Connect with us

What The Fact

เจาะคดีเด็ดฮีโร่ใน Jessica Jones(2015-) นักสืบสาวแสบ..พลังสลาตัน

บาดแผลในอดีตกำลังจะกลับมาปลุกพลังฮีโร่ของเธออีกครั้ง

  • สร้างสรรค์โดย : เมลิสสา โรเซนเบิร์ก (เขียนบทภาพยนตร์ชุด Twilight)
  • เหมาะสำหรับ : คอหนังหรือซีรีส์ฮีโร่ที่เน้นดราม่าหนักๆ คอหนังหรือซีรีส์แนวเฟมินิสต์
  • ออกอากาศทาง : สตรีมมิ่ง ซีซั่นแรกจำนวน 13 ตอนทาง Netflix

หลังโฮป ชล็อตแมน (อีริน มอริอาร์ตี) ฆ่าพ่อแม่ตัวเองต่อหน้าต่อตา เจสสิกา โจนส์ (คริสเตน ริตเทอร์) นักสืบสาวแสบแห่งเฮลส์คิตเช่นได้ถูกดึงเข้าสู่เกมอันตรายถึงชีวิต และเพื่อช่วยโฮปให้พ้นตาราง เจสสิกา จำต้องสืบสาวหาตัว คิลเกรฟ (เดวิด เทนแนนท์) ชายผู้ดีที่มีพลังในการบงการมนุษย์ และเคยบังคับให้เจสสิกา ฆ่าคนตายมาแล้ว โดยนอกจาก เจรี โฮการ์ธ (แครี แอน มอสส์) ทนายเขี้ยวลากดินที่คอยหาหลักฐานมาสู้คดีแล้ว เจสสิกา ยังสานสัมพันธ์กับ ลุค เคจ (ไมค์ โคลเทอร์) บาร์เทนเดอร์หนุ่มคงกระพันที่การตายของภรรยาของเขาอาจเกี่ยวพันกับอดีตอันเลวร้ายของเธอ

เจสสิกา โจนส์ก็ได้ปรากฎตัวในฐานะตัวละครนำในคอมิคชื่อ เอเลียส เล่ม 1 วางแผงในเดือน พฤศจิกายน ปี 2001 ในชื่อ จีเวล ฮีโร่ชุดรัดรูปสีขาว

ต่อมาใน Pulse เธอได้กลายภรรยาของ ลุค เคจ และเป็นคุณแม่ของลูกสาว แดเนียล เคจ

บนหน้ากระดาษ เจสสิกา โจนส์ ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะเพื่อนร่วมชั้นของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือ สไปเดอร์แมน เธอได้พลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่คร่าชีวิตครอบครัวของเธอตอนไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์หลังคุณพ่อได้รับรางวัลสมนาคุณจากโทนี่ สตาร์ค เจ้านายของเขา หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเจสสิกาเคยใช้พลังทำร้ายปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เพราะเข้าใจผิดว่าเขามาเสแสร้งทำดีด้วยทั้งที่ปีเตอร์เห็นใจเพราะสูญเสียคนในครอบครัวไปเหมือนกัน จนเธอได้เป็นพยานรู้เห็นศึกระหว่างสไปเดอร์แมนและแซนด์แมนทำให้เธอเปลี่ยนใจในการใช้พลังที่มีในการทำความดี และหลายปีต่อมาเจสสิกา โจนส์ก็ได้ปรากฎตัวในฐานะตัวละครนำในคอมิคชื่อ เอเลียส เล่ม 1 วางแผงในเดือน พฤศจิกายน ปี 2001 ในชื่อ จีเวล ฮีโร่ชุดรัดรูปสีขาวตอนออกปฏิบัติการณ์จนได้ร่วมเป็นหนึ่งในกลุ่มอเวนเจอร์ใหม่และตัดสินใจถอนตัวจากการปฏิบัติภารกิจหลังคลอดลูกสาวของเธอกับลุค เคจ  และหันมาทำหน้าที่นักสืบคดีของเหล่าฮีโร่และผู้มีพลังพิเศษแทน

แม้เจสสิกา โจนส์จะไม่ได้สวมชุดฮีโร่ของเธอแบบในคอมิค แต่ชุด จีเวล ก็ได้ปรากฎในมือของ ทริช ในตอนที่ 5 ของซีรีส์ด้วย

สำหรับเจสสิกา โจนส์ ฉบับซีรีส์ เลือกปูที่มาตัวละครใหม่โดยอ้างอิงจากองค์ประกอบบางส่วนจากคอมิคเท่านั้น โดยตัวซีรีส์เลือกเปิดเรื่องที่การฆาตกรรมของ โฮป ชล็อตแมนน์เป็นมูลเหตุที่นำไปสู่การเปิดเผยอดีตอันลึกลับดำมืดของเจสสิกา โจนส์ อันเกี่ยวพันกับตัวละครอื่นๆ ทำให้ซีรีส์ฮีโร่มาร์เวลเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวในแนวทางของซีรีส์สอบสวนจนแม้ไม่ได้มีฉากแสดงพลังวิเศษตลอดเวลาก็ยังสามารถกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ของผู้ชมและดูสนุกมากด้วยพล็อตที่แข็งแรงและตัวละครที่มีเสน่ห์น่าสนใจก็เพียงพอทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ทำหน้าที่สร้างความบันเทิงได้อย่างครบรสทั้งดราม่าและแอ็คชั่นอย่างลงตัว

และในเมื่อได้ เมลิสสา โรเซนเบิร์ก ผู้เคยเขียนบทหนังหญิงๆอย่าง มหากาพย์ Twilight ทั้ง 4 ภาคมาควบคุมงานสร้างก็สัมพผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นเฟมินิสต์ของเรื่องราวตั้งแต่ พล็อตหลักอย่างแผลเป็นในใจเจสสิกาอันเกี่ยวพันกับ คิลเกรฟ ที่เหมือนเป็นตัวแทนชายชั่วศัตรูของกลุ่มสิทธิสตรีอย่างสมบูรณ์แบบที่ข่มขืนทั้งร่างกายและจิตใจหญิงสาวโดยอาศัยพลังจากฟีโรโมนควบคุมจิตใจ ไปจนถึงการคิดซับพล็อตให้เจรี โฮการ์ธ ที่ซีรีส์ดัดแปลงจากตัวละครชายในคอมิคให้กลายเป็นทนายสาวเขี้ยวลากดินและเป็นเลสเบี้ยน กำลังฟ้องหย่ากับ เวนดี้ (โรบิน ไวเกิร์ต) เพื่อหวังจะได้เสวยสุขกับเลขาสาว แพม (ซูซี อโบรเมอิท) นอกจากนี้ตัวซีรีส์เองยังแวดล้อมไปด้วยตัวละครที่ต่างก็มีพื้นที่สีเทาทำให้ Jessica Jones เต็มไปด้วยตัวละครที่มีมิติและสามารถนำเสนอได้อย่างลงตัว

ซีรีส์แสดงความหัวก้าวหน้าด้วยการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันกับตัวละคร เจรี โฮการ์ธ และ แพม

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือความคิดสร้างสรรค์ในการดัดแปลงคอมิคให้กลายเป็นซีรีส์ในแบบฉบับของตัวเองโดยยังคงจิตวิญญาณของ Jessica Jones อยู่ได้อย่างน่าสนใจดังนี้

     ต้นกำเนิดพลังของเจสสิกา โจนส์และครอบครัวที่อุปการะ

ตอนที่ 8 AKA. WWJD? ช่วงเปิดเรื่องและฉากแฟลชแบ็คย้อนอดีตได้นำเสนอเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ทำให้เจสสิกา โจนส์ ได้รับพลังมาแม้ในคอมิคจะบอกเล่าที่มาที่ไปเชื่อมโยงกับตัวละคร โทนี่ สตาร์ค หรือ Iron Man และสาเหตุของอุบัติเหตุคือรถบรรทุกสารเคมีของกองทัพ แต่ในซีรีส์กลับแสดงเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเริ่มจากเช้าวันเกิดเหตุที่เธอเตรียมตัวช้ากว่าคนอื่นแล้วอยู่ดีๆรถของครอบครัวก็ชนเข้ากับรถบรรทุกธรรมดา ซึ่งฉากแฟลชแบ็คดังกล่าวถูกนำมาอธิบายความรู้สึกผิดจากอดีตที่เธอเฝ้าโทษตัวเองเมื่อคิลเกรฟใช้พลังในการควบคุมจิตใจคร่าชีวิตผู้อื่น

ตอนที่ 11 AKA. I’ve got the blues ในฉากเปิดเรื่องและแฟลชแบ็คได้บอกเล่าเหตุการณ์หลังอุบัติเหตุ เจสสิกา โจนส์ ได้รับอุปการะจากครอบครัววอล์คเกอร์ โดยมี โดโรธี วอล์คเกอร์ คุณแม่นักปั้นดาราเด็กและ ทริช วอล์คเกอร์ ลูกสาวของเธอ โดยความน่าสนใจของพล็อตที่บอกเล่าที่มาตรงนี้เสมือนการวิพากษ์วิจารณ์ที่มาของดาราเด็กที่มักโตขึ้นเป็นวัยรุ่นมีปัญหา ซึ่งในซีรีส์ก็มีฉาก ทริช ถูกแม่บังคับให้อาเจียนเอาอาหารออกมาเพื่อคุมน้ำหนักจนเจสสิกาทนไม่ได้เข้าไปจับ โดโรธี ทุ่มออกนอกห้องน้ำจนความลับเรื่องพลังวิเศษถูกเปิดเผยก็เป็นการปูความสัมพันธ์ระหว่างทริชและเจสสิกา ได้เป็นอย่างดี

   ดัดแปลงตัวละครจากคอมิคได้อย่างชาญฉลาดและแสดงถึงความเป็นเฟมินิสต์ (Feminism)

เจรี โฮการ์ธ เปลี่ยนจากทนายหนุ่มใหญ่ในคอมิคมาเป็น ทนายสาวสุดเขี้ยวรับบทโดย แครี แอน มอสส์ จาก The Matrix

การเปลี่ยนแปลงสำคัญของซีรีส์ชุดนี้หนีไม่พ้นตัวละคร เจรี โฮการ์ธ ที่รับบทโดย แครี แอน มอสส์ที่โด่งดังจาก หนังไตรภาค The Matrix ที่ดัดแปลงจากผู้ชายในคอมิคมาเป็น ทนายสาวใหญ่และเป็นเลสเบี้ยนแต่ยังคงความเป็นสีเทาของตัวละครทั้งการว่าความที่ยึดเอาชัยชนะเป็นหลักและชีวิตส่วนตัวที่พยายามขอหย่าจากภรรยาเก่าเพื่อแต่งงานกับเลขาสาวสวย ซึ่งซับพล็อตดังกล่าวไม่เพียงถูกใส่เข้ามาเป็นสีสันแต่ยังส่งผลกับเรื่องราวจนเมื่อเรื่องราวของซีรีส์ขมวดปมเพื่อนำไปสู่บทสรุปก็สามารถนำเรื่องราวรักๆใคร่ๆที่ถึงขั้นมีฉากคารวะละครไทยอย่าง ผู้หญิงสองคนใช้วาทะเชือดเฉือนแย่งเจรี โฮการ์ธ ประหนึ่งดูละครแนวหักเหลี่ยมสวาท มาใช้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวได้อย่างชาญฉลาด

คิลเกรฟ จอมควบคุมจิตใจ รับบท เดวิด เทนแนนท์

นอกจากนี้บทของซีรีส์ยังแสดงถึงความเป็นหัวก้าวหน้าในการนำเสนอตัวละครหญิง มันแทบจะไม่พึ่งพาตัวละครผู้ชายในการดำเนินเรื่องยกเว้นผู้ร้ายอย่างคิลเกรฟ โดยซีรีส์ยังแฝงประเด็นการพึ่งพากันเองระหว่างผู้หญิงที่อาจปลอดภัยและอุ่นใจมากกว่าอยู่กับผู้ชายและบ่อยครั้งที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายออกแรงช่วยเหลือเหล่าสุภาพบุรุษด้วยซ้ำ  ทั้งความสัมพันธ์แบบพี่สาวน้องสาวระหว่าง เจสสิกา โจนส์และ ทริซ วอล์คเกอร์ (ราเชล เทเลอร์) ที่นำเสนอได้อย่างซาบซึ้งและสามารถสร้างความผูกพันให้คนดูได้อย่างน่าเชื่อถือ เจสสิกา และ โฮการ์ธ ที่เป็นที่พึ่งเดียวของ โฮป  แถมรายทางของมันยังแวดล้อมไปด้วยประเด็นผู้หญิงถูกกระทำมากมายจนทำให้ Jessica Jones เป็นซีรีส์ฮีโร่ที่โดดเด่นด้านความเป็นเฟมินิสต์หรือลัทธิสตรีนิยมมากกว่าหนังหรือซีรีส์ฮีโร่ทั่วไปเลยทีเดียว

โฮป ชล็อตแมน นักศึกษาสาวเหยื่อของ คิลเกรฟ รับบทโดย อีริน มอริอาร์ตี

ความเชื่อมโยงสู่จักรวาลซีรีส์ฮีโร่ The Defenders

ลุค เคจ บาร์เทนเดอร์คงกระพัน รับบทโดย ไมค์ โคลเทอร์

นอกจาก Jessica Jones จะบอกเล่าเรื่องราวตัวละครนักสืบสาวแสบพลังวิเศษแล้ว มันยังแนะนำให้คนดูรู้จัก ลุค เคจ ที่รับบทโดย ไมค์ โคลเทอร์ ในฐานะบาร์เทนเดอร์ที่ตามหาคนฆ่าภรรยาของเขา โดยนอกจากจะมีหน้าที่สร้างความโรแมนติกให้กับเรื่องแล้ว ลุค เคจ ยังมีหน้าที่สะท้อนความผิดบาปและแผลฉกรรจ์ในชีวิตเจสสิกา และทีละน้อยการปรากฎตัวของเขาได้ช่วยสร้างด้านสว่างให้ชีวิตของเธอ และแม้ว่าใน Jessica Jones ลุค กับ เจสสิกา จะยังไม่ได้ลงเอยเป็นสามี ภรรยากัน แต่ก็ช่วยปูพื้นฐานตัวละคร ลุค เคจ ไปสู่ซีรีย์แยกเดี่ยวของเขาต่อไป นอกจากนี้ยังมีการปรากฏตัวสั้นๆของ แคลร์ เทมเปิล พยาบาลของเหล่าฮีโร่ที่รับบทโดย โรซาริโอ ดอว์สัน มาเพื่อรักษา ลุค เคจและเอ่อ..สั่งให้เจสสิกาถอดกางเกง

แคลร์ เทมเปิล พยาบาลสาวของเหล่าฮีโร่

คริสเตน ริตเตอร์ รับบท เจสสิกา โจนส์ ได้อย่างยอดเยี่ยม

ทางด้านนักแสดงคนที่ต้องชมมากที่สุดคงหนีไม่พ้น คริสเตน ริตเตอร์ ที่เส้นทางอาชีพนักแสดงแทบไม่ต่างจากการเดินทางของตัวละคร เจสสิกา โจนส์ ของเธอ ตั้งแต่รับบทตัวประกอบเล็กๆในภาพยนตร์หลายเรื่องจนกระทั่งสปอตไลท์ก็ส่องแสงมาที่เธอ เมื่อได้ปรากฏตัวในบท เจน มาร์โกลิส ลูกสาวนักบินติดยาในซีซัน 2 ของ Breaking Bad (2010) ที่แจ้งเกิดจากการแสดงที่โดดเด่นจนไม่แปลกใจที่ผู้สร้างเลือกเธอมารับบท เจสสิกา โจนส์ ที่ต้องทำให้ผู้ชมเห็นหญิงสาวที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายในอดีตแต่ไฟแค้นทำให้เธอมุ่งมั่นปกป้องเหยื่อสาวคนอื่นๆจากคิลเกรฟ ซึ่ง คริสเตน ริตเตอร์ก็แสดงได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้พลังดาราของ แครี แอน มอสส์ ที่เคยโด่งดังจาก The Matrix มารับบท เจรี โฮการ์ธ ทนายสาวสุดเขี้ยวก็ช่วยให้เรื่องราวทวีความเข้มข้นในทุกตอนที่เธอปรากฏตัว

แม้ Jessica Jones จะมียี่ห้อ มาเวล ศาสนาสถานของเหล่าฮีโร่แปะอยู่บนชื่อ แต่พลังวิเศษของซีรีส์ชุดนี้กลับมาจากพล็อตเรื่องและตัวละครสุดเข้มข้นที่แฝงไปด้วยประเด็นสังคมที่น่าขบคิดและปริศนาสุดคาดเดาจนคนดูลุ้นกันไม่ติดเบาะเลยทีเดียว

ความสัมพันธ์ระหว่าง เจสสิกา โจนส์ กับ ลุค เคจ ช่วยเพิ่มความโรแมนติคให้กับเรื่อง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Sex Education เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก) – ก้าวข้ามวัยแบบจั๊กกะจี้หัวใจที่ใครๆก็อยากบวก

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย : ลอรี นันน์
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นทะลึ่งทะเล้นแต่แอบซ่อนประเด็นการก้าวข้ามวัย (coming of age)
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)
  • คำเตือน มีฉากเซ็กส์แบบเห็นหน้าอกผู้หญิง และ เห็นอวัยวะเพศชาย

หนุ่มสาวคนไหนเซ็กส์มีปัญหาต้องมาหาพวกเขา! เมื่อ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เมฟ (เอ็มมา แม็คคีย์) และ อีริค (นคูติ กัตวา) เปิดคลินิกลับบำบัดเรื่องเซ็กส์ ทั้งหนุ่มล่ำที่ไม่ถึงจุดสุดยอด, เลสเบี้ยนที่ไม่เคยเสพย์สุขทางเพศ หรือกระทั่งสาวติดเซ็กส์ที่ไม่เคยรู้ความต้องการในเรื่องเซ็กส์ของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันโอทิสกลับกำลังตกหลุมรักเมฟ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน งานนี้ปัญหาวุ่นๆทั้งหัวใจและใต้สะดือจะมีคำตอบตำราหรือไม่ ติดตามได้ใน Sex Education 

Sex Education คือซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่นำเรื่องเพศกับวัยรุ่นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่บอกแบบนี้อย่านึกว่าหนังจะมาทางมุกสัปดนแบบ American Pie หรือ Porky หนังวัยรุ่นวุ่นใต้สะดือจากฝั่งอเมริกันนะครับ เพราะจุดเด่นจริงๆคือซีรีส์สามารถนำเรื่องเซ็กส์มาโยงใยถึงการก้าวข้ามวัยได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว โดยบทซีรีส์โดดเด่นมากในการสร้างคาแรกเตอร์ทุกตัวเลย คือดูๆไปเราจะไม่รู้สึกว่าตัวละครไหนกำลังทำให้เรารำคาญกับความสัปดนของมันตรงกันข้าม เซ็กส์กลับค่อยๆเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่บางคนภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ความรักและเซ็กส์ก็พาเธอไปสู่คลินิกทำแท้ง หรือกระทั่งตัวพระเอกอย่าง โอทิส เองก็เป็นคนขาดความมั่นใจในเรื่องเซ็กส์มีปัญหากระทั่งไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาดันมีแม่เป็นนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่พยายามก้าวก่ายเรื่องใต้สะดือของเขาเหลือเกิน ทำให้เห็นว่าบทซีีรีส์มองเรื่องเซ็กส์ในมุมมองรอบด้านและสามารถอธิบายความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากบทแล้ว นักแสดงทุกคนคือจุดเด่นและสามารถนำพาคนดูไปร่วมรู้สึกกับเรื่องราวได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลังจาก Ender’s Game (2013) แล้วก็มักได้แต่บทโชว์หล่อสไตล์วัยรุ่นชายหน้าตาดี แม้ใน Sex Education เขาก็ยังได้โชว์หล่ออยู่ดี (ฮ่าาาา) แต่สิ่งที่ อาซา ได้เพิ่มให้ตัวละครโอทิส มีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ เขาทำให้เห็นถึงความเปราะบางของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง ยิ่งต้องใกล้กับสาวกร้านโลกที่เขาหลงรักก็ยิ่งรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ จนหลายคนเอาไปแทนความรู้สึกตัวเองเวลาแอบรักใครสักคนและประเด็นนี้เองที่ดูจะโดนใจชาวโซเชี่ยลไทยเป็นพิเศษด้วย

สำหรับสาว เอ็มมา แม็คคีย์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแจ้งเกิดให้เธอได้ไม่ยาก บทสาวเมฟถูกเขียนมาท้าทายนักแสดงอย่างแท้จริงเพราะภายใต้บุคลิกสาวกร้านโลก ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่จากการเป็นเด็กถูกทิ้งทั้งจากครอบครัวและพี่ชาย แถมยังกดเก็บความฉลาดแล้วแสดงออกแต่พฤติกรรมแย่ๆทำลายตัวเองไปเป็นวันๆ ยิ่งเรื่องหัวใจที่เธอหลงรักนักกีฬาว่ายน้ำดาวเด่นของโรงเรียนแต่กลับคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยิ่งได้พลังการแสดงทั้งสายตาและแอ็คติ้งที่เข้าใจตัวละครของ เอ็มมา ก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกใจสลายไปกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับ นคูติ กัตวา ดาราหนุ่มผิวสีในบทเพื่อนรักของโอทิส ก็เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกได้ทุกตอน ทุกมุกตลกและมิตรภาพระหว่างโอทิส กับอีริคคือส่วนที่น่ารักมากของเรื่องราว ยิ่งได้นคูติที่สามารถมารับบทเกย์ที่พยายามให้คำปรึกษาเพื่อนรักและในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เขาต้องปกปิดตัวตนทางเพศไว้ได้อย่างน่าเห็นใจและถ่ายทอดให้คนดูรักและเอาใจช่วยให้ อีริค ได้เติบโตและกล้าเปิดตัวตนของตัวเองเสียทีได้อย่างหมดใจที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของฉากที่ชวนตัวบิดที่สุดของเรื่องอีกด้วย (จะเป็นฉากไหน กับใครไปดูกันเองจ้า)

นอกจากนี้ Sex Education ยังเป็นการกลับมาของนักแสดงรุ่นใหญ่แต่กลับได้รับบทที่ทรงเสน่ห์ที่สุดนั่นคือ จิลเลียน แอนเดอร์สัน ที่เด็ก 90 รู้จักเธอดีจากบทเอเจนต์ สกัลลี่ แห่ง The X-Files แต่คราวนี้ จิลเลียน เธอมาในบทแม่ของโอทิสที่เป็นนักบำบัดด้านเซ็กส์ แต่เชื่อไหมครับว่าลุคผมสั้นสีดอกเลากลับยิ่งทำให้เธอดู ฮอต ยิ่งกว่าตอนสาวๆเสียอีก เรียกง่ายๆว่ายามใดเธอปรากฎตัวก็ทำให้หนุ่มๆกระชุ่มกระชวยไม่แพ้สาวๆคนอื่นๆในเรื่องเลย

ด้วยบทที่เขียนมาอย่างดี มีตัวละครที่คนดูจะหลงรัก บวกกับประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่แม้ซีรีส์จะมีฉากเซ็กส์และพูดถึงเรื่องเซ็กส์แทบทุกตอน แต่มันกลับสะท้อนด้านที่อ่อนไหวของวัยรุ่นและอุปสรรคที่ต้องเจอในรายทางระหว่างการเติบโตได้อย่างเข้าอกเข้าใจและยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกด้วย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!