Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

ข้อคิดจาก “หลงไฟ” ที่จะไม่ทำให้คุณหลงไปกับความประมาทของชีวิต

Published

on

แม้ว่า “หลงไฟ” จะจบไปแล้ว แต่ความนิยมและความแรงของกระแสยังคงอยู่ จนหลายคนที่ไม่เคยดู ต้องมาเปิดดูย้อนหลังกันเป็นระนาว แต่ถึงอย่างนั้นหลงไฟก็ไม่ได้มีดีแค่กระแสหรือเรตติ้งดีๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นละครไทยอีกเรื่องที่มีแก่นสารและให้ข้อคิดทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและการวางตัวอย่างเหมาะสมในสังคม ที่เรียกได้ว่าทั้งสะท้อนและสอนสังคมไปพร้อมๆ กัน

วันนี้แบไต๋เลยรวบรวมข้อคิดดีๆ จากเรื่องหลงไฟ ที่พอเปิดหลงไฟขึ้นมาดูทีไร จะสะเทือนหัวใจ จนอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาททันที

ความอยากรวย ด้วยวิธีสบาย มีแต่จะสร้างปัญหา

      ดูเหมือนก้านแก้วจะเชื่ออย่างปักใจว่า เรียนจบมาด้วยความเหนื่อยยาก แล้วก็มาเป็นลูกจ้างคนอื่นนั้น ลำบากทั้งชีวิต.. ก้านอยากสบายเข้าใจมั้ยทุกคน!!

      เรามักได้ยินกันอยู่เสมอว่า หนทางประสบความสำเร็จนั้นมีทางลัด.. โดยเฉพาะหนุ่มสาว Gen Y หลายๆ คน เชื่ออย่างปักใจเชียวแหละ ว่าเราประสบความสำเร็จได้ โดยที่ไม่ต้องบากบั่น เหนื่อยจนร่างพังเหมือนคนยุคก่อน จนทำให้หลายๆ ครั้ง เราติดกับดักความสบายและอยากได้ทางลัด จนทำให้ชีวิตเราต้องพบเจอแต่ปัญหามากกว่าความสำเร็จ

      เอาอย่างนี้มั้ย.. เราค่อยๆ เปลี่ยนความคิดว่าเราอยากได้เงินง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรงเยอะ มาเป็นเราค่อยๆ พยายามและพัฒนาตัวเองทีละนิด เพราะความพยายามของเราในทุกๆ วันนี่แหละ จะเป็นแรงผลักดันให้เราได้ลู่ทางใหม่ๆ ในการไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆ เปิดตัวเองสู่สังคม เช่น การออกไปงานเน็ตเวิร์คต่างๆ หรือออกไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากคลาสเรียนต่างๆ ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือการขยับขยายหาลู่ทางอาชีพเสริมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เราได้อีกทาง

แค่นี้ชีวิตก็ไม่เศร้า ไม่เน่า เหมือนก้านแก้วแล้ว

ความจน ไม่ใช่ข้ออ้างของการทำผิด

     ดูเหมือนก้านแก้วจะโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าตนแค่อยากมีความสุข มีพร้อมในชีวิต มีบ้านสวยๆ สักหลัง.. ก้านก็แค่อยากมีชีวิตดีๆ เหมือนคนอื่น!!! และด้วยความอยากมีชีวิตดีๆ ของก้าน ดันไปเจอทัศนคติการใช้ชีวิตที่ต้องการทางลัด แบบสบายๆ แบบนี้ เลยทำให้ก้านต้องเจอความพินาศของชีวิตสะงั้น.. เหมือนกับสังคมในปัจจุบันเลยสิ ที่หลายๆ คน ใช้ความยากจน ความยากลำบากในการใช้ชีวิต มาเป็นข้ออ้างในเอาเปรียบคนอื่น หรือการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะจริงๆ แล้ว แม้คนเราจะเจอสถานการณ์บีบคั้นคล้ายๆ กัน แต่การเลือกทางเดิน และทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ นั้นแตกต่างกัน (เหมือนกับชาลากับก้านแก้วไงหล่ะ จะดี จะเลว ขึ้นอยู่กับทัศนคติล้วนๆ เลย) เหมือนอย่างบางคนที่เกิดในครอบครัวยากจนแล้ววันนึงก็ร่ำรวยขึ้นมาได้.. เพราะอะไรล่ะ เพราะเค้ามีทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตไงล่ะ

      ดังนั้นอย่าเอาแต่โทษตัวเอง โทษสังคม โทษสิ่งรอบข้าง.. แต่คุณควรจะเลือกทำชีวิตให้ดี สร้างมันขึ้นมาให้ดีและมีคุณค่าในแบบที่คุณพึงพอใจ

การเอาแต่โทษสิ่งต่างๆ

ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณเดินไปข้างหน้า

การทำดี ไม่ใช่เครื่องการันตี ว่าคุณจะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่จงยืนหยัดทำดี เพราะเป็นสิ่งที่คุณควรทำ

      ตัวละครชาลาเป็นอีกตัวละครที่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่เอาเปรียบหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ซึ่งเธอก็จัดอยู่ในหมวดคนดีได้แบบไม่ยาก แต่ถึงอย่างนั้นผู้ชมอย่างเราๆ ก็จะเห็นว่าชาลาคนนี้ นางไม่ได้เจอวันดีๆ ทุกวันนะจ๊ะ เพราะท้ายที่สุดชาลาก็ถูกดุรงค์หลอกจนได้ กลายเป็นว่าเธอต้องตกอยู่ในสภาพกิ้กไปโดยปริยาย

      การทำดี จึงไม่ใช่เครื่องการันตีว่าคุณจะพบเจอแต่เรื่องดีๆ ในชีวิต ดังนั้นจงอย่าน้อยใจในโชคชะตาว่าทำไมฉันทำดีแล้วไม่ได้ดี หรือคิดว่าที่เราทำดีไป เราต้องได้สิ่งดีๆ ตอบกลับมา เพราะแท้จริงแล้ว รางวัลของการทำดีคือความสบายใจที่ไม่ได้เอาเปรียบหรือเบียดเบียนใคร ไม่ใช่ว่าทำดีแล้วเราจะประสบความสำเร็จ เราจะสวย เราจะรวย เราจะหล่อขึ้นมาแบบนั้น!

ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดี แต่จงใช้ความสามารถที่คุณมี ประกอบกับความทะเยอทะยาน

      ว่ากันว่า คนที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความทะเยอะทะยานเป็นเครื่องกำกับอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นชีวิตก็จะอยู่ไปวันๆ โดยย่ำอยู่ที่เดิม หรือขยับไปแบบช้าๆ จนกลายเป็นหอยทากแล้วอ้างว่าสโลวไฟล์

      ก้านแก้วเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความทะเยอทะยานที่จะมุ่งและพุ่งไปข้างหน้า หากแต่เธอพลาดไปสักหน่อยที่ความทะเยอทะยานของเธอ ไม่ได้ถูกใช้ไปพร้อมๆ กับความสามารถและความพยายาม เธอจึงใช้ความทะเยอทะยาน อยากประสบความสำเร็จด้วยทางลัดอย่างการขายตัว หรือหาคู่ชีวิตรวยๆ ไปวันๆ

      ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความทะเยอะทะยาน กระหายความก้าวหน้า จงใช้ข้อดีข้อนี้ของคุณในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง และใช้ความสามารถของคุณไปสู่ความสำเร็จด้วยเส้นทางที่ถูกต้อง แล้วชีวิตคุณจะประสบความสำเร็จในที่สุด!!

ปัญหาไม่ใช่การไม่มีเงิน แต่ปัญหาคือการไม่มีค่า

      โชนคือหนึ่งในตัวละครที่เป็นตัวแทนของคนที่ไม่มีความสามารถในการทำงาน หรือกระตือรือร้นที่จะพยายามทำงาน ด้วยความที่โชนเกิดในครอบครัวฐานะดี มีแม่ที่คอยสปอยอยู่เนืองๆ ว่า ถ้าแกทำอันนี้ได้ แม่จะให้อันนี้.. ถ้าแกแต่งงานกับไอติม แม่จะให้อันนั้น.. นั่นทำให้โชนคุ้นชินกับความสบายทางร่างกายและจิตใจ และการได้อะไรมาด้วยความไม่ลำบาก จนนำไปสู่การใช้ชีวิตแบบชิลๆ ไม่คิดถึงผลกระทบอะไรมากมาย

      เมื่อโชนมาใช้ชีวิตอยู่กับก้านแก้ว ลูกมหาเศรษฐีอย่างโชนจึงผันตัวมาเกาะแฟนสาวกินแบบไม่รู้สึกละอายใจ เพราะอะไรหน่ะหรอ เพราะคุณโชนเค้าคุ้นเคยกับการผลาญเงินที่บ้านไงล่ะ!!

ด้วยพฤติกรรมใช้เงินของก้านแก้วแบบไม่หยุดหย่อน งานไม่ทำ ใช้แต่เงิน เลยทำให้ก้านแก้วหมดความอดทนไปแบบดื้อๆ และถึงกับขาดสติด่าโชนอยู่บ่อยครั้ง

      ลองมองกลับกันสิ.. หากโชนออกไปทำงาน เอาวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไปสมัครงาน คงจะได้ทำงานดีๆ บริษัทมั่นคงไม่น้อยเลย และก้านแก้วก็คงมีความอดทน หันไปทำพริตตี้ มากกว่ากลับไปขายเรือนร่าง และเรื่องหลงไฟก็จบแบบแฮ้ปปี้ในแบบฉบับของก้านแก้วและโชนได้ แต่โชนกลับทำตัวไม่มีคุณค่า ล้างผลาญเงิน ไม่ทำงาน.. จึงโดนก้านแก้วพูดจาดูถูก แบบนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาไม่ใช่เพราะโชนไม่มีเงิน หรือก้านแก้วหิวเงินจนเกินไป แต่เป็นเพราะโชนทำตัวไม่มีคุณค่าต่างหากล่ะ

รู้แบบนี้แล้ว ก็อย่าให้ใครมาดูถูกคุณด้วยคำพูดและการกระทำได้ ด้วยการออกไปพัฒนาความสามารถของตัวเอง ทำงานและใช้เงินตัวเองแบบมีเกียรติ เพราะคุณจะกลายเป็นคนที่มีคุณค่าขึ้นมาทันทีเชียวล่ะ

    นี่ก็เป็นข้อคิดที่แบไต๋ได้จากการดูเรื่องหลงไฟ แล้วคุณล่ะ ดูหลงไฟจบแล้ว มองย้อนไปในชีวิตตัวเองและสังคมรอบข้าง คุณได้ข้อคิดดีๆ อะไรจากละครเรื่องนี้บ้าง ไหนลองมาแชร์กันหน่อยสิ

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] 13 Reasons Why Season 2 – เมื่อเสียงแฮนนา เบเคอร์ สั่นสะเทือนสังคม

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ไบรอัน ยอร์คีย์
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ดราม่าวัยรุ่น
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

หลังซีซันแรกสร้างปรากฏการณ์ฮิตติดลมบนจน Netflix ได้กลับมาจับมือกับ ไบรอัน ยอร์คีย์ ภายใต้การผลักดันของ เกร็ก อารากิ ผู้กำกับหนังอินดี้และ เซเลนา โกเมซ นักร้องสาวคนดัง ในการกลับมาสานต่อเรื่องราวหลังซีซันแรกทิ้งไว้ที่เหตุการณ์พ่อกับแม่ แฮนนา ตัดสินใจฟ้องร้อง ลิเบอร์ตี้ ไฮ โรงเรียนมัธยมภาพลักษณ์ดีแต่แฝงอันตรายรอบด้านทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ และการปกป้องผลประโยชน์ของนักเรียนรวยๆ ดังนั้นเหตุการณ์ในซีซันนี้จะใช้การให้ปากคำในศาลของผู้เกี่ยวข้องแต่ละคน ในการให้ข้อมูลอีกด้านที่แฮนนา เบเคอร์ ไม่ได้กล่าวในเทป ที่ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของแต่ละคนที่มีทั้งความรู้สึกผิด และความรักที่กลายเป็นความแค้น เพิ่มมิติให้ตัวละครที่เคยเป็นเพียงเรื่องเล่าของแฮนนาในซีซันแรกได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ



และเมื่อซีซันแรกมีเทปแคสเซตเป็นกิมมิกในการเล่าเรื่อง สำหรับซีซันนี้ก็มีภาพถ่ายโพลารอยด์ที่เคลย์ได้รับจากบุรุษปริศนา เพื่อให้เขาตามหาต้นตอของภาพที่ไม่เพียงเรียกร้องความยุติธรรมให้แฮนนาเท่านั้นแต่ยังเปิดโปงความโสมมของสังคมในลิเบอร์ตี้ ไฮ อีกด้วย ซึ่งทำให้เนื้อหาในซีซันนี้นอกจากสานต่อบทสรุปชีวิตของแฮนนา เบเคอร์แล้ว มันยังมุ่งเป้าตีแผ่การล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงในรั้วโรงเรียนให้เข้ากับกระแส Me Too อีกด้วยนะคะ



สำหรับบทบาทของนักแสดงในซีซันนี้ ถือว่าเฉลี่ยความเด่นให้อย่างทั่วถึง นอกจาก ดีแลน มินเนต และ แคทเธอรีน แลงฟอร์ด ในบทเคลย์และแฮนนา ที่ยังคงรักษาเคมีระหว่างตัวละครได้ยอดเยี่ยมแล้ว ในซีซันนี้ ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในหลายๆตอนมากขึ้นคงหนีไม่พ้นบท เจสสิกา ของ เอไลชา โบ ที่พูดถึงประเด็น Me Too โดยตรง รวมถึงตัวละคร ไทเลอร์ ของ เดวิน ดรูอิด ที่พลิกจากบทตัวประกอบกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องจนต้องสานต่อในซีซันถัดไป นอกจากนี้ รอสส์ บัตเลอร์ หนุ่มตี๋สุดหล่อ ยังขยันขโมยหัวใจสาวๆในบท แซค ที่ซีซันนี้นอกจากจะเปิดเผยเรื่องราวของเขากับแฮนนามากขึ้น บทบาทการเป็นพี่เลี้ยงดูแล อเล็กซ์ ที่รับบทโดย ไมลส์ เฮเซอร์ ยังแอบซ่อนอารมณ์จิ้นจนสาววายอดใจต่อเรือให้ไม่ได้เลยจริงจริ๊งค่ะ



เอาล่ะ ชมมาก็พอควรทีนี้ข้อเสียสำคัญของซีรีส์ที่ขัดใจแอดไม่น้อยคงหนีไม่พ้นซับพลอต ความรักครั้งใหม่ของ เคลย์ กับ สกาย สาวพังก์โดยที่เขายังไม่ลืมแฮนนา เพราะความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูขาดความน่าเชื่อถือไปหน่อยค่ะ ส่วนอีกจุดที่ขัดใจน่าจะเป็นตอนท้ายเรื่องที่ซีรีส์ดูจงใจลากยาวให้มีซีซัน 3 และทำท่าว่าเรื่องราวจะออกทะเลไปใหญ่โตทีเดียวค่ะ.

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่า ซีซัน2 ของ 13 Reasons Why ได้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของทีมเขียนบท และการได้ เกร็ก อารากิ ผู้กำกับหนังดราม่าอินดี้อย่าง Mysterious Skin (2004) มากำกับ 2 ตอนแรกก็ช่วยให้การปูพื้นข้อมูลและกำหนดโทนเรื่องของซีซัน 2 มีความน่าสนใจและเปิดปมให้คนดูได้ตามต่อไว้อย่างแยบคาย และเหนืออันใด ซีรีส์เรื่องนี้ยังมุ่งให้คนดูได้เข้าใจปัญหาของวัยรุ่นทั้ง ความรุนแรงในโรงเรียนและปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างเหนือเชื่อถือและปราศจากท่าทียัดเยียดได้ดีเชียวค่ะ.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] A Series of Unfortunate Events Season 2 อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย ซีซัน 2

Published

on

  • สร้างสรรค์และพัฒนาโดย มาร์ค ฮูดิส และ แบรี ซอนเนนฟิลด์
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์แฟนตาซี และแนวตลกร้าย
  • สตรีมมิงทาง Netflix


พี่น้องตระกูลโบเดอแลร์ยังคงต้องผจญกับสารพัดภัยจากแผนการร้ายของ เคานต์โอลาฟ (นีล แพตทริค แฮริส) อย่างไม่หยุดหย่อน เริ่มตั้งแต่แผนการกำจัดพวกเขาตั้งแต่โรงเรียนประจำสุดประหลาดไปจนถึงคณะละครสัตว์สุดเพี้ยน งานนี้ ไวโอเลต (มาลีนา ไวส์แมน) พี่สาวนักประดิษฐ์  เคลาส์ (หลุยส์ ไฮนส์) น้องชายจอมถอดรหัส และ ซันนี (เพรสลี สมิธ) ทารกฟันมหากาฬ จำต้องร่วมมือกันเอาตัวรอดจากแผนฮุบสมบัติของ เคานต์โอลาฟให้จงได้


สำหรับ ซีซันที่ 2 ของ A Series of Unfortunate Events ก็ดำเนินเรื่องต่อจากตอนจบของซีซันแรก โดยดัดแปลงเนื้อหาจากหนังสือ 5 เล่มต่อมาได้แก่ The Austere Academy The Ersatz Elevator The Vile Village The Hostile Hospital และ Carnivorous Carnival   และยังคุมงานสร้างโดย แบรี ซอนเนนฟิลด์ เช่นเดิม ดังนั้นรสชาติที่เราคุ้นเคยตั้งแต่ซีซันแรกทั้งอารมณ์ตลกร้าย ความตื่นเต้นจากสถานการณ์เลวร้ายที่เหล่าพี่น้องโบเดอแลร์ต้องเผชิญยังอยู่ครบถ้วน รวมถึงทีมนักแสดงเดิมที่เราต่างติดใจจากซีซันแรกก็ตบท้ายกลับมาสานต่อเรื่องราวได้อย่างสนุกสนานมากเลยทีเดียว ทั้ง นีล แพตทริก แฮริส ที่ยังคงความร้ายกาจแฝงอารมณ์ตลกร้ายได้อย่างแม่นยำ มาลีนา ไวส์แมน ก็เปล่งประกายสดใสในบทไวโอเลต สาวนักประดิษฐ์หัวกะทิ หลุยส์ ไฮนส์ ก็กลับมาให้บรรดาแม่ยกเกาะจอรอลุ้นกับการถอดรหัสของหนุ่มแว่นหน้ามนสุดหล่อ รวมถึง เพรสลี สมิธ ที่แม้จะยังอ้อแอ้แต่ความน่ารักอยู่ในระดับทำลายล้างและสร้างความสนุกแบบเบิ้ลสามให้ทุกสถานการณ์ให้เราทั้งหัวเราะ และลุ้นจนเหนื่อยเลยทีเดียว



สำหรับธีมหลักของซีซันนี้คงหนีไม่พ้นการพูดถึงมุมมองของเด็กที่มีต่อผู้ใหญ่ในฐานะผู้ปกครองที่มักจำกัดสิทธิในการแสดงออกของเด็กๆ ทั้ง ผ.อ.โรงเรียนออสแตร์ในสองตอนแรก ไปจนถึงสภาผู้อาวุโสในเมือง VFD ที่ปกครองระบอบเผด็จการและออกกฎที่ไม่สนใจความต้องการของเยาวชนเลยสักนิด และด้วยเนื้อหาส่วนนี้เลยทำให้ A Series of Unfortunate Events ซีซันนี้มีเนื้อหาสาระที่ชวนถกเถียงกันต่อถึงระบบการศึกษาและสังคมที่แวดล้อมเยาวชนอยู่อย่างน่าคิด และชวนให้เราสำรวจตัวเองว่าเราได้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเสรีภาพในการแสดงออกให้แก่เยาวชนอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง



และในซีซันนี้ งานสร้างของโบ เวลช์ ก็ยิ่งอลังการงานสร้างมากขึ้น ทั้งโรงเรียนออสแตร์ที่ให้ความรู้สึกลึกลับแบบโรงเรียนประจำ ความพิสดารของบรรดาคฤหาสน์ หรือร้านอาหารเพี้ยนๆที่เราไม่มีวันได้เจอในโลกความจริงแน่ๆ  เมืองแห่งอีกาที่มีบรรดาผู้เฒ่าคร่ำครึอนุรักษ์นิยม รวมถึง โรงพยาบาล และ คณะละครสัตว์ ที่ออกแบบงานสร้างออกมาในสไตล์โกธิค ดูลึกลับมืดทึมแต่เล่นสนุกกับรายละเอียดได้แบบครบทุกเม็ดจริงๆ เรียกได้ว่าดูงานสร้างก็คุ้มค่าการรอคอยมาปีนึงแล้วล่ะ

สรุปแล้ว  A Series of Unfortunate Events ยังคงความสนุกในการเล่าเรื่อง การแสดงที่ใช่ และเนื้อหาชวนคิดจากบทประพันธ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย แน่นอนล่ะว่าพอจบซีซันนี้แล้วหลายคนก็คงต้องรอดูต่อในซีซันสามแน่นอน ซึ่งก็คงต้องรอลุ้นผลตอบรับจากซีซันสองนี้ว่า เหล่าพี่น้องโบเดอแลร์จะได้ไปต่อในซีซันสามหรือไม่

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Netflix Original Series Lost In Space ทะลุโลกหลุดจักรวาล

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย  เออร์วิน อันเลน  พัฒนาสำหรับฉบับ Netflix โดย แมตต์ ซาซามา และ เบิร์ค ชาร์พเลส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ไซไฟท่องอวกาศ และซีรีส์แนวครอบครัว
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix


เมื่อโลกไม่อาจอาศัยได้อีกต่อไปจึงเกิดโครงการสร้างอาณานิคม เรสโซลูต  ในอวกาศโดย ครอบครัวโรบินสัน ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้สิทธิ์ขึ้นไปใช้ชีวิตบนนั้น แต่หลังเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันทำให้ยาน จูปิเตอร์ของพวกเขากระเด็นไปตกยังดาวลึกลับ งานนี้ทั้ง จอห์น (โทบี สตีเฟน์) คุณพ่อทหารผู้เข้มงวดกับลูกๆ  มอรีน (มอลลี พาร์คเกอร์) คุณแม่นักวิทยาศาสตร์  จูดี้ (เทย์เลอร์ รัสเซลล์) ผู้รอบรู้ ชาญฉลาด และกล้าหาญ  เพนนี (มีนา ซันด์วอลล์) ลูกสาวคนกลางที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ และ วิล (แม็กซ์ เจนคินส์) ลูกชายคนเล็กที่พบมิตรภาพในตัวหุ่นยนต์สังหารต้องร่วมใจกันหาหนทางกลับสู่ เรสโซลูต ก่อนดาวดวงนี้จะถูกดวงอาทิตย์แผดเผา โดยมี ดร.สมิธ (พาร์คเกอร์ โพซีย์) ผู้มีความลับดำมืดและไม่อาจไว้ใจได้ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างครอบครัวของพวกเขา



เดิมที Lost In Space  คือซีรีส์ยอดนิยมที่ออกอากาศถึง 3 ซีซันระหว่างปี 1965-1968 จำนวน 83 ตอน สร้างสรรค์โดย เออร์วิน อัลเลน ก่อนจะได้มีโอกาสขึ้นจอใหญ่ในปี 1998 ซึ่งได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ไม่ดีนัก จนมาถึงเวอร์ชั่นปัจจุบัน เมื่อ Netflix ร่วมกับ Legendary Television นำซีรีส์ไซไฟอวกาศชุดนี้มาปัดฝุ่นใหม่ให้เข้ากับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การเพิ่มบทบาทของตัวละครหญิงโดยเฉพาะตัวละคร มอรีน ที่ดูจะมีบทบาทและความเป็นผู้นำมากกว่า จอห์น เสียอีก สอดคล้องกับบทบาทผู้หญิงในยุคปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับเพศชาย รวมถึงการเปลี่ยนให้ลูกสาวคนโตอย่าง จูดี้ เป็นสาวผิวสีเพื่อเพิ่มมิติที่มาของครอบครัวโรบินสันให้ยิ่งซับซ้อน และแสดงถึงความหลากหลายด้านชาติพันธุ์อันเป็นอุดมคติของอเมริกาในยุคปัจจุบันเข้าไปได้อย่างคมคาย และทำให้ซีรีส์ชุดนี้มีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าแค่การเป็นซีรีส์รีเมคจากผลงานดังในอดีต



สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของซีรีส์ชุดนี้นอกจากสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆทั้ง หุ่นยนต์สังหาร หรือบรรดาแผ่นดินไหวและเหล่าสัตว์ประหลาดบนดาวแล้ว ก็มีความคล้ายสตาร์เทรคตรงที่ตัวละครจะแก้ปัญหาต่างๆโดยเน้นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าจะเป็นไปได้มาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำ และด้วยนี่คือภารกิจเพื่อเอาชีวิตรอด หลายวิบากกรรมจึงดูใกล้ตัวและคนดูก็พร้อมเอาใจช่วย ถึงแม้บางอย่างจะดูโม้ไปหน่อยก็ตามแต่ด้วยการแสดงที่น่าเชื่อถือคนดูก็พอหยวนๆไปได้บ้างล่ะนะ



ส่วนการเน้นเรื่องราวดราม่าในครอบครัว ตรงนี้ยอมรับเลยว่าเป็นดาบสองคมของซีรีส์จริงๆเพราะหากคนดูไม่ได้เป็นโรควิตกกังวลหลังผ่านวิกฤติหรือ PTSD แบบจูดี้ หลังติดอยู่ในน้ำแข็งนานๆ  , รู้สึกว่าตัวเองไม่มีใครสนใจตามประสาลูกคนกลางแบบ เพนนี หรือกระทั่งเป็นเด็กอ่อนแอแบบ วิล แล้ว ก็ยากมากที่เราจะมีประสบการณ์ร่วมกับตัวละคร แต่ยังดีที่ซีรีส์ให้รายละเอียดตัวละครพ่อและแม่ได้น่าสนใจ เพราะจอห์น เองก็ไม่ได้เป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบ ติดออกคำสั่งและแทบจะไม่สามารถกลับมาสานสัมพันธ์กับลูกๆได้สนิทใจหลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ มอรีนและจอห์น ต้องแยกทางกันก่อนเดินทางสู่ เรสโซลูต หรือแม้แต่มอรีน ที่มีปมผิดบาปในใจที่เธอต้องโกงผลให้ วิล ได้ขึ้นมาอยู่กับครอบครัว  แต่ที่รู้สึกกวนใจจริงๆคงหนีไม่พ้นปมบางอย่างในเรื่องที่ดูจงใจเกินไปหน่อย เช่นการใส่ ดร.สมิธ ให้เป็นตัวร้ายแบบคอยหาเรื่องมาทำให้ครอบครัว โรบินสัน แตกแยกกัน หรือที่นางพยายามแย่งหุ่นยนต์ไปจากวิล บางทีก็ดูไร้เหตุผลไปหน่อย แต่ว่าก็ว่าเถอะ พอเป็น พาร์คเกอร์ โพซีย์ มาแสดงเลยกลายเป็นว่า ตัวละคร ดร.สมิธ หรือ ชื่อจริงว่า….. (ไม่อยากสปอยล์ ไปดูกันเองนะจ๊ะ)  กลายเป็นสีสันที่หาก Lost In Space ขาดเธอไปเรื่องราวคงไม่เข้มข้นขนาดนี้แน่ๆ

สรุปแล้ว แม้ซีรีส์จะเต็มไปด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์และเรื่องราวดราม่าครอบครัวที่บางครั้งอาจสร้างความลำไยไปบ้าง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคงเป็นด้านโปรดักชั่นที่คราวนี้คงต้องกล่าวชม Netflix ว่า ‘บ้าดีเดือดแท้ๆ’ ที่กล้าลงทุนมโหฬารชนิดที่ว่างานสเปเชียล เอฟเฟกต์ของซีรีส์ชุดนี้อาจดูดีกว่าหนังโรงบางเรื่องด้วยซ้ำ แต่จุดที่ Netflix ควรนำไปพิจารณาปรับปรุงจริงๆคือควรเลิกทำซีรีส์สนุกๆแค่ 10 ตอนได้แล้ว คราวหลัง เบิ้ลเป็น 20-30 ตอนไปเลย มันค้างคาสุดๆอ่ะโอ๊ยยย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!