Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

ข้อคิดจาก “หลงไฟ” ที่จะไม่ทำให้คุณหลงไปกับความประมาทของชีวิต

Published

on

แม้ว่า “หลงไฟ” จะจบไปแล้ว แต่ความนิยมและความแรงของกระแสยังคงอยู่ จนหลายคนที่ไม่เคยดู ต้องมาเปิดดูย้อนหลังกันเป็นระนาว แต่ถึงอย่างนั้นหลงไฟก็ไม่ได้มีดีแค่กระแสหรือเรตติ้งดีๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นละครไทยอีกเรื่องที่มีแก่นสารและให้ข้อคิดทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและการวางตัวอย่างเหมาะสมในสังคม ที่เรียกได้ว่าทั้งสะท้อนและสอนสังคมไปพร้อมๆ กัน

วันนี้แบไต๋เลยรวบรวมข้อคิดดีๆ จากเรื่องหลงไฟ ที่พอเปิดหลงไฟขึ้นมาดูทีไร จะสะเทือนหัวใจ จนอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาททันที

ความอยากรวย ด้วยวิธีสบาย มีแต่จะสร้างปัญหา

      ดูเหมือนก้านแก้วจะเชื่ออย่างปักใจว่า เรียนจบมาด้วยความเหนื่อยยาก แล้วก็มาเป็นลูกจ้างคนอื่นนั้น ลำบากทั้งชีวิต.. ก้านอยากสบายเข้าใจมั้ยทุกคน!!

      เรามักได้ยินกันอยู่เสมอว่า หนทางประสบความสำเร็จนั้นมีทางลัด.. โดยเฉพาะหนุ่มสาว Gen Y หลายๆ คน เชื่ออย่างปักใจเชียวแหละ ว่าเราประสบความสำเร็จได้ โดยที่ไม่ต้องบากบั่น เหนื่อยจนร่างพังเหมือนคนยุคก่อน จนทำให้หลายๆ ครั้ง เราติดกับดักความสบายและอยากได้ทางลัด จนทำให้ชีวิตเราต้องพบเจอแต่ปัญหามากกว่าความสำเร็จ

      เอาอย่างนี้มั้ย.. เราค่อยๆ เปลี่ยนความคิดว่าเราอยากได้เงินง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรงเยอะ มาเป็นเราค่อยๆ พยายามและพัฒนาตัวเองทีละนิด เพราะความพยายามของเราในทุกๆ วันนี่แหละ จะเป็นแรงผลักดันให้เราได้ลู่ทางใหม่ๆ ในการไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆ เปิดตัวเองสู่สังคม เช่น การออกไปงานเน็ตเวิร์คต่างๆ หรือออกไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากคลาสเรียนต่างๆ ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือการขยับขยายหาลู่ทางอาชีพเสริมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เราได้อีกทาง

แค่นี้ชีวิตก็ไม่เศร้า ไม่เน่า เหมือนก้านแก้วแล้ว

ความจน ไม่ใช่ข้ออ้างของการทำผิด

     ดูเหมือนก้านแก้วจะโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าตนแค่อยากมีความสุข มีพร้อมในชีวิต มีบ้านสวยๆ สักหลัง.. ก้านก็แค่อยากมีชีวิตดีๆ เหมือนคนอื่น!!! และด้วยความอยากมีชีวิตดีๆ ของก้าน ดันไปเจอทัศนคติการใช้ชีวิตที่ต้องการทางลัด แบบสบายๆ แบบนี้ เลยทำให้ก้านต้องเจอความพินาศของชีวิตสะงั้น.. เหมือนกับสังคมในปัจจุบันเลยสิ ที่หลายๆ คน ใช้ความยากจน ความยากลำบากในการใช้ชีวิต มาเป็นข้ออ้างในเอาเปรียบคนอื่น หรือการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะจริงๆ แล้ว แม้คนเราจะเจอสถานการณ์บีบคั้นคล้ายๆ กัน แต่การเลือกทางเดิน และทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ นั้นแตกต่างกัน (เหมือนกับชาลากับก้านแก้วไงหล่ะ จะดี จะเลว ขึ้นอยู่กับทัศนคติล้วนๆ เลย) เหมือนอย่างบางคนที่เกิดในครอบครัวยากจนแล้ววันนึงก็ร่ำรวยขึ้นมาได้.. เพราะอะไรล่ะ เพราะเค้ามีทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตไงล่ะ

      ดังนั้นอย่าเอาแต่โทษตัวเอง โทษสังคม โทษสิ่งรอบข้าง.. แต่คุณควรจะเลือกทำชีวิตให้ดี สร้างมันขึ้นมาให้ดีและมีคุณค่าในแบบที่คุณพึงพอใจ

การเอาแต่โทษสิ่งต่างๆ

ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณเดินไปข้างหน้า

การทำดี ไม่ใช่เครื่องการันตี ว่าคุณจะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่จงยืนหยัดทำดี เพราะเป็นสิ่งที่คุณควรทำ

      ตัวละครชาลาเป็นอีกตัวละครที่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่เอาเปรียบหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ซึ่งเธอก็จัดอยู่ในหมวดคนดีได้แบบไม่ยาก แต่ถึงอย่างนั้นผู้ชมอย่างเราๆ ก็จะเห็นว่าชาลาคนนี้ นางไม่ได้เจอวันดีๆ ทุกวันนะจ๊ะ เพราะท้ายที่สุดชาลาก็ถูกดุรงค์หลอกจนได้ กลายเป็นว่าเธอต้องตกอยู่ในสภาพกิ้กไปโดยปริยาย

      การทำดี จึงไม่ใช่เครื่องการันตีว่าคุณจะพบเจอแต่เรื่องดีๆ ในชีวิต ดังนั้นจงอย่าน้อยใจในโชคชะตาว่าทำไมฉันทำดีแล้วไม่ได้ดี หรือคิดว่าที่เราทำดีไป เราต้องได้สิ่งดีๆ ตอบกลับมา เพราะแท้จริงแล้ว รางวัลของการทำดีคือความสบายใจที่ไม่ได้เอาเปรียบหรือเบียดเบียนใคร ไม่ใช่ว่าทำดีแล้วเราจะประสบความสำเร็จ เราจะสวย เราจะรวย เราจะหล่อขึ้นมาแบบนั้น!

ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดี แต่จงใช้ความสามารถที่คุณมี ประกอบกับความทะเยอทะยาน

      ว่ากันว่า คนที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความทะเยอะทะยานเป็นเครื่องกำกับอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นชีวิตก็จะอยู่ไปวันๆ โดยย่ำอยู่ที่เดิม หรือขยับไปแบบช้าๆ จนกลายเป็นหอยทากแล้วอ้างว่าสโลวไฟล์

      ก้านแก้วเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความทะเยอทะยานที่จะมุ่งและพุ่งไปข้างหน้า หากแต่เธอพลาดไปสักหน่อยที่ความทะเยอทะยานของเธอ ไม่ได้ถูกใช้ไปพร้อมๆ กับความสามารถและความพยายาม เธอจึงใช้ความทะเยอทะยาน อยากประสบความสำเร็จด้วยทางลัดอย่างการขายตัว หรือหาคู่ชีวิตรวยๆ ไปวันๆ

      ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความทะเยอะทะยาน กระหายความก้าวหน้า จงใช้ข้อดีข้อนี้ของคุณในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง และใช้ความสามารถของคุณไปสู่ความสำเร็จด้วยเส้นทางที่ถูกต้อง แล้วชีวิตคุณจะประสบความสำเร็จในที่สุด!!

ปัญหาไม่ใช่การไม่มีเงิน แต่ปัญหาคือการไม่มีค่า

      โชนคือหนึ่งในตัวละครที่เป็นตัวแทนของคนที่ไม่มีความสามารถในการทำงาน หรือกระตือรือร้นที่จะพยายามทำงาน ด้วยความที่โชนเกิดในครอบครัวฐานะดี มีแม่ที่คอยสปอยอยู่เนืองๆ ว่า ถ้าแกทำอันนี้ได้ แม่จะให้อันนี้.. ถ้าแกแต่งงานกับไอติม แม่จะให้อันนั้น.. นั่นทำให้โชนคุ้นชินกับความสบายทางร่างกายและจิตใจ และการได้อะไรมาด้วยความไม่ลำบาก จนนำไปสู่การใช้ชีวิตแบบชิลๆ ไม่คิดถึงผลกระทบอะไรมากมาย

      เมื่อโชนมาใช้ชีวิตอยู่กับก้านแก้ว ลูกมหาเศรษฐีอย่างโชนจึงผันตัวมาเกาะแฟนสาวกินแบบไม่รู้สึกละอายใจ เพราะอะไรหน่ะหรอ เพราะคุณโชนเค้าคุ้นเคยกับการผลาญเงินที่บ้านไงล่ะ!!

ด้วยพฤติกรรมใช้เงินของก้านแก้วแบบไม่หยุดหย่อน งานไม่ทำ ใช้แต่เงิน เลยทำให้ก้านแก้วหมดความอดทนไปแบบดื้อๆ และถึงกับขาดสติด่าโชนอยู่บ่อยครั้ง

      ลองมองกลับกันสิ.. หากโชนออกไปทำงาน เอาวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไปสมัครงาน คงจะได้ทำงานดีๆ บริษัทมั่นคงไม่น้อยเลย และก้านแก้วก็คงมีความอดทน หันไปทำพริตตี้ มากกว่ากลับไปขายเรือนร่าง และเรื่องหลงไฟก็จบแบบแฮ้ปปี้ในแบบฉบับของก้านแก้วและโชนได้ แต่โชนกลับทำตัวไม่มีคุณค่า ล้างผลาญเงิน ไม่ทำงาน.. จึงโดนก้านแก้วพูดจาดูถูก แบบนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาไม่ใช่เพราะโชนไม่มีเงิน หรือก้านแก้วหิวเงินจนเกินไป แต่เป็นเพราะโชนทำตัวไม่มีคุณค่าต่างหากล่ะ

รู้แบบนี้แล้ว ก็อย่าให้ใครมาดูถูกคุณด้วยคำพูดและการกระทำได้ ด้วยการออกไปพัฒนาความสามารถของตัวเอง ทำงานและใช้เงินตัวเองแบบมีเกียรติ เพราะคุณจะกลายเป็นคนที่มีคุณค่าขึ้นมาทันทีเชียวล่ะ

    นี่ก็เป็นข้อคิดที่แบไต๋ได้จากการดูเรื่องหลงไฟ แล้วคุณล่ะ ดูหลงไฟจบแล้ว มองย้อนไปในชีวิตตัวเองและสังคมรอบข้าง คุณได้ข้อคิดดีๆ อะไรจากละครเรื่องนี้บ้าง ไหนลองมาแชร์กันหน่อยสิ

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The End of The F***ing World โลกมันห่วย ช่วยไม่ได้ – หวานมันฉัน(อยาก)ฆ่าเธอ

Published

on

  •  สร้างสรรค์โดย โจนาธาน เอนต์วิสเซิล (จาก คอมิคโดย ชาร์ลส์ เอส ฟอร์แมน)
  • สตรีมมิ่งทั้ง 8 ตอนได้ทาง Netflix
  • เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบซีรีส์รักวัยรุ่นที่มีเพลงเพราะคลอไปทั้งเรื่อง


ถือว่ามาแรงสุดๆแล้วสำหรับซีรีส์วัยรุ่นที่มาพร้อมพลอตแรงๆของ Netflix อย่าง The End of The F***ing World ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างทางของ อลิซซ่า (เจสสิกา บาร์เดน) สาวน้อยที่ต้องการใครสักคนพาเธอหนีไปจากชีวิตที่ไร้ตัวตนในครอบครัว และใครคนนั้นก็ดันเป็น เจมส์ (อเล็กซ์ ลอว์เธอร์) เด็กหนุ่มที่หวังฆ่าเธอเพื่อชดเชยประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์ โดยมีจุดหมายคือการตามหาพ่อของอลิซซ่า แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่ออยู่ๆทั้งคู่ก็ไปพัวพันกับการฆาตกรรมและจี้ปล้นจนต้องหนีการตามล่าจากทางการกันหัวซุกหัวซุน

ดูจากเรื่องย่อที่กล่าวมาข้างต้นก็คงพอเห็นแล้วว่าความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการผสานระหว่างหนังฆาตกรโรคจิตเข้ากับแนวรักโรแมนติกใสๆวัยรุ่นชอบ ซึ่งด้วยความที่หนังต้องการคงโทนโรแมนติกก็สบายใจได้ว่าสัดส่วนของความโหดด้านภาพจะไม่ได้มากมายนัก แถมเล่าๆไปความโรคจิตของตัวเจมส์ก็แทบไม่เห็นเพราะท้ายที่สุดหนังก็พยายามทำให้คนดูรักพระเอกของเรา ซึ่งด้วยการแสดงของ อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถรับบท เจมส์ ชายหนุ่มผู้อยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนวัยรุ่นแสวงหาตัวตนจากด้านมืดของตัวเองได้อย่างมีเสน่ห์ สามารถสร้างสมดุลระหว่างความประหลาด ความน่ากลัวแล้วก้าวข้ามไปสู่ความน่ารัก ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่ เจสสิกา บาร์เดน ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน เพราะบท อลิซซ่า เองก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหาคนรักคนเข้าใจ ภายใต้ท่าทีก๋ากั่นบ้าผู้ชาย เธอสามารถทำให้ความรู้สึกคนดูค่อยๆพังทลายลงช้าๆเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ



ในขณะที่ข้อเสียหลักของซีรีส์ชุดนี้ก็คงเป็นการดำเนินเรื่องในหลายจุดที่บังเอิ๊ญบังเอิญแบบละครไทยยังเรียกพี่ เรียกได้ว่า คู่รักวัยกระเตาะที่พกมาแต่ความบ้าบิ่นสามารถผ่านแต่ละอุปสรรคได้อย่างง่ายดายแทบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ซึ่งก็ตอบโจทย์กับตัวซีรีส์ที่แต่ละตอนสั้นมากๆ เพราะตอนนึงยาวแค่ 25 นาทีเท่านั้น จึงทำให้คนมีเวลาน้อยสามารถดูทั้งซีซันได้ในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

สรุปแล้วด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวที่มีทั้งความโรแมนติกที่ปรุงรสด้วยความระทึกแบบจางๆ เคล้าเสียงเพลงเพราะๆและความน่ารักของทั้ง อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ และ เจสสิกา บาร์เดน ก็น่าจะทำให้คุณตกหลุมรัก The End of The F***ing World ได้ไม่ยาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

ช่อง Starz ไฟเขียวสร้าง The Continental : ซีรีส์ John Wick ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าให้ไกลกว่าเดิม

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

Published

on

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

ในยุคที่ผู้สร้างภาพยนตร์นิยมสร้างแฟรนไชส์จักรวาลภาพยนตร์เพื่อขยายเนื้อหาให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และสามารถกอบโกยรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็น MCU, DCEU, The Twilight SAGA หรือ The Hunger Games เป็นต้น ซึ่ง John Wick ก็เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ลักษณะดังกล่าวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อีกทั้งยังเป็นการกลับมาคืนฟอร์มของ คีอานู รีฟส์ อย่างสมศักดิ์ศรี

ล่าสุด ช่อง Starz ได้ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ Deadline ว่า ซีรีส์ The Continental ซี่งเป็นเริื่องราวที่แยกออกมาจาก John Wick ได้รับการอนุมัติให้สร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะเน้นเรื่องราวไปที่เบื้องลึกของ Continental Hotel ที่ซึ่งให้บริการที่พำนักแก่นักฆ่าทั่วโลก โดย แชด สตาเฮลสกี ผู้กำกับ John Wick ทั้ง 3 ภาค จะมากำกับตอนนำร่องให้

ถึงแม้จะไม่มีคำยืนย้ันว่า แลนซ์ เรดดิค ผู้รับบทเป็น Charon พนักงานต้อนรับของ Continental Hotel ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่แฟนๆ John Wick ชื่นชอบมากที่สุด จะกลับมาหรือไม่ แต่นี่เป็นการยืนยันว่าจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะยังคงได้รับการสานต่ออย่างแน่นอน ไม่ว่า John Wick : Chapter 3 จะเป็นภาคสุดท้ายของ คีอานู รีฟส์ หรือไม่ก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Crown Season 2

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ปีเตอร์ มอร์แกน
  • เหมาะสำหรับ  คนชอบซีรีส์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ, หนังประวัติศาสตร์, หนังชีวิตบุคคลสำคัญ
  • ออกอากาศ สตรีมมิ่ง 2 ซีซัน 20 ตอนทาง Netflix 

สำหรับเรื่องราวในซีซีนนี้ ราชินีเอลิซาเบธที่ 2  ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งวิกฤติคลองสุเอซ รักครั้งใหม่ของ เจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหัวเสรีนิยม แต่ความท้าทายใดก็ไม่เท่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับเจ้าชายฟิลลิปจากเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่อาจกระทบต่อชีวิตของทั้งคู่ในวังบัคกิงแฮม



อังกฤษท่ามกลางวิกฤติและไฟรักในราชนิกุล

ใน The Crown ซีซัน 2 นี้ ปีเตอร์ มอร์แกนยังคงรับผิดชอบเขียนบททั้ง 10 ตอนเช่นเคย โดยคราวนี้มอร์แกนเลือกหยิบเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของอังกฤษอย่างวิกฤติคลองสุเอซมาผูกโยงกับวิกฤติเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนรอบข้างพระองค์ทั้งกรณีจดหมายลับของพระสหายคนสนิทของเจ้าชายฟิลลิปและความรักครั้งใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหนุ่มผู้ปฏิเสธการใช้ชีวิตในกรอบ นำซึ่งเรื่องราวเข้มข้นที่ไม่ได้นำเสนอเฉพาะประวัติศาสตร์ในประเทศอังกฤษยุค 50 หรือความเป็นมาของสมเด็จพระบรมราชินีนารถเอลิซาเบธที่สองในช่วงแรกของการครองบัลลังก์เท่านั้นแต่ยังนำพาผู้ชมไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระของประเทศเสมือนหนึ่งแบกโลกไว้ทั้งใบ ซึ่งประเด็นทั้งหมดทั้งมวลถูกรังสรรค์ผ่านปลายปากกาของปีเตอร์ มอร์แกนที่บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวได้เหมือนเข้าไปนั่งเมาต์มอยกับพระราชินีและเหล่าราชนิกุลในวังบัคกิงแฮมแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ



พระอัจฉริยภาพที่แสดงถึงพลังของผู้หญิง 

ตลอดทั้ง 10 ตอนของ The Crown ในซีซัน 2 ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครอย่างพระราชินีอลิซาเบธได้เป็นอย่างดีและยังสามารถต่อติดกับเรื่องราวในซีซันแรกได้เป็นอย่างดี เพราะหากซีซันแรกคือการพัฒนาจากเจ้าหญิงที่สูญเสียพระบิดาสู่การครองบัลลังก์ที่ต้องเสียสละตัวตนและความสุขในครอบครัวเพื่อบริหารประเทศและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องราวในซีซันที่ 2 นี้ก็เหมือนวิกฤติโลกของจริงที่มีทั้งวิกฤติคลองสุเอซที่ขยายตัวไปสู่แนวคิดในการเอาใจออกห่างของประเทศอียิปต์ในอาณานิคมของอังกฤษซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยในตอนที่แปดของซีรีส์พระองค์ได้แสดงพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เหมือนประธานาธิบดีนกรูมาห์พยายามหักหน้าพระองค์และเอาใจเข้าใกล้แนวคิดคอมมิวนิสต์ของโซเวียตแต่พระราชินีเอลิซาเบธก็ทรงใช้ไหวพริบปฏิภาณและความอ่อนหวานของผู้หญิงในการแก้ปัญหาได้อย่างเปี่ยมพระอัจฉริยภาพและสามารถยุติสงครามเย็นได้บนฟลอร์เต้นรำ



หัวใจกับหน้าที่สองทางขนานที่ไม่มีมีวันบรรจบ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า The Crown ซีซั่นที่ 2 มิได้บอกเล่าแค่เรื่องราวของพระราชินีเท่านั้น แต่ยังสานต่อเรื่องราวของบุคคลรอบข้างพระองค์และแน่นอนเจ้าหญิงมากาเร็ต (วาเนสซา เคอร์บี) พระขนิษฐาของพระองค์ที่เคยขัดแย้งกันมาตั้งแต่ซีซันแรกที่พระองค์ได้ขวางทางความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงและปีเตอร์ ทาวน์เซนด์ จนมาในซีซัน 2 ที่เจ้าหญิงมากาเร็ตได้สานสัมพันธ์กับ โทนี่ อาร์มสตรอง (แมตธิว กู้ด) ช่างภาพหัวขบถที่ใช้ชีวิตนอกกรอบจนอาจนำเรื่องอื้อฉาวมาสู่วังบัคกิงแฮม ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้นอกจากเราจะต้องลุ้นว่าเจ้าหญิงและพระราชินีจะมีปมขัดแย้งเรื่องงานราชาภิเษกแล้ว ยังต้องมาลุ้นให้เจ้าหญิงมากาเร็ตได้เจอคู่แท้ที่รักพระองค์และทำให้พ้นคำสาปคนอาภัพรักจากซีซันแรกเสียที



ปมวัยเด็กเจ้าชายฟิลลิปสู่การเลี้ยงดูเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ 

ในซีซันที่สองเจ้าชายฟิลลิปจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นและเราจะได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ที่น่าเห็นใจพอสมควร แต่การบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ไม่เพียงทำให้คนดูรู้จักพระสวามีของพระราชินีเอลิซาเบธเท่านั้นแต่ยังทำให้เรารับรู้ปมขัดแย้งระหว่างเจ้าชายฟิลลิปและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์อันมีที่มาที่ไปจากการที่พระบิดาต้องการให้พระองค์เข้าศึกษาในโรงเรียนประจำซึ่งมีกิจกรรมพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายที่ค่อนข้างโหดหินจนสร้างแผลเป็นในใจของพระองค์ ซึ่งเชื่อได้ว่าใครเคยมีปมอดีตอันเลวร้ายถ้าได้ดูตอนนี้จะพบว่าแม้แต่คนในตำแหน่งสูงๆของประเทศต่างก็เคยประสบโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นแผลในใจไม่ต่างกันเลย



บทส่งท้ายของ แคลร์ ฟอย

ต้องยอมรับว่าบทพระราชินีเอลิซาเบธที่สอง คือการปูทางสู่ชื่อเสียงสำหรับ แคลร์ ฟอยที่แท้จริง ตั้งแต่ซีซันแรกที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลมากมายมาสู่ซีซันที่สองที่เธอยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย เธอทำให้คนดูเชื่อได้ว่าจากพระราชินีมือใหม่ได้พัฒนาการสู่การเป็นแม่ของแผ่นดินที่พร้อมแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับใครที่รอจะได้ชมเธอในซีซันที่สามก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะในซีซันที่ 3 ทางผู้สร้างได้ประกาศชื่อ โอลิเวีย โคลแมน มารับช่วงเป็นพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ส่วนแคลร์ ฟอยก็กำลังเตรียมตัวรับบท ลิสเบธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาวรอยสักมังกรใน The Girl In The Spider Web หนังจากนิยายสวีเดนชุดเดียวกับ The Girl With Dragon Tattoo (2011) ที่เดวิด ฟินเชอร์เคยกำกับ  ด้านนักแสดงคนอื่นก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีและแม้ในซีซันนี้ จอห์น ลิธกาวด์จะมีแค่บทรับเชิญเป็นวินสตัน เซอร์ชิลในฉากย้อนอดีตเท่านั้นแต่ซีซันนี้ก็มี แมตธิว กู้ด ที่มารับบทโทนี่ อาร์มสตรอง ช่างภาพหัวขบถคนรักใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตได้อย่างเปี่ยมสเน่ห์ทีเดียว

ทั้งบทที่เขียนมาอย่างประณีต งานสร้างสุดอลังการและทีมนักแสดงคุณภาพก็ทำให้ The Crown ซีซัน 2 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นซีรีส์ส่งท้ายปี 2017

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!