Connect with us

What The Fact

ก่อนฮิพฮอพจะรันวงการใน The Get Down (2016-) แร็พท้าโลก

ปี1977 ในปีที่ดิสโก้รุ่งเรือง พร้อมจุดกำเนิดของเพลงฮิพฮอพ

  • สร้างสรรค์โดย : บาซ เลอห์มานน์ กับ แคธเทอรีน มาร์ติน
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ชอบซีรีส์แนวหนังเพลง และผู้ชื่นชอบเพลงฮิพฮอพและดิสโก้
  • ออกอากาศ : สตรีม พาร์ท 1 จำนวน 6 ตอนไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559 และจะสตรีมพาร์ท 2 อีก 6 ตอนในวันที่ 7 เมษายน 2560 ทาง Netflix

ฉากเต้นรำอันแสนร้อนแรง

งานภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ

ปี 1977  ณ.เมืองบรอนซ์ อันเต็มไปด้วยอาชญากรรมดูสิ้นหวังไร้อนาคตแต่ท่วงทำนองแห่งความฝันของเหล่าหนุ่มสาวกำลังเปล่งเสียงที่อาจเปลี่ยนโลกด้วยมือของ อีซิเคียล  (จัสติน สมิธ) เด็กหนุ่มนักกลอนหัวดีแต่ขาดแรงบันดาลใจจนได้พบกับ เส้าหลินแฟนทาสติค (ชาเมอิค มัวร์) ลูกไล่มาเฟียผู้ฝันจะเป็นดีเจ จนได้ฟอร์มวงเดอะเก็ตดาว์นขึ้นแต่หนทางการเป็นสุดยอดดีเจและเอ็มซีนั้นไม่ได้ต่างจากสนามรบอันแสนดุเดือดเท่าใดนัก ด้านไมลีน ครูซ (เฮอริเซน เอฟ การ์ดิโอลา) หวานใจของอีซิเคียลก็เฝ้าฝันว่าสักวันเธอจะได้เป็นนักร้องนอกโบสถ์ของ ราโมน ครูซ (จิอันคาโล เอสโปสิโต) คุณพ่อบาทหลวงสุดเฮี้ยบของเธอบ้าง และในขณะที่หนุ่มสาวต่างใช้เสียงเพลงเพื่อก้าวสู่ชีวิตที่ดีกว่า สถานการณ์ในบ้านเกิดของพวกเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อเหล่าผู้มีอิทธิพลต่างกำลังชิงอำนาจครองบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังอย่างบรอนซ์ ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังยังมีกลอนแร็พกับท่วงทำนองสแครชแผ่นของเดอะเก็ตดาวน์และความเป็นโฆษกฝึกหัดให้นักการเมืองของอีซิเคียลที่เป็นกระบอกเสียงแทนคนชายขอบอย่างพวกเขา

โชว์สุดมันส์จาก The Get Down

เรื่องราวของหนุ่มสาวยุค 70 ที่สดใหม่เคล้าเสียงดนตรีที่มีทั้งคึกคักแบบฮิพฮอพและไพเราะแบบดิสโก้และอาร์แอนด์บี

บาซ เลอห์มานน์ กับ แคธเทอรีน มาร์ติน สองโปรดิวเซอร์เบื้องหลัง The Get Down

The Get Down มิวสิคัลซีรีส์จาก บาซ เลอห์มานน์ กับ แคธเทอรีน มาร์ติน ผู้กำกับเปี่ยมวิสัยทัศน์และภรรยาของเขาโดยมุ่งนำเสนอมนต์เสน่ห์ของดนตรีในยุค 70 ทั้งมนต์ขลังของดิสโก้ และ จุดกำเนิดแรกของฮิพฮอพมาพ่วงสไตล์การนำเสนอแบบกึ่งสารคดี จนได้เรื่องราวของหนุ่มสาวยุค 70 ที่สดใหม่เคล้าเสียงดนตรีที่มีทั้งคึกคักแบบฮิพฮอพและไพเราะแบบดิสโก้และอาร์แอนด์บี โดยอาศัยโครงเรื่องแบบโรมิโอกับจูเลียตของเช็คสเปียร์มาบอกเล่าเรื่องราวสองวัฒนธรรมเมืองบรอนซ์ทั้งของคนผิวสีและคนเปอร์โตริกัน เคล้ากับการปะทะกันของดนตรีดิสโก้ที่กำลังถูกท้าทายด้วยท่วงทำนองใหม่ก่อนคำว่า ฮิพฮอพ จะถือกำเนิดขึ้น

ปาป้าเฟอรเต้ คุณลุงมาเฟียขาใหญ่แห่งบรอนซ์ รับบทโดย จิมมี สมิทส์

โดยสิ่งที่โดดเด่นสำหรับบทของซีรีส์ชุดนี้คือการผสมผสานระหว่างเรื่องดนตรีและการเมือง นำประวัติศาสตร์การก่อร่างสร้างเมืองดีทรอยท์ในอดีตที่ไม่ต่างกับสลัม ก่อนจะกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของอเมริกาที่มีทั้งการแก่งแย่งพื้นที่ของมาเฟีย การทุจริตของผู้รักษากฎหมายที่ส่งผลให้เกิดการจลาจล จี้ปล้นจนเยาวชนต้องหันไปพึ่งพาเสียงดนตรีในการพาพวกเขาหลุดพ้นจากมลพิษในชีวิตประจำวัน

โดยซีรีส์ได้สร้างเรื่องราวเบื้องหลังตัวละครนำที่ช่วยสะท้อนปัญหาดังกล่าวได้อย่างดีทั้ง อีซิเคียลที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเหตุพ่อแม่ถูกฆาตกรรมและปัญหาสังคมจนนำมาแต่งเป็นกลอนแต่ปฏิเสธที่จะอ่านให้คนในชั้นฟังเพื่อหนีสถานะเด็กกำพร้า เส้าหลินแฟนทาสติค ศิลปินกราฟฟิตีที่ยอมเป็นทาสบำเรอกามให้ช้างน้ำแอนนี (ลิลเลียส ไวท์) มาเฟียสาวร่างยักษ์เพื่อเก็บเงินมาซื้อเทิร์นเทเบิลสานฝันในการเป็นดีเจ และไมลีน ครูซ ที่พยายามทลายกรอบครอบครัวคาธอลิกของเธอเพื่อจะได้เป็นนักร้องเพลงดิสโก้ จนต้องพึ่ง ปาป้าเฟอรเต้ (จิมมี สมิทส์) คุณลุงมาเฟียของเธอใช้อิทธิพลและเส้นสายจนเธอได้โปรดิวเซอร์ขาลงมาสานฝันของเธอ ซึ่งเบื้องหลังตัวละครดังกล่าวช่วยเชื่อมทั้งโลกการเมืองและดนตรีเข้าด้วยกัน จนเนื้อหาแต่ละตอนเข้มข้นชวนติดตามเคล้าเพลงดิสโก้และฮิปฮอปที่เลือกเฟ้นมาประกอบได้อย่างเหมาะเจาะ

ไมลีน ครูซ และ ปาป้า เฟอร์เต้

มุมมองภาพจากวิสัยทัศน์ของบาซ เลอห์มานน์ยังคงเชื่อใจได้เสมอ

งานสร้างยิ่งใหญ่ถูกถ่ายทอดอย่างตระการตาผ่านวิสัยทัศน์ของ บาซ เลอห์มานน์

เมื่อ The Get Down ได้บาซ เลอห์มานน์ผู้เคยมีงานได้ออสการ์สาขาออกแบบงานสร้างทั้ง Moulin Rouge และ The Great Gatsby มากุมบังเหียน เราจึงมั่นใจได้เลยว่าจะได้เห็นเมืองบรอนซ์ยุค 70 แบบที่ไม่เคยเห็นในหนังเรื่องไหนมาก่อน ทั้งลายกราฟฟิตี ที่บ่งบอกวัฒนธรรมฮิพฮอพหรือภาพป๊อบอาร์ตรูปบรูซลีอันแสดงให้เห็นถึงการหลั่งไหลของวัฒนธรรมเอเซียในอเมริกาและช่วยขับเน้นการต่อสู้ทางการเมืองเรื่องสีผิวและเชื้อชาติได้อย่างมีชั้นเชิง รวมถึงเซนส์ในการเลือกดนตรีและเพลงประกอบที่แม้ซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ใช่มิวสิคัลแบบเจอหน้ากันเอะอะร้องเพลง แต่ทุกช่วงที่ตัวละครได้โชว์ความสามารถทั้งการร้องและการเต้น มุมมองภาพจากวิสัยทัศน์ของบาซ เลอห์มานน์ยังคงเชื่อใจได้เสมอจนหลังดู Part 1 จบต้องมาย้อนดูฉากมิวสิคัลของเรื่องนี้อีกครั้งด้วยความประทับใจ

ชาเมอิค มัวร์ ผู้รับบทเส้าหลินแฟนทาสติค

จัสติน สมิธ ในบทอีซิเคียล

ด้านนักแสดงแม้จะไม่ใช่ดาราดัง แต่ทุกคนต่างสวมบทบาทได้อย่างน่าเชื่อถือ จัสติน สมิธ ในบทอีซิเคียล ทำให้คนดูเชื่อได้ทั้งบทดราม่าและการแร็พที่ลื่นไหลก็ช่วยเสริมส่งหน้าตาหล่อเหลาและบุคลิกเท่ๆสไตล์ฮิพฮอพจนคนดูพร้อมเทใจให้ ด้านชาเมอิค มัวร์ ผู้รับบทเส้าหลินแฟนทาสติคก็โชว์ลีลาการสแครชแผ่นและสายตาที่บ่งบอกความรู้สึกที่ทั้งอึดอัดไร้ทางออกกับชีวิตและแววตาดุดันเป็นประกายยามต้องดวลในศึกดีเจปาร์ตี้ต่างๆ ด้านนางเอกของเรื่องอย่าง เฮอริเซน เอฟ การ์ดิโอลา ก็โดดเด่นทั้งรูปร่างหน้าตา ขับเน้นเสน่ห์แบบสาวเปอร์โตริกันจนหนุ่มๆยากจะละสายตาพร้อมน้ำเสียงทรงพลังแทนภาพของดีว่าในยุค 70 ได้เป็นอย่างดี ด้านรุ่นใหญ่ที่คนดูคุ้นหน้าและคุ้นเสียงอย่าง จิอันคาโล เอสโปสิโต ในบทบาทหลวงราโมน ครูซ ที่มาสวมวิญญาณพ่อผู้เป็นภาพแทนของชาวเปอร์โตริกันหัวเก่าแต่รักลูกมากจนคนดูรู้สึกตามได้จริงๆ

เฮอริเซน เอฟ การ์ดิโอลา ในบท ไมลีน ครูซ

หากคุณชื่นชอบเพลงฮิพฮอพและดิสโก้ The Get Down คือช่วงเวลาความสุขของคุณ ในทุกตอนคุณจะได้ฟังเพลงเพราะๆพร้อมเรื่องราวเข้มข้นจนยากละสายตา

จิอันคาโล เอสโปสิโต ในบทสาธุคุณ ราโมน ครูซ

เกิร์ลกรุ๊ปสาวสวย

7 เมษายนนี้กับ Part 2 ของ The Get Down

เพลงเด่นจาก Part 1

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!