆ ก็อาจจะกลมกลืน แต่ถ้าเปรียบกันชัด ๆ แล้ว Sicario: Day of the Soldado น่าจะถูกใจคนดูในตลาดวงกว้าง โดยเฉพาะคอแอ็คชั่นมากกว่าภาคแรก โดยเนื้อหาที่เน้นแอ็คชั่นในแบบโฉ่งฉ่าง ฉากรบจัดหนักและมาถี่ สาดกระสุนว่อน ระเบิดตูมตาม จ่อกบาลยิงกันเลือดท่วมจอ แต่ถ้าคนดูที่ชื่นชมในสไตล์กำกับของวิลเลอเนิฟในภาคแรกอาจจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง อาจจะด้วยสไตล์กำกับที่แตกต่างกัน และด้วยเนื้อหาของหนังที่ไปกันคนละทิศทางกับภาคแรก ที่มีเอมิลี่ บลันต์ เป็นตัวละครนำและทำหน้าที่แทนสายตาคนดูพาเราไปรู้จักโลกอันโหดร้ายบนชายแดนเม็กซิโกที่อยู่ใต้เงามืดของเจ้าพ่อค้ายา

พอมาถึงภาคนี้ เอมิลี่ บลันต์ ไม่กลับมา ก็เหลือแต่เพียง จอช โบรลิน ในบท แมตต์ เกรเวอร์ ทหารรับจ้างมากประสบการณ์ แล้วก็ดันบทอเลฮานโดรของ เบนิซิโอ เดลโตโร ให้ขึ้นมาเป็นบทเด่นเคียงคู่กับแมตต์ เกรเวอร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครเก่าจากภาคแรก ก็เลยไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวละครกันอีกต่อไป มาถึงก็เดินหน้าได้เลย หนังวางเรื่องให้แมตต์ รับงานใหม่จากกลาโหมอเมริกันให้ปิดฉากแก๊งค้ายาเม็กซิกัน ที่นับวันจะเพิ่มปัญหาให้กับชายแดนเท็กซัส เป็นการทำงานใต้ดินที่รัฐบาลไม่ขอออกหน้า แมตต์จึงต้องใช้ทีมทหารรับจ้างล้วน ๆ ด้วยการวางแผนจับตัว อิซาเบล เรเยส ลูกสาววัย 16 ของคาร์ลอส เรเยส เจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ และอ้างตัวว่าเป็นแก๊งตรงกันข้าม เพื่อเสี้ยมให้ 2 แก๊งตีกันเอง

แล้วเรื่องราวจากนั้นก็กลายเป็นปมเคร่งเครียดอย่างที่เราเห็นในตัวอย่างหนัง เมื่อรัฐบาลสั่งให้ฆ่าปิดปาก อิซาเบล เรเยส แต่เธออยู่ในการคุ้มครองของอเลฮานโดร ที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งรัฐบาล เป็นผลให้ แมตต์ จำต้องจัดทีมที่เหลือตามเก็บทั้งอเลฮานโดร และ อิซาเบล เสีย จากนี้ค่อยไปตามดูกันนะว่าศึกระหว่าง 2 ทหารรับจ้างผู้คร่ำหวอดจะลงเอยอย่างไร

สิ่งที่ขาดหายไปคือเสน่ห์ในลายเซ็นของเดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ที่แม้จะไปแบบช้า ๆ หม่น ๆ ครอบคลุมไปด้วยบรรยากาศลึกลับหนัก ๆ แต่ก็ยังถ่ายทอดให้เห็นความโหดดิบของโลกอาชญากรเม็กซิกัน สิ่งที่ทดแทนมาในภาคนี้คืองานแอ็คชั่นที่อัดมาแน่นในสเกลที่ใหญ่ขึ้น กระสุดสาดกันว่อน จรวดอาร์พีจี ระเบิดมือ และเครื่องแบล็คฮอว์คที่เป็นพระเอกในหลายฉาก กลายเป็นหนังแอ็คชั่นบนสนามรบที่ทำได้ดุ มันส์ และเข้าใจง่ายกว่างานในแบบของวิลล์เลอเนิฟแน่นอน แล้วก็ตรงคอนเซ็ปต์กับชื่อของภาคนี้ Day Of Soldado ที่แปลว่า “วันของทหารหาญ” ก็เลยเน้นปฏิบัติการของทหารเป็นหลัก ไม่เห็นเงาของเจ้าพ่อค้ายาเลย แต่เส้นเรื่องที่เดินขนานกันไปในภาคนี้คือ ขบวนลักลอบการพาคนเม็กซิกันเข้าอเมริกา ที่เล่าสลับกันไปตลอดเรื่องและเส้นเรื่องมาบรรจบกันท้ายเรื่องกลายเป็นไคลแมกซ์ที่ตึงเครียด

แม้หลาย ๆ ฉากเราเห็นกันมาแล้วในตัวอย่างหนัง แต่พออยู่ในหนังจริงก็ทำได้ชวนลุ้นระทึกดี โดยเฉพาะฉากขบวนรถหุ้มเกราะทำหน้าที่ขนย้ายอิซาเบล เรเยส เข้าสู่เม็กซิโก ต้องระแวดระวังแก๊งตรงข้ามมาชิงตัว เป็นฉากยาวที่ดูไปก็ต้องลุ้นไปว่าจะโดนโจมตีหรือไม่ตอนไหน ดนตรีประกอบฝีมือของ Hildur Guðnadóttir (ขอไม่เขียนชื่อไทยนะ อ่านยากมาก) ก็ช่วยได้มาก กับการปูอารมณ์เข้าแต่ละช่วงฉากแอ็คชั่น ฮิลเดอร์ เป็นนักทำดนตรีประกอบมือใหม่เลื่อนขั้นมาจากทีมทำดนตรีที่เคยทำงานให้กับผลงานทุกเรื่องก่อนหน้าของ เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ

จุดหนึ่งที่เสียดายพอสมควรคือตัวตนของอเลฮานโดร ในภาคแรกวางตัวอเลฮานโดรไว้เป็นมนุษย์ที่ลึกลับน่ากลัว พูดน้อย ดูไม่เป็นมิตรและมีอดีตที่มืดมน พอมาภาคนี้บทของอเลฮานโดร จำเป็นต้องกลายมาตัวละครนำ ความลึกลับน่ากลัวเลือนหายไปสิ้น กลายเป็นอเลฮานโดรที่พูดมากขึ้น เฟรนด์ลี่ขึ้น ได้เห็นด้านอ่อนโยนของเขา เริ่มมีการเปิดเผยอดีตของเขามากขึ้น เพื่อปูถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของเขาที่เลือกจะปกป้องอิซาเบล เรเยส

อีกฉากที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นคือ การพบกันของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ แมตต์ มาชักชวน อเลฮานโดร ให้เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ ด้วยการแอบเข้าไปในห้องของอเลฮานโดร แล้วก็นั่งรออยู่ในมุมมืด ๆ เมื่อเจ้าของบ้านกลับมา ด้วยทักษะของทหารทำให้รู้ว่ามีคนบุกเข้าบ้าน ก็ถือปืนสอดส่องตามหา แล้วก็จ๊ะเอ๋ว่าเป็นเพื่อนเก่ามาหา ไม่คิดว่าเราจะยังคงเห็นฉากเชย ๆ แบบนี้ในหนังฮอลลีวู้ดในปี 2018 นะ ชวนให้สงสัยมากว่าทำไมพี่ ๆ เค้าไม่โทรนัดกันนะ แล้วถ้ารายหลังไม่กลับมาบ้าน ผู้มาเยี่ยมไม่ต้องรอเก้อเหรอ

2 ชั่วโมงของหนังเดินหน้าไปอย่างน่าติดตาม มีฉากแอ็คชั่นให้ดูเรื่อย ๆ ไม่เว้นช่วงนาน แต่ฉากไคลแมกซ์ท้ายก็ทำได้ตึงเครียดสุด โหดสุด แล้วก็จบแบบทิ้งปริศนาไว้มากพอควร รอไปเฉลยในภาค 3 ที่หนังเริ่มขั้นตอนการสร้างแล้วอย่างมั่นใจ ไม่รอดูผลลัพธ์ของภาค 2 เลย ดูฟอร์มแล้วหนังน่าจะทำรายได้ดีกว่าภาคแรก แต่ในทางตรงกันข้ามคะแนนจากนักวิจารณ์ก็ออกมาต่ำเตี้ยกว่าภาคแรกแน่นอน เป็นหนังที่ดูเอามันส์ สนุกไปกับหนังได้แม้ไม่เคยดูภาคแรกครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Disobedience: หนังรักต้องห้ามขึ้นหิ้งแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลิโอ ถือเป็นผู้กำกับที่ถนัดงานดราม่าจัด ๆ ซึ่งชอบดึงคนดูให้อินและทำความเข้าใจกับคนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะเสียงสรรเสริญในหนังออสการ์ A Fantastic Woman ตามต่อด้วย Disobedience หน้าหนังที่ขายความสัมพันธ์แบบหญิง-หญิง ท่ามกลางประเด็นกฏข้อห้ามของหลักศาสนา ศีลธรรมและความศรัทธา ซึ่งได้รับคำวิจารณ์บวกมาก ๆ ในเทศกาลหนังโตรอนโตเมื่อปีที่แล้ว โดยได้สองสาว เรเชล แม็คอดัมส์ และ เรเชล ไวสซ์ มาสวมบทอดีตคนรักที่ได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง

Disobedience ดัดแปลงมาจากนิยายระดับรางวัลของ นาโอมิ อัลเดอร์แมน โดยตัวหนังเล่าเรื่องราวของ โรนิท (เรเชล ไวสซ์) ช่างภาพสาวที่เติบโตมากับครอบครัวนับถือยิวออร์โธด็อกซ์เคร่งครัดในลอนดอน และพ่อของเธอซึ่งเป็น แรบไบรู้ความลับที่เธอชอบผู้หญิง ทำให้ โรนิท ต้องหนีออกจากบ้านไปเป็นช่างภาพอยู่ในนิวยอร์ก จนกระทั่งเมื่อเธอรับรู้ว่าคุณพ่อเสียชีวิต จึงกลับมาร่วมพิธีศพที่บ้านเกิด และการกลับมาครั้งทำให้ โรนิท ต้องพบกับ เอสตี้ ครูสาวโรงเรียนมัธยม ผู้หญิงที่เธอเคยรักสุดหัวใจ ในวันที่ได้รู้ว่าแต่งงานกับ โดวิท (อเล็กซานโดร นิโวลา) ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ซึ่งคุณพ่อมอบหมายให้เป็นทายาทสืบตระกูล แต่ทว่าจะทำอย่างไรเมื่อดูเหมือนว่าถ่านไฟเก่าพร้อมจะกลับมาปะทุอีกครั้ง

ตัวหนังไม่ได้ใช้เวลามากมายในการปูแบ็คกราวน์ความสัมพันธ์ในวัยเด็กของคนทั้ง 3 แต่เน้นไปที่บรรยากาศความเคร่งครัดของกลุ่มยิวออร์โธด็อกส์ ทำให้เราได้เห็นกฏระเบียบ จารีต ประเพณี หรือ ‘กรอบ’ ของศาสนา อย่างเช่น ผู้ชายจะต้องสวมหมวกคิปป้า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็ต้องสวมผ้าคลุมหรือใส่วิกผมไว้ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมทั้ง เอสตี้ และ โดวิท ที่เติบโตมาในบรรยากาศและแวดล้อมดังกล่าวมาตลอดตั้งแต่เด็ก คอนทราสต์กับ โรนิท เองที่เป็นสาวอินดี้นิวยอร์เกอร์สไตล์ ผู้ที่หนังวางไว้เป็นตัวแทนของตัวละครที่อยู่ ‘นอกกรอบ’ หรือ freedom

ความรักแบบฉิ่งฉับที่หนังนำมาเสนอเปรียบเสมือนเครื่องปรุงให้อาหารมีรสชาติ ซึ่งต้องบอกว่าเลิฟซีนของสองสาวเรเชลนั้น เร่าร้อนและดูดดื่มมาก เป็นเลิฟซีนที่ทรงพลัง หนังเก็บทุกรายละเอียด อินเนอร์มาเต็มเหลือเฟือ โดยเฉพาะ ‘แววตาพูดได้’ ของทั้งคู่คือความสวยงามคลาสสิกของ Disobedience อย่างแท้จริง และทั้งหมดทั้งมวลมันแผ้วทางให้หนังย้ำเมสเซจในเรื่องการมีสิทธิ์เลือกที่จะมีอิสระหรือถูกพันธนาการจากกรอบสังคม กฏเกณฑ์ศาสนาที่วางไว้ ภายใต้เงื่อนไขของความกลัวว่าหากทำแบบนี้แล้วมันเรียกว่า ‘บาป’ หรือ ‘ไม่บาป’

หนังเรื่องนี้ พูดถึงหลาย ๆ แง่มุมในชีวิตมาก นอกจากเรื่องความเป็นเกย์ของสองสาวหรือว่า freedom แล้ว ประเด็นเรื่องครอบครัวก็ถูกหยิบยกมาจับด้วย โดยเฉพาะ โรนิทเองที่แม้เธอจะเป็นช่างภาพแต่เธอกลับรู้สึกผิดบาปที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้ถ่ายภาพพ่อของตัวเองสักใบ ขณะที่ความกดดันตั้งแต่การเจอหน้ากันของแฟนเก่า ค่อย ๆ บีบเค้นความรู้สึก บีบคนดูให้อึดอัดกับความสัมพันธ์ ก่อนจะระเบิดออกมาได้พีคมาก การแต่งงานไม่ใช่กรอบ ไม่ใช่โซ่ตรวนพันธนาการชีวิต ไม่เคยสิ่งการันตีใด ๆ ไม่มีคำว่าตลอดไป ความสมหวังผิดหวังเกิดขึ้นได้กับคนเราทุกเมื่อ และไม่มีใครมีความสุขหรือทุกข์ไปตลอด

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมชอบในหนังคือ บทสรุปที่ไม่เลือกเชียร์ความสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่ง มันคล้ายกับ coming of age ของผู้ใหญ่วัย 40 ที่ยังตกหลุมพรางของความลุ่มหลงเหมือนวัยรุ่น แต่ก็เรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจ กับโจทย์ของความถูกต้องและความถูกใจได้ในที่สุด

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Escape Plan 2: Hades หนังแหกคุกท่าดีทีเหลวแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

กลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีสำหรับแรมโบ้แหกคุกใน Escape Plan 2: Hades ซึ่งคราวนี้ไร้เงาของป๋า อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ แต่ได้ ‘The Animal’ เดฟ บาติสต้า ที่จะมาช่วย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แรมโบ้รุ่นดึกทำภารกิจแหกคุกอีกครั้ง พร้อมด้วย หวงเสี่ยวหมิง สตาร์จากแดนมังกรและแร็ปเปอร์ดัง 50 Cent มาร่วมแจมบทบาทสำคัญในเรื่องด้วย

การกลับมาในครั้งนี้ของ Escape Plan 2 ก็ทำการออกแบบคุกใหม่ได้ไฮเทคโคตร ๆ ดูฉีกแนวดี หนังพยายามปูพรมผูกปมสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ เรย์ เบรสลิน (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) มีเหตุต้องกลับไปช่วยเหลือเพื่อนอีกครั้งในคุกเฮเดส ซึ่งเคลมว่าเป็นคุกอเวจีที่ไม่มีใครสามารถออกมาได้ ซึ่งในช่วงแรกของการปูทางนั้น ฟอร์มหนังดูมีของไม่น้อยเลย นั่นทำให้เกิดความคาดหวังว่าภาคนี้น่าจะสนุกกว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว หน้าหนังคุณหลอกดาวมากก! ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะหนังพยายามทำเอาใจพี่จีนนายทุนมากเกินไปนั่นแหละ เลยกลายเป็นว่า สตอลโลน และ บาติสต้า มีสภาพไม่ต่างอะไรกับดาราสมทบ ให้หวงเสี่ยวหมิง สวมบทเป็น ไมเคิล สกอฟิลด์ หล่อ ๆ ทั้งเรื่อง มาทรงเดียวกับ China Salesman ที่ไปขนดาราหมดสภาพแพ็คคู่กับสตาร์เกรดรองมาเป็นป๋าดันให้พระเอกจีนปล่อยของไม่มีผิด แต่เอาไปเอามา พลอตเรื่องก็เละ พาร์ที่ควรจะเป็นจุดขายอย่างเรื่องการใช้เหตุผลวิเคราะห์ ปฏิภาณไหวพริบ หรือความคิดสร้างสรรค์ในการแหกคุก หรือทำยังไงก็ได้ให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ดูมีสมองแหกคุกหน่อยก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น มันตื้นเขิน อะไรมันก็ดูง่ายเวอร์ แต่อย่างน้อย หวงเสี่ยวหมิง ก็มีอินเนอร์ในฉากต่อสู้อยู่พอตัว

เพียงแต่…แกจะเอาหวงเสี่ยวหมิงมาแบกทั้งเรื่องไม่ได้! มันเอาไม่อยู่ว้อย! 

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงภาพรวมของ Escape Plan 2 มันเริ่มต้นมาด้วยการวางปมทิ้งไว้หลายอย่างให้ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ตัดจบง่าย ๆ เกินคาด แถมยังมีหลายปมที่ไม่ได้คลี่คลายให้ชัดเจน มีความวอนนาบีในการเล่นแร่แปรธาตุให้ทุกอย่างมันดูล้ำ ดูเจ๋ง ท่ามกลางความเล่นใหญ่ แต่พี่จีนอาจลืมไปว่าคนดูทั่วโลกไม่ได้คิดจะเออออหยวน ๆ ทนดูอะไรง่อย ๆ ได้นาน ๆ เหมือนละครหลังข่าวนะ เอาจริง ๆ ฉากบู๊ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยกระดับก็มาจากลุงแรมโบ้อยู่สองสามฉากนี่แหละ แล้วเรื่องไดอะล็อกของตัวละครก็ยังเป็นเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ยุคไดโนเสาร์ ไอ้ประเภทฝากไว้ก่อนเถอะ หรือว่าเราจะตามล่ามันให้จงได้เนี่ย มันมุกรุ่นพ่อแล้ว มันไม่ควรหลุดออกจากปากของคนอย่าง สตอลโลน แล้ว

สรุปการกลับมาครั้งนี้ของ Escape Plan ถือว่าแย่กว่าภาคที่แล้วอีก ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับหนังแหกคุกดี ๆ เลย เดินเรื่องเอื่อย แถมชอบยืดเรื่องนานอีก นี่มันเข้าสูตรพี่จีนชัด ๆ! ซีจีรวม ๆ ถือว่าพอใช้ได้ เพียงแต่ไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่ ยกเว้นคำคมคูล ๆ ที่พอจะสอดแทรกออกมาให้เห็นระหว่างที่หวงเสี่ยวหมิงคิดหาวิธีแหกคุก แต่ที่เฟลหนักก็คือลาสบอสของหนัง ที่เอาเข้าจริงไม่มีห่าอะไรเลย! ง่อยมากกถึงมากที่สุด มิติตัวละครอ่านง่าย มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการตามที่หนังแผ่นควรมี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!