Connect with us

เพลง

10 เพลงดัง ที่โตมาพร้อมกับเด็กยุค 90!! คุณเคยฟังกันรึเปล่านะ ?

Published

on

เด็กยุค 90 โตมากับเพลงเพราะๆ เยอะมาก เพลงที่มีดนตรีน่าฟัง สนุกสนาน เนื้อเพลงที่ฟังแล้วเพลิน เสียงนักร้องไพเราะสดใส และหลายๆ เพลงก็เป็นตำนาน จนถึงทุกวันนี้ ชนิดที่ว่าเปิดที่ไหน ได้ยินทีไร ใครๆ ก็ร้องตามได้ ในฐานะที่ดันเป็น 1 ในเด็กยุค 90 (อุ้ย แก่เบาๆ) ผ่านประสบการณ์เพลงฮิตมาหลายยุค เอาหล่ะ! รวบรวมพลังทั้งหมด เปิดโผเพลงฮิตที่ดังระบิดไปทั้งเมืองในยุคนั้นดีกว่า

รักคนมีเจ้าของ

ศิลปิน ไอ..น้ำ

ด้วยความที่เป็นเพลงประกอบละครดังอย่างเรื่อง “คุณพ่อรับจ้าง” ที่มีพี่กบ สุวนันท์ และ พี่หนุ่ม ศรราม เป็นพระเอก นางเอกดังแห่งยุคนั้นมาเล่น ยิ่งทำให้เพลงนี้ดังเป็นพลุแตก ชนิดที่ว่าเดินห้างเดอะมอลหรือตลาดนัดในหมู่บ้าน ก็ต้องได้ยินละเอ้า!!

ความเชื่อ

ศิลปิน  Bodyslam

กลายเป็นวลีดังอยู่หลายปี “ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน” และกลายเป็นเพลงจุดประกายความฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี แถมเพลงนี้ยังมีนักร้องรับเชิญชื่อดังอย่าง แอ๊ด คาราบาว มาร่วมด้วย ไม่ต้องพูดถึงความพลุแตกของเพลงนี้เลย เด็กป.4 ยันคนอายุ 30 ก็ร้องได้!!

ก่อน

ศิลปิน Modern Dog

“ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา” เป็นอีกเพลงที่โด่งดังเพราะความฟีลกู้ด วัยกระเตาะกำลังมีความรัก ฟังแล้วน่าเอ็นดูน่าดู

วัดใจ

ศิลปิน Silly Fools

เรียกได้ว่าเป็นเพลง “ตำนาน” อีกเพลงจริงๆ เพราะจังหวะเพลงที่มันส์กระแทกใจ เนื้อเพลงที่เรียกร้องให้สู้!! เพื่อฝัน ยิ่งทำให้วัยรุ่นในยุคนั้น เด้งโหยงๆ ทุกครั้งที่ได้ยิน

ไปวัดใจกันหน่อยมั้ยเพื่อนนนน

รักแท้ ดูแลไม่ได้

ศิลปิน Potato

เปลี่ยนโหมดมาเศร้ากันสักหน่อย ชีวิตต้องมีหลายรส กับเพลง “รักแท้ ดูแลไม่ได้” ต้องบอกเลยว่าวง Potato ในยุคนั้น ปล่อยมากี่เพลงดังหมด ก็แหม นักร้อง นักดนตรีหล่อแรง เท่ระเบิดขนาดนั้น

พรหมลิขิต

ศิลปิน Big Ass

เป็นอีกเพลงที่ดั๊ง ดังในยุคหนึ่ง ด้วยเนื้อเพลงที่โรแมนติกกระชากใจ จังหวะดี ฟังแล้วสบายหู แถมการทำ MV  ยังน่าสนใจด้วยการนำคู่รักต่างๆ มาบอกเล่าเรื่องราวความรักของตัวเองด้วย

คิดถึงฉันไหม เวลาที่เธอ

ศิลปิน TAXI

“คิดถึงฉันไหม เวลาที่เธอ..” ช่วงนั้นคู่ไหนที่ต้องห่างไกลกันต้องอินกับเพลงนี้แน่ๆ ว่าแต่คุ้นๆ หน้านางเอก MV  เพลงนี้กันมั้ยนะ ถ้าเปิดกลับไปดู ต้องอดอมยิ้มกับความน่ารักของ MV แจ้งเกิดของสาวแพท ณปภาไม่ได้แน่ๆ

ทำอะไรสักอย่าง

ศิลปิน ป้าง นครินทร์

วัยรุ่นสมัยก่อนเนี่ย จะทำความรู้จัก จะจีบกันแต่ละที ไม่ใช่ง่ายๆ เหมือนเปิดแอป Tinder นะ ต้องผ่านโมเม้นท์ แอบชอบ แอบมอง และกว่าจะจีบกันได้เนี่ย ต้องอาศัยการโทรศัพท์เท่านั้น ไม่มีหรอกแชทลงแชทไลน์ จะเป็นแฟนกันได้ ต้องอาศัยความพยายามล้วนๆ เพลงแอบรักเพลงนี้ของพี่ป้าง ก็เลยดังเปรี้ยงปร้างไงหล่ะ!

เธอเป็นแฟนฉันแล้ว

ศิลปิน กะลา

เพลงขี้มโนในตำนานคงต้องยกให้เพลงนี้แหละ “เธอเป็นแฟนฉันแล้ว .. แล้วเมื่อไหร่ฉันจะได้เป็นแฟนของเธอ” อย่างที่บอกไป ว่าการแอบรักของเด็กยุค 90 นี่มันเรื่องคลาสสิคสุดๆ เพลงแอบรักแนวนี้ ก็เลยฮิตไปโดยปริยาย ยิ่งเป็นวงกะลาด้วย พูดเลย ปากซอย ท้ายซอย ร้องได้!

191

ศิลปิน LABANOON

ถึงเพลง “แพ้ทาง” ยอดวิวในยูทูปจะถล่มทลายไปหลายร้อยล้าน แต่เพลงในสมัยก่อนของ LABANOON นี่ก็พลุแตกไม่แพ้กันนะจ๊ะ โดยเฉพาะเพลง 191 เพลงที่เจอสาวเต๊าะหัวใจสลาย จนต้องแจ้นไปฟ้องคุณตำรวจ “รูปร่างพอดีคิ้วโด่งดำหน้าตางาม เธอชอบพูดคำนั่งขำพูดซ้ำๆ ว่ารัก จับเธอด้วยหมวดช่วยจับหน่อย อย่าปล่อยให้เธอลอยนวล

อย่าให้เธอเที่ยวไปก่อกวน ฉุดดวงใจของใครต่อใคร โว้ว..”

ว่าแต่หนุ่มสาวยุค 90 ชอบเพลงไหนกันบ้าง แล้วกลับมาฟังเพลงเหล่านี้แล้วคิดถึงใครกัน ไหนบอกหน่อยสิ..

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Bird Mini Marathon หลากสีสันแห่งเสียงดนตรีในมาราธอนแห่งชีวิต

Published

on

หากจะเปรียบเส้นทางชีวิตของศิลปินคนหนึ่งเหมือนดั่งการวิ่งมาราธอนแล้ว คงจะไม่มีใครเหมาะเท่าพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ อีกแล้ว

กว่า 25 ปีในวงการบันเทิง และ วัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ “แซยิด” พี่เบิร์ดก็ยังคงไม่หยุดวิ่ง อีกทั้งยังมีเรี่ยวแรงที่จะวิ่งด้วยลีลาที่แปลกใหม่ไปกว่าเดิมอีกต่างหาก

Bird Mini Marathon เป็นอัลบั้มที่ 17 ในชีวิตพี่เบิร์ดและเป็น Project ที่ร่วมงานกับศิลปินรุ่นน้อง รุ่นลูกหลากค่าย หลายสไตล์ดนตรี โดยมี พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ BIG ASS เป็น Executive Producer 

แนวคิดของงานเพลงชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก 8 สเตจของความรู้สึกที่นักวิ่งมาราธอนทุกคนต้องเผชิญ ดังนั้นทั้งอัลบั้มจึงมี 8 เพลงและแต่ละเพลงจะมีศิลปินที่มาทำเพลงให้พี่เบิร์ด แตกต่างกันไปตามสไตล์ของแต่ละศิลปินโดยมีเนื้อหาและท่วงทำนองของเพลงตามแต่ละสเตจของการวิ่งมาราธอน ได้แก่

  1.  พี่เปิดให้” Bird X Boom Boom Cash มาพร้อมดนตรีแนว EDM

  2. “ผู้ต้องหา” Bird x Labanoon กับแนวดนตรีไทยป็อปร็อค

  3. “Okay” Bird x Urboy Tj  กับดนตรีแนวฮิพฮอพ

  4. “ชีวิตเดี่ยว” Bird x Getsunova  กับดนตรีแนวป๊อบร็อค

  5. “พริบตา” Bird x Stamp กับดนตรีป๊อบที่มีกีตาร์โปร่งเป็นพระเอก

  6.  “กำแพง” Bird x Polycat  แน่นอนว่าต้องมาพร้อมดนตรีซินธ์ป๊อบกลิ่นอายยุค 80

  7.  “กว่าจักรวาล” Bird x Atom กับดนตรีแนวป๊อบที่มีกลิ่นอายของโซล

  8. “สิ้นสุด คือจุดเริ่มต้น” Bird x Big Ass กับดนตรีสโลว์ร็อค

ลองดู ลองฟัง Teaser ของอัลบั้มนี้กันก่อนครับ

Bird Thongchai X 8 ArtistsOFFICIAL TEASER

คราวนี้เราไปดูแต่ละเพลงกันครับ


พี่เปิดให้” Bird X Boom Boom Cash

เปิดกันแบบตื๊ดๆ ด้วยดนตรีสไตล์ EDM จาก Boom Boom Cash เหมาะแก่การออกสตาร์ท มินิ มาราธอนครั้งนี้  พี่เบิร์ดร้องได้สนุก ท่อนฮุคร้องคู่กับหมิว นักร้องนำของวง และมีท่อนแร็พที่ร้องโดยสามหนุ่มในวง เนื้อหาของเพลงปลุกพลังใจให้ลุกขึ้นสู้เพื่อความฝัน

พุ่งทะยานออกไปแล้วไม่หันกลับมามอง ถ้าคิดว่าจะมาหยุดทุกๆ อย่างไม่ต้องลอง

หนทางข้างหน้าไม่ใช่เงินและไม่ใช่ทอง แต่มันคือความฝันที่เรานั้นอยากจะครอง


ผู้ต้องหา” Bird x Labanoon

เพลงป็อปร็อคน่ารักๆ สไตล์ลาบานูน แต่ได้พี่เบิร์ดมาร้อง “ผู้ต้องหา” ในที่นี้ หมายถึง ผู้ต้องหา “ความรัก” เหมาะอย่างยิ่งที่ให้พี่เบิร์ดผู้เป็นเจ้าของเพลง “คนไม่มีแฟน” มาร้อง เพราะเมื่อไม่มีแฟนก็อาจต้องตามหาความรักกันต่อไป

รัก.. วันนี้ฉันเพิ่งเข้าใจ  เธออยู่ที่ไหน  ฉันต้องการแค่เธอ

ไม่ว่าต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่หวั่น   ฉันก็พร้อมที่จะเจอ

จะขอเป็นผู้ที่ต้องตามหาเธอเรื่อยไป


“Okay” Bird x Urboy Tj

UrboyTJ หรือ จิรายุทธ ผโลประการ ศิลปินหนุ่มวัย 25 แต่งเพลงนี้เพื่อเป็นตัวแทนในสเตจ shock ของการวิ่งมาราธอน เพื่อเป็นกำลังใจบอกกับคนที่กำลังท้อแท้ว่า Everything is gonna be ok  โดยมีท่วงทำนองแบบอิเล็คทรอนิค ฮิพฮอพและ การร้อง การมิกซ์ ตามสไตล์ของ UrboyTJ  พี่เบิร์ดวัยรุ่นมาก น่าสนใจจริงๆที่ได้ยินพี่เบิร์ดร้องเพลงในแนวนี้

เนื้อหาของเพลงเหมือนเป็นการง้อคนรักให้กลับมา และบอกว่าที่รักกลับมาเถอะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเกิดอะไร ทุกสิ่งจะยังคง Okay เหมือนเคย

ไม่ว่าจะเป็นยังไง Baby it’s okay.

ไม่ว่าจะเกิดอะไร I’ll be missing you all day

อยากให้เธอกลับมา Come back baby.

I’ll be okay as always


ชีวิตเดี่ยว” Bird x Getsunova

เป็นเพลงเศร้าที่สุดในอัลบั้มนี้แล้ว เพลงเพราะดี เมโลดี้สวย และยังคงเล่นคำตามสไตล์ของ Getsunova ชีวิตเดี่ยวในที่นี้หมายถึง การที่ทุกคนมองหาชีวิตคู่ และพยายามที่จะทำให้ “ชีวิตเดี่ยว” จบลงเสียที

การเรียบเรียงเพลงแบบน้อยๆแต่ล่องลอย เป็นเสน่ห์ของ Getsunova เมื่อได้เสียงร้องอันอบอุ่นของพี่เบิร์ดมาเติมจึงเป็นอะไรที่เศร้าลึกมาก

ความเดียวดายยังคอยทำร้าย

หวังเพียงพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย

มีมั้ยซักคนหนึ่ง

เข้ามาเปลี่ยน

ชีวิตเดี่ยวให้หายไป


พริบตา” Bird x Stamp

แสตมป์เคยร่วมงานกับพี่เบิร์ดมาก่อนในเพลง “น้ำตา” ที่เขาเขียนทั้งเนื้อร้องและทำนอง (ร่วมกับพิสิทธิ์ พัทยากรพิสุทธิ์) โดยเพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม  Simply Bird และเป็นเพลงแรกที่ทำให้แสตมป์ได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 20 ประจำ พ.. 2550 ในสาขาเพลงยอดเยี่ยม  สำหรับแสตมป์เองก้าวนั้นก็เหมือนเป็นจุดหมายสำคัญในการวิ่งมาราธอนของเขาเช่นกัน

เพลง “พริบตา” เป็นตัวแทนของสเตจ สิ้นหวัง ซึ่งสำหรับพี่เบิร์ดแล้วไม่ว่าจะสิ้นหวังแค่ไหน ความหวังก็จะยังคงมีอยู่เสมอ เพลงนี้แสตมป์ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมจากญี่ปุ่น “Your Name” ที่มีดาวตกเป็นจุดสำคัญของเรื่อง และเมื่อพูดถึงดาวตกแล้วหลายคนมักนึกถึง “คำอธิษฐาน” ที่เราขอจากดาวตกโดยเชื่อว่า เราจะสมหวังดังคำปรารถนา แสตมป์เขียนเนื้อได้ดีเช่นเคย และเรียบเรียงดนตรีได้กระชับ นุ่มนวล ชวนฟัง เสียงกีตาร์โปร่งในเพลงของแสตมป์ยังคงเป็นพระเอก เพลงนี้ก็เช่นกัน

ส่วนเสียงร้องของพี่เบิร์ดนั้นก็ทำให้ดาวตกนั้นเป็นแสงแห่งความหวังที่งดงาม

ทุกครั้งที่รู้ว่าดาวตก

ถ้าหากเธอมองขึ้นฟ้า

เธอจงโปรดรับรู้ไว้ว่ามีคนนึงเอ่ยชื่อเธอ

กี่สิบร้อยพันปีก็รออยู่เสมอ

ปรารถนาเพียงเธอ กลับมาเถอะ ได้มั๊ย


กำแพง” Bird x Polycat

พี่เบิร์ดร้องเพลง Polycat คงเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิด และ อยากรู้มากว่าจะออกมาเป็นเช่นไร ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเลพงที่ฟังเพลินมากสำหรับอัลบั้มนี้ และสำหรับเพลงพี่เบิร์ดเลย ดนตรีซินธ์ป็อปที่มีกลิ่นยุค 80-90 ของ Polycat ยังคงสร้างความประทับใจให้เราได้เสมอ เพลงนี้ผมว่าไม่ยากสำหรับพี่เบิร์ด สิ่งที่แปลกใหม่อาจเป็นตัวดนตรี แต่สำหรับเมโลดี้ผมว่ามันเหมือนกับเพลงของพี่เบิร์ด เป็นเพลงเก่าที่ทำให้เรานึกถึงอดีตอันงดงามที่ได้ล่วงเลยผ่านมาแล้ว

เป็นเพลงที่ฟังแล้วชุ่มฉ่ำเสียงร้องของพี่เบิร์ดกับท่วงทำนองของ Polycat ไปกันได้ดีมากๆ

ถ้าได้รู้ว่ารักแท้รอตรงนั้น

ฝันว่าสักวันอยากเห็น

เอื้อมไม่ถึงก็แค่ใกล้ขึ้นอีกเพียงก้าวหนึ่ง

จะเดินเข้าไปแม้เป็น

ก้าวสุดท้ายก่อนขาดใจ

ยังไงจะไม่เสียดาย


กว่าจักรวาล” Bird x Atom

อะตอม ชนกันต์ เป็นอีกหนึ่งศิลปินหนุ่มอายุน้อย ที่มีฝีมือเกินวัย เพลงนี้อยู่ในสเตจการยืนยันที่จะไปต่อแม้จะยากลำบาก

“กว่าจักรวาล” พูดถึงพูดถึงการยอมลำบากเพื่อคนที่รัก เพราะขอเพียงมีเธอรออยู่ ต่อให้ไกลแค่ไหนก็จะไปให้ถึง อะตอมแต่งเพลงนี้ขึ้นมาจากแรงบันดาลใจเรื่องคุณแม่ ที่แม้อยู่ไกลแค่ไหนแต่ทุกสุดสัปดาห์ก็จะขับรถมาเยี่ยมลูกที่หอพักมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตอยู่เสมอมิได้ขาด  “แล้ววันหนึ่งลูกจะเข้าใจความรู้สึกนี้ในวันที่มีลูก เราจะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือลำบากเลย ขอเพียงได้มาเห็นหน้าก็พอ” นี่คือคำตอบที่แม่ให้กับอะตอม

ดูเหมือนว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงที่พ้นเศร้าที่สุดของอะตอม ศิลปินหนุ่มผู้ชอบเขียนเพลงเศร้าอันมีแรงบันดาลใจมากจากเรื่องเศร้าในชีวิต

 ต่อให้นานเพียงไหน

 ต่อให้ไกลกว่านั้น

 ฉันจะไปให้ถึงสักวัน

 เมื่อรักที่เธอให้ฉันยิ่งใหญ่กว่าจักรวาล


สิ้นสุด คือจุดเริ่มต้น” Bird x Big Ass

สิ้นสุด คือจุดเริ่มต้นคือเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม คือการสิ้นสุดของมินิ มาราธอนครั้งนี้ ซึ่งในทางหนึ่งมันคือการ “เริ่มต้น” สำหรับการวิ่งครั้งต่อไปนั่นเอง

ขจรเดช พรมรักษา  หรือ กบ Big Ass เป็นคนแต่งเนื้อเพลงเพลงนี้ แรงบันดาลใจมากจากจุดสำคัญในชีวิตที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการทำงานที่มั่นคงอย่างการเป็นพนักงานไปรษณีย์ กับการตามความฝันในการเป็นศิลปิน สุดท้ายเพลง “เธอผู้ไม่แพ้” ของพี่เบิร์ดคือคแรงพลังสำคัญในการทำให้พี่กบผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากในชีวิตตอนนั้นมาได้ และจุดนั้นเองก็เป็น จุดสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง และ เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่นำมาสู่วันนี้ของพี่กบนั่นเอง

ดังนั้นเพลงนี้จึงเป็นเพลงที่มีเนื้อหาให้กำลังใจผ่านท่วงทำนองในสำตล์เพลงช้าของ Big Ass และ ผ่านเสียงร้องอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความหวังและกำลังใจของพี่เบิร์ด

สิ่งหนึ่งสิ้นสุดลงก็เพื่อ อยากให้หนึ่งสิ่งเริ่มต้นต่อไป

ยังมีอะไรอีกมากมาย บนทางยาวไกล 

ใบไม้ต้องร่วงหล่น อีกกี่ครั้ง กี่ฝนโปรยปราย

ความฝันก็ยังงอกมา อยู่ภายในใจ

ก็ความเป็นจริงหัวใจของเธฮแค่ผลัดใบ 


หากจะให้เปรียบ อัลบั้มนี้คงเป็นเหมือนกับ catwalk และพี่เบิร์ดก็เป็นนายแบบที่มีดีไซเนอร์มากหน้า หลายตา มาตัดชุด หลากสไตล์ให้ใส่ ซึ่งความพิเศษของนายแบบคนนี้อยู่ที่ความสามารถในการสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ทุกชนิดได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าเสื้อผ้าชิ้นนั้นจะสไตล์เป็นแบบไหน ดูเด็ก ดูแก่ ดูสุขุม หรือ ดูโฉบเฉี่ยว อย่างไรก็ตาม พี่เบิร์ดก็ใส่มันได้อย่างเข้าตัวและดูดีทั้งเสื้อผ้าและตัวนายแบบ

พี่เบิร์ดเป็นศิลปินตัวจริง ที่ทุ่มเทเพื่อแฟนเพลง ทุ่มเทอย่างหนัก มอบทั้งแรงกาย แรงใจ เพื่อที่จะวิ่งไปสู่เส้นชัย ที่เราเองก็ยังไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงตรงไหน ที่สำคัญคือ พี่เบิร์ดไม่ได้วิ่งคนเดียวหากแต่ยังพาแฟนเพลงของพี่เบิร์ดออกวิ่งไปด้วยกัน ออกไปพบ ไปเห็นกับวิวทิวทัศน์สวยงามที่แปลกตา แปลกใจอยู่เสมอ ซึ่งเราเองก็ยังคงเฝ้าดูว่า ในหลักหมายต่อไปพี่เบิร์ดจะพาเราไปยังแห่งหนใดกันนะ.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] The Lucky Black Sunset  งานดีไม่มีผิดหวัง อาจฟังเพลินจนลืมกลับบ้าน

Published

on

สุดสัปดาห์นี้มีงานคอนเสิร์ตดีๆอีกแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอเพลงอินดี้ และผู้แสวงหาประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสกับท่วงทำนองอันไพเราะ จากงานเพลงและการแสดงดีๆของศิลปินทั้งไทยและเทศในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป  เราไปดูกันดีกว่าครับว่ารายละเอียดของงานเป็นอย่างไรบ้าง


รายละเอียดของงาน


  • ชื่องาน :The Lucky Black Sunset
  • ผู้จัด : Seen Scene Space
  • วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป
  • สถานที่ : Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต
  • ราคา : 1800 บาท (Early Bird 1,600 หมดไปแล้ว)
  • ช่องทางการซื้อบัตร : Tickermelon

The Lucky Black Sunset


ชื่องานนี้เกิดจากการรวมเอาคำในชื่อของวงดนตรีจากต่างประเทศทั้งสามวงที่จะมาแสดงในงานนี้มารวม ซึ่งประกอบไปด้วย

  •  Lucky Tapes จากญี่ปุ่น
  •  The Black Skirts จากเกาหลีใต้
  • Sunset Rollercoaster จากไต้หวัน

และนอกจากนี้ยังมีหนึ่งวงไทยที่มีผลงานน่าจับตามองมาร่วมด้วยอีกวงนั่นคือ

  • Plastic Plastic

เรามาดูประวัติและลองฟังเพลงเด็ดๆของแต่ละวงกันครับ


Lucky Tapes

วงดนตรี soul pop ฝีมือเยี่ยมจากญี่ปุ่นซาวด์ดนตรีแบบย้อนยุคนิดๆเด่นที่เสียงเบสและเครื่องเป่า มีเพลงดังอย่าง “touch!” , “Gun” ที่หลายๆคนคุ้นเคย ล่าสุดวงเพิ่งออก EP’. อัลบั้มใหม่มาสามารถไปหามาเสพย์ ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น รอได้เลยครับ 

เพลงที่เราแนะนำ

Gravity

Touch!

Gun


The Black Skirts

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเกาหลี  Bryan Cho หนุ่มแว่น เสียงละมุนหูจากเกาหลีใต้ ที่มาพร้อมกับงานเพลงในแนว Indie-Rock ผสม Asian-Pop ผนวกกลิ่นเพลงแบบ Dream-Pop , City pop , Ballad , Folk Rock เข้าไปออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าทึ่งเลยก็คือทุกเพลงนั้น Bryan ทำเพลงเองหมดทุกกระบวนการ ตั้งแต่การครีเอทไลน์กีต้าร์ เบส กลอง ร้อง ทำเองหมด One Man Show สุดจริง!!!

เพลงที่เราแนะนำ

Everything

Who Do You Love

Hollywood

 


Sunset Rollercoaster 

วงอินดี้จากไต้หวัน ที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 6 และเครื่องดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง รวมไปถึง แซ็กโซโฟน อิเล็กทรอนิกแพด และซินธ์ ที่พร้อมดาหน้าเข้ามาสร้างสีสันความสนุกให้กับผู้ฟัง งานเพลงของวงเป็นแนวอินดี้ป๊อบที่ผสมซาวด์แบบยุค 80s ลงไป งานเพลงของวงก็เหมือนกับชื่อวงเลยครับ คือ เพลินด้วยโรแมนติคด้วย แบบเป็นการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินกันเลย

เพลงที่เราแนะนำ

My Jinji

Burgundy Red

New Drug


Plastic Plastic

วงดนตรีเจ้าถิ่น ดูโอ้พี่น้อง ขวัญใจชาวไทย ปกป้อง จิตดี และ ต้องตา จิตดี ที่มาพร้อมดนตรี indie pop ฟังง่ายๆ สบายๆ เพลิดเพลินใจไปกับเสียงดนตรีและ เสียงร้องอันสดใส เมโลดี้สดสวย ล่าสุดสองพี่น้องจิตดีได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow ของเต๋อ นวพล ได้อย่างงดงาม อิมเพรสชั่นนิสม์ มิวสิคมากๆ ถือได้ว่าเป็นอีกวงที่น่าจับตามอง จับหูฟังสุดๆ

เพลงที่เราแนะนำ

หยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก

With me

วันก่อน

โดยรวมแล้วทั้ง 4 วงเป็นวงอินดี้ที่งานเพลงฟังสบาย เมโลดี้สวย ร้องตามได้ (ถึงแม้จะไม่รู้ภาษาก็ร้องมั่วๆไป) โยกย้าย ส่ายบอดี้ตามได้แบบเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ไม่มีอะไรจะชิลไปกว่านี้อีกแล้ว


ผู้จัดงาน


Seen Scene Space เป็นกลุ่มคนดนตรีเดียวกันกับค่ายเพลง Parinam Music บ้านของศิลปินอย่าง ปลานิลเต็มบ้านGym and Swim และ Seal Pillow  มีหัวเรือคือ คุณปูมปิยสุ โกมารทัต ที่หลังจากทำค่าย Parinam Music มากว่า 10 ปี และค่ายเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงอยากเริ่มทำเป็น music organize จัดงาน event ทางดนตรีดีๆ อาทิเช่น Pow! Fest ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่รวบรวมวงอินดี้ในแนว Dream pop, Soft Rock ทั่วไทย และ concert promoter นำวงดนตรีอินดี้ดีๆจากต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งล่าสุดPow! Fest ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป เป็นอีกงานที่สุดยอดเพราะรวมวงดนตรีจากหลากประเทศรวมถึงไทยด้วยกว่า 7 วง !!! ในราคาย่อมเยาว์ ถือว่าคุ้มมากๆครับ


วัน เวลา และสถานที่


งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้นะครับ ประตูเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Voice Space

ซึ่ง Voice Space ก็คือ Event Hall ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ Voice TV  ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การแสดง แฟชั่น งานสัมมนา ฯลฯ

นั่งชิลริมสระรองานเริ่มได้ หรือ แวะออกมาพักตรงช่วงว่างระหว่างวง

บรรยากาศด้านใน

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์นั้นถือว่าสะดวกอยู่ครับเพราะว่าอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังมีที่จอดรถค่อนข้างเพียงพอ (ถ้ามาตรงเวลางานเริ่มได้จอดแน่นอน) แต่หากไม่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวก็สามารถมาด้วย รถประจำทางหรือ BTS ได้ครับโดยถ้ามาด้วย BTS สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่

  1. ลงที่สถานี อารีย์ – ทางออกที่ 3 (ฝั่ง ลาวิลล่า อารีย์)- เดินทางโดยรถแท็กซี่โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน 2 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกวิภาวดี-สุทธิสาร (ติดกับสโมรสรทหารบก)

2. ลงที่สถานี อนุเสาวรีย์ชัยฯ – ขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งเกาะดินแดง – รถประจำทางที่ผ่าน Voice Space หมายเลข 24, 69, 92, 538, 504, 555 เลือกลงที่ป้ายของสโมสรทหารบก


ราคาบัตร


1,800 !!! เท่านั้นครับ มีราคาเดียว ดูเผินๆเหมือนแพง แต่หากลองหารกับจำนวนวงดูจะพบว่า ตกวงละ 450 บาทเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีดีๆจากต่างประเทศทั้ง 3 วง หรือวงอินดี้รุ่นใหม่จากไทย แค่วงเดียวก็คุ้มแล้ว แต่นี่มาถึง 4 คิดว่าราคานี้คงพอรับไหวอยู่ครับ หากเป็นคออินดี้จริงๆ


ช่องทางการซื้อบัตร


สำหรับช่องทางการซื้อบัตรนั้นค่อนข้างสะดวกครับ สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.ticketmelon.com/event/theluckyblacksunset  จากนั้นก็กรอกรายละเอียดแต่เพียงเล็กน้อย จะสร้าง account ใหม่หรือ log in ด้วย facebook ก็ได้ครับ

ส่วนช่องทางการชำระเงินก็ทำได้ทั้ง ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต ซึ่งได้รับตั๋วทันที อีกทางคือ ATM/เคาน์เตอร์/เคาน์เตอร์ธนาคาร/อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะต้องนำใบ จ่ายเงินหรือ Reference Code ไปชำระเงินให้เสร็จสิ้นจึงจะได้รับตั๋วครับ

บัตรที่ซื้อจะได้เป็น e-ticket คือ สามารถใช้เข้างานได้เลย โดย

  1. print ออกมาเป็นกระดาษก็ได้
  2. โชว์จากโทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งจะเป็น QR Code ไว้สแกนน่างาน โดยสามารถเปิดได้จากหน้าเว็บ ticketmelon , e-mail ของเราที่กรอกตอนซื้อบัตร หรือภาพที่ capture เก็บไว้ก็ได้ครับ

สรุปสำหรับงานนี้หากใครเป็นคอเพลงอินดี้ป็อปรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะทั้ง 4 วงนี้ถือว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของงานดนตรีสายนี้ทางฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การได้ฟังเพลงเพราะๆจากโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นของเรานั้นก็ว่าสุดแล้ว แต่การได้ไปฟังสดๆสัมผัสบรรยากาศ ณ ขณะนั้นถือว่าสุดยิ่งกว่า ถือแม้ราคาบัตรอาจสูงสักนิดแต่เมื่อลองคิดๆดูแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป หลายงานราคานี้อาจได้ดูวงดีๆแค่วงเดียว แต่นี่ถึงสี่ !!! หากในวันที่ 24 นี้ไม่มีโปรแกรมอะไรก็ขอแนะนำให้ลองไปกันดูนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

แด่การจากไปของท่วงทำนองแห่งความเศร้าอันงดงาม Jóhann Jóhannsson

Published

on

โยฮัน โยฮันส์สัน นักดนตรีอิเล็คทรอนิคและผู้ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชาวไอซ์แลนด์ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์หลายครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง The Theory of EverythingSicario และ Arrival ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยวัยเพียง 48 ปี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทิ้งไว้เพียงผลงานชั้นเยี่ยมที่จะไม่มีวันเลือนหายไปตามกาลเวลา

โยฮันส์สันเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เขาเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Original Score) ถึงสองครั้งติดกันจากภาพยนตร์เรื่อง

 The Theory of Everything ในปี 2014 และ  Sicario ในปี 2015  นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาเดียวกันนี้จากภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything  แค่นี้ยังไม่พอเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยมสำหรับวิชวลมีเดียของแกรมมี่อวอร์ดอีกด้วย

ส่วนผู้กำกับคู่บุญที่โยฮันส์สันร่วมงานมาตลอด คือ เดนิส วิลเนิร์ฟ ( Denis Villeneuve) เริ่มจากภาพยนตร์เรื่อง Prisoners ในปี 2013 จากนั้นก็  Sicario ในปี 2015 และ Arrival ในปี 2016 นอกจากนี้ โยฮันส์สันยังได้ร่วมงานกับวิลเนิร์ฟในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา Blade Runner 2049 แต่น่าเสียดายที่ต่อมาฮานส์ ซิมเมอร์เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน มิเช่นนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายอันเลอค่าที่โยฮันส์สันได้ฝากเอาไว้บนโลกใบนี้

เพื่อเป็นการรำลึกแด่โยฮันส์สัน และผลงานเพลงของเขา วันนี้เราจะมาดูเรื่องราวในชีวิตของเขาและผลงานเพลงเด่นๆที่เราไม่ควรพลาดกันครับ


Jóhann Jóhannsson


โยฮันส์สัน มีชื่อเต็มๆว่า โยฮัน กุนนาร์ โยฮันส์สัน (Jóhann Gunnar Jóhannsson) เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 1969 เป็นนักประพันธ์เพลงชาวไอซ์แลนด์ โดยผลงานของเขาครอบคลุมในสื่อหลายแขนงไม่ว่าจะเป็นละครเวที การเต้น โทรทัศน์ และภาพยนตร์ เอกลักษณ์ในงานของโยฮันส์สันอยู่ที่การผสานรวมรูปแบบของดนตรีออเครสตร้าให้เข้ากับดนตรีอิเล็คทรอนิคร่วมสมัย โดยนำเสนอออกมาในแนวทางของศิลปะแบบมินิมอล

โยฮันส์สันเริ่มเรียนเปียโนและทรอมโบนเมื่ออายุได้ 11 ปี แต่ก็เลิกเล่นไปในตอนที่เข้าเรียนด้านภาษาและวรรณกรรม ณ มหาวิทยาลัยเรยาวิค เขาเริ่มเข้าสู่วงการดนตรีในช่วงทศวรรษที่ 1980 กับวงดนตรีแนวโปรโต-ชูเกสซ์ที่มีชื่อว่า Daisy Hill Puppy Farm จากนั้นเขาก็เล่นกีตาร์และโปรดิวซ์ให้กับวงอินดี้ร็อคในไอซ์แลนด์อาทิเช่น  Olympia, Unun และ Ham

ต่อมาในปี 1999 โยฮันส์สันได้ร่วมก่อตั้ง Kitchen Motors แหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นทั้งองค์กรทางศิลปะและค่ายเพลงที่หลอมรวมเอาศิลปินหลากหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นพังก์ แจ๊ซ คลาสสิค และ อิเล็คทรอนิค และจากจุดนี้จึงทำให้งานดนตรีของโยฮันส์สันได้หลอมรวมเอาเอกลักษณ์ของดนตรีหลากหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันเป็นการทดลองทางดนตรีที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

โยฮันส์สันออกผลงานเดี่ยวครั้งแรกในปี 2002 โดยในปี 2016 ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงรุ่นใหญ่ด้านดนตรีคลาสสิคอย่าง Deutsche Grammophon ซึ่งโยฮันส์สันได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดสุดท้าย Orphée กับทางค่าย

ปกอัลบั้ม Orphee

ส่วนงานเพลงประกอบภาพยนตร์นั้น ผู้กำกับที่โยฮันส์สันร่วมงานบ่อยที่สุดก็คือ เดนิส วิลเนิร์ฟ ซึ่งภาพยนตร์ที่เขาทำเพลงให้ประกอบไปด้วย Prisoners, Sicario, และ Arrival นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything ของ James Marsh ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลชนะเลิศจากลูกโลกทองคำในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้โยฮันส์สันถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 2014 และจากภาพยนตร์เรื่อง Sicario ในปี 2015 และในปี 2017 โยฮันส์สันได้เป็นที่ปรึกษาด้านดนตรีให้กับภาพยนตร์สุดเหวอของผู้กำกับดาเรน อาโรนอฟสกี เรื่อง Mother!


แนวคิดในการทำเพลงของโยฮันส์สัน


งานเพลงของโยฮันส์สันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะแฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่เศร้า มีการเรียบเรียงที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ ความเศร้าในงานเพลงของโยฮันส์สันที่มิติที่ลุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับทาง The Talks เกี่ยวกับความเศร้าในงานเพลงของเขา ซึ่งโยฮันส์สันได้ให้คำตอบว่า

“ผมคิดว่าความเศร้าโศกนั้นเป็นอารมณ์ที่ถูกเข้าใจผิดมาตลอด ผมคิดว่ามันไม่ใช่อารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์หรืออารมณ์ที่ไม่ดี ยิ่งทุกๆ วันนี้ที่มีโซเชียลมีเดียเราก็ต่างอยากจะนำเสนอว่าเรามีชีวิตที่มีความสุขและมหัศจรรย์มากมายขนาดไหน ที่จริงแล้วความเศร้าโศกเป็นห้วงอารมณ์ที่ผมมีความยินดีที่ได้ประสบ มันไม่เหมือนกับความเศร้าหมองเฉยๆ มันเป็นอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งมันมาจากการมองเห็นด้านเศร้าหมองของโลกใบนี้ เป็นความเศร้าในมุมมองของศิลปะ”

นอกจากนี้งานเพลงของโยฮันส์สันยังถูกถ่ายทอดผ่านการเรียบเรียงที่เรียบง่าย ซึ่งเขามีแนวคิดในการสร้างสรรค์บทเพลงออกมาในรูปแบบมินิมอลว่า

“ผมคิดว่าดนตรีของผมเป็นช่องทางการสื่อสารไปถึงอารมณ์ของคนได้โดยตรง ผมจึงไม่อยากจะทำเพลงให้มีความซับซ้อน ดนตรีควรจะทำงานกับอารมณ์ของคน”

โยฮันส์สันเป็นผู้ประพันธ์เพลงที่ทำเพลงให้กับสื่อหลากหลายซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีโจทย์หรือกรอบในการสร้างสรรค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งสำหรับงานเพลงส่วนตัวกับงานเพลงประกอบภาพยนตร์นั้นโยฮันส์สันมองว่า

“เมื่อคุณคำเพลงประกอบภาพยนตร์ คุณจะถูกล็อคเอาไว้ในกรอบที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่สำหรับงานเพลงของผม ผมเป็นคนกำหนดกรอบขึ้นมาเอง มันจึงมีพื้นที่ที่มากกว่า มีเวลามากกว่าในการไหลล่องไปกับมัน สำหรับงานเพลงประกอบภาพยนตร์ มันเหมือนกับการทำของย่อส่วน เราต้องแต่งเพลงในเวลา 2-3 นาทีลงไปในซีนนั้นๆ สำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์มันเหมือนกับของย่อส่วน แต่งานเพลงส่วนตัวนั้นเหมือนกับผืนบ้าใบใหญ่ๆ นั่นเอง”

ส่วนในมุมมองของการฟังเพลงนั้น โยฮันส์สันมีความคิดว่าเราควรฟังเพลงอย่างตั้งใจมากกว่าที่จะเปิดเพลงได้เฉยๆและไปทำอย่างอื่นโดยปล่อยให้ดนตรีเป็นเพียงเสียงประกอบชีวิตของเรา

“ผมคิดว่าเราควรฟังดนตรีด้วยความตั้งใจ ผมไม่ชอบที่จะเปิดเพลงให้เป็นแบคกราวด์ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณฟังเพลง The Second Dream of The High-Tension Line Stepdown Transformer ของ La Monte Young ซึ่งทั้งเพลงจะเป็นเสียงทรัมเป็ตเล่นโน๊ต C ยาวๆกว่าชั่วโมง คุณต้องตั้งใจฟังมัน มิเช่นนั้นมันจะเป็นเพียงแค่เสียงหึ่งอันน่ารำคาญ สำหรับผมงานเพลงชิ้นนี้มันทำงานกับภายในร่างกายของเรา มันพูดกับคลื่นความถี่ที่สั่นสะเทือนภายในเรา และเมื่อใดที่คุณเริ่มฟังเพลงด้วยความตั้งใจ เมื่อนั้นคุณจะได้ยินสรรพเสียงที่อยู่รอบตัวคุณ และได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่มันมีต่อกัน”


งานเพลงของโยฮันส์สัน


ต่อไปนี้คืองานเพลงส่วนหนึ่งของโยฮันส์สันที่เราไม่ควรพลาดครับ

Trough Falling Snow

งานเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Prisoners ผลงานภาพยนตร์ที่ทำให้เราได้รู้จักกับเดนิส วิลเนิร์ฟ และ โยฮันส์สัน ถ่ายทอดเรื่องราวของพ่อผู้ตามหาลูกสาววัย 6 ขวบที่หายตัวไปอย่างลึกลับ

งานดนตรีมีพื้นมาจากอารมณ์เศร้าที่ลอยล่องอยู่ในบรรยากาศปกคลุมตลอดการดำเนินเรื่อง เสียงดนตรีขับเน้นอารมณ์หม่นเศร้าของตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดี และมีการเพิ่มความเข้มข้นทางอารมณ์ให้มากขึ้นเมื่อเสียงเพลงได้เดินทางไปตามท่วงทำนองของมัน

เบื้องหลังการทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Prisoners

 The Beast

บทเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Sicario อันถ่ายทอดเรื่องราวของของเจ้าหน้าที่ FBI ที่ปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความรุนแรงของโลกแห่งอาชญากรรมและยาเสพย์ติด

งานดนตรีช่วยขับเน้นบรรยากาศของความน่าสะพรึงได้เป็นอย่างดี ทำให้เราได้รับรู้ถึงความน่ากลัว และไม่เป็นมิตรของดินแดนที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม เป็นอีกหนึ่งงานดนตรีอิเล็คทรอนิคที่น่าฟังของโยฮันส์สันครับ

Sicario เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่โยฮันส์สันทำโดยไม่มี temp track จากผู้กำกับ โดยปกติแล้วผู้กำกับมักจะใส่เพลง reference ซึ่งเราเรียกว่า temp track มาในร่างตัดต่อเพื่อให้นักแต่งเพลงดูเป็นตัวอย่าง แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เดนิส วิลเนิร์ฟให้อิสระแก่โยฮันส์สันอย่างเต็มที่ให้การตีความเรื่องราวและถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงซึ่ง โยฮันส์สันก็มีความสุขกับการสร้างสรรค์งานด้วยวิธีนี้และเขาก็ทำมันออกมาได้อย่างดียิ่ง

Arrival

จากภาพยนตร์เรื่อง “Arrival” ภาพยนตร์ไซไฟเชิงปรัชญาว่าด้วยการมาเยือนของสิ่งลึกลับจากนอกโลก ที่ทำให้เราได้ค้นพบความลี้ลับของชีวิตผ่านระบบการสื่อสารอันน่าค้นหา

งานเพลงชิ้นนี้ให้ความรู้สึกลี้ลับ หวีดหวิว ชวนเสียวไส้ และประหวั่นพรั่นพรึง ชวนสร้างบรรยากาศของความยิ่งใหญ่ที่ไม่ชอบมาพากล ของการเผชิญหน้ากับผู้ลี้ลับต่างดาวได้เป็นอย่างดี

The Theory of Everything

Forces of Attraction

สองเพลงนี้มาจากภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything  อันเป็นเรื่องราวชีวิตและความรักของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ สตีเฟ่น ฮอว์คิง ผู้ที่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่รุมเร้าไม่สามารถทำลายความมุ่งมั่นและอัจฉริยะภาพของเขาได้

งานดนตรีเป็นแนวสว่างไสวให้แรงบันดาลใจสอดคล้องกับเรื่องราวของภาพยนตร์ โดยมีเปียโนเป็นแกนหลักผสานด้วยฮาร์ปและเครื่องสาย

Flight From The City

Flight From The City งานดนตรีแบบมินิมอล สุดดิ่งลึกจากอัลบั้มเดี่ยว Orphée ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายกรีกเรื่อง  Orpheus  ถ่ายทอดเรื่องราวของความดับสูญและการก่อกำเนิด การผันเปลี่ยน ความรัก และศิลปะ อันเป็นภาพสะท้อนแห่งความสัมพันธ์ของเรา ดังจะเห็นได้จากมิวสิควีดิโอชิ้นนี้ที่กำกับโดย   Clare Langan

ฟังเพลงนี้แล้วชวนให้คิดถึงสัจธรรมของชีวิต ที่มีเกิดก็มีดับ มีพบมีพราก เฉกเช่นเดียวกันกับวันนี้ที่เราได้สูญเสียอีกหนึ่งคนดนตรีผู้สร้างสรรค์งานเพลงอันทรงคุณค่าให้กับวงการดนตรีและวงการภาพยนตร์ตลอดมา ถึงแม้ว่าแสงแห่งชีวิตของเขาจะได้ดับลง แต่เสียงดนตรีของเขา “โยฮัน โยฮันส์สัน” จะไม่มีวันเงียบลงไปจากความทรงจำของเรา.

R.I.P.

19 September 1969 – 9 February 2018

Source

JÓHANN JÓHANNSSON: “DOES IT SPEAK SIMPLY AND DIRECTLY?”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!