Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

ข้อคิดจาก “หลงไฟ” ที่จะไม่ทำให้คุณหลงไปกับความประมาทของชีวิต

Published

on

แม้ว่า “หลงไฟ” จะจบไปแล้ว แต่ความนิยมและความแรงของกระแสยังคงอยู่ จนหลายคนที่ไม่เคยดู ต้องมาเปิดดูย้อนหลังกันเป็นระนาว แต่ถึงอย่างนั้นหลงไฟก็ไม่ได้มีดีแค่กระแสหรือเรตติ้งดีๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นละครไทยอีกเรื่องที่มีแก่นสารและให้ข้อคิดทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและการวางตัวอย่างเหมาะสมในสังคม ที่เรียกได้ว่าทั้งสะท้อนและสอนสังคมไปพร้อมๆ กัน

วันนี้แบไต๋เลยรวบรวมข้อคิดดีๆ จากเรื่องหลงไฟ ที่พอเปิดหลงไฟขึ้นมาดูทีไร จะสะเทือนหัวใจ จนอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาททันที

ความอยากรวย ด้วยวิธีสบาย มีแต่จะสร้างปัญหา

      ดูเหมือนก้านแก้วจะเชื่ออย่างปักใจว่า เรียนจบมาด้วยความเหนื่อยยาก แล้วก็มาเป็นลูกจ้างคนอื่นนั้น ลำบากทั้งชีวิต.. ก้านอยากสบายเข้าใจมั้ยทุกคน!!

      เรามักได้ยินกันอยู่เสมอว่า หนทางประสบความสำเร็จนั้นมีทางลัด.. โดยเฉพาะหนุ่มสาว Gen Y หลายๆ คน เชื่ออย่างปักใจเชียวแหละ ว่าเราประสบความสำเร็จได้ โดยที่ไม่ต้องบากบั่น เหนื่อยจนร่างพังเหมือนคนยุคก่อน จนทำให้หลายๆ ครั้ง เราติดกับดักความสบายและอยากได้ทางลัด จนทำให้ชีวิตเราต้องพบเจอแต่ปัญหามากกว่าความสำเร็จ

      เอาอย่างนี้มั้ย.. เราค่อยๆ เปลี่ยนความคิดว่าเราอยากได้เงินง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรงเยอะ มาเป็นเราค่อยๆ พยายามและพัฒนาตัวเองทีละนิด เพราะความพยายามของเราในทุกๆ วันนี่แหละ จะเป็นแรงผลักดันให้เราได้ลู่ทางใหม่ๆ ในการไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆ เปิดตัวเองสู่สังคม เช่น การออกไปงานเน็ตเวิร์คต่างๆ หรือออกไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากคลาสเรียนต่างๆ ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือการขยับขยายหาลู่ทางอาชีพเสริมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เราได้อีกทาง

แค่นี้ชีวิตก็ไม่เศร้า ไม่เน่า เหมือนก้านแก้วแล้ว

ความจน ไม่ใช่ข้ออ้างของการทำผิด

     ดูเหมือนก้านแก้วจะโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าตนแค่อยากมีความสุข มีพร้อมในชีวิต มีบ้านสวยๆ สักหลัง.. ก้านก็แค่อยากมีชีวิตดีๆ เหมือนคนอื่น!!! และด้วยความอยากมีชีวิตดีๆ ของก้าน ดันไปเจอทัศนคติการใช้ชีวิตที่ต้องการทางลัด แบบสบายๆ แบบนี้ เลยทำให้ก้านต้องเจอความพินาศของชีวิตสะงั้น.. เหมือนกับสังคมในปัจจุบันเลยสิ ที่หลายๆ คน ใช้ความยากจน ความยากลำบากในการใช้ชีวิต มาเป็นข้ออ้างในเอาเปรียบคนอื่น หรือการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะจริงๆ แล้ว แม้คนเราจะเจอสถานการณ์บีบคั้นคล้ายๆ กัน แต่การเลือกทางเดิน และทัศนคติที่มีต่อเรื่องต่างๆ นั้นแตกต่างกัน (เหมือนกับชาลากับก้านแก้วไงหล่ะ จะดี จะเลว ขึ้นอยู่กับทัศนคติล้วนๆ เลย) เหมือนอย่างบางคนที่เกิดในครอบครัวยากจนแล้ววันนึงก็ร่ำรวยขึ้นมาได้.. เพราะอะไรล่ะ เพราะเค้ามีทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตไงล่ะ

      ดังนั้นอย่าเอาแต่โทษตัวเอง โทษสังคม โทษสิ่งรอบข้าง.. แต่คุณควรจะเลือกทำชีวิตให้ดี สร้างมันขึ้นมาให้ดีและมีคุณค่าในแบบที่คุณพึงพอใจ

การเอาแต่โทษสิ่งต่างๆ

ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณเดินไปข้างหน้า

การทำดี ไม่ใช่เครื่องการันตี ว่าคุณจะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่จงยืนหยัดทำดี เพราะเป็นสิ่งที่คุณควรทำ

      ตัวละครชาลาเป็นอีกตัวละครที่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่เอาเปรียบหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ซึ่งเธอก็จัดอยู่ในหมวดคนดีได้แบบไม่ยาก แต่ถึงอย่างนั้นผู้ชมอย่างเราๆ ก็จะเห็นว่าชาลาคนนี้ นางไม่ได้เจอวันดีๆ ทุกวันนะจ๊ะ เพราะท้ายที่สุดชาลาก็ถูกดุรงค์หลอกจนได้ กลายเป็นว่าเธอต้องตกอยู่ในสภาพกิ้กไปโดยปริยาย

      การทำดี จึงไม่ใช่เครื่องการันตีว่าคุณจะพบเจอแต่เรื่องดีๆ ในชีวิต ดังนั้นจงอย่าน้อยใจในโชคชะตาว่าทำไมฉันทำดีแล้วไม่ได้ดี หรือคิดว่าที่เราทำดีไป เราต้องได้สิ่งดีๆ ตอบกลับมา เพราะแท้จริงแล้ว รางวัลของการทำดีคือความสบายใจที่ไม่ได้เอาเปรียบหรือเบียดเบียนใคร ไม่ใช่ว่าทำดีแล้วเราจะประสบความสำเร็จ เราจะสวย เราจะรวย เราจะหล่อขึ้นมาแบบนั้น!

ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดี แต่จงใช้ความสามารถที่คุณมี ประกอบกับความทะเยอทะยาน

      ว่ากันว่า คนที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความทะเยอะทะยานเป็นเครื่องกำกับอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นชีวิตก็จะอยู่ไปวันๆ โดยย่ำอยู่ที่เดิม หรือขยับไปแบบช้าๆ จนกลายเป็นหอยทากแล้วอ้างว่าสโลวไฟล์

      ก้านแก้วเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความทะเยอทะยานที่จะมุ่งและพุ่งไปข้างหน้า หากแต่เธอพลาดไปสักหน่อยที่ความทะเยอทะยานของเธอ ไม่ได้ถูกใช้ไปพร้อมๆ กับความสามารถและความพยายาม เธอจึงใช้ความทะเยอทะยาน อยากประสบความสำเร็จด้วยทางลัดอย่างการขายตัว หรือหาคู่ชีวิตรวยๆ ไปวันๆ

      ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความทะเยอะทะยาน กระหายความก้าวหน้า จงใช้ข้อดีข้อนี้ของคุณในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง และใช้ความสามารถของคุณไปสู่ความสำเร็จด้วยเส้นทางที่ถูกต้อง แล้วชีวิตคุณจะประสบความสำเร็จในที่สุด!!

ปัญหาไม่ใช่การไม่มีเงิน แต่ปัญหาคือการไม่มีค่า

      โชนคือหนึ่งในตัวละครที่เป็นตัวแทนของคนที่ไม่มีความสามารถในการทำงาน หรือกระตือรือร้นที่จะพยายามทำงาน ด้วยความที่โชนเกิดในครอบครัวฐานะดี มีแม่ที่คอยสปอยอยู่เนืองๆ ว่า ถ้าแกทำอันนี้ได้ แม่จะให้อันนี้.. ถ้าแกแต่งงานกับไอติม แม่จะให้อันนั้น.. นั่นทำให้โชนคุ้นชินกับความสบายทางร่างกายและจิตใจ และการได้อะไรมาด้วยความไม่ลำบาก จนนำไปสู่การใช้ชีวิตแบบชิลๆ ไม่คิดถึงผลกระทบอะไรมากมาย

      เมื่อโชนมาใช้ชีวิตอยู่กับก้านแก้ว ลูกมหาเศรษฐีอย่างโชนจึงผันตัวมาเกาะแฟนสาวกินแบบไม่รู้สึกละอายใจ เพราะอะไรหน่ะหรอ เพราะคุณโชนเค้าคุ้นเคยกับการผลาญเงินที่บ้านไงล่ะ!!

ด้วยพฤติกรรมใช้เงินของก้านแก้วแบบไม่หยุดหย่อน งานไม่ทำ ใช้แต่เงิน เลยทำให้ก้านแก้วหมดความอดทนไปแบบดื้อๆ และถึงกับขาดสติด่าโชนอยู่บ่อยครั้ง

      ลองมองกลับกันสิ.. หากโชนออกไปทำงาน เอาวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไปสมัครงาน คงจะได้ทำงานดีๆ บริษัทมั่นคงไม่น้อยเลย และก้านแก้วก็คงมีความอดทน หันไปทำพริตตี้ มากกว่ากลับไปขายเรือนร่าง และเรื่องหลงไฟก็จบแบบแฮ้ปปี้ในแบบฉบับของก้านแก้วและโชนได้ แต่โชนกลับทำตัวไม่มีคุณค่า ล้างผลาญเงิน ไม่ทำงาน.. จึงโดนก้านแก้วพูดจาดูถูก แบบนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาไม่ใช่เพราะโชนไม่มีเงิน หรือก้านแก้วหิวเงินจนเกินไป แต่เป็นเพราะโชนทำตัวไม่มีคุณค่าต่างหากล่ะ

รู้แบบนี้แล้ว ก็อย่าให้ใครมาดูถูกคุณด้วยคำพูดและการกระทำได้ ด้วยการออกไปพัฒนาความสามารถของตัวเอง ทำงานและใช้เงินตัวเองแบบมีเกียรติ เพราะคุณจะกลายเป็นคนที่มีคุณค่าขึ้นมาทันทีเชียวล่ะ

    นี่ก็เป็นข้อคิดที่แบไต๋ได้จากการดูเรื่องหลงไฟ แล้วคุณล่ะ ดูหลงไฟจบแล้ว มองย้อนไปในชีวิตตัวเองและสังคมรอบข้าง คุณได้ข้อคิดดีๆ อะไรจากละครเรื่องนี้บ้าง ไหนลองมาแชร์กันหน่อยสิ

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Insatiable ชิงรักหักมงกุฎ – ไม่ลึกซึ้งด้านทีนบูลลีย์แต่อร่อยเวอร์

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลอเรน กัสซิส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์วัยรุ่นไฮสคูลแสบๆ หรือคนชอบหนังแบบ Mean Girls
  • สตรีมมิงทาง Netflix

แพตตี้ (เดบบี ไรอัน) สาวอ้วนที่เป็นเหยื่อของสังคมไฮสคูลอันโหดร้าย ที่ไขมันดูจะเป็นกรรมที่เบียดชีวิตนางไปทุกด้านทั้งเจอหนุ่มสุดฮอตเทแบบไม่เหลือเยื่อใย แถมนอกจากต้องเจ็บตัวหลังวางมวยกับขี้เมาหน้าเซเว่นเพื่อปกป้องขนมอันเป็นที่รักแล้วยังต้องมาเจ็บใจเจอตาขี้เมาฟ้องกลับฐานทำร้ายร่างกาย แต่ในโชคร้ายนางก็เหมือนถูกหวย ด้วยว่านางกินอะไรไม่ได้นอกจากอาหารเหลวตลอด 3 สัปดาห์ทำให้หุ่นนางผอมเพรียวจนหนุ่มๆต้องเหลียว อีกทั้งยังได้ บ็อบ อาร์มสตรอง (ดัลลาส โรเบิร์ตส์)ทนายหนุ่มหล่อสไตล์แด็ดดี้ที่มาช่วยเรื่องคดีแล้วยังคิดจะปั้นให้ แพตตี้ กลายเป็นนางงามสุดปังอีกต่างหาก งานนี้บรรดาชะนีและหนุ่มที่เคยร้ายกับนางเตรียมตัวให้ดี เพราะแพตตี้คนนี้จะกลายเป็น #คนสวยแบบวร้ายวร้าย

จะว่าไปคอซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ก็คงรู้จักซีรีส์วัยรุ่นดังๆอย่าง 13 Reasons Why หรือ Riverdale ดีอยู่แล้ว โดยจุดเด่นของทั้งสองเรื่องคงหนีไม่พ้นการหยิบจับประเด็นการทำร้ายกันในโรงเรียนไฮสคูลที่เป็นปัญหาเรื้อรังของอเมริกา และแน่นอนว่าจากเทรลเลอร์ของ Insatiable ก็ดูจะมาทางเดียวกันโดยเฉพาะการนำเสนอตัวละครแพตตี้ที่เป็นสาวเคยตุ้ยนุ้ย อับอายกับรูปร่างตัวเองจนเป็นปมฝังใจ เรียกได้ว่าเห็นตัวอย่างนี่ได้กลิ่นหนังสะท้อนปัญหาวัยรุ่นมาอีกแล้ว แต่หลังปล่อยสตรีมมิ่ง 12 ตอนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 สิงหาคม 2561)  ปรากฏว่าสื่อทั้งหลายในอเมริกาต่างรุมจวกถึงการดำเนินเรื่องและสร้างตัวละครของ Insatiable ที่นำเสนอความอ้วนของแพตตี้ในเชิงเหยียดหยามมากกว่าจะเป็นการพลิกฟื้นเห็นคุณค่าในตัวเองจนหลายสื่อถึงกับตีตราให้เป็นซีรีส์ที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับรายการวัยรุ่นอเมริกัน เนื่องจากเนื้อหาจริงๆแล้วมันแทบนำเสนอมุมมองต่อวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินไม่ได้ต่างจากหนังวัยรุ่นอเมริกันเรื่องอื่น แต่เอาล่ะ WHAT THE FACT จะขอยืนข้างคนดูแล้วพิสูจน์ซีรีส์ทั้ง 12 ตอนด้วยตัวเอง

จริงอยู่ว่าแม้ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องได้เว่อร์สุดโต่งจนแทบขาดตรรกะไปหลายเรื่อง ลำพังแค่การผอมของแพตตี้ก็ดูโอเวอร์เพียงเพราะเธอกรามแตกและกินอาหารเหลวแค่ไม่กี่อาทิตย์ แต่หุ่นกลับดูฟิตเปรี๊ยะ ผอมปังได้อะไรขนาดนั้น มิหนำซ้ำนางยังขาดความมั่นใจเรื่องตัวเองเคยอ้วนจนนอยด์ กลายเป็นว่าตัวซีรีส์ก็ยังผลิตซ้ำค่านิยมเรื่องรูปร่างอยู่ดีแม้จะให้เหตุผลว่าตัวละครไม่เคยมีใครสนใจและขาดความอบอุ่นในครอบครัวมาทั้งชีวิตก็ตาม ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ในซีรีส์ดำเนินไปสู่ช่วงหลังก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องความผอมของแพตตี้อย่างเดียวเพราะมันยังเอาล่อเอาเถิดถึงขั้นพูดถึงการค้นพบเพศสภาพตัวเองในวัยรุ่น(หรือแม้กระทั่งตัวละครผู้ใหญ่ที่แต่งงานแล้ว)แถมลากยาวแถไปเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและความชั่วร้ายภายในที่ดั๊นมาผูกกับเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดของแพตตี้จนไม่แปลกใจที่มันถูกเหล่านักวิจารณ์สับเละ แต่หากมองในแง่ความบันเทิงก็ต้องยอมรับว่าตลอด 12 ตอนของ Insatiable คือซีรีส์ที่เรื่องราวจัดจ้าน บ้าบอคอแตกและบันเทิงแบบไม่ลดละเลยสักตอน จนเหมาะแก่การดูแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างคนดูไม่แพ้ 13 Reasons Why หรือ Riverdale ของเน็ตฟลิกซ์เลยล่ะ

จะว่าไปสิ่งที่โดดเด่นมากๆของ Insatiable คงหนีไม่พ้นการแสดงของเหล่านักแสดงที่แม้จะไม่ดังมากแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตนเอง ทั้ง เดบบี ไรอัน ที่มารับบทแพตตี้ ด้วยรูปลักษณ์แบบสาวฮอตหุ่นอวบอั๋นซึ่งเหมาะมากกับอดีตดาราเด็กช่องดิสนี่ย์อย่างเดบบี ที่ใช้เสน่ห์เฉพาะตัวมาดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกซีนที่ปรากฏตัว ใครล่ะจะห้ามใจกับใบหน้าดูไร้เดียงสาแต่ความฮอตแบบเชพบ๊ะของนางได้ต่อให้บทลากแพตตี้ไปเจอเรื่องซวยต่างๆนานาหรือกระทั้งทำเรื่องชั่วร้าย คนดูก็พร้อมจะเอาใจช่วยเธออยู่ดี

ไม่เพียงเดบบี ไรอัน หรือเหล่านักแสดงวัยรุ่นหน้าตาดีเท่านั้น ต้องยอมรับว่า Insatiable ยังสร้างเรื่องราวและจุดขัดแย้งให้ตัวละครวัยผู้ใหญ่ได้น่าสนใจ (และแอบชวนจั๊กกะจี๋มากๆ) ทั้งบ็อบ อาร์มสตรองที่ได้ ดัลลาส โรเบิร์ต มารับบททนายสายแหววที่มุ่งปั้นแพตตี้เป็นนางงามแต่นางกลับถูกบีบจากอดีตแม่ของเด็กปั้นที่มุ่งดับฝันฮีโดยเฉพาะ ส่วนตัวละคร บ็อบ บาร์นาร์ด ที่ได้คริสโตเฟอร์ กอร์แฮม มารับบทอัยการสายถอด เอะอะถอดเสื้อโชว์กล้ามและมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ บ็อบ อาร์มสตรอง ก็น่าจะเป็นอาหารตาของเหล่าสาวๆได้อย่างแน่นอน ส่วน เอลิซา มิลาโน ก็รับบท คอราลี ได้อย่างมีสเน่ห์ชวนมอง และยิ่งเรื่องราวในช่วงหลังของซีรีส์เพิ่มมิติเรื่องครอบครัวเข้ามาก็ยิ่งทำให้ทั้ง 3 ตัวละครนี้ทวีความแซ่บขึ้นเรื่อยจนเกิดฉากพีคๆที่แอบบอกไปในวงเล็บแล้วว่าจั๊กกะจี๋มว๊ากมว๊าก

เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วก็ถือว่า Insatiable คุ้มค่าแก่การอดหลับอดนอนอยู่ดีๆ แม้บทอาจจะขาดตรรกะไปบ้างแต่ต้องยอมรับว่าทั้งการสร้างตัวละครและสถานการณ์ต่างๆมันบันเทิงจนแทบลืมเวลาและไม่อาจหยุดดูได้เลย เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลากดรีโมต (หรือกด App) ดูได้เลยทางเน็ตฟลิกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] SEAL TEAM สุดยอดหน่วยซีล

Published

on

สร้างสรรค์โดย เบนจามิน คาเวลล์

เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังแอ็คชั่น ปฏิบัติการทางทหาร

รับชมได้ทาง MONOMAXXX

หลังภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวงเสร็จสิ้น แน่นอนว่าคนไทยต่างสรรเสริญความสำเร็จส่วนหนึ่งจากแรงกายแรงใจของหน่วยซีลของไทย และเพื่อให้เราเข้าใจตัวตนและภารกิจของหน่วยซีลมากขึ้น ทาง MONO MAXXX ก็ไม่รอช้ารีบจัดซีรีส์ดังของช่อง CBS เรื่อง SEAL TEAM มาให้ดูกันแบบทันควัน

โดย SEAL TEAM บอกเล่าภารกิจของหน่วยซีลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ เจสัน เฮยส์ (เดวิด โบรนาช) หัวหน้าหน่วยซีลอาวุโสที่การตายของเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นบาดแผลในใจจนถูกสั่งให้บำบัดกับจิตแพทย์แบบไม่เต็มใจนัก และภารกิจหลักในตอนแรกนี้ เจสัน เฮยส์ ก็ต้องพบบททดสอบสำคัญเมื่อต้องเดินทางไปที่มอนโรเวีย เพื่อจับผู้ก่อการร้ายตัวเอ้นาม อาบูซาเมียร์ ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆทั้งต้องช่วยตัวประกันชาวอเมริกันที่อาจตกเป็นเหยื่อการสังเวยถ่ายทอดสด รวมถึงต้องคอยดูแล ลูกชายของนักเขียนหนังสือบันทึกภารกิจหน่วยซีลที่เขาไม่ชอบหน้า รวมทั้งต้องรับผิดชอบชีวิตลูกทีมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ข้อดีอย่างแรกของหนังคือการสร้างเรื่องราวและตัวละครที่แข็งแรงมาก โดยตัวเดวิด เฮยส์ ไม่ได้เป็นทหารสุดแกร่งที่ไม่มีจุดอ่อน ตรงกันข้าม…บาดแผลจากการสูญเสียเพื่อนกลับส่งผลต่อบุคลิกของเขา โดยต้องชื่นชมการแสดงของ เดวิด โบรนาซ อดีตพระเอกซีรีส์แวมไพร์สุดเซ็กซี่จาก Buffy The Vampire Slayer ควบ Angel (1997-2004) ที่สามารถถ่ายทอดภาวะสะเทือนใจหลังประสบเหตุการณ์ หรือ พีทีเอสดี ได้อย่างเห็นภาพ ทั้งการเอามือลูบกางเกงในจุดที่เคยเปื้อนเลือดของเพื่อน หรือสายตาที่บ่งบอกความหวาดหวั่นใจตอนออกภารกิจ ซึ่งโดยมากเรามักไม่ได้เห็นตัวละครที่เป็นหน่วยซีลดูเป็นมนุษย์ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้ SEAL TEAM รอดพ้นจากการเป็นละครอวยทหารที่ไร้อารมณ์ได้อย่างสวยงาม

และสำหรับใครที่ต้องการเห็นการปฏิบัติภารกิจของหน่วยซีล SEAL TEAM ก็จัดเต็มทั้งฉากการฝึกที่ทำให้เห็นการสอนกลยุทธอย่างการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อทดสอบการตัดสินใจของทหาร หรือการบอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่เคยรู้อย่างเวลาปฏิบัติภารกิจ หน่วยซีลจะนำสุนัขไปดมระเบิด และจะปฏิบัติกับสุนัขในภารกิจต่างจากหมาบ้านทั่วไปอีกด้วย ซึ่งก็เป็นการให้ความรู้ที่ดีมากๆ

สรุปแล้ว SEAL TEAM ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนชอบหนังแอ็คชั่นปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งตัวซีรีส์มีงานโปรดักชันที่ดีมากไม่แพ้หนังโรงใหญ่เลย และยังทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของ เดวิด โบรนาซ ที่มาไกลมากสำหรับพระเอกซีีรีส์แวมไพร์ขวัญใจสาวๆยุค 90 ที่พลิกบทบาทมารับบทผู้นำหน่วยซีลสุดเท่ได้อย่างแมนมากๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] GLOW Season 2 โกลว ซีซัน 2 – กลับมาคราวนี้ทั้งซึ้ง ทั้งฮา

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลิซ ฟลาไฮฟ์ และ คาร์ลี เมนช์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์หรือหนัง ตลกที่มีผู้หญิงห่ามๆเป็นตัวละครนำ
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

สาวๆแห่งโกลวกลับมาแล้ว มาคราวนี้นอกจากจะต้องต่อสู้กับทัศนคติและการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนแล้ว สาวๆแต่ละคนก็มีปัญหาส่วนตัวไม่แพ้กัน ทั้ง รูธ (อลิสัน บรี) ที่ทำทุกทางเพื่อให้รายการออกมาดี ทั้งยอมให้ เดบบี (เบตตี กิลพิน)กลั่นแกล้งและดูถูกเธอสารพัด หรือแม้กระทั่งต้องตัดสินใจว่าจะยอมนอนกับผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เพื่อให้รายการผ่านการพิจารณาหรือไม่  ด้านเดบบี เองก็กำลังเสียสติจากการหย่าของเธอกับสามี รวมถึงการเข้ามาของ โยลันดา (ชาคีรา บาเรรา) สาวนักเต้นจากบาร์เปลือยก็ทำให้ทุกคนสงสัยถึงที่มาของเธอ

หลังจากซีซันแรกประสบความสำเร็จด้วยดี GLOW ในซีซันใหม่ก็กลับมาเดินเครื่องความสนุกเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องปูพื้นข้อมูลตัวละครมากมายนัก และยังมีเวลาไปเล่าเรื่องราวของตัวละครสมทบคนอื่นๆบ้าง โดยเฉพาะตอนที่บอกเล่าเรื่องราวของ แทมเม่ หรือ เวลแฟร์ควีน (เคีย สตีเฟน) ในฐานะแม่ที่หวั่นใจว่าอาชีพนักมวยปล้ำจะสร้างความอับอายให้ลูกชายที่เธอภาคภูมิใจ ก็ทำออกมาได้อย่างลึกซึ้งมาก หรือแม้กระทั่งการบอกเล่าอีกด้านของชีวิตของเดบบี ก็ทำให้เราเห็นใจว่าเบื้องหลังความร้ายกาจต่างๆนานา เธอก็เป็นคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจเพียงไร รวมถึงซับพลอตโรแมนติกระหว่าง รูธ และตากล้องรายการก็ช่วยเพิ่มความหวานให้เรื่องราวได้เป็นอย่างดี

ส่วนในเรื่องความสนุกสนาน มุกฮา จิกกัด เจ็บแสบ ก็ยังคงใส่กันเต็มแมกซ์เช่นเดิม ซึ่งก็ต้องชื่นชมบรรดานักแสดงสาวๆในเรื่องที่รับส่งมุก และยังทำให้เราเชื่อในความสัมพันธ์ของพวกเธอได้อย่างหมดใจ เรียกได้ว่าแม้บุคลิกตัวละครจะสุดโต่งแค่ไหน เราก็พร้อมเอาใจช่วย ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปกับทุกอย่างที่พวกเธอเผชิญ

คงต้องบอกว่าการกลับมาของ GLOW ในซีซันที่ 2 นี้แม้ไม่ได้เล่าเรื่องราวที่แตกต่างหรือคืบหน้าไปจากเดิมนัก แต่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเสน่ห์ก็ยังทำให้เราตกหลุมรัก และเอาใจช่วยพวกเธอ จนยังไงก็ต้องตามซีซัน 3 ต่อแน่นอน.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!