Connect with us

ภาพยนตร์

Sing Street: Soundtrack หนังจบ เพลงไม่จบ แกะอัลบั้ม 17 เพลงประกอบหนังกัน

Published

on

เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Sing Steet ของ John Carney ผู้กำกับดังจาก Once และ Begin again คงจะรู้สึกซาบซึ้งประทับใจกับตัวหนังที่ออกจะฟีลกู้ดพอสมควรแล้ว สิ่งหนึ่งที่มักเกิดเวลาได้ดูหนังของเขาก็คือ กระวนกระวาย อยากหาเพลงเพราะๆในหนังมาฟังซ้ำๆอีก โดยเฉพาะพวกเพลงในโมเม้นท์ประทับใจทั้งหลาย วันนี้เลยจัดเพลงดังทั้ง 17 เพลง ที่อยู่ในอัลบั้ม Sing Street: Original Motion Picture Soundtrack อัลบั้มเพลงประกอบหนังเรื่องดังนี้ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ Decca Records ที่ปล่อยมาตั้งแต่ 18 มีนาคม 2016 มาดูกันทีละเพลง ว่าควรจัดหาไว้ในครอบครองจะคุ้มค่าสุดๆ หรือนอนฟังผ่านยูทูบเอาน่ะดีแล้วกัน

ปกอัลบั้มที่รวมนักแสดงหลักมาในธีม 80s เต็มกำลังครับ

ปกอัลบั้มที่รวมนักแสดงหลักมาในธีม 80s เต็มกำลังครับ

แทร็กแรกของอัลบั้มนี้ไม่ใช่เพลงแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงบทพูดววรคทองของนักแสดงอย่าง Jack Reynor ที่รับบท เบรนดัน พี่ชายของพระเอก ในฉากที่เขาแนะนำให้น้องชายหรือตัวเอกลุกขึ้นมาแต่งเพลงของตัวเองแทนที่จะใช้เพลงชาวบ้านมาสื่อความในใจไปถึงสาวที่ชอบ ซึ่งอยู่ในนาทีที่ 0.49 ของคลิปด้านล่างนี้ เขาพูดว่า “Rock N Roll Is A Risk. You risk being ridiculed.” แปลดื้อๆว่า ร๊อกแอนด์โรลน่ะคือความเสี่ยง ต้องยอมเสี่ยงที่จะถูกเยาะเย้ย  ซึ่งถ้าฟังที่เบรนดันพูดก่อนหน้านี้ก็คือเขากำลังบอกว่า เล่นตามเพลงวงอื่นก็เป็นได้แค่วงคัฟเวอร์ทั่วไป ความในใจของเราเป็นความรู้สึกเฉพาะตัวเอาเพลงคนอื่นมาแทนไม่ได้ ร๊อกแอนด์โรลคือความจริงใจที่จะสื่อออกไป แม้จะถูกหัวเราะเยาะก็ตาม

1. Rock N Roll Is A Risk (Dialogue)

Performed by Jack Reynor

ผ่านอินโทรไปมาเข้าช่วงเพลงแล้ว ก็ขอเริ่มส่วนแรกด้วยบรรดาเพลงบริเทนร๊อกแห่งยุค 80s ที่นำมาประกอบในหนังก่อนเลย ก็เรียกได้ว่าผู้กำกับคาร์นีย์ นำความประทับใจครั้งวัยเด็กของเขาที่มีสคูลแบนด์ของตัวเอง และความคลั่งไคล้ในเรื่องดนตรียุคนั้นของเขามาอย่างเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว ถ้าได้อ่านจากบทสัมภาษณ์ของเขาจะพบว่านอกจากตัวเขาเองจะเลือกเองแล้ว ยังได้มือดีอย่างวง U2 ที่มาช่วยพัฒนาหนังในช่วงแรกเป็นคนแนะนำวงดังๆในยุคนั้นด้วย น่าเสียดายที่ตารางการทำงานของคาร์นีย์กับตารางการทัวร์คอนเสิร์ตของยูทูดันมาตรงกัน เราเลยไม่ได้ฟังเพลงออริจินอลที่ยูทูอาจจะทำให้หนังไปอย่างน่าเสียดาย แต่คาร์นีย์ก็ได้มือดีที่เป็นทั้งนักดนตรีและนักแต่งเพลงแห่งยุค 80s คนหนึ่งอย่าง Gary Clark มาช่วยคัดสรรและทำเพลงสำหรับหนังเรื่องนี้แทน ก็ได้เพลงที่สะท้อนยุคสมัยจากวงเทพๆมาถึง 7 เพลงด้วยกัน ตามนี้เลย

2. Stay Clean

Written by Lemmy (uncredited), Phil ‘Philthy Animal’ Taylor (uncredited) and Fast Eddie Clarke (uncredited)
Performed by Motörhead

เพลงนี้จังหวะมันๆตามสมัย พูดถึงการแหกกฎระเบียบต่างๆ ทำตามความเชื่อของตน ก็เป็นเนื้อหาแบบเพลงแนวนี้ล่ะนะ แน่นอนในหนังเราจะได้ยินตอนที่ปลุกใจตัวละครให้ลุกขึ้นมาสู้หรือทำอะไรที่กล้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั่นเอง

3. Rio

Written by Duran Duran (uncredited)
Performed by Duran Duran

เพลงนี้หลายๆคนน่าจะจำได้เลย เพราะเล่นเป็นตัวละครตัวหนึ่งเลย ที่ทำให้พระเอกได้รู้จักกับคำว่ามิวสิควิดีโอครั้งแรก ความสอดประสานของดนตรีและวิช่วลที่เป็นมนต์เสน่ห์ของยุค 80s อีกอย่างหนึ่ง และนั่นก็กลายเป็นมุกที่พระเอกไปชวนนางเอกมาแสดงมิวสิควิดีโอให้วงตัวเองนั่นล่ะ แถมในหนังยังมีบทกลับมาย้ำสองสามรอบอีกต่างหาก

4. Town Called Malice

Written by Paul Weller (uncredited)
Performed by The Jam

เนื้อหาเพลงนี้ไม่ต่างจากเพลง Stay Clean เท่าไร แต่ถ้าจำได้มันคือ 1 ใน 2 เพลงที่พระเอกพกไปบ้านของเอมอน เพื่อฝึกทักษะการเล่นดนตรีด้วยกันนั่นเอง

5. Inbetween Days

Written by Robert Smith
Performed by The Cure

เพลงง้อสาวให้คืนกลับมา ลุคของนักร้องนำวงนี้คุ้นๆมั้ย ใช่แล้วพระเอกของเราก็ลอกลุคของวงนี้ไปใช้ด้วยในช่วงหนึ่งของหนังหลังจากที่ได้รู้จักคำว่า happysad จากเพลงของวงนี้นั่นเอง

6. Maneater

Written by Daryl Hall, John Oates, and Sara Allen
Performed by Hall & Oates

เพลงที่บอกหนุ่มๆให้ระวังสาวๆให้ดี เพราะพวกเธอพร้อมจะหยอกคุณเล่นและขย้ำคุณได้ตามชื่อเพลงเลย นักกินผู้ชาย มาในโมเม้นท์ที่พระเอกเริ่มกระวนกระวายใจที่โดนนางเอกปั่นหัวเล่น

7. Steppin’ Out

Written by Joe Jackson (uncredited)
Performed by Joe Jackson

เป็นอีกเพลงที่พระเอกเอาไปซ้อมเล่นที่บ้านของเอมอนพร้อมกับเพลง Town Called Malice นั่นเอง

8. Pop Muzik

Written by Robin Scott (uncredited)
Performed by M

เพลงสนุกๆที่ว่าด้วยสีสันของเพลงป๊อปนั่นเองครับ

มาส่วนที่สองกันบ้าง นี่น่าจะเป็นหัวใจของหนังเลยล่ะ กับบรรดาเพลงออริจินัลที่แต่งใหม่สำหรับหนังโดยเฉพาะ ซึ่งก็ได้ Gary Clark มาเป็นตัวหลักในการทำเพลง โดยนำเพลงในยุคนั้นโดยเฉพาะที่กล่าวมาก่อนหน้านี้มาเป็นแนวทาง รวมถึงการตีโจทย์ในหนังที่พวกพระเอกบอกว่าเพลงของพวกเขาเป็น แนวอนาคต ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ได้คาร์นีย์เข้ามามีส่วนร่วมในการทำเพลงด้วย นอกจากนี้ยังได้ซี้เก่าอย่าง Glen Hansard พระเอกจาก Once มาร่วมกับซี้ใหม่อย่าง Adam Levine จาก Begin Again ร่วมทำเพลงให้หนังเป็นพิเศษอีก 1 เพลงด้วย และเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ในหนังก็มีถึง 9 แทร็ก 8 เพลง ด้วยกัน โดยมีเพลง Up ที่ใส่มาถึงสองเวอร์ชั่นด้วยกัน

9. The Riddle Of The Model

Performed by Sing Street

เพลงใหม่เพลงแรกในอัลบั้มนี้ ซึ่งคลาร์กก็ตีความจาก เพลงแนวอนาคตของตัวเอก และเนื่องจากเป็นเพลงแรกที่พวกพระเอกแต่งในเรื่อง จึงไม่ซับซ้อนหรือยากมากนัก ดูจะมีอิทธิพลจากวงดังๆที่พระเอกได้ฟังในช่วงแรกของหนังมาด้วย ฟังสนุกดีทีเดียว ในหนังพระเอกแต่งเพื่อสื่อถึงตัวนางเอกที่อยากเป็นนางแบบนั่นเองว่าเธอน่าค้นหานะ จีบกันดื้อๆกันเลยล่ะ

10. Up

Performed by Sing Street
Performed by The Score

เป็น 1 ใน 2 เพลงที่มาจากการแต่งแบบเพียวๆของ Gary Clark และเป็นเพลงที่สองที่พระเอกได้แต่งในหนัง ซึ่งพูดถึงความรักว่าเป็นความสวยงามและแรงบันดาลใจให้เขารู้สึกสูงขึ้นมีพลังขึ้น โดยหมายความถึงความรู้สึกของเขาต่อตัวนางเอกนั่นเอง และในตอนหนึ่งมันก็กลายเป็นเพลงที่มาให้กำลังใจนางเอกที่กำลังชีวิตตกต่ำด้วย เพลงนี้มีเล่นหลายครั้งทีเดียวในหนัง ถือเป็นอีกเพลงเด่นเลยทีเดียว เพลงนี้ใส่มาในอัลบั้มสองเวอร์ชั่นด้วยกัน เวอร์ชั่นแรกนี้จะเป็นเวอร์ชั่นเต็มความยาว 2 นาทีกว่า ซึ่งในนั้นจะเป็นวงซิงสตรีทเล่น แต่ในคลิปนี้เอาผลงานการเล่นของ The Score ที่ทำออกมาได้สมบูรณ์เหมือนกันมาให้ฟังแทน

11. To Find You

Performed by Sing Street

เพลงไม้ตายของหนัง ด้วยบัลลาดช้าๆซึ้งๆที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นอย่างกีตาร์และเปียโนบรรเลง มาในฉากที่น่าจะประทับใจใครหลายๆคนทีเดียวด้วยความหวานปนเศร้าของมัน สวยงามมากๆครับ นี่เป็นอีกเพลงที่ Gary Clark แต่งคนเดียวเช่นกันครับ ส่วนเพลงๆอื่นที่เหลือจะเป็นผลงานร่วมกันของหลายคน ในคลิปนี้เนื่องจากหาที่เป็นซิงเกิ้ลจริงๆที่พระเอกร้องไม่ได้ เลยขอแปะเวอร์ชั่นคัฟเวอร์มาแทน ซึ่งของจริงจะใสและเพราะกว่านี้ขึ้นอีกสองสามขั้นครับ 55

12. A Beautiful Sea

Performed by Sing Street

เพลงแรกที่แต่งหลังจากโดนนางเอกสอนมวยเรื่อง happysad เข้าไปครับ อันนี้ได้อิทธิพลจากเพลงของวง The Cure ไปเต็มๆสังเกตจากลุคของพระเอกได้

13. Drive It Like You Stole It

Written by John Carney and Gary Clark
Performed by Sing Street
Performed by Hudson Thames

เพลงนำของหนังอีกเพลงที่ใช้โปรโมทเยอะเหมือนกัน และเพลงนี้ก็ทำมาให้ลุกขยับตัวสไตล์ป๊อปดิสโก้ยุคนั้นได้ดีทีเดียว เพลงนี้ได้ฟังกันหลายรอบในหนังอีกเช่นกันครับ โดยเฉพาะฉากถ่ายมิวสิควิดีโอเพลงในยิม ต้องบอกว่าเป็นฉากจำของใครหลายๆคนเหมือนกัน ด้วยความหวานขมของมันนี่ล่ะ เป็นอีกเพลงที่ฟังซ้ำไปซ้ำมาได้เพลินๆเรื่อยๆเลย

14.Up (Bedroom Mix)

Performed by Sing Street

เพลงอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่สั้นกว่า และในหนังก็เป็นครั้งแรกที่พระเอกเล่นเพลงนี้ซ้อมกันกับเพื่อนๆด้วย อันนี้คลิปจากหนังที่คนเกาหลีเอามาปล่อยครับ ซึ่งคลิปจะบินไปตอนไหนก็เป็นไปได้หมดล่ะครับ แต่ถ้าชอบก็ไปฟังเวอร์ชั่นแรกเอาไปก่อนดีกว่าครับ หรือซื้อมาเลยก็ดี

15. Girls

Performed by Sing Street

เพลงที่บอกว่าสาวๆ นั้นแสนเข้าใจยากครับ อันนี้ก็ตกตะกอนจากประสบการณ์ของพระเอกล่ะนะโดนนางเอกปั่นหัวเล่นมาเยอะทีเดียว อันนี้เริ่มโดดมาทางอัลเตอร์แล้ว จังหวะกระชากๆสนุกดีทีเดียว คลิปนี้ก็เกาหลีปล่อยเช่นกันครับ ถ้าชอบไปสอยเพลงจริงเลยดีกว่า

16.Brown Shoes

Performed by Sing Street

เป็นเพลงบทสรุปปมหนึ่งในหนังเหมือนกันครับกับเพลงปลุกประท้วงระบบแสนเข้มงวดและไม่ยุติธรรมของโรงเรียนที่พระเอกเจออยุ่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยรองเท้าสีน้ำตาลก็เป็นสัญลักษณ์ที่พระเอกเอาเรื่องสีรองเท้าที่ไม่ถูกระเบียบของโรงเรียนที่ต้องเป็นสีดำมาใส่เรื่องราวนั่นเอง คลิปนี้สองนักแสดงตัวจริงของเรื่องมาเล่นสดให้ฟังที่เทศกาลซันแดนซ์ที่หนังไปเปิดฉายแล้วมีคนอัดเอาขึ้นยูทูบให้ฟังครับ เพลงจริงในอัลบั้มจะเต็มกว่านี้อีก

17. Go Now

Performed by Adam Levine

เพลงโปรโมทอีกเพลงที่มาปิดอัลบั้มนี้ ด้วยผลงานจากศิษย์เก่าสุดเซอร์ไพร้ส์ของคาร์นีย์ทั้งสองคนที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้า ด้วยเสียงร้องของ Adam Levine จาก Begin Again และฝีมือการแต่งเพลงของ Glen Hansard พระเอกจาก Once มาร่วมกับทีมเพลงของหนังทำเพลงที่มีทั้งจังหวะช้าและระเบิดพลังออกมา รวมถึงเป็นบทสรุปปิดฉากสุดท้ายของหนังด้วย ฟังแล้วเพลินมากฟังไปวนๆได้ทั้งวันอีกเช่นกัน

แถมให้เพลงสุดท้ายอีกหนึ่งเพลง แต่ไม่มีในอัลบั้มหรอกนะครับ

จำได้มั้ยว่าอยู่ในฉากไหน คงยากหน่อยเพราะในหนังร้องซะจำเพลงต้นฉบับไม่ได้เลย 555 เพลงนี้คือเพลงที่พระเอกของเราไปร้องเสียงหลงสดๆให้นางเอกฟังตอนเจอกันครั้งแรกนั่นเองครับ แถมให้เผื่อใครอยากรู้ว่ามันเพลงไรฟระ 55

สรุป

เป็นอีกอัลบั้มที่น่าจัดไว้ในครอบครองครับ ส่วนตัวอาจจะชอบไปทาง Once หรือ Begin Again มากกว่า แต่สายร๊อกแอนด์โรลในเรื่องนี้ก็นับว่าโอเค โดยเฉพาะพวกเพลงแต่งใหม่นี่ผมว่าประสานรสเก่ารสใหม่ได้กลมกล่อมมาก หลายเพลงเพราะจนเปิดฟังซ้ำๆได้ทั้งวันเลย และที่สำคัญรอลุ้นให้เข้าชิงสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมของออสการ์ปีหน้านี้ได้เลยครับ ผมว่ามาแน่

สนใจอัลบั้มนี้มีขายบนไอจูนแล้วนะ หรือลองหาแผ่นก็น่าจะไม่ยากเช่นกัน คลิ้กเลย

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Isle of Dogs : ความบันเทิงบนที่สุดของความอุตสาหะ

ผลงานสต็อปโมชั่นเรื่องที่ 2 ของ เวส แอนเดอร์สัน ต่อจาก Fantastic Mr.fox (2009) จึงทำให้ทั้งเจ้าตัวและทีมงาน มีความถนัดกับงานสต็อปโมชั่นมากขึ้น เห็นถึงความสนุกกับงานและใส่ลูกเล่นได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงสไตล์กวน ๆ และบรรดามุกตลกร้ายอันเป็นลายเซ็นของเวส แอนเดอร์สัน ไว้ได้ครบถ้วน

Published

on

ผลงานสต็อปโมชั่นเรื่องที่ 2 ของ เวส แอนเดอร์สัน ต่อจาก Fantastic Mr.fox (2009) จึงทำให้ทั้งเจ้าตัวและทีมงาน มีความถนัดกับงานสต็อปโมชั่นมากขึ้น เห็นถึงความสนุกกับงานและใส่ลูกเล่นได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงสไตล์กวน ๆ และบรรดามุกตลกร้ายอันเป็นลายเซ็นของเวส แอนเดอร์สัน ไว้ได้ครบถ้วน

ด้วยความชื่นชอบในผลงานของปรมาจารย์อากิระ คูโรซาวา และแรงบันดาลใจจากงานสต็อปโมชั่นในยุค 60s ของอาร์เธอร์ แรงค์กิน และ จูลส์ แบส ทำให้เวส แอนเดอร์สัน สรรค์สร้างผลงาน Isle Of Dogs ออกมาเป็นเรื่องราวที่เกิดในญี่ปุ่น ตัวละครและเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในญี่ปุ่น แถมยังเขียนตำนานสมมติจากอดีตกาลที่ตระกูลซามูไรโคบายาชิกับเผ่าพันธุ์หมามีความแค้นกันมาช้านาน และฝังรากสืบต่อมาถึงวันนี้ เชื้อสายโคบายาชิกกลายเป็นนายกเทศมนตรีจึงออกกฏหมายให้ขับไล่หมาทุกตัวออกรวมถึงหมาเลี้ยงในครอบครัวส่งไปอยู่รวมกันบนเกาะขยะ โดยอ้างเหตุว่าหมาเป็นพาหะนำหลายโรคร้ายมาติดต่อมนุษย์ ด้วยการเป็นผู้นำโคบายาชิจึงส่ง สปอตต์ หมาของครอบครัวเขาเองส่งเป็นตัวอย่างไปตัวแรก แต่สปอตต์เป็นหมาของอากิระ เด็กชายวัย 12 ขวบ ญาติห่าง ๆ ที่โคบายาชิ รับมาดูแล หลังสปอตต์ถูกส่งมาทิ้งได้ 3 ปี อากิระตัดสินใจขับเครื่องบินเล็กไปตามหาสปอตต์ที่เกาะขยะ อากิระได้รับความช่วยเหลือจากแก๊งหมา 5 เกลอ ที่อยู่บนเกาะกลายเป็นการผจญภัยของอากิระกับแก๊ง 5 หมา ที่ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย

สำหรับคนไม่คุ้นเคยกับงานสต็อปโมชั่น อาจจะรู้สึกสะดุดสักหน่อยกับงานภาพแบบสต็อปโมชั่น ที่ใช้หุ่นปั้นขยับทีละนิด ๆ ภาพจึงไม่ลืนไหลนุ่มนวลเหมือนงานแอนิเมชั่น แล้วงานของเวส แอนเดอร์สัน ก็มีสไตล์ส่วนตัวไม่ได้เน้นสวยงามเหมือนทิม เบอร์ตัน ดูเผิน ๆ เหมือนกับว่างานจะหยาบ ที่จริงแล้วนั่นคือสไตล์การนำเสนอและความจงใจของเวส แอนเดอร์สัน ที่หลาย ๆ ฉากตั้งใจให้ออกมาดูมีความเป็นการ์ตูน อย่างเช่นภาพแทนพวกหมอกควัน และระเบิด ก็ทำออกมาดูตลก ๆ ดี หรือฉากตะลุมบอนก็จงใจให้ออกมาดูเป็นการ์ตูนเลยล่ะ แต่งานที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะง่ายนี้ก็ผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทีมงานตั้งใจและทุ่มเทอย่างมากเกินคาด อ่านเบื้องหลังแล้วน่าทึ่งมาก ไว้จะลงให้อ่านในช่วงท้ายครับ

หนัง Isle of Dogs ได้เรต Pg-13 ด้วยเนื้อหาที่ปราศจากพิษภัยและไร้คำหยาบ ออกมาเป็นหนังที่ดูสนุกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยฝีมือการเขียนบทภาพยนตร์ของเวส แอนเดอร์สันเอง และเจสัน ชวาร์ตแมน ดาราขาประจำของเวส และเคยเขียนบทร่วมกับเวส ใน Darjeeling Limited (2007) ทำให้ Isle Of Dogs หนังโยงใยไปถึงตำนานญี่ปุ่นและเล่าเรื่องราวแบบนิยาย มีบทนำ และต่อด้วยบทที่ 1 บทที่ 2 แต่ก็ยังเป็นหนังที่มีเสียงหัวเราะคลอไปตลอดทั้งเรื่อง

ส่วนใหญ่มักจะเป็นมุกกวน ๆ และประชดประชันถ้าใครเคยติดตามผลงานของเวส น่าจะนึกออกกันล่ะ และในความที่เป็นหนังคอมมีดี้-ผจญภัย เวส ก็ยังสอดแทรกดราม่าเล็ก ๆ พัฒนาการของตัวละครหลักอย่างอากิระ และ ชีฟ ที่ปรับเปลี่ยนเข้าหากันอย่างน่ารัก จากหมาจรจัดใจแคบที่เกลียดเด็กและไม่อยากมีเจ้าของกลับต้องใจอ่อนกับความบริสุทธิ์จริงใจของอากิระ หนังยังสอดแทรกความกวนของเวส ไว้แทบทุกนาทีของหนัง ทั้งในบทสนทนา การเลือกที่จะให้หมาพูดภาษาอังกฤษและมีซับไตเติ้ลโดยให้เหตุผลว่าทั้งหมดนี้แปลจากเสียงเห่า ส่วนตัวละครที่เป็นมนุษย์และพูดภาษาญี่ปุ่นก็ปล่อยไปงั้นให้คนดูงงเล่น ๆ กันไป

อีกส่วนที่เรียกเสียงฮาได้มากพอดู ก็คือการสร้างคาแรกเตอร์ของบรรดาหมา ๆ ได้ออกมาเด่นชัด โดยเฉพาะแก๊ง 5 หมา ที่ดีไซน์เอกลัษณ์แต่ละตัวได้เด่นชัดและการแสดงออกทางสีหน้าได้ฮาดี แม้ไม่ต้องพูดอะไร ที่น่าชื่นชมคือตัวอากิระ เด็กน้อยตัวหลักของเรื่อง ที่มีส่วนผสมทั้งความไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่ยังตื่นเต้นกับบรรดาเครื่องเล่นสำหรับเด็กบนเกาะ และขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นแบบผู้ใหญ่ที่จะเป็นปากเส่ียงแทนเหล่าหมาล้มล้างกฏหมายกำจัดหมาของคุณลุง

อีกจุดที่น่าชื่นชมมากคือความตั้งใจในการสร้างภาพของหนังให้ออกมาดูมีความเป็นญี่ปุ่น คือถ้ามาดูโดยไม่รู้เบื้องหลังมาก่อนก็เชื่อล่ะว่านี่คือหนังญี่ปุ่น และเป็นการสร้างงานแบบญี่ปุ่นที่เห็นชัดถึงการสื่อความเป็นญี่ปุ่นออกมาด้วยความเคารพ เห็นได้ว่าผ่านการทำการบ้าน ศึกษาค้นคว้า และถ่ายทอดออกมาอย่างละเมียดตั้งใจและได้ภาพที่สวยงามมาก โดยเฉพาะการสอดแทรกศิลปะสไตล์ญี่ปุ่นโบราณออกมาทั้งในภาพนิ่งและงานแอนิเมชั่นที่แทรกอยู่หลาย ๆ ตอนในเรื่อง

งานเบื้องหลังที่ต้องพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่น่าเซอร์ไพรส์มากคือทัพนักแสดงที่มาพากย์เสียง Isle of Dogs น่าจะเป็นหนังกลุ่มแอนิเมชั่นที่ได้นักแสดงมีชื่อเสียงมาพากย์เสียงมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาแล้ว ไบรอัน แครนสตัน , เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน , บิลล์ เมอร์เรย์ , สคาร์เล็ต โจแฮนสัน , ลีฟ ชโรเบอร์ , เจฟฟ์ โกลด์บลูม , ฮาร์วีย์ ไคเทล , ฟรานเซส แม็คดอร์แมนด์ , เกรตา เกอร์วิก และแม้กระทั่งโยโกะ โอโนะ ภรรยาของจอห์น เลนนอน ก็มาพากย์กับเขาด้วย อ่านเบื้องหลังถึงได้ทราบว่าค่าตัวส่วนหนึ่งจากการพากย์ เวส จะหักเข้าองค์กรไม่หวังผลกำไรเพื่อการเก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์ทั่วโลก ที่ก่อตั้งโดยมาร์ติน สกอร์เซซี และนีคือจุดที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาอันดีของนักแสดงทุกคนที่มีส่วนร่วมในหนังเรื่องนี้ครับ

Isle of Dogs ความยาวที่ 100 นาที ก็พอดีสำหรับหนังสไตล์แอนิเมชั่น ที่ดูได้เพลิน ๆ และจบด้วยรอยยิ้ม หนังเข้าฉายที่อเมริกาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ทำเงินทั่วโลกไป 63 ล้านเหรียญ ดูแล้วอาจจะพอแค่ได้ทุนคืน แต่ไม่น่าจะเหลือกำไรให้สตูดิโอเจ้าของหนังได้พอยิ้มออก ในทางตรงกันข้าม หนังได้เสียงตอบรับอย่างดีมากจากทุก ๆ เว็บไซต์ สมควรกับคุณค่าของหนังที่ทีมงานทุ่มเทตั้งใจและให้รอยยิ้มกับคนดู

เกร็ดเบื้องหลังงานสร้างที่น่าสนใจ
1 เริ่มต้นการออกแบบหุ่นในเดือนมิถุนายน 2015

2 เริ่มขั้นตอนก่อนการถ่ายทำที่ 3 Mills ในเดือนสิงหาคม 2015

3 เริ่มการถ่ายทำหลักในเดือนมีนาคม 2016

4 การถ่ายทำใช้เวลารวมทั้งสิ้น 445 วัน

5 ใช้ทีมงานรวม 670 คนตลอดโครงการ โดยแบ่งเป็นแผนกต่างๆ เช่น

  • ทีมงานสร้างหุ่น 70 คน อันประกอบด้วยฝ่ายปั้น ฝ่ายหล่อ ฝ่ายขึ้นโครง ฝ่ายวิกและผม ฝ่ายขน ฝ่ายลงสี ฝ่ายบำรุงรักษา.

  • ทีมนักสร้างแอนิเมชัน 38 คน (รวมผู้ช่วย)

  • ทีมศิลปินวิชวลเอฟเฟ็กต์ 30 คน

6 การสร้างภาพยนตร์ใช้ทีมถ่ายทำ 44 ทีม ในโรงถ่ายห้าโรงคิดเป็นจำนวนพื้นที่รวมกว่า 5,000 ตารางเมตรหรือ 54,000 ตารางฟุตโดยรวมพื้นที่สำนักงานด้วย

7 หนังเรื่องนี้มีช็อตรวม 850 ช็อต โดยนอกจากงานสต็อปโมชันแล้วยังมีช็อตแอนิเมชันสองมิติอยู่ 76 ช็อต

8 ใช้ช็อตภาพนิ่ง 144,400 ช็อตเพื่อสร้างเป็นภาพยนตร์ความยาว 100 นาที

9 เซิร์ฟเวอร์ของเราเก็บข้อมูลไฟล์ดิบไว้รวม 34 เทราไบต์ และไฟล์ที่เรนเดอร์แล้วรวม 41 เทราไบต์

10 เวสเพิ่มโน้ตลงในฐานข้อมูลของเรารวม 12,920 ข้อความ

11 ช็อตที่ยาวที่สุดในหนังคือฉากพูดเดี่ยวของชีฟในสนามกอล์ฟซึ่งมีความยาว 80 วินาที (1929 เฟรม)

12 ช็อตที่ใช้เวลาสร้างแอนิเมชันยาวนานที่สุด ใช้เวลาไป 15 สัปดาห์ (107 วัน) โดยเป็นผลงานนักสร้างแอนิเมชันสามคนและผู้ควบคุมแอนิเมชันรับเชิญ แบรด ชิฟฟ์

13 ฉากที่ยาวที่สุดมีความยาว 9 เมตรและฉากที่เล็กที่สุดนั้นเล็กกว่าขนาดของไอโฟน

14 จำนวนหุ่นที่สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น 1097 ตัว เป็นหุ่นมนุษย์และหุ่นสุนัขอย่างละมากกว่า 500 ตัว

15 ชิ้นส่วนหุ่นที่ใหญ่ที่สุดคือส่วนปากขนาดใหญ่สุดของสป็อตส์ซึ่งมีความยาว 3.5 ฟุต หุ่นขนาดเล็กที่สุดมีขนาด 15 มม. ตัวละครขนาดใหญ่ที่สุดคือผู้พันโดโมะซึ่งมีความสูง 22.7 นิ้ว

16 ผมของอาตาริร้อยด้วยมือและการร้อยผมให้เต็มศีรษะต้องใช้เวลาสองวัน ขนคิ้วของเขาติดโดยใช้แหนบคีบด้วยมือทีละเส้น

17 หุ่นฮีโร่ (หุ่นตัวหลัก) แต่ละตัวใช้เวลาสร้างราว 16 สัปดาห์ เฉพาะหุ่นนัตเม็กตัวเดียวใช้เวลานานหกเดือน

18 ตัวละครมนุษย์มีใบหน้าที่ปั้นขึ้นมา 53 แบบเพื่อแสดงสีหน้าแบบต่างๆ แต่ละตัวมีปากให้เปลี่ยนได้ 48 แบบสำหรับการออกเสียงต่างๆ กัน โดยแต่ละแบบได้รับการปั้นและลงสีด้วยมือทีละชิ้น มีการสร้างชิ้นส่วนใบหน้าและปากกว่า 3000 ชิ้นเพื่อ
ใช้ในหนังเรื่องนี้

19 ใบหน้าของเทรซีมีรอยตกกระ 321 รอย รอยเหล่านี้เกิดจากการลงสีด้วยมือโดยมองเทียบกับใบหน้าตัวต้นแบบ เมื่อรวมรอยตกกระของตัวละครเทรซีซึ่งอยู่ในหุ่นขนาดต่างๆ และใบหน้าแบบต่างๆ ทั้งหมด เท่ากับว่าทีมลงสีต้องลงสีรอยตกกระ
ไปถึง 40,000 รอย

20 มีการออกแบบและสร้างฉากรวม 240 ฉาก

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์: หนังแอนิเมชั่นไทย ที่ต้องเอาใจช่วยมากๆๆๆๆๆ

Published

on

By

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ 

เมื่อมหาสงครามระหว่างเผ่าพันธ์ุ ครุฑ ผู้กล้าและยักษ์ รากษส สุดทมิฬแผ่ขยายไปทั่วทุกอาณาจักร ทหารครุฑสุดท้ายทั้ง 9 ตน ได้ผูกมิตรกับเหล่านักรบผู้เกรียงไกรแห่งหิมพานต์เพื่อการรบแย่งชิงดินแดนแห่งอโยธยา จากเงื้อมมือของเหล่ากองทัพรากษสอันโหดร้ายที่หวังจะบดขยี้ อาณาจักรครุฑให้ลุกเป็นไฟ ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นแฟนตาซี กับเรื่องราวก่อนมนุษย์ครองพิภพ ยุคที่สัตว์ในป่าหิมพานต์ต่างทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกัน เมืองอโยธาของ พญาวัชระครุฑ ถูกรากษสสัตว์เผ่าพันธุ์ดุร้ายเข้ามาตีประชิดเมือง ทำให้พญาวัชระครุฑต้องตีฝ่าวงล้อมข้ามมหานทีสีทันดร ไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าสัตว์พิสดารน้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์ อาทิ คชสีห์, นรสิงห์, วานร รวมไปถึง กินนร ที่เคยเป็นปรปักษ์กัน เพื่อมากอบกู้เมืองอโยธยา ทำให้มหาสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์บังเกิดขึ้น…

ครุฑ มหายุทธ์ หิมพานต์ เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี โดย คณะดิจิทัลอาร์ต วิทยาลัยดนตรี และวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จะว่าเป็นงานโชว์พลังและศักยภาพของสายการศึกษาก็ว่าได้ แม้เราเคยชมงานกราฟิกและเกมจากศิษย์ของสถาบันนี้มาบ้างแล้ว แต่กับงานแอนิเมชั่นขึ้นจอเงินความยาวกว่า 90 นาทีนี่ ถือเป็นก้าวที่ห้าวหาญมาก ๆ

โชคร้ายหน่อยที่ความตั้งใจว่าจะเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์/ยิ่งใหญ่อลังการ/เรื่องแรกของไทย เมื่อ 4 ปีก่อน ถูกแอนิเมชั่นสายเลือดไทยที่ม้ามืดมาก ๆ อย่าง 9 ศาสตรา ทำตัดหน้าและชิงคำนิยามนี้ไปเรียบร้อยก่อนแล้ว ความว้าวต่อจาก ก้านกล้วย ซึ่งเรื่อง ครุฑ นี้ควรได้คะแนนจิตพิสัยบวก 10 เลยกลายเป็น 0 คะแนนไปเสีย

พูดกันตรง ๆ ถ้าเทียบกับงาน 9 ศาสตรา ก็ไม่มีแง่มุมไหนที่หนัง ครุฑ จะเหนือกว่าอย่างจะแจ้งเลย แต่ถ้าจะมองว่าเอางานระดับอาจารย์และนักศึกษา ไปสู้ทีมมือโปรที่ทำสายกราฟิกมาโชกโชนด้วยทุนสร้างอลังการและวิธีคิดแบบสากลมาก ๆ ก็ออกจะไม่ยุติธรรมกับครุฑมากไป ดังนั้นเรามามองแบบตัวหนังครุฑเพียว ๆ น่าจะดีที่สุด

และด้วยเหตุฉะนี้ รีวิวนี้จึงเป็นคำติชมเพื่อปรับปรุงในอนาคต และไม่มีการให้คะแนนด้วยครับ

ด้านเนื้อหาและตัวละคร หนังใช้องค์ประกอบความเป็นไทยอย่างสงครามกู้เอกราชสมัยอยุธยามาแปลงเป็นเรื่องราวแฟนตาซีโลกหิมพานต์ที่มีหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ต่างกับจักรวาลแฟนตาซียิ่งใหญ่ของ โทลคีน อย่าง The Lord of the Rings เลยทีเดียว หากแต่จุดด้อยที่ต่างชัดเจนคือ หนังไม่เอื้อให้คนที่ไม่รู้จักเรื่องราวมาก่อนผูกพันกับตัวละครนัก ในลอร์ดฯเขายังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือฮอบบิทที่ใกล้เคียงมนุษย์ ให้ผู้ชมยึดโยงรู้สึกเป็นตัวแทนได้ แต่ในครุฑตัวละครเดินเรื่องคือครุฑ ที่เราไม่ค่อยจะรู้สึกเป็นตัวแทนเราในการผจญภัยได้ทันที ต้องอาศัยเวลาสร้างความผูกพันไปเรื่อย ๆ แต่หนังก็ดีไซน์มาแบบไม่ได้แก้จุดอ่อนนี้เท่าไหร่ เพราะดีไซน์ทหารครุฑตัวหลักทั้ง 9 ตัวแทบจะแยกกันไม่ออก โชคดีว่าพระเอกยังใส่ชุดสีแดงอยู่ตัวเดียวทำให้ยังพอจดจำได้บ้าง แล้วภาพจำยากไม่พอ ชื่อใช้ศัพท์โบราณเอาเท่แต่จำโคตรยากเข้าไปอีก คือสารภาพว่าจำได้จริง ๆ แค่ตัวสองตัวก็เก่งแล้วนะ

ทางแก้คือ ดีไซน์เอกลักษณ์รูปร่างหน้าตาครุฑแต่ละตัวให้ต่างกันไปเลย เช่น ผอม อ้วน ตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีผู้หญิงบ้าง มีคนแก่บ้าง ชุดแตกต่างกันแบบสิ้นเชิงบ้างไม่ใช่แค่เปลี่ยนสี ซึ่งก็เป็นเทคนิคดีไซน์กลุ่มตัวละครให้จำง่ายที่ใช้กันทั่วไป ตั้งชื่อให้ง่ายเอาลักษณะเด่นของตัวละครมาตั้งก็ได้ เช่น ไอ้ว่องไว ไอ้อึด เป็นต้น

พอตัวละครไม่สามารถดึงคนดูให้อยู่กับหนังได้ ก็ต้องอาศัยเนื้อหาเข้าแทน ตรงนี้ได้มือดีถึง 2 ท่านของวงการหนังไทยอย่าง ผศ.ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์อาร์ต คณะดิจิตัลอาร์ต ซึ่งควบตำแหน่งผู้กำกับหนังด้วย กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง  ผู้กำกับไทยที่มีผลงานระดับนานาชาติมาแล้ว มาช่วยกันเขียนบท แต่ก็เหมือนมีกล่องขนาด 100 แต่อยากใส่ของ 150 ทำให้ดูเยอะแบบไม่จำเป็น แล้วยังต้องตัดการเชื่อมหลาย ๆ อย่างเพื่ออัดอีก 50 ลงไปให้ได้ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยากอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องราวกษัตริย์ครุฑ ที่ต้องปูเรื่องกันมาถึง 2 แผ่นดินโดยไม่มีผลต่อโครงเรื่องหลักด้วยซ้ำ คือพออัดพอตัดให้อยู่ในกรอบแล้ว หลายอย่างพิกลพิการมากจนตรรกะหลุดหมด โดยเฉพาะอาวุธไม้ตายที่แบบขาดสติอย่างสิ้นเชิงทั้งที่มาและวิธีใช้

ทางแก้คือ ทางที่ดีที่สุดคือควรให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นแกนหลัก โดนยักษ์โจมตีต้องไปพึ่งพาเหล่าสัตว์หิมพานต์ให้มาร่วมสู้แบบ 7 เซียนซามูไร โดยมีปมที่มนุษย์ขัดแย้งกับป่าหิมพานต์มาแต่เดิม รวมถึงแต่ละเผ่าพันธุ์ของหิมพานต์ก็มีความขัดแย้งกันเองอยู่ด้วยอย่าง นาค กับครุฑ เป็นต้น แค่นี้ก็ดูง่าย และปมขัดแย้งของสัตว์หิมพานต์ก็มีอะไรให้เล่นเยอะมาก จนลดคำครหาเรื่องหนังตามสูตรสำเร็จได้แล้ว

ที่สำคัญปัญหาหลัก ๆ น่าจะเป็นเวลาและทุนการผลิต เพราะมันสะท้อนผ่านตัวงานอย่างชัดเจน คือขาดการปรับปรุงสุดท้ายให้ดีพอ ตัวเรื่องที่อาจคิดมาสำหรับความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งโดนอัดให้เหลือหนึ่งชั่วโมง คาแรกเตอร์ที่ในเผ่าพันธุ์เดียวกันควรมีหลากหลายก็เอาโมเดลเดียวมาปรับใช้ ปรับสีปรับชื่อปรับเสียงพากย์พอ ซึ่งไม่ควร หรือบางตัวละครตั้งใจออกแบบอย่างดีเอามาใช้แค่ฉากเดียวอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น

งานภาพมีทั้งส่วนที่สวยมาก ๆ ตั้งใจมาก ๆ และส่วนที่หยาบมาก ๆ เผามาก ๆ อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน ที่น่าตกใจคือแม้แต่ในฉากเดียวกันก็มีมาตรฐานปะปนกันมั่วไปหมด โมเดลสวยฉากแย่ หรือฉากสวยเอฟเฟกต์แย่ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย ก็คงเป็นโจทย์ภายในทีมงานเองที่ต้องแก้ไขก่อนจะเริ่มทำหนังจริง ๆ เพราะทั้งหมดนี้สะท้อนว่าขั้นพรีโปรดักชั่นเตรียมงานมาน้อยเกินไปมาก ๆ ทำให้การควบคุมการผลิตพลาดเป้าได้ขนาดนี้

ตรงนี้ไม่ต้องเป็นนักสร้างหนังมือทองอะไรก็คงบอกทางแก้ของหนังได้ว่า ต้องคิดเรื่องการเล่าเรื่องให้สนุกภายใต้ข้อจำกัดของตัวเองให้ออก ไม่จำเป็นต้องเป็นฮอลลีวู้ด เพราะหนังอินดี้ที่ทำดี ๆ ก็มีมาก

ข้อดีของหนัง ที่ชื่นชมเลยนอกจากความตั้งใจ และกล้าทะเยอทะยานมาก ๆ รวมถึงทีมพากย์ที่มี ณเดชน์ คูกิมิยะ มาพากย์เป็นตัวเอกที่ค่อนข้างใช้ได้แล้ว ก็คือการคิดรายละเอียดแฟนตาซีต่าง ๆ ที่ดูมีของให้ตื่นตาตื่นใจ อย่างปีกครุฑ หรือผลการประชุมของกินรีที่ใช้ควัน ซึ่งมีหลายอย่างที่ดูออกว่าทีมงานตั้งใจคิดตั้งใจทำมาก ๆ ขาดแค่การควบคุมให้ความฟุ้งทั้งหลายอยู่ในกรอบที่ลงตัวในด้านเวลาและทุนนั่นเอง

ส่วนตัวเชื่อว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นก้าวแรกที่ให้ทีมมหาวิทยาลัยรังสิตได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดไปอัปเลเวลอีกมาก หากไม่ท้อไปก่อน หนังเรื่องถัด ๆ ไปน่าจะสนุกและเข้าเป้ากว่านี้อีก จึงเป็นบทสรุปที่ว่า

ครุฑ จึงคือหนังที่ไม่ต้องการคะแนนรีวิว แต่เป็นหนังที่เราต้องให้กำลังใจเอามาก ๆ

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Animal World: หนังเล่นไพ่เป่ายิ้งฉุบที่โคตรดี๊ดีย์

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

อีกหนึ่งหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ของฝั่งพี่จีนที่กระแสดีมากจนขึ้นบ็อกซ์ออฟฟิศอันดับ 1 ในแดนมังกร ดัดแปลงมาจากกร์ตูนเรื่อง ไคจิ กลโกงเกมมรณะ ของ อ.โนบุยุกิ ฟุคุโมโตะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการ์ตูนหายากในบ้านเราพอๆ กับหนังสือซีรีส์ ‘โคตรโกง’ ของใบไผ่เขียวเลย โดยคราวนี้ได้ หลี่อีเฟง ซุปตาร์ตี๋ที่มีติ่งในบ้านเราไม่น้อยมารับบทเป็น ‘เจิ้งไคซือ’ หนุ่มชีวิตบัดซบ แม่ป่วยนอนติดเตียง แถมอยู่มาวันหนึ่งเผลอเอาบ้านตัวเองไปเซ็นค้ำประกันให้เพื่อนสมัยเรียนจนแบกหนี้สินหลายสิบล้านที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ทางเลือกที่เขามีในตอนนี้คือเข้าเล่นเกมเดิมพันบนเรือสำราญ ซึ่งหากชนะจะได้เงินปลดหนี้มีชีวิตใหม่ แต่หากแพ้จะต้องกลายเป็นหนูทดลองและตายอย่างทรมานในห้องดำ

Animal World หรือ ‘เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก’ (ชื่อไทยเห๊ยเห่ย..) แถมหน้าหนังนี่หลอกนึกว่าไปทางหนังแอ็คชันอวยพี่จีนซะสนิท เรียกว่าผิดคาดมากกับเนื้องานตลอด 2 ชั่วโมง มีความเซอร์ มีความไซไฟ ที่วิชวลเล่นใหญ่จัดเต็มมากตามสไตล์พี่จีนสร้าง ไม่รู้แม่งจะสโลว์โมชันเยอะไปไหน กว่าจะเข้าเรื่องที่จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากนี่เจอ ความมโนของเจิ้งไคซือไปเล่นเอาปวดหัวเลย (ฮา) ความเยอะตรงนี้อยากจะหักคะแนนออกไปหน่อย เพราะครึ่งหลังของหนังนั้นคุ้มค่าทุกนาทีมาก ๆ คือเรียกว่าจากทรงที่ทำท่าว่าจะออกมางั้น ๆ เหมือนพวก Sucker Punch แต่แล้วเมื่อ เจิ้งไคซือ เข้าไปในโลกของเกมเดิมพันแห่งชีวิตแล้ว มันกลายเป็นหนังน้อง ๆ ซีรีส์ Liar Game ไปเลย

หนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นพัฒนาการของ เจิ้งไคซือ, ที่มาที่ไปของตัวตลกที่มักจะปรากฏตัวบนความคิดของเขาทุกครั้งเมื่อมีอะไรมากระทบจิตใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และตัวตลกนี่เองที่หนังแผ้วทางเอาไว้เป็นภาคต่อได้ยาว ๆ รวมทั้งบทบาทของ ไมเคิล ดักลาส ที่เพิ่มความน่าเกรงขามให้ตัวหนังเทา ๆ ที่ล้อเล่นกับจิตใจของคนแบบนี้ได้คมชัด ไม่ได้พี่จีนเอามาหลอกแดกเป็นตัวประกอบเหมือน สตีเฟ่น ซีกัล จอมหักกระดูกที่เอาชื่อมาทิ้งเป็นเสี่ยหมูขึ้นอืดสิงอยู่ร้านเหล้าใน China Salesman

Animal World นอกจากสอบผ่านเรื่องเอามาทำใหม่แล้วดูสนุกแล้ว แคสนักแสดงชุดนี้ยังลงตัว ขับอินเนอร์กันออกมาดีกว่าที่คิดมาก ขนาด โจวตงหยู ที่รับบทเป็นสมทบเป็นแฟนของ เจิ้งไคซือ โผล่ออกมาไม่กี่ซีนแต่เอาเรื่องทุกซีน ส่วน หลี่อีเฟิง เองเข้าถึงบทแบบได้กลิ่นของ ไลท์ ใน DeathNote เลยภาพรวมแล้ว อาจจะปูเรื่อง ล่อซีจีจนเลอะเทอะไปบ้างตามแบบฉบับพี่จีนสายล้น แต่ความชิงไหวชิงพริบ หักเหลี่ยม หักมุมนั้นให้อภัยได้ และทำให้คนดูอินกับหนังไปจนสุดทาง ไม่มีคำว่าเสียดายตังค์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!