Connect with us

ที่เที่ยว-ที่กิน

สุดยอด 10 เมนูอาหารไทยทำง่าย สะดวกสบายรับหน้าฝน

Published

on

“ฝนตั้งเค้าอีกแล้ว เมฆหมอกไม่แคล้ว ครอบคลุมครึ้มไป ฉันจะหลบได้ที่ไหน ตั้งแต่เธอนั้นเดินจากไป

เหมือนถูกบังคับให้เปียกตลอดมา…”

ไอ๊ย๊าาาา หน้าฝนมาอีกแล้ว ช่างเป็นฤดูกาลที่ยาวนาน และทรมานเบาๆ จะออกไปเที่ยวข้างนอก ก็กลัวจะเป็นหวัด นอนหลับเหงาๆ อยู่ในบ้านดีกว่า.. ช่างเป็นฤดูกาลที่มากับความเศร้าจริงๆ เอาหน่า มองในแง่ดีสักหน่อย ถ้าไม่มีฤดูฝน คงไม่มีความเย็นสบาย บรรยากาศเหงาๆ ปนโรแมนติกให้ใจเต้นเล่น.. เดี๋ยวบีจะปลอบใจทุกคนด้วยเมนูอาหารไทยดีๆ  เอง “10 เมนูอาหารไทย สะดวกสบายรับหน้าฝน” ซึ่งสามารถทำทานเองได้ที่บ้าน หรือจะไปตามร้านอาหารดี๊ดีที่บีแนะนำก็ได้

1. ข้าวต้ม

ข้าวต้มร้อนๆ กลิ่นพริกไทยหอมๆ ที่เสิร์ฟในวันฝนตก อื้อหือออ.. สูตรลับในการทำข้าวต้มให้ง๊ายยย ง่าย ก็คือนำข้าวเปล่าที่สุกแล้ว มาต้มกับน้ำ จากนั้นก็ปรุงรสซุปให้อร่อยด้วย น้ำปลา ซุปก้อน ซีอิ๋วขาว น้ำตาลทราย ใส่รากผักชี ผักชี ต้นหอมหั่นและหมูสับ หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ ลงไป เสร็จแล้วก็ตักใส่ชาม ใส่กระเทียมเจียวเป็นอันฟินยาวๆ กันไป

www.bkkmenu.com

ร้านข้าวต้มกระดูกหมู ถ.เจริญกรุง สามแยกหมอมี แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ 

2. หมู/ไก่ กระเทียม

ไก่หรือหมู ผัดกระเทียมหอมๆ ราดบนข้าวสวยร้อนๆ คงไม่มีอะไรฟินไปกว่านี้แล้วหล่ะ จะทำทานเองที่บ้านก็ง๊ายยยง่าย แค่ผัดหมูหรือไก่ กับกระเทียม พริกไทย ใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหอยและซีอิ๊วขาว ผัดให้หอมฟุ้ง แค่นี้ก็พร้อมทานแล้ว

www.bkkmenu.com

ร้าน Bangkok Bold Kitchen ชั้น 2 Riverside Plaza ธนบุรี 

3. ข้าวผัด

เมนูประจำของทุกบ้านเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัดปู ข้าวผัดปลา ข้าวผัดกุ้ง ข้าวผัดหมู หรือจะผัดไก่ หรือแค่ใส่ไข่อย่างเดียวก็ยังเด็ด!! แถมใช้เวลาทำไม่ถึง 10 นาที แค่ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ใส่กระเทียมและไข่ลงไปผัด ตามด้วยเนื้อสัตว์ที่เราต้องการ จากนั้นก็ ผัดให้สุก

www.bkkmenu.com

ตามด้วยใส่ข้าวสวยลงไป และผัดทุกอย่างในกระทะให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลตามใจชอบ อย่าลืมใส่มะเขือเทศลงไปก่อนเสิร์ฟด้วยหล่ะ

ร้าน Early Bite Cafe 720 ถนน พระรามที่ 3 แขวง บางโพงพาง เขต ยานนาวา 

4. ข้าวไข่เจียว

ไม่มีอะไรจะง๊ายยย ง่าย และคลาสสิคไปกว่าข้าวไข่เจียวแล้วหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียวทรงเครื่อง ไข่เจียวหมูสับ หรือไข่เจียวกุ้ง ก็อร่อยเลิศรส แถมทำง่ายมากๆ ตอกไข่ไก่ใส่ชาม ตีจนไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ตั้งน้ำมันจนร้อน จากนั้นก็เทไข่ใส่ลงไปได้เลย

www.bkkmenu.com

ร้าน The Local Canteen ซอย นราธิวาสราชนครินทร์ 3 แขวง สีลม เขต บางรัก 

5. ผัดคะน้า

อีกเมนูอันลือเลื่อง!! ผัดคะน้าน้ำมันหอย หวานๆ เค็มๆ มันๆ กรอบๆ คือเสน่ของเมนูนี้ ยิ่งทานกับข้าวสวย อื้อออหือ ฟินไปโลกหน้าเลย วิธีทำก็แค่ใส่น้ำมันลงในกระทะจนไฟร้อน ใส่กระเทียมและคะน้าลงไปผัด และปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซิอิ๊วขาวและน้ำตาล เหยาะน้ำเปล่าลงไป เร่งไฟให้แรงฟู่ๆ เป็นอันเสร็จ!

wongnai

ร้านข้าวจ้าว ทองหล่อ 17 สุขุมวิท 55

6. ผัดกระเพรา

เมนูที่ชาวต่างชาติมาทีไร ต้องตะโกนว่า “ผัดกระเพรา” เรียกได้ว่าเป็นเมนูอันโด่งดังของไทยเลย เพราะรสชาติที่เผ็ด หวาน และเค็มแบบลงตัว บวกกับกลิ่นหอมๆ ของใบกระเพราที่เข้ากันดีกับเนื้อสัตว์ เลยส่งผลให้เป็นเมนูที่สุดยอดมาก!ขั้นตอนก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดทำเองไม่ได้ แต่อาจมีรายละเอียดเยอะสักหน่อย โดยต้องโขลกพริกขี้หนู พริกหอม และกระเทียมเข้าด้วยกันก่อน จากนั้นค่อยนำไปผัดในกระทะจนหอม และจัดการใส่เนื้อสัตว์ที่เราชอบลงไป จากนั้นก็ใส่ถั่วฝักยาว ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย น้ำตาลทราย และเติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ก่อนตักขึ้นจานก็ใส่ใบกะเพราแดงลงไปผัดให้เข้ากัน

www.bkkmenu.com

ร้าน Alphabet Cafe&Bar 156 ถนน นราธิวาสราชนครินทร์ แขวง สีลม เขต บางรัก

7. ต้มยำกุ้ง

อีกหนึ่งเมนูอันโด่งดังของไทย ที่ดังไกลไปทั่วโลก อย่างเมนู “ต้มยำกุ้ง” เปรี้ยว เผ็ด แซ่บบบ และความหวานของกุ้ง ที่ลงตัวกับเครื่องเทศ อย่างขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกูดสุดๆ

สำหรับมือใหม่ เมนูนี้อาจวุ่นวายสักหน่อย แต่รับรองว่าหน้าฝนนี้ฟินลื๊มมม ก่อนอื่นต้องแกะเปลือกกุ้งผ่าเอาเส้นดำออกล้างให้สะอาดสักก่อน จากนั้นก็หั่นเครื่องต้มยำ ไม่ว่าจะเป็น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดและเห็ด ให้พร้อม แล้วจึงนำน้ำซุปไปตั้งไฟให้เดือด ใส่เครื่องต้มยำลงไปให้หมด พอเดือดอีกครั้งก็ใส่กุ้ง ลงไป หลังจากใส่กุ้งลงไปแล้ว ให้ใส่ น้ำตาล น้ำปลา พริกขี้หนู พริกเผา ลงไปตามชอบ จากนั้นจึงปิดเตาแล้วค่อยปรุงด้วยมะนาว จึงจะทำให้รสชาติของมะนาวไม่ขมค่ะ

Food MThai

ร้านต้มยำกุ้งบางลำพู 85 ซอย ไกรสีห์ แขวง ตลาดยอด เขต พระนคร

8. ส้มตำ

อากาศหนาวๆ ในช่วงหน้าฝน ต้องเจอความร้อนแรงของส้มตำดับความคูลสักหน่อย และถ้าพูดถึงส้มตำตอนนี้ คงอดคิดถึงตำถามที่ร้านดีๆ สักแห่งไม่ได้ ส้มตำที่เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องเคียงอื่นๆ เมนูนี้อาศัยเดินไปซื้อส้มตำหน้าปากซอย บวกกับถั่วลิสงคั่ว กุ้ง ขนมจีน แคปหมู ก็อร่อยเริ่ดดด

www.bkkmenu.com

ร้าน ตำทองหล่อ สุขุมวิท 55

9. มาม่าต้มยำ

แน่นอนว่า เมนูจำพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นมีทั่วโลก แต่ใครจะรู้ว่าเมนูมาม่าต้มยำนั้น ต้องของไทยถึงจะแซ่บและแสบปากที่สุด! ทำง่ายๆ ได้ที่บ้าน แค่ใส่เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องต้มยำที่เราอยากทานลงไป

wongnai

เจ๊โอว  113 ซอย จรัสเมือง แขวง รองเมือง เขต ปทุมวัน

10. ผัดซีอิ๊ว

อีกหนึ่งเมนูเด็ด ที่ทานได้ทุกเพศ ทุกวัย เพราะรสชาติกลางๆ ไม่เผ็ดหรือหวานจนเกินไป แถมยังพกพาใส่กล่องข้าวไปทานนอกบ้านได้ด้วย สำหรับวิธีทำคือตั้งกระทะใส่น้ำมัน ด้วยไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนก็ใส่ไข่ คนเบาๆ จากนั้นก็ใส่เนื้อสัตว์ และผัดจนสุก แล้วค่อยใส่เส้น ซีอิ้วดำ เต้าเจี้ยว คลุกเส้นให้ทั่ว จึงใส่น้ำตาลกับน้ำปลา แล้วผัดจนแห้งค่ะ ก็ใส่ผักคะน้าเป็นอันเสร็จสิ้น

www.pinterest.com/

ราดหน้า คนแซ่จัง ซอย ลาดพร้าว 101 ลาดพร้าว แขวง คลองจั่น เขต บางกะปิ 

เป็นยังไงบ้างคะ เห็นแล้วหิวเลยหล่ะสิ จะออกไปตามโลเคชั่นร้าน หรือทำทานเองที่บ้าน ก็สบายใจเป็นที่สุดnว่าแต่ ใน 10 เมนูนี้ มีเมนูไหนเป็นเมนูโปรดกันบ้างคะ ?

แสดงความคิดเห็น

ที่เที่ยว-ที่กิน

งบไม่ถึง 3,000 บาทอยากได้ที่พักดีๆ ที่ระยอง จะมีที่ไหนบ้าง

เราไปดูกันเถอะว่ามีที่พักระยองติดทะเลตรงไหนบ้างที่ใช้งบไม่เกิน 3,000 บาท

Published

on

(Advertorial)

ระยอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกาะเสม็ด หาดแม่รำพึง หาดแสงจันทร์ แหลมแม่พิมพ์ วัดประดู่ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวให้คุณได้เลือกมากมาย รับรองว่ามาที่นี่คุณจะได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าแน่นอน และหากคุณกำลังมองที่พักที่ราคาประหยัด มีความปลอดภัย บริการที่ครบครันล่ะก็ วันนี้เราไปดูกันเถอะว่ามีที่พักระยองติดทะเลตรงไหนบ้างที่ใช้งบไม่เกิน 3,000 บาท

1. เอวาธารา รีสอร์ท (AVATARA RESORT)

ห้องพักสไตล์คลาสสิก เรียบง่ายแต่หรูหรา สัมผัสหาดทรายขาวละเอียด วิวสวย ๆ จากริมทะเลรับลมเย็น ๆ เน้นสะดวกสบายในราคาประหยัดเริ่มต้นเพียง 2,xxx บาทเท่านั้นเอง

ที่นี่มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้คุณ รวมถึงพนักงานต้อนรับบริการตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นคุณจะเข้าพักเวลาไหนก็ได้ รวมถึงบริการซักรีดและซักแห้ง ที่เก็บสัมภาระ และยังมีบริการทัวร์ต่าง ๆ พร้อมบริการอำนวยความสะดวกให้คุณได้เลือกใช้บริการมากมาย สำหรับภายในห้องพักจะมีมินิบาร์ ตู้เย็น ตู้เซฟ ไดร์เป่าผมครบครัน สำหรับบริการส่วนกลางจะมีร้านกาแฟและร้านอาหาร ตู้นิรภัย และ wifi ไว้ให้บริการด้วยเช่นกัน

  • เอวาธารา รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ 106 หมู่ 4 หาดลุงเจี๊ยบ ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก เอวาธารา รีสอร์ท คลิกที่ Traveloka

2. ลาลูนบีช รีสอร์ท

มีห้องพักสวยคลาสสิค ติดริมหาด บรรยากาศดี พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน คุณต้องประทับใจในบริการ ด้วยราคาห้องพักเริ่มต้นเพียง 2,xxx บาทเท่านั้น

ที่นี่ยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ร้านอาหารพร้อมบริการทุกมื้ออาหาร ยังสามารถเช็คอินก่อนเวลาได้อีกด้วย และมี wifi ให้บริการทั่วบริเวณรีสอร์ท มีบริการหนังสือพิมพ์ที่ล็อบบี้ให้ได้ติดตามข่าวสาร สำหรับห้องพักจะเป็นห้องปลอดบุหรี่เพื่อสุขภาพของผู้เข้าพัก พร้อมด้วยโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องชงชา/กาแฟ ตู้เซฟ ทุกห้อง

  • ลาลูนบีช รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ 62 หมู่ 4 อ่าววงเดือน เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก ลาลูนบีช รีสอร์ท คลิกที่ Traveloka

3. Bar and Bed Resort

เป็นที่พักระยองแบบบ้านพัก ให้ความเป็นส่วนตัว ติดหาดทรายสวย น้ำทะเลใสสะอาดตา มีบาร์และอาหารแสนอร่อยไว้บริการ ราคาเริ่มต้น 2,xxx บาท รับรองเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน

เพียบพร้อมด้วยบริการต่าง ๆ ทั้งสระว่ายน้ำ บาร์ wifi ในบริเวณโรงแรม แถมยังมีบริการรับส่งทางเรือฟรีด้วย ส่วน ภายในห้องนั้นจะมี น้ำดื่ม ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำส่วนตัว ฝักบัว เครื่องเป่าผม เป็นต้น ที่นี่จึงถือเป็นที่พักระยองติดชายทะเลที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

  • บาร์ แอนด์ เบด รีสอร์ทตั้งอยู่ที่ 140 หมู่4 หาดน้อยหน่า เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก บาร์ แอนด์ เบด รีสอร์ทคลิกที่ Traveloka

4. เสม็ด คาบาน่า รีสอร์ท

ห้องพักสไตล์บังกะโล ถูกออกแบบตกแต่งแบบธรรมชาติผสมความเป็นโมเดิร์น อยู่ติดชายทะเล มีความเป็นส่วนตัวสูง บริการดีเยี่ยม ราคาเริ่มต้นที่ 2,xxx บาทเท่านั้นเอง

ที่นี่ยังให้คุณสามารถเช็คอินก่อนเวลาได้ ร้านอาหารเปิดบริการครบ 3 มื้อ และมีบริการ Wi-fi ครอบคลุมทั่วบริเวณรีสอร์ท รวมถึงเป็นพื้นที่หาดส่วนตัว และมีสระน้ำอุ่นกลางแจ้งให้ได้เล่นน้ำผ่อนคลายอย่างเป็นส่วนตัว และแน่นอนว่าภายในห้องพักเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ทั้งเครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น และเครื่องทำน้ำอุ่น

  • เสม็ด คาบาน่า รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ 13/20 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง อ่าววงเดือน เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก เสม็ด คาบาน่า รีสอร์ท คลิกที่ Traveloka

5. Green Bay Samed Resort

ที่พักแบบเรียบง่าย แต่ดูดี มีความสะอาด เป็นที่พักที่อยู่ติดชายทะเลในราคาสุดประหยัด ราคาเริ่มต้นเพียง 1,9xx บาทเท่านั้น
โดดเด่นด้วยการให้บริการกิจกรรมอย่างกีฬาทางน้ำ แพ็คเก็จทัวร์ บาร์และร้านอาหารรูปทรงแปลกตา และบริเวณใกล้เคียงยังมีร้านค้าไว้บริการด้วย ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานไม่แพ้โรงแรมใหญ่ ๆ อย่าง เครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น ไดร์เป่าผม wifi, และตู้นิรภัย

  • Green Bay Samed Resort ตั้งอยู่ที่ 36/11 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก Green Bay Samed Resort คลิกที่ Traveloka

นี่แหละคือ 5 ที่พักระยองติดทะเลชิลๆ ในงบไม่เกิน 3,000 บาท ที่ใคร ๆ ก็ชื่นชมในการบริการ มีหาดทรายสวย ทะเลใส ในราคาประหยัดยิ่งจองกับ Traveloka ก็ยิ่งถูกและสะดวกสบาย จองง่ายมาก อย่ารอช้า…วันพักผ่อนที่จะถึงนี้เราไปเที่ยวระยองกันเถอะ

ดูที่พักระยองอื่นๆ ได้ที่ Traveloka

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

เทรนด์ใหม่วันนี้ กาแฟต้องกินในนา ที่ Montreux Cafe and Farm

Published

on

เบื่อร้านกาแฟในกรุงเทพฯกันยัง อยากลองหาร้านกาแฟในบรรยากาศแปลกใหม่กันดูไหม มาจิบกาแฟนั่งเล่นบนเถียงนา ชมบรรยากาศทุ่งนากัน ร้าน Montreux café and farm อยู่รังสิต – นครนายก คลอง 15 ขับรถเล่นเย็น ๆ ใจในวันหยุด ใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงร้านแล้ว ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ก็ยูเทิร์นนิดนึง มองเห็นป้ายร้านชัดเจนตรงทางเลี้ยว ขับขึ้นสะพานข้ามคลอง ยังไม่ทันได้ลงสะพานก็มองเห็นร้าน และรถจอดเรียงรายเป็นแถวยาวแล้ว นอกจากลูกค้าที่ขับรถมากันแล้ว ก็ยังมีลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพปั่นจักรยานกันมาพอสมควร

Montreux café and farm อ่านว่า มองเทรอส์ คาเฟ่ แอนด์ ฟาร์ม เป็นร้านกาแฟไอเดียใหม่ที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ ด้วยการผสมผสาน 2 บรรยากาศไว้ในพื้นที่เดียวกัน เดินผ่านประตูไม้สุดหรูบานใหญ่เข้าไปก็จะพบอาคารหลักเป็นเรือนกระจกติดฟิล์มดำ หลังคาทรงสูง ภายในติดแอร์เย็นฉ่ำ มีเก้าอี้โซฟาหลายชุดไว้ต้อนรับหรืออยากนั่งเคาน์เตอร์ชมวิวก็ได้ พนักงานและบาริสต้าแต่งชุดดำหรูไว้คอยบริการ มีเครื่องดื่มมากมาย ของว่างและอาหารราคาไม่แพง แก้วละ 50-60 บาทเท่านั้น ผู้เขียนไม่ถนัดกาแฟนะครับ เลยขอข้ามไปเล่าบรรยากาศด้วยภาพแทนนะ

โต๊ะกาแฟไอเดียเก๋ ใช้บานหน้าต่างเพนท์สี

ลูกค้าสามารถสั่งกาแฟและอาหารตรงโซนนี้แล้วพนักงานจะให้หมายเลขมา เราก็ไปเลือกมุมนั่งรออาหารและเครื่องดื่มตามชอบใจ ด้านหลังอาคารนี้ก็จะมีพื้นที่ให้นั่งอีกหลายจุด มีผนังน้ำตกไว้ปรับบรรยากาศให้เย็น ๆ ใจ ต้นไม้เล็กใหญ่ตกแต่งไว้สวยงามให้เป็นมุมถ่ายรูป ถัดจากโซนนี้จะเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นห้องน้ำชาย-หญิง

 

เดินเลยจากโซนนี้จะเป็นโซนนาแล้วครับ ที่เป็นจุดขายของ มองเทรอส์ คาเฟ่ แอนด์ ฟาร์ม เพราะพื้นที่ตรงนี้กว้างขวางมาก มองเห็นหลังคาโบสถ์ของวัดใกล้ ๆ นั้นเป็นฉากหลัง ตรงโซนนี้ก็จะมีอาคารหลักเช่นกัน มีเครื่องดื่มและอาหารว่างไว้บริการเช่นกัน แต่จะไม่มีตัวเลือกให้มากเหมือนอาคารด้านหน้า

ตรงนี้ก็มีบึงน้ำขนาดย่อม มีเรือให้พายเล่น มีต้นไม้กลางน้ำที่สร้างเพิงยกพื้นสองชั้นไว้ให้ไปถ่ายรูปเล่นกัน ข้ามจากบ่อน้ำนี้ไปก็เป็นนาแบ่งเป็นล็อก ๆ หลายล็อก แต่ละล็อกมีเพิงใหม่เล็ก ๆ ไว้ให้ลูกค้านั่งเล่นนอนจิบกาแฟเล่น บางเพิงก็มีฟูกหมอนให้ด้วย ใครไปก่อนก็ได้จองก่อน นอนเล่น ๆ อิ่ม ๆ แต่อาจจะมีหลับจริงก็ได้

นอกจากเพิงก็ยังมีมุมเล็ก มุมน้อย มีเนินดินที่ตกแต่งน่ารักไว้ให้ถ่ายรูปได้ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ต้นข้าวกำลังเขียวจัด ก็เลยได้ภาพต้นข้าวสีสวย ๆ มีหุ่นไล่กามาเป็นพรอบด้วย นอกจากโซนนาแล้ว ก็มีพื้นที่เกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ ไว้ให้ไปเยี่ยมชมหรือศึกษาการทำเกษตรพื้นบ้าน เป็นร้านกาแฟทีได้ทั้งการพักผ่อนจิบกาแฟ และเซลฟี่กับทุ่งนาขนาดย่อม ๆ เป็นอีกตัวเลือกในวันพักผ่อนที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ครับ

ปั่นจักรยานมาก็ได้นะ

Montreux café and farm (มองเทรอส์ คาเฟ่ & ฟาร์ม)

  • ตำบล บึงศาล อำเภอองครักษ์ นครนายก 26120
  • เปิดบริการ อังคาร -อาทิตย์ เวลา 09:00–19:00 ปิดทุกวันจันทร์
  • ติดต่อ 087 979 7341
  • Facebook Montreux cafe

มุมกระจุ๊กกระจิ๊กภายในร้าน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] KAAN SHOW งานโชว์ระดับโลกบนผืนแผ่นดินไทย ขอยกนิ้วให้ โดนใจเต็มๆ

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

Published

on

By

ไปชมมาแล้ว!!! 

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

KAAN presented by SINGHA CORPORATION หรือผมขอย่อ ๆ ว่า KAAN SHOW เป็นการแสดงประกอบแสงสีเสียงภายใต้การสนับสนุนของ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผ่านการบริหารของ บริษัท ปัญจลักษณ์พาสุข จำกัด ร่วมกับการสร้างสรรค์จากหลายทีมคุณภาพที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน โดยโต้โผหลักเรื่องการเล่าเรื่องก็ได้มือหนึ่งของไทยอย่าง จีดีเอช ค่ายหนังอารมณ์ดีฝีมือแรงซึ่งแฟน ๆ ทั้งแฟนหนัง ทั้งแฟนซีรีส์ไทยต่างมั่นใจในฝีมืออยู่แล้ว ซึ่งมาแล้วก็ไม่ได้มาแบบกั๊ก ๆ เพราะส่งโปรดิวเซอร์หัวใหญ่อย่าง พี่สิน – ยงยุทธ ทองกองทุน ที่เคยมีผลงานละมุนใจอย่าง สตรีเหล็ก กับ ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว และผู้กำกับมากฝีมือที่พูดถึงหนังเน้นเอฟเฟ็กต์ตอนนี้เขาอาจเป็นเบอร์หนึ่งของไทยไปแล้วก็ว่าได้ อย่าง กอล์ฟ – ปวีณ ภูริจิตปัญญา ซึ่งมีผลงานการันตีมาทั้ง บอดี้ ศพ19 และ สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย) กับ ห้าแพร่ง (ตอน หลาวชะโอน) ที่พัฒนาด้านการใช้เทคนิคพิเศษจนเนียนตาขึ้นเรื่อย ๆ เลยทีเดียว

ส่วนด้านการแสดงและโชว์นั้นก็ได้มือเอกอย่าง คุณ บอย – ถกลเกียรติ วีรวรรณ บอสใหญ่แห่งค่าย Scenario ที่ผ่านงานโชว์และละครเวทีจนเป็นเบอร์หนึ่งของไทยตอนนี้ ได้ส่งทีมมาช่วยดูแลบริหารทีมงานและทีมนักแสดง นอกจากนี้ยังมีผู้อยู่เบื้องหลังการแสดง ซึ่งเป็นมืออาชีพฝีมือดีจาก เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ อย่าง คุณอ้า-สันติ ต่อวิวรรธน์ และ คุณรุ้ง-ปริญญา ต้องโพนทอง มาร่วมเป็นผู้กำกับร่วม (Co-Director) และยังมีทีมนักเต้นมือรางวัลระดับเอเชียและระดับโลกชาวไทยอีกหลายชีวิตทั้งแนว บีบอย, ป๊อปปิ้ง, ฟรีรันนิ่ง ร่วมด้วยศาสตร์ชั้นสูงอย่าง โขน, บัลเลต์ และศิลปะการต่อสู้ประยุกต์ด้วย

และเมื่อพอเอาความสามารถของเฮดทีมสร้างดังที่ได้กล่าวมา มาเล่าเรื่องในงานแฟนตาซีอย่าง KAAN SHOW มันก็กลายเป็นความเข้ากันที่ไม่น่าเชื่อ เพราะนอกจากความลุ้นระทึกและตื่นตาตื่นใจ มันยังก่ออารมณ์ร่วมแบบดราม่าเพื่อนตาย ให้เราผูกพันไปกับตัวละครได้ตลอด 90 นาทีจนต้องใช้คำว่า ตกหลุมรักเลยล่ะ ซึ่งอันนี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพราะตอนก่อนเข้าไปดูโชว์ผมก็สำรวจของที่ระลึกว่ามีอะไรบ้าง แต่คือมันก็ไม่ได้สนใจจะซื้อเลยนะ แต่พอออกจากโรงละครเท่านั้นล่ะ มองอะไรมันก็มีแต่ความประทับใจที่เพิ่งดูไปทั้งนั้นเลย จนสุดท้ายก็สอยมาครองสองสามชิ้นจนได้ ที่จะบอกคือโชว์ที่ดีมันจะมีพลังชักจูงใจเราถึงขนาดนั้นเลยล่ะครับ

ชุดนี้ล่ะครับ ที่ผมโดนไป

จุดขายตั๋วที่สร้างธีมห้องสมุดตามฉากแรกของโชว์เลย สวยมากครับ คุมธีมทุกส่วนจริงๆ

ตรงนี้พี่สินได้ให้คำจำกัดความของโชว์ไว้ว่าคือ A Spectacular Cinematic Live Experience (ประสบการณ์รับชมการแสดงสดที่ผสมผสานเทคนิคระดับโลก เข้ากับภาพยนตร์และการแสดงสดบนเวที) ซึ่งผมว่าก็ไม่ได้โม้เกินไปครับ อันนี้ต้องบอกส่วนตัวก่อนเลยว่าคาดหวังไว้มากเหมือนกันครับ เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบดูโชว์ลักษณะนี้อยู่เป็นทุนเดิมด้วย ตอนที่ เซิร์ค ดู โซเลย์ คณะกายกรรมระดับโลกมาจัดแสดงที่ไทย ผมก็ไม่พลาดที่จะไปชม และคาดหวังว่าไทยเองก็น่าจะมีโชว์ที่ได้มาตรฐานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันได้แน่ ๆ ครั้งนี้จึงเป็นทั้งอารมณ์ร่วมลุ้นและเชียร์อยู่ลึก ๆ สำหรับโชว์ของไทยที่จะใช้มาตรฐานการแสดงระดับโลกอย่าง KAAN SHOW ครับ

จะได้เห็นอะไรบ้างใน KAAN SHOW

KAAN SHOW ใช้เรื่องราวในวรรณคดีไทย 6 เรื่องดัง ที่คนไทยรู้จักกันดี ทั้งยังมีความแฟนตาซีเหมาะกับการสื่อสารให้ชาวต่างชาติเข้าใจโดยง่ายด้วย ทั้ง พระอภัยมณี, พระสุธน มโนราห์, นางมณีเมขลากับรามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และ รามเกียรติ์  โดยแต่ละเรื่องก็ยกเฉพาะช่วงฉากแอ็คชั่นสำคัญ แบบคัดไฮไลต์มาเลยไม่เยิ่นเย้อ ทำให้เรื่องดูสนุกตื่นเต้นตลอดเวลาของโชว์กว่าชั่วโมงครึ่งครับ

และการที่จะร้อยเรียงวรรณกรรมเหล่านั้นมาให้ชมอย่างไม่ขัดเขิน ก็ได้รับการปรุงด้วยสูตรแฟนตาซี อย่างหนังอย่าง จูแมนจี้ หรือพวกหนังที่ตัวเอกหลุดไปอีกมิติซึ่งเราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ปาน เชื่อว่าคนทั้งโลกดูเข้าใจโดยแทบไม่ต้องมีคำพูดบทสนทนาใด ๆ มาช่วยเล่าเลย เมื่อ คาน เด็กหนุ่มได้เข้ามาในห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือโบราณมากมาย และบังเอิญพบลูกกุญแจประหลาดในหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่มีชื่อของเขาอยู่บนปก ทันใดนั้นก็เกิดแสงประหลาดขึ้น! แล้วรูปปั้นลิงมีปีกนามว่า กบิลปักษา ที่ตั้งอยู่ในห้องสมุดก็กลับกลายร่างเป็นตัวจริง เสียงจริง!! แถมยังพุ่งตรงมายื้อแย่งกุญแจจากมือของคานด้วย!!! ด้วยความตกใจคานจึงพลั้งทำลูกกุญแจหลุดมือจนแตกกระจายออกเป็น 5 ส่วน หายไปในมิติแห่งโลกวรรณคดี ส่วนคานและกบิลปักษาก็ถูกประตูมิติที่เปิดขึ้นนั้นดูดหายตามไปด้วย!!!

หนทางกลับบ้านของคู่หูคู่กัดที่เพิ่งมาเจอกันและต้องร่วมมือกันอย่างเสียไม่ได้นี้ จึงคือการช่วยเหลือเหล่าตัวละครเอกในวรรณกรรมแต่ละเรื่อง เพื่อสะสมชิ้นส่วนกุญแจกลับคืนมาประกอบเพื่อเปิดประตูมิติกลับยังโลกปัจจุบันอีกครั้งนั่นเอง!!!

จุดเด่นของฉากเปิดเรื่อง หรือชื่อชุดการแสดงว่า มิติวรรณคดี (The Book and the Key) นี้ อยู่ตรงการที่เราจะได้เห็นการใช้ระบบไฮโดรลิกต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในพื้นที่การแสดงทั้งพื้นด้านล่างและฉากด้านหลังทั้งกลางหลังซ้ายขวา เราได้เห็นกลไกของฉากที่ไม่ได้มาตั้งโชว์กันนิ่ง ๆ แต่สามารถเคลื่อนเข้าออกและมีลูกเล่นเคลื่อนไหวในตัวเองได้ ทั้งยังโชว์ให้เห็นการใช้เทคโนโลยีการฉายภาพแบบ High Definition Projection Mapping ลงบนพื้นหลังขนาดใหญ่ยักษ์แทนจอภาพยนตร์ ส่วนงานภาพนั้นที่ได้รับการออกแบบซีจีต่าง ๆ อย่างสมจริงโดย ตุลย์ – วีรภัทร ชินะนาวิน จากบริษัทอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกชั้นนำของไทยอย่าง RIFF Studio ที่เคยร่วมงานกับค่ายระดับโลกอย่าง Pixar Animation Studio มาแล้วด้วย ส่วนบ้านเราน่าจะเห็นฝีมืออนิเมทของเขามาแล้วจากหนังไทยอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ นั่นเองครับ

ภาพคอนเซ็ปต์อาร์ทโปรเจ็กชั่นแมปปิ้งกับการใช้สลิง

แถมในช่วงท้ายเรายังจะได้เห็นการท่องข้ามมิติ ที่ใช้สลิงและระบบรอกชัก ทำให้นักแสดงร่วงหล่นและโบยบินกลางอากาศได้ทั่วทั้งโรงละครราวกับเหาะเหินได้จริง ๆ ตรงนี้ต้องปรบมือให้เทคนิคพิเศษจาก สุเทพ จับสี แห่ง บ้านริกสตูดิโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านรอกและสลิงตลอดจนสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ในหนังและโชว์การแสดง ต่างๆ อันดับหนึ่งของไทยด้วยครับ

และอีกอย่างที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เพลงประกอบที่ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ห่อคลุมอบอวลในโรงละครนั้น ก็ได้มือฉมังอย่าง ป้อ – ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ นักแต่งเพลงสกอร์ ที่มีผลงานติดหูอย่างสกอร์หนังร้อยล้านเรื่อง นางนาก เวอร์ชั่นของ นนทรีย์ นิมิบุตร และหนังไทยอีกหลายต่อหลายเรื่องด้วยครับ

ผีเสื้อพิโรธ (The Wrath of the Sea Giantess) จากเรื่อง พระอภัยมณี

วรรณคดีเรื่องแรกที่คานและกบิลปักษาเดินทางมาถึง หลังจากตกลงมากลางหลังม้านิลมังกรที่สุดสาครบินผ่านมาพอดี ก็คือฉากการพบกันของเหล่ากองเรือของพระอภัยมณี กับจอมปีศาจแห่งท้องทะเลอย่างนางผีเสื้อสมุทรที่ดุร้ายคลุ้มคลั่งสุด ๆ แล้วตัวเอกของเราทั้งสองก็ลงมาได้จังหวะดีเสียด้วยเพราะเพียงตกมาบนเรือของพระอภัยมณีไม่นาน ก็ป๊ะเข้ากับนางยักษ์ทันทีเลย งานนี้ก็สนุกกันล่ะ

จุดเด่นของฉากนี้คือการโชว์พลังของเหล่านักกล้ามจากทีม Street Workout ที่เคยผ่านเวทีประกวดชื่อดังระดับเอเชียอย่าง Asia’s Got Talent ซีซั่นแรกมาแล้ว โดยจะเน้นการปีนป่ายและโชว์ท่าบนบาร์โหนต่าง ๆ ได้อย่างตื่นตาตื่นใจทีเดียว ทั้งยังเป็นการให้ผู้ชมได้ตื่นตะลึงกับการใช้สลิงอย่างผาดโผนราวกับตัวละครบินไปได้ทุกทิศทางในฉาก แม้แต่ถลามาอยู่ตรงหน้าที่นั่งคนดูแบบห่างกันแค่มือเอื้อมถึงเลยทีเดียว (แต่อย่าไปคว้านักแสดงจริง ๆ นะครับ)

นอกจากนั้นการฉายโปรเจกชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของตัวละครนางผีเสื้อสมุทรขนาดยักษ์ ลงไปในฉากการแสดงทั้งฉากด้านหลังและพื้นเวทีด้านล่าง ซึ่งอ่านในคู่มือบอกว่ากว้างถึง 1500 ตร.ม. และแค่ฉากด้านหลังก็ใหญ่เท่าขนาดจอไอแม็กซ์ถึง 3 จอต่อกันเลยด้วยครับ (ตอนก่อนโชว์เริ่มคิดว่าไม่ใหญ่มาก แต่พอเห็นของจริง นักแสดงไปยืนในฉากดูตัวเล็กไปเลยครับ) ทำให้ภาพดูอลังการมาก และการอนิเมทและดีไซน์ของ RIFF Studio นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ครับ นางยักษ์ทำออกมาได้สมจริงและน่าสะพรึงกลัวมาก พอผสมกับการแสดงจริงของเหล่าตัวละครและเรือสำเภาลำเท่าของจริงที่แล่นอยู่ในฉาก ประกอบกับเอฟเฟ็กต์พวกฟ้าร้องน้ำทะเลปั่นป่วน เลยกลายเป็นความตื่นเต้นแบบเอาเราอยู่ ตั้งแต่แรกพบเลยครับ

ปราโมทย์หิมพานต์ (The Colours of Himmavanta) จากเรื่อง พระสุธน มโนราห์

วรรณคดีเรื่องต่อมา เราจะได้พบกับฉากสีสะท้อนแสงแปลกตา ดั่งยกป่าหิมพานต์มาพร้อมเหล่าสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดนานาชนิดเดินกันให้ขวักไขว่ แน่นอนว่าย่อมรวมถึงเหล่ากินรีที่จะโบยบินลงมาทักทายผู้ชมด้วย แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันครับ เหล่าพรานวายร้ายได้แอบมาใช้บ่วงนาคบาศก์คว้าจับตัวเหล่ากินรีไป แถมยังคว้าติดกบิลปักษาไปกับเขาด้วย ร้อนถึงคานต้องออกไปช่วยถึงรังเหล่านายพรานผู้ชำนาญการใช้ไฟทีเดียว

จุดเด่นนอกจากฉากที่ใช้สีสะท้อนแสงสร้างโลกมหัศจรรย์ขึ้นด้วยลวดลายแปลกตาแล้ว เรายังได้เห็นเทคนิคการสวมชักหุ่นกลของเหล่าสัตว์หิมพานต์นานาชนิดที่พิศดารไม่เบาครับ ส่วนกินรีก็ไม่ใช่เพียงห้อยโหนไปมาเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีการโชว์กายกรรมแบบ Aerial Acrobatics หรือการโหนห่วงหรือผ้า อย่างสวยงามราวกับปีกของกินรีพริ้วสไว ระคนลุ้นเสียวไปกับผู้แสดงที่ถูกยกสูงขึ้นไปราวตึกสี่ห้าชั้นโดยมีเพียงผ้าผืนเดียวให้ยึดเกาะด้วย

ส่วนฉากรังโจรเราจะได้เห็นโชว์ระบำกระบองไฟที่ผสมกับโปรเจกชั่นซีจีเหมือนเหล่าพรานใช้เวทมนต์ได้เท่มาก ๆ ด้วยครับ ในช่วงป่าหิมพานต์นี้ความหวือหวาตื่นเต้นอาจไม่เท่าผีเสื้อสมุทร แต่ขอบอกว่าความสวยงามของโลกหิมพานต์นี่ยกให้ฉากนี้เป็นที่หนึ่งเลยครับ

อสุนีมารโรมรัน (The Chase of Lighting) จากเรื่อง เมขลากับรามสูร

คานและกบิลปักษาหลังจากได้ชิ้นส่วนกุญแจมาแล้ว 2 ชิ้น จากการช่วยปราบผีเสื้อสมุทรและช่วยเหล่ากินรีจากพรานป่า คราวนี้ก็ต้องโผล่มากลางวงล่าของรามสูรยักษ์สายฟ้า ที่ไล่หวดวิมานลอยของสองนางฟ้ามณีเมขลาอย่างน่าตื่นเต้น

จุดเด่นของฉากนี้ที่ต้องดูเลยครับ คือ การจำลองฉากกลางท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆที่กำลังครืนครั่นไปด้วยฟ้าฝนคะนอง กายกรรมห้อยโหนบนบาร์ทรงกลมของสองนางฟ้าที่ตื่นตา แถมไฮไลต์ที่ต้องร้องอู้หูเลย ก็คือการนำอุปกรณ์ที่เรียกว่า Tesla Coil มาสร้างสายฟ้าจริง ๆ ซึ่งในคู่มือบอกว่ามีแรงดันสูงถึง 1 ล้านโวลต์ (แค่ไฟบ้าน 220 โวลต์เราก็แย่แล้วนะถ้าโดนช็อต) คือเป็นทั้งความสวยงามที่เราได้เห็นประกายไฟฟ้าแปลบปลาบเหมือนในหนัง แต่มาอยู่ต่อหน้าเราจริง ๆ คนดูที่นั่งหน้าสุดคงมีเสียว ๆ บ้าง แต่เอาจริง ๆ ค่อนข้างอยู่ไกลเลยล่ะครับระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดีเลย ตอนนี้กลับไปหวาดเสียวแทนนักแสดงที่ต้องอยู่ท่ามกลางแรงดันไฟฟ้ามากขนาดนั้นไปเสียมากกว่าอีก คือชอบในความช่างคิดที่หาไฮไลต์ให้กับแต่ละฉากได้หวือหวาตลอดของทีมสร้างเลยครับ สมแล้วที่กอล์ฟผู้กำกับบอกว่าไปตระเวนดูโชว์หาไอเดียมาทั่วโลกเลย

เดิมพันรจนา (The Wager for the Ivory Kingdom) จากเรื่อง สังข์ทอง

หลังจากเน้นความระทึกแล้วก็สับอารมณ์มาแนวสวยแบบตรึงตราอีกครั้งครับ ผมว่าเขาวางไลน์อารมณ์คนดูได้ดีนะไม่น่าเบื่อเลย ตื่นเต้นสลับกับเพลินตา รอบนี้คานและกบิลปักษาได้ตกลงมายังพิธีเลือกคู่ของเหล่าพระธิดาของเจ้าครองนคร ตรงนี้เราจะได้เห็นการจัดขบวนขันหมากหน้ากากแฟนซีของเจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ รวมถึงเจ้าเงาะป่าของเราด้วย โดยแต่ละขบวนก็ดึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมแต่ละภาคของไทยมาดีไซน์ใหม่ได้อย่างลงตัวครับ ดูโมเดิร์นและแฟนตาซีไม่ดูเก่าคร่ำครึเลย ไม่ว่าจะเป็นผีตาโขน กลองยาว มโนราห์ กลองสะบัดชัย เป็นต้น ตรงนี้เราจะได้เห็นรายละเอียดของการออกแบบชุด โดย เต้ – ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์ และ ยุ่ย – พิสิฐ จงนรังสิน แห่ง Tube Gallery ที่เคยฝากผลงานมาแล้วทั้งการออกแบบชุดในการแสดงพิธีเปิดซีเกมส์  2015  และเคยได้รับรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม จากเวที Straits Time Life! Theatre Awards 2012 มาแล้วด้วย

ส่วนเจ้าเงาะของเราก็มากับธีมแก๊งตัวตลกในชุดโขนประยุกต์ ที่ต้องโชว์แบทเทิลกับช้าง ใช่ ผมกำลังพูดถึงช้างจริง ๆ เดินผ่านที่นั่งผู้ชมเข้าไปสู่เวทีการแสดงเลย ตรงนี้ถือว่าเซอร์ไพร้สนะครับเนี่ย คือดูโชว์เดียวเราได้กลิ่นไทยแบบเต็ม ๆ แบบที่ไม่ได้ยัดเยียดและประยุกต์มาได้ร่วมสมัยลงตัวมาก แถมการแบทเทิลของเจ้าตัวตลกและน้องช้างก็น่ารักมาก ๆ ด้วยครับ

เหตุการณ์เข้าสู่ความตื่นเต้น หลังรจนาเลือกเจ้าเงาะบ้าใบ้ไปแล้ว ก็เกิดมีสัตว์อสูรนาม ระมาด เข้าโจมตีเมืองครับ เหล่าเจ้าชายและเจ้าเงาะต้องรุมเข้าปราบ ส่วนนี้เป็นจุดขายของตอนนี้เลยครับ เพราะเจ้าระมาดนี่เป็นการใช้หุ่นเชิดยักษ์ในรูปแบบ Gigantic Creature ที่สูงถึงเกือบ ๆ 5 เมตร และต้องใช้คนจำนวนหลายคนแบ่งกันเชิด ซึ่งการต่อสู้กับเจ้าระมาดนี่ก็ทำได้น่าตื่นตา ไม่แพ้กับพวกซีจีในตอนก่อน ๆ เลยครับ

ปราบพญาชาละวัน (The Underwater Abyss) จากเรื่อง ไกรทอง

พอฉากเปลี่ยนก็มีฟองสบู่โปรยปรายลงมาพร้อมแสงไฟที่สาดแสงในความมืด ตอนนี้ที่นั่งผู้ชมเปรียบเสมือนลงสู่ใต้เมืองบาดาลของพญาจระเข้เป็นที่เรียบร้อยครับ การแสดงเปิดตัวของตอนนี้ก็เป็นโชว์จินตลีลาในอ่างแก้วขนาดใหญ่ ของสองสาวจระเข้สุดเซ็กซี่ในชุดรัดรูปสีเนื้อที่สะกดคนดู (โดยฉพาะผู้ชาย) อยู่หมัดเลย เพราะท่วงท่าลีลากับการใช้แสงไฟขับเน้นหยดน้ำที่กระเซ็นสาดไปมาบนเรือนร่างของจระเข้สาวนั้นสวยงามมากครับ นอกจากนั้นในเรื่องนี้ยังมีการโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยสิบรุมหนึ่ง ระหว่างสมุนบาดาลกับไกรทองของเราด้วย ทำคิวสตันท์ออกมาได้เท่ดีครับ นึกถึงหนังอย่าง องค์บาก เลย

และแน่นอนว่าต้องปิดท้ายด้วยการสู้กับชาละวัน แต่ไม่ใช่ในรูปของคนมาต่อย ๆ เตะ ๆ อีกแล้วครับ ชาละวันกลายร่างเป็นจระเข้ยักษ์ที่ไล่ล่าอย่างรวดเร็วตามแพยนต์ของไกรทองที่ขณะนี้คานและกบิลปีกษาก็เกาะติดหนีตายอยู่ไม่ห่างด้วย มาในฉากนี้ได้มีการผสมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกโปรเจกชั่นในฉากผสมกับหุ่นกลไกชักขนาดใหญ่ คือไม่มีอะไรซ้ำซากและเหมือนตอนเก่า ๆ ให้หาวได้เลยครับ ดูเนื้อเรื่องก็เพลิน ดูเทคนิคก็ทึ่ง

ทศกัณฑ์อหังการ (The Cataclysm) จากเรื่อง รามเกียรติ์

ตอนแรกนึกว่าสะสมกุญแจครบก็จบกลับบ้านเสียอีก แต่เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นครับ คานยังต้องตามไปช่วยกบิลปักษาในโลกของพระรามพระลักษณ์ กับสงครามลิงปะทะยักษ์สนั่นกรุงลงกาอีก โดยตอนนี้ถือเป็นไคลแม็กส์ของเรื่องเลย มีเหตุการณ์พลิกผันไปมาหลายอย่าง โดยเป็นการผสมผสานเทคนิคจากตอนก่อนหน้าหลายอย่างมาใช้ในฉากรบนี้ นี่ยังรวมถึงหุ่นยนต์ยักษ์ ที่เรียกว่าเทคนิค State of the Art Animatronics ด้วย (แหม แค่ชื่อนี่ก็กรี๊ดแล้วครับ) เอาเป็นว่าต้องไปชมกันเองครับว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร และไฮไลต์ของตอนนี้จะเป็นอย่างไร แต่ขอบอกได้ว่า อึ้ง ทึ่ง ครับ

จบจากการแสดงอย่าเพิ่งรีบกลับครับ ตอนออกจากโรงละครเหล่านักแสดงและตัวละครจะออกมายืนให้เราเข้าแถวถ่ายรูปคู่ด้วย แนะนำว่าชอบตัวไหนให้ลองถามเจ้าหน้าที่แล้วไปต่อแถวรอตรงนั้นเลยครับ เพราะแต่ละตัวจะยืนแยกกันคนละมุมครับ ส่วนคานและกบิลปักษานั้นจะอยู่บริเวณฉากภาพวาดคานที่ตรงกลางโถงเลยครับ

ความตื่นตาของ KAAN SHOW ยังไม่ได้จบแค่ในโรงนะครับ

เพราะเมื่อออกมาจากอาคารจะเลือกนั่งรถไฟฟ้ารับส่งไปยังลานจอดรถเลย หรือจะเดินมาถ่ายรูปเล่นก็กำลังดีเลยครับ เพราะเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะมากในการถ่ายรูปด้านหน้าโรงละคร SINGHA D’LUCK Cinematic Theatre (สิงห์ ดีลักษณ์ ซีเนมาติก เธียเตอร์) ที่ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชั้นนำอย่าง ประภากร วทานยกุล และ ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร แห่ง บริษัท สถาปนิก A49 จำกัด ที่มีผลงานอย่างอาคารมหิดลสิทธาคาร ที่ใครได้ไปชมออร์เคสตร้าที่นี่คงเคยเห็นความอลังการมาแล้ว สำหรับโรงละครนี้ได้ใช้แนวคิดที่ว่า โรงละครลอยแห่งแรกของโลก (The World’s First Levitating Theatre)

รูปคอนเซ็ปต์อาร์ท

ตอนดูรูปถ่ายทีแรกก็ตกใจเหมือนกันครับว่า สร้างยังไงให้ลอยอยู่ได้ แต่พอไปชมของจริงก็ต้องปรบมือให้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้กระจกเงาสะท้อนภาพวิวฝั่งตรงข้าม จนเหมือนว่าชั้นล่างนั้นหายไปครับ เรียกว่าใช้เทคนิคการแสดงมายากลระดับโลกสร้างภาพลวงตาตั้งแต่ตัวอาคารจัดแสดงเลยทีเดียว และถ้าสังเกตดี ๆ ด้านบนนั้นก็ไม่ใช่เพียงกระจกสีแปะ ๆ เอาไว้เฉย ๆ เท่านั้นนะครับ เพราะยังมีการใช้เทคนิค Kinetic façade แผ่นอลูมิเนียมสีทองที่พลิวไหวปลิวขยับตามแรงลม ให้ออกมาเหมือนกลุ่มเมฆที่เคลื่อนตัวตลอดเวลาด้วย (โหหหห) คือแค่ยืนมองเฉย ๆ นี่ยังเพลินเลยครับ

ถ้าโชคดี ก็จะเจอตัวตลกมาเล่นมาถ่ายรูปด้วยครับ

 

แถมทริกวางแผนรับชมโชว์และการถ่ายรูป จากประสบการณ์ตรงนิดครับ

ตรงนี้แนะนำเลยครับสำหรับใครที่จะมาเน้นถ่ายรูปด้วย คำแนะนำก็คือการแสดงของ KAAN SHOW นั้น จะหยุดวันจันทร์ ส่วนวันอังคาร พุธ และพฤหัสนั้น จะมีแสดงเพียงรอบเดียวคือเวลา 17.00 น. แต่สำหรับวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จะจัดแสดงสองรอบต่อวันคือ รอบ 17.00 น. และ 20.30 น.

ดังนั้นถ้ามาดูรอบ 17.00 น. เราจะสามารถถ่ายรูปก่อนเข้าชมในช่วงที่เป็นกลางวันได้ ช่วงนี้ตัวอาคารจะสะท้อนภาพเมฆและท้องฟ้าเหมือนลอยอยู่จริงเลยครับ และพอออกมาจากการชมโชว์ก็จะเริ่มมืดพอดี ตอนนี้ตัวโรงละครจะย้อมไฟเปลี่ยนสีได้โรแมนติกสุด ๆ ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่งเลยครับ

แต่ถ้าท่านไหนมาดูรอบค่ำ ก็อยากให้มาเร็วสักหน่อยช่วงห้าโมงเย็นนิด ๆ ด้านหน้ายังสว่างอยู่และคนจะยังไม่มากด้วยก็จะได้ถ่ายฉากกลางวันสวย ๆ ก่อน แล้วจะไปนั่งรอทานอาหารที่ เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ พัทยา ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันรอเวลาก็ได้ แต่หากยังไม่หิวจะเดินดูร้านของที่ระลึกในบริเวณที่ขายตั๋วก็ได้ครับ เพราะนอกจากจะมีสินค้าจากโชว์แล้วยังมีสินค้าจาก GDH ให้แฟนหนังเข้าไปเลือกชมด้วยครับ แล้วค่อยออกมารอถ่ายฉากกลางคืนตอนค่ำ ๆ อีกทีก็จะได้ครบทั้งสองวิว และถ้ายังไม่ได้ทานข้าวเพราะถ่ายรูปกับชมของที่ระลึกจนเพลิน กลัวจะเข้าไปชมโชว์แล้วหิว ด้านในโรงละครบริเวณโถงทางเข้าก็ยังมีร้านขายอาหารทานเล่นที่สามารถนำเข้าไปทานในโรงละครได้เลยด้วยครับ สบายหายห่วง สงสัยตรงไหนมีเจ้าหน้าที่ยืนประจำแทบทุกจุดครับ สอบถามได้เลย

สำหรับข้อมูลการเดินทาง รอบการแสดง ตลอดจนค่าเข้าชมและโปรโมชั่นที่จัดกันไม่อั้นทั้งค่าเข้าชมและค่าอาหาร ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย http://kaanshow.com/th หรือ https://www.facebook.com/KAANShow กระซิบว่าช่วงเดือนกรกฎานี้ยังมีโปรโมชั่นลดราคาค่าเข้าชม ที่ลดให้สูงสุดถึง 40% เลยทีเดียว ไปศึกษาโปรโมชั่นดูได้ครับ ใครสนใจก็รีบตีตั๋วเดินทางไปชมกันเลยครับ รับรองไม่ผิดหวังเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!