Connect with us

ภาพยนตร์

Sing Street: Soundtrack หนังจบ เพลงไม่จบ แกะอัลบั้ม 17 เพลงประกอบหนังกัน

Published

on

เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Sing Steet ของ John Carney ผู้กำกับดังจาก Once และ Begin again คงจะรู้สึกซาบซึ้งประทับใจกับตัวหนังที่ออกจะฟีลกู้ดพอสมควรแล้ว สิ่งหนึ่งที่มักเกิดเวลาได้ดูหนังของเขาก็คือ กระวนกระวาย อยากหาเพลงเพราะๆในหนังมาฟังซ้ำๆอีก โดยเฉพาะพวกเพลงในโมเม้นท์ประทับใจทั้งหลาย วันนี้เลยจัดเพลงดังทั้ง 17 เพลง ที่อยู่ในอัลบั้ม Sing Street: Original Motion Picture Soundtrack อัลบั้มเพลงประกอบหนังเรื่องดังนี้ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ Decca Records ที่ปล่อยมาตั้งแต่ 18 มีนาคม 2016 มาดูกันทีละเพลง ว่าควรจัดหาไว้ในครอบครองจะคุ้มค่าสุดๆ หรือนอนฟังผ่านยูทูบเอาน่ะดีแล้วกัน

ปกอัลบั้มที่รวมนักแสดงหลักมาในธีม 80s เต็มกำลังครับ

ปกอัลบั้มที่รวมนักแสดงหลักมาในธีม 80s เต็มกำลังครับ

แทร็กแรกของอัลบั้มนี้ไม่ใช่เพลงแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงบทพูดววรคทองของนักแสดงอย่าง Jack Reynor ที่รับบท เบรนดัน พี่ชายของพระเอก ในฉากที่เขาแนะนำให้น้องชายหรือตัวเอกลุกขึ้นมาแต่งเพลงของตัวเองแทนที่จะใช้เพลงชาวบ้านมาสื่อความในใจไปถึงสาวที่ชอบ ซึ่งอยู่ในนาทีที่ 0.49 ของคลิปด้านล่างนี้ เขาพูดว่า “Rock N Roll Is A Risk. You risk being ridiculed.” แปลดื้อๆว่า ร๊อกแอนด์โรลน่ะคือความเสี่ยง ต้องยอมเสี่ยงที่จะถูกเยาะเย้ย  ซึ่งถ้าฟังที่เบรนดันพูดก่อนหน้านี้ก็คือเขากำลังบอกว่า เล่นตามเพลงวงอื่นก็เป็นได้แค่วงคัฟเวอร์ทั่วไป ความในใจของเราเป็นความรู้สึกเฉพาะตัวเอาเพลงคนอื่นมาแทนไม่ได้ ร๊อกแอนด์โรลคือความจริงใจที่จะสื่อออกไป แม้จะถูกหัวเราะเยาะก็ตาม

1. Rock N Roll Is A Risk (Dialogue)

Performed by Jack Reynor

ผ่านอินโทรไปมาเข้าช่วงเพลงแล้ว ก็ขอเริ่มส่วนแรกด้วยบรรดาเพลงบริเทนร๊อกแห่งยุค 80s ที่นำมาประกอบในหนังก่อนเลย ก็เรียกได้ว่าผู้กำกับคาร์นีย์ นำความประทับใจครั้งวัยเด็กของเขาที่มีสคูลแบนด์ของตัวเอง และความคลั่งไคล้ในเรื่องดนตรียุคนั้นของเขามาอย่างเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว ถ้าได้อ่านจากบทสัมภาษณ์ของเขาจะพบว่านอกจากตัวเขาเองจะเลือกเองแล้ว ยังได้มือดีอย่างวง U2 ที่มาช่วยพัฒนาหนังในช่วงแรกเป็นคนแนะนำวงดังๆในยุคนั้นด้วย น่าเสียดายที่ตารางการทำงานของคาร์นีย์กับตารางการทัวร์คอนเสิร์ตของยูทูดันมาตรงกัน เราเลยไม่ได้ฟังเพลงออริจินอลที่ยูทูอาจจะทำให้หนังไปอย่างน่าเสียดาย แต่คาร์นีย์ก็ได้มือดีที่เป็นทั้งนักดนตรีและนักแต่งเพลงแห่งยุค 80s คนหนึ่งอย่าง Gary Clark มาช่วยคัดสรรและทำเพลงสำหรับหนังเรื่องนี้แทน ก็ได้เพลงที่สะท้อนยุคสมัยจากวงเทพๆมาถึง 7 เพลงด้วยกัน ตามนี้เลย

2. Stay Clean

Written by Lemmy (uncredited), Phil ‘Philthy Animal’ Taylor (uncredited) and Fast Eddie Clarke (uncredited)
Performed by Motörhead

เพลงนี้จังหวะมันๆตามสมัย พูดถึงการแหกกฎระเบียบต่างๆ ทำตามความเชื่อของตน ก็เป็นเนื้อหาแบบเพลงแนวนี้ล่ะนะ แน่นอนในหนังเราจะได้ยินตอนที่ปลุกใจตัวละครให้ลุกขึ้นมาสู้หรือทำอะไรที่กล้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั่นเอง

3. Rio

Written by Duran Duran (uncredited)
Performed by Duran Duran

เพลงนี้หลายๆคนน่าจะจำได้เลย เพราะเล่นเป็นตัวละครตัวหนึ่งเลย ที่ทำให้พระเอกได้รู้จักกับคำว่ามิวสิควิดีโอครั้งแรก ความสอดประสานของดนตรีและวิช่วลที่เป็นมนต์เสน่ห์ของยุค 80s อีกอย่างหนึ่ง และนั่นก็กลายเป็นมุกที่พระเอกไปชวนนางเอกมาแสดงมิวสิควิดีโอให้วงตัวเองนั่นล่ะ แถมในหนังยังมีบทกลับมาย้ำสองสามรอบอีกต่างหาก

4. Town Called Malice

Written by Paul Weller (uncredited)
Performed by The Jam

เนื้อหาเพลงนี้ไม่ต่างจากเพลง Stay Clean เท่าไร แต่ถ้าจำได้มันคือ 1 ใน 2 เพลงที่พระเอกพกไปบ้านของเอมอน เพื่อฝึกทักษะการเล่นดนตรีด้วยกันนั่นเอง

5. Inbetween Days

Written by Robert Smith
Performed by The Cure

เพลงง้อสาวให้คืนกลับมา ลุคของนักร้องนำวงนี้คุ้นๆมั้ย ใช่แล้วพระเอกของเราก็ลอกลุคของวงนี้ไปใช้ด้วยในช่วงหนึ่งของหนังหลังจากที่ได้รู้จักคำว่า happysad จากเพลงของวงนี้นั่นเอง

6. Maneater

Written by Daryl Hall, John Oates, and Sara Allen
Performed by Hall & Oates

เพลงที่บอกหนุ่มๆให้ระวังสาวๆให้ดี เพราะพวกเธอพร้อมจะหยอกคุณเล่นและขย้ำคุณได้ตามชื่อเพลงเลย นักกินผู้ชาย มาในโมเม้นท์ที่พระเอกเริ่มกระวนกระวายใจที่โดนนางเอกปั่นหัวเล่น

7. Steppin’ Out

Written by Joe Jackson (uncredited)
Performed by Joe Jackson

เป็นอีกเพลงที่พระเอกเอาไปซ้อมเล่นที่บ้านของเอมอนพร้อมกับเพลง Town Called Malice นั่นเอง

8. Pop Muzik

Written by Robin Scott (uncredited)
Performed by M

เพลงสนุกๆที่ว่าด้วยสีสันของเพลงป๊อปนั่นเองครับ

มาส่วนที่สองกันบ้าง นี่น่าจะเป็นหัวใจของหนังเลยล่ะ กับบรรดาเพลงออริจินัลที่แต่งใหม่สำหรับหนังโดยเฉพาะ ซึ่งก็ได้ Gary Clark มาเป็นตัวหลักในการทำเพลง โดยนำเพลงในยุคนั้นโดยเฉพาะที่กล่าวมาก่อนหน้านี้มาเป็นแนวทาง รวมถึงการตีโจทย์ในหนังที่พวกพระเอกบอกว่าเพลงของพวกเขาเป็น แนวอนาคต ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ได้คาร์นีย์เข้ามามีส่วนร่วมในการทำเพลงด้วย นอกจากนี้ยังได้ซี้เก่าอย่าง Glen Hansard พระเอกจาก Once มาร่วมกับซี้ใหม่อย่าง Adam Levine จาก Begin Again ร่วมทำเพลงให้หนังเป็นพิเศษอีก 1 เพลงด้วย และเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ในหนังก็มีถึง 9 แทร็ก 8 เพลง ด้วยกัน โดยมีเพลง Up ที่ใส่มาถึงสองเวอร์ชั่นด้วยกัน

9. The Riddle Of The Model

Performed by Sing Street

เพลงใหม่เพลงแรกในอัลบั้มนี้ ซึ่งคลาร์กก็ตีความจาก เพลงแนวอนาคตของตัวเอก และเนื่องจากเป็นเพลงแรกที่พวกพระเอกแต่งในเรื่อง จึงไม่ซับซ้อนหรือยากมากนัก ดูจะมีอิทธิพลจากวงดังๆที่พระเอกได้ฟังในช่วงแรกของหนังมาด้วย ฟังสนุกดีทีเดียว ในหนังพระเอกแต่งเพื่อสื่อถึงตัวนางเอกที่อยากเป็นนางแบบนั่นเองว่าเธอน่าค้นหานะ จีบกันดื้อๆกันเลยล่ะ

10. Up

Performed by Sing Street
Performed by The Score

เป็น 1 ใน 2 เพลงที่มาจากการแต่งแบบเพียวๆของ Gary Clark และเป็นเพลงที่สองที่พระเอกได้แต่งในหนัง ซึ่งพูดถึงความรักว่าเป็นความสวยงามและแรงบันดาลใจให้เขารู้สึกสูงขึ้นมีพลังขึ้น โดยหมายความถึงความรู้สึกของเขาต่อตัวนางเอกนั่นเอง และในตอนหนึ่งมันก็กลายเป็นเพลงที่มาให้กำลังใจนางเอกที่กำลังชีวิตตกต่ำด้วย เพลงนี้มีเล่นหลายครั้งทีเดียวในหนัง ถือเป็นอีกเพลงเด่นเลยทีเดียว เพลงนี้ใส่มาในอัลบั้มสองเวอร์ชั่นด้วยกัน เวอร์ชั่นแรกนี้จะเป็นเวอร์ชั่นเต็มความยาว 2 นาทีกว่า ซึ่งในนั้นจะเป็นวงซิงสตรีทเล่น แต่ในคลิปนี้เอาผลงานการเล่นของ The Score ที่ทำออกมาได้สมบูรณ์เหมือนกันมาให้ฟังแทน

11. To Find You

Performed by Sing Street

เพลงไม้ตายของหนัง ด้วยบัลลาดช้าๆซึ้งๆที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นอย่างกีตาร์และเปียโนบรรเลง มาในฉากที่น่าจะประทับใจใครหลายๆคนทีเดียวด้วยความหวานปนเศร้าของมัน สวยงามมากๆครับ นี่เป็นอีกเพลงที่ Gary Clark แต่งคนเดียวเช่นกันครับ ส่วนเพลงๆอื่นที่เหลือจะเป็นผลงานร่วมกันของหลายคน ในคลิปนี้เนื่องจากหาที่เป็นซิงเกิ้ลจริงๆที่พระเอกร้องไม่ได้ เลยขอแปะเวอร์ชั่นคัฟเวอร์มาแทน ซึ่งของจริงจะใสและเพราะกว่านี้ขึ้นอีกสองสามขั้นครับ 55

12. A Beautiful Sea

Performed by Sing Street

เพลงแรกที่แต่งหลังจากโดนนางเอกสอนมวยเรื่อง happysad เข้าไปครับ อันนี้ได้อิทธิพลจากเพลงของวง The Cure ไปเต็มๆสังเกตจากลุคของพระเอกได้

13. Drive It Like You Stole It

Written by John Carney and Gary Clark
Performed by Sing Street
Performed by Hudson Thames

เพลงนำของหนังอีกเพลงที่ใช้โปรโมทเยอะเหมือนกัน และเพลงนี้ก็ทำมาให้ลุกขยับตัวสไตล์ป๊อปดิสโก้ยุคนั้นได้ดีทีเดียว เพลงนี้ได้ฟังกันหลายรอบในหนังอีกเช่นกันครับ โดยเฉพาะฉากถ่ายมิวสิควิดีโอเพลงในยิม ต้องบอกว่าเป็นฉากจำของใครหลายๆคนเหมือนกัน ด้วยความหวานขมของมันนี่ล่ะ เป็นอีกเพลงที่ฟังซ้ำไปซ้ำมาได้เพลินๆเรื่อยๆเลย

14.Up (Bedroom Mix)

Performed by Sing Street

เพลงอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่สั้นกว่า และในหนังก็เป็นครั้งแรกที่พระเอกเล่นเพลงนี้ซ้อมกันกับเพื่อนๆด้วย อันนี้คลิปจากหนังที่คนเกาหลีเอามาปล่อยครับ ซึ่งคลิปจะบินไปตอนไหนก็เป็นไปได้หมดล่ะครับ แต่ถ้าชอบก็ไปฟังเวอร์ชั่นแรกเอาไปก่อนดีกว่าครับ หรือซื้อมาเลยก็ดี

15. Girls

Performed by Sing Street

เพลงที่บอกว่าสาวๆ นั้นแสนเข้าใจยากครับ อันนี้ก็ตกตะกอนจากประสบการณ์ของพระเอกล่ะนะโดนนางเอกปั่นหัวเล่นมาเยอะทีเดียว อันนี้เริ่มโดดมาทางอัลเตอร์แล้ว จังหวะกระชากๆสนุกดีทีเดียว คลิปนี้ก็เกาหลีปล่อยเช่นกันครับ ถ้าชอบไปสอยเพลงจริงเลยดีกว่า

16.Brown Shoes

Performed by Sing Street

เป็นเพลงบทสรุปปมหนึ่งในหนังเหมือนกันครับกับเพลงปลุกประท้วงระบบแสนเข้มงวดและไม่ยุติธรรมของโรงเรียนที่พระเอกเจออยุ่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยรองเท้าสีน้ำตาลก็เป็นสัญลักษณ์ที่พระเอกเอาเรื่องสีรองเท้าที่ไม่ถูกระเบียบของโรงเรียนที่ต้องเป็นสีดำมาใส่เรื่องราวนั่นเอง คลิปนี้สองนักแสดงตัวจริงของเรื่องมาเล่นสดให้ฟังที่เทศกาลซันแดนซ์ที่หนังไปเปิดฉายแล้วมีคนอัดเอาขึ้นยูทูบให้ฟังครับ เพลงจริงในอัลบั้มจะเต็มกว่านี้อีก

17. Go Now

Performed by Adam Levine

เพลงโปรโมทอีกเพลงที่มาปิดอัลบั้มนี้ ด้วยผลงานจากศิษย์เก่าสุดเซอร์ไพร้ส์ของคาร์นีย์ทั้งสองคนที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้า ด้วยเสียงร้องของ Adam Levine จาก Begin Again และฝีมือการแต่งเพลงของ Glen Hansard พระเอกจาก Once มาร่วมกับทีมเพลงของหนังทำเพลงที่มีทั้งจังหวะช้าและระเบิดพลังออกมา รวมถึงเป็นบทสรุปปิดฉากสุดท้ายของหนังด้วย ฟังแล้วเพลินมากฟังไปวนๆได้ทั้งวันอีกเช่นกัน

แถมให้เพลงสุดท้ายอีกหนึ่งเพลง แต่ไม่มีในอัลบั้มหรอกนะครับ

จำได้มั้ยว่าอยู่ในฉากไหน คงยากหน่อยเพราะในหนังร้องซะจำเพลงต้นฉบับไม่ได้เลย 555 เพลงนี้คือเพลงที่พระเอกของเราไปร้องเสียงหลงสดๆให้นางเอกฟังตอนเจอกันครั้งแรกนั่นเองครับ แถมให้เผื่อใครอยากรู้ว่ามันเพลงไรฟระ 55

สรุป

เป็นอีกอัลบั้มที่น่าจัดไว้ในครอบครองครับ ส่วนตัวอาจจะชอบไปทาง Once หรือ Begin Again มากกว่า แต่สายร๊อกแอนด์โรลในเรื่องนี้ก็นับว่าโอเค โดยเฉพาะพวกเพลงแต่งใหม่นี่ผมว่าประสานรสเก่ารสใหม่ได้กลมกล่อมมาก หลายเพลงเพราะจนเปิดฟังซ้ำๆได้ทั้งวันเลย และที่สำคัญรอลุ้นให้เข้าชิงสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมของออสการ์ปีหน้านี้ได้เลยครับ ผมว่ามาแน่

สนใจอัลบั้มนี้มีขายบนไอจูนแล้วนะ หรือลองหาแผ่นก็น่าจะไม่ยากเช่นกัน คลิ้กเลย

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : Black Panther ในระบบ IMAX 3D

Published

on

ห่างหายกันไปนานเลยนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี กลับมาคราวนี้ขอประเดิมปี 2018 ด้วยหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปีของค่ายมาร์เวลอย่าง Black Panther ซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายกษัตริย์แห่ง วาคานดา ที่มาในระบบ IMAX 3D แต่จะคุ้มค่าตั๋วอันแสนแพงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว


เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX 3D  

เริ่มต้นจากข้อมูลด้านเทคนิค ( Technical Specifications) จากเว็บไซต์ IMDB ที่ระบุอัตราส่วนภาพไว้ 2 ขนาดคือ 2.39:1 และ 1.90:1 สำหรับฉายโรง IMAX  ซึ่งตามโฆษณาของทางโรงบอกว่ามีถึง 26 % ของเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งจากการสังเกตดูส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่วาคานดา ซึ่งอัตราส่วนขยายก็ช่วยให้ภาพของวาคานดา ดูสวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ และไม่เพียงงานภาพเท่านั้นแต่หนังยังมีการมิกซ์ระบบเสียงเป็น IMAX 12 Tracks ทำให้เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ในฉากต่างๆมีความกระหึ่มเหมาะกับระบบ IMAX มากเลยทีเดียว


มิติภาพลึกแค่ไหน 

และสำหรับการชม Black Panther ในระบบ 3D นั้น ต้องยอมรับว่าการแปลงภาพทำได้ดีมาก แม้กระทั่งฉากคุยธรรมดาฉากหลังก็ยังมีการทำให้เกิดเป็นมิติ แต่อาจต้องถูกตัดคะแนนนิดนึงตรงฉากที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ที่ทำให้สังเกตความลึกของภาพได้ยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วยเหลือ นาเคีย ตอนต้นเรื่องที่สีภาพกลืนกันหมดทั้งสีผิวนักแสดงและฉากหลังที่เป็นตอนกลางคืน แถมการสวมแว่นสามมิติยังทำให้ภาพมืดลงไปอีก


แอ็คชั่นของฝ่าบาทเด้งแค่ไหน  

แน่นอนละ คนดูหนังสามมิติก็อยากเห็นอะไรเด้งๆพุ่งๆ ซึ่งต้องชื่นชม ‘บร๊ะลานุภาพ’ ของฝ่าบาทที่แทบทุกซีนจะมีภาพเด้ง ภาพพุ่งเสมอ แม้กระทั่งฉากคุยกัน หนังก็ยังเคลื่อนกล้องผ่านไหล่ตัวละครเห็นเป็นภาพเหลื่อมซ้อนชัดเจน หรือจะฉากแอ็คชั่นก็มันส์สะใจด้วยอาวุธที่ขยันขว้าง ขยันเขวี้ยง หรือแม้กระทั่งตัวฝ่าบาทเองที่ใช้วิชาตัวเบาโดดสูงพุ่งออกมานอกจอ สวยงามมากเลยทีเดียว ทำให้ Black Panther น่าจะสะใจคอหนังสามมิติแน่ๆ


ถอดแว่นแล้วภาพเบลอแค่ไหน

การที่เราจะตัดสินได้ว่างานภาพของหนังเป็นสามมิติแท้หรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการถอดแว่นมองภาพซ้อนบนจอ ผลปรากฏว่าภาพส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นภาพซ้อน มีเพียงบางเฟรมเท่านั้นที่หนังแอบแทรกภาพ 2 มิติเข้ามาแต่ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นในแง่ของความเป็นภาพสามมิติ Black Panther จึงผ่านได้อย่างสบายๆ


 

ฝ่าบาทโดดไปโดดมาแล้วจะปวดหัวไหม

แม้หนังสามมิติจะสร้างความน่าตื่นตื่นใจขนาดไหน แต่หากหนังมีภาพที่ทำให้คนดูเกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าก็คงทรมานไม่น้อย แต่โชคดีที่แม้ Black Panther จะมีฉากแอ็คชั่นโลดโผนแค่ไหน แต่ตัวหนังผ่านการตัดต่อที่คิดมาแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผู้ชมส่วนใหญ่ โดยฉากที่มีการเหวี่ยงกล้องก็จะเกิดในช่วงสั้นๆเท่านั้น ดังนั้นมั่นใจได้ว่าดู Black Panther บน IMAX 3D แล้วไม่ปวดหัวปวดตาเพราะฝ่าบาทแน่นอน

สรุปแล้ว Black Panther ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปี 2018 บนจอ IMAX ได้อย่างงดงาม ทั้งฉากขยาย ระบบเสียงกระหึ่มสะใจแบบ 12 แทร็คของ IMAX ตลอดจนงานภาพ 3 มิติที่หนังแปลงภาพได้อย่างน่าพึงพอใจ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

ลาก่อนหนัง Transformers ภาค 6 ถูกยกเลิกสร้างและจะ Reset เรื่องราวใหม่หมด

หนัง Transformers จะถูก reset ใหม่หมด

Published

on

เรียกว่าแทนที่จะเป็นจุดกำเนิดของจักรวาล กลับกลายเป็นจุดจบแทน สำหรับ Transformers: The Last Knight ที่ฉายในปี 2017 แต่ทำรายได้ไม่เข้าเป้า ทำให้ในงานพรีวิวงาน Toy Fair ใน นิวยอร์ก ไม่มีรายชื่อภาพยนตร์ Transformers ภาคต่อจาก The Last Knight มีเพียง หนัง bumblebee ที่จะฉายในปีนี้ แปลว่าซีรีส์ Transformers ของ Michael Bay ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

โดยหลังจากนั้นภาพยนตร์ Transformers จะถูก Reset ใหม่หมด และอาจไม่มีชื่อของ Michael Bay มีส่วนร่วมอีก ซึ่งแต่เดิมภาคต่อจาก The Last Knight จะมีกำหนดฉายในปี 2019 แต่จากการประกาศเริ่มต้นใหม่ของซีรีส์ ทำให้เราจะไม่มีหนัง Transformers ภาคใหม่ฉายจนถึงปี 2021 ทำให้ค่าย Paramount มีโอกาสในการคิดหาแนวทางในการสร้างหนังชุดใหม่ให้แตกต่างจากเดิม

ส่วนใครยังชอบจักรวาลเก่า ยังมีภาพยนตร์ภาคแยกอย่าง bumblebee ที่จะฉายในเดือน ธันวาคม ปี 2018

อ้างอิง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Molly’s Game : เข้มทั้งเนื้อหาและการแสดง

Published

on

เป็นหนังที่ไม่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง เหตุจากไม่ใช่หนังทีทำออกมาเอาใจตลาด แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นหนังที่มีองค์ประกอบที่น่าสนใจมากมายเต็มไปหมด

  1. หนังสร้างจากหนังสือที่อื้อฉาวตอนที่วางจำหน่ายเพราะเป็นเรื่องเล่าชีวิตของเจ้าแม่บ่อนโป๊คเกอร์ที่ขาไพ่ประจำบ่อนล้วนเป็นดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง ผู้กำกับและคนในวงการมากมาย
  2. เป็นผลงานประเดิมงานกำกับของอารอน ซอร์กิน มือเขียนบทรางวัลออสการ์จาก The Social Network (2010) และลงมือดัดแปลงหนังสือ Molly’s Game ออกมาเป็นบทภาพยนตร์เอง
  3. หนังใช้ดาราระดับยอดฝีมือของฮอลลีวู้ดล้วนในบทนำ เจสซิก้า แชสเทน ในบท มอลลี่ บลูม และ ไอดริส เอลบ้า ที่พลิกบทบาทจากภาพที่คุ้นเคยว่าจะต้องเป็นนักรบที่มีปืนในมือตลอดเวลา มาสวมสูทแพงผูกไทเป็นทนายมากประสบการณ์
  4. ความสนุกกับการคาดเดาตัวละครสมมติของบรรดาดาราที่มาเล่นในบ่อนของมอลลี่ ว่าตัวจริงของเขาเหล่านี้คือใครนะ

มอลลี่ บลูม ตัวจริง

อารอน ซอร์กิน เลือกงานกำกับครั้งแรกก็เป็นงานยากเลย เพราะเนื้อหาของ Molly’s Game เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยมากมาย เพราะหนังเล่าปูมหลังของมอลลี่ย้อนไปไกลตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเป็นนักกีฬาสกีที่อนาคตไกล พลิกผันมาเข้าวงการโป๊คเกอร์ได้อย่างไร ความสัมพันธ์กับพ่อที่ไม่สู้ดีนักและมีผลต่อทิศทางชีวิตของเธอโดยตรง และเรื่องราวส่วนใหญ่ของหนังที่ดำเนินไปในบ่อนโป๊คเกอร์จากพนักงานต้อนรับ และก้าวขึ้นมาดำเนินกิจการเอง ความสัมพันธ์กับบรรดาขาไพ่ที่มากหน้าหลายตา และจุดวิกฤตที่โดนจับและต้องหาทนายมือดีมาแก้ต่างให้ตัวเธอเอง หนังเล่าเรื่องได้เก่ง ตัดต่อได้ดีไม่สับสนแม้จะตัดเรื่องราวกระโดดไปมา 3 เหตุการณ์ เหตุการณ์ปัจจุบันที่เธอและชาร์ลีย์ แจฟฟรีย์ ทนายของเธอต้องช่วยกันสู้คดีกับทางรัฐ แม้หนังจะเป็นเรื่องราวของทนายกับลูกความแต่ว่าเนื้อหาบนศาลก็มีเพียงไม่กี่นาทีในหนังเท่านั้น หนังช่วงนี้ตัดย้อนไปเล่าเหตุการณ์ในวัยเด็กที่อยู่กับพ่อและแม่ และเวลาส่วนใหญ่ของหนังก็คือการเล่าเรื่องตั้งแต่เธอเริ่มเข้าสู่วงการบ่อนโป๊คเกอร์ จนถึงวันที่ถูกจับ เป็นส่วนที่เข้มข้นน่าติดตามสุด เพราะเธอพาเราไปเจอโลกที่เคยเห็นมาก่อนในสังคมมหาเศรษฐีของฮอลลีวู้ด ที่ได้เห็นเงินจำนวนมากสะพัดในบ่อนแต่ละคืน ได้เห็นทั้งดารา เซเลบ ผู้กำกับ และแม้กระทั่งมาเฟีย ที่พามอลลี่ไปเฉียดเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายมาแล้ว เรายังได้สนุกกับวิธีจัดการรับมือกับบรรดาลูกค้าที่มาในหลายรูปแบบ ทั้งขี้เมา ขี้คุย และขี้หลี

แม้หนังจะมีประเด็นมากมายให้พูดถึง แต่โดยรวมหนังก็เดินหน้าไปด้วยบทสนทนาเป็นหลัก ซึ่งแน่ล่ะที่ออกมาแนวนี้เพราะมันเป็นหนังที่เขียนบทและกำกับโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ ก่อนไปดูแนะนำเลยว่าทำสมาธิให้ว่างและพักผ่อนสายตาให้เพียงพอเพราะสายตาต้องทำงานหนักกับการอ่านซับไตเติ้ลที่ขึ้นมาแทบทุกวินาทีของหนังและเลื่อนเร็วมาก เพราะตัวละครคุยกันจริงจัง ยิ่งตอนเถียงกันนี่อ่านแทบไม่ทันเลย อีกเรื่องที่ต้องเตือนกันก่อนว่านี่คือหนังชีวประวัติช่วงหนึ่งของเจ้าแม่บ่อนโป๊คเกอร์ชื่อดัง เรื่องราวของหนังจึงอยู่กับเกมโป๊คเกอร์เสียมาก โดยเฉพาะช่วงกลางเรื่องนี้ลงลึกในแต่ละเกมเลย การบลัฟกัน การชิงไหวชิงพริบ ซึ่งมอลลี่ก็เล่าแต่ละเกมโดยละเอียดว่าใครได้ไพ่อะไร ตรงนี้คนที่เล่นโป๊คเกอร์เป็นจะดู Molly’s Game สนุกและตามลูกเล่นของแต่ละคนได้ทัน แน่นอนว่าดูสนุกกว่าคนที่เล่นไม่เป็นแน่นอน และแต่ละเกมเล่าผ่านไปเร็วมาก อย่าคิดว่าจะทำความเข้าใจได้ทัน

นอกจากเนื้อหาที่เดินหน้าไปอย่างน่าติดตามกับการตามติดชีวิตอันโลดโผนของมอลลี่ บลูมแล้ว จุดที่ดีมากคือการแสดงของ 2 ดารานำ เจสซิก้า แชสเทน ซึ่งผมเชื่อว่าความสามารถระดับนี้ อนาคตเธอได้เทียบชั้นเจ้าแม่เมอรีล สตรีพเป็นแน่ เจสซิก้า เป็นดาราที่เล่นได้ทุกบทบาทและไม่ติดภาพเดิม ๆ มาเลย เรื่องนี้เจสซิก้า ขึ้นจอด้วยภาพลักษณ์ที่สวยทีสุดที่เคยเห็นเธอมาล่ะ ส่วนไอดริส เอลบา ก็พลิกบทบาทได้น่าชื่่นชม วางมาดให้ดูเชื่อได้ว่านี่คือทนายที่มีฝีมือ ไว้ตัวและลีลามากมายกว่าจะรับว่าความให้มอลลี่ แต่พอรับงานแล้วก็ทำให้เรื่องราวของหนังสนุกขึ้นมาก กับการทุ่มสุดตัวที่จะพามอลลี่ให้หลุดคดี ฉากที่ชอบที่สุดและเท่ที่สุด คือฉากที่แจฟฟรีย์ โชว์วาทศิลป์ยาวหลายนาทีใส่ 2 เอฟบีไอในห้องไต่สวน เก่งมากกับการจำบทยาว ๆ ขนาดนี้ได้ ยิ่งอ่านเบื้องหลังยิ่งน่าทึ่ง เพราะดาราคู่นี้คิวแน่นทั้้งคู่ กองถ่ายต้องหาช่วงที่ 2 คนนี้ว่างตรงกัน และก็ได้มาเพียงแค่ 10 วัน ฉะนั้นในหนังที่เราเห็นทั้งคู่เข้าฉากด้วยกันทั้งหมดนั้น ถ่ายทำภายในระยะเวลาแค่ 10 วันเท่านั้น ทั้งคู่ต้องแสดงไป และใช้ช่วงว่างระหว่างพักกองซ้อมบทในฉากต่อไปทันที ชื่นชมการทำงานแบบมืออาชีพของทั้งคู่จริง ๆ

ผู้กำกับ-เขียนบท อารอน ซอร์กิน และ เจสซิก้า แชสเทน

ก็ถือว่าเป็นงานกำกับเรื่องแรกของอารอน ซอร์กินที่ทำออกมาได้ดี แม้จะมีตัวละครมากมาย หลากหลายอารมณ์ หลากหลายช่วงเวลา แต่ก็คุมเนื้อหาและอารมณ์หนังได้อยู่ ซึ่งกว่าจะผ่านมาได้สำเร็จ ตัวอารอนเองก็เคร่งเครียดอยู่เหมือนกัน ซึ่งเขาก็ใช้วิธีโทรหา เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกันจาก The Social Network (2010) ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่บรรยากาศของหนังดูเผิน ๆ ก็เหมือนหนังเดวิด ฟินเชอร์ อยู่เหมือนกัน และอารอนก็ยังมีที่ปรึกษาชั้นเยี่ยมอยู่ในฐานะนักแสดงร่วมอีกคน ที่เป็นถึงผู้กำกับรางวัลออสการ์นั่นก็คือ เควิน คอสต์เนอร์ ผู้รับบทแลร์รี่ บลูม พ่อของมอลลี่ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของมอลลี่อย่างมาก

Molly’s Bloom จัดเป็นหนังน้ำดี ที่เพียบพร้อมทั้งเนื้อหาน่าติดตาม ดาราเยี่ยมที่โชว์การแสดงบนจออย่างน่าจดจำ และลงเอยได้ฟีลกู๊ด หนังค่อนข้างยาวนะครับ 2 ชั่วโมง 20 นาที แต่ก็ไม่มีช่วงไหนน่าเบื่อชวนง่วงเลย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหนังบางเรื่อง เราไม่ควรตัดสินจากรายได้หนังที่ผ่านมา อาจจะทำให้พลาดหนังดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย หนังมีกำหนดเข้าฉาย พฤหัสที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ และได้โรงฉายไม่กี่โรงแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!