Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

ฟูจิฟิล์ม รุกตลาดกล้องมิลเลอร์เลส เปิดตัว X-E3 เจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

Published

on

บริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีกล้องดิจิตอล ต่อยอดความสำเร็จในรุ่น X-A3 ล่าสุดจากฟูจิฟิล์ม และเพื่อการสร้างฐานการตลาดขยายใหญ่ยิ่งขึ้น ฟูจิฟิล์มได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลระดับ Middle Segment กล้อง X-E3  ในคอนเซ็ปท์ “Minimalism” เจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลการถ่ายภาพ ในดีไซน์แบบ rangefinder style ที่ให้คุณภาพไฟล์ตามปรัชญาของบริษัทคือ “The No. 1 of image quality”

ซึ่งนับเป็นแฟลกชิพโมเดลรุ่นล่าสุด

  • โดดเด่นด้วยเซ็นเซอร์ X-Trans CMOS III และ X Processor Pro 
  • พร้อมความละเอียดสูงถึง 24.3 ล้านพิกเซล
  • ออโต้โฟกัสความเร็วสูง ที่จับภาพเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ ระดับ 4K
  • จอภาพแบบทัชกรีน
  • สามารถเชื่อมต่อภาพแบบ Bluetooth
  • ในบอดี้สวยหรู คลาสสิก มีระดับ
  • ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีรูปทรง classic retro สามารถพกพาไปได้ทุกที่
  • และให้คุณภาพไฟล์ภาพที่สวยที่สุด

เป็นกล้องที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่หลงใหลการถ่ายภาพ พร้อมคุณภาพที่ยอดเยี่ยม โดยเตรียมแผนการตลาดโฆษณาและประชาสัมพันธ์แบบ Total Communication เพื่อสร้างการรับรู้  และสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย  เตรียมใช้งบการตลาดกว่า 50  ล้านบาท หวังดันมาร์เกตแชร์เป็น 40% ในสิ้นปี 2560 นี้

This slideshow requires JavaScript.

นายซึโตมุ วาตะนาเบ้ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า  “ฟูจิฟิล์มประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดกล้องมิลเลอร์เลสจาก กล้องในตระกูล  X-Series และทุก Lineup ของผลิตภัณฑ์ที่เจาะทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยได้รับความนิยมในตลาดโดยเฉพาะกล้องในระดับ Beginner ในรุ่นของ X-A2 และต่อเนื่องมายังรุ่น X-A3 และในปีนี้ เราได้มองเป้าหมายขยายตลาดของกลุ่ม Middle Segment เพิ่มขึ้น โดยจากการทำวิจัยตลาด พบว่า มีกลุ่มผู้ใช้กล้องในกลุ่มของ Beginner คือ  X-A series ได้ Step up มาสู่กลุ่ม Middle Segment ซึ่งกลุ่มนี้ คือกลุ่มไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ มีความหลงใหลการถ่ายภาพ มีเอกลักษณ์ในการถ่ายภาพของตนเอง ชอบกล้องระดับพรีเมี่ยม ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีรูปทรง classic retro

ล่าสุด ฟูจิฟิล์มได้ทำการเปิดตัวกล้องระดับ Middle Segment คือ X-E3 เป็นกล้องในระดับพรีเมี่ยมที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี ภายใต้แนวคิด คือ “Minimalism” ที่จะให้ความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของและสนุกกับการถ่ายภาพ” (A pleasure to own and fun to shoot with) ซึ่งกล้อง X-E3 จะทำให้คุณได้สนุกกับการถ่ายภาพ พร้อมกับประสิทธิภาพที่ดีของกล้อง ที่ให้คุณภาพของไฟล์ภาพที่ยอดเยี่ยม

ปีนี้ ฟูจิฟิล์ม ยังคงเป็นผู้นำตลาดกล้องมิลเลอร์เลส ครองมาร์เกตแชร์ถึง 37% (ข้อมูล จาก GFK) ซึ่งทางบริษัทฯ หวังว่า การเปิดตัวกล้องดิจิตอลของ ฟูจิฟิล์ม X-E3 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะได้รับความสำเร็จอย่างดี และจะสร้างปรากฏการณ์การตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคในกลุ่ม Middle segment เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  ฟูจิฟิล์มได้ตระหนักถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้คุณภาพที่ดีที่สุด ตามปรัชญาของฟูจิฟิล์ม “คุณภาพไฟล์ภาพเป็นอันดับ 1” (The No.1 Image Quality) พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมแผนการตลาดแบบ Total Communication ในการทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย  ผ่านทางสื่อต่าง ๆ อย่างครบวงจร  เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้า”

และในครึ่งปีหลังนี้ ฟูจิฟิล์มได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย โดยต้องการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของกล้องดิจิตอลมิลเลอร์เลส เพิ่มขึ้นเป็น 40% แม้ว่าการแข่งขันด้านราคาของกล้องมิลเลอร์เลสจะรุนแรงและการนำเสนอกล้องรุ่นใหม่จากคู่แข่งขัน  แต่ด้วยทิศทางของกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่ยังคงมุ่งเน้นในการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง พร้อมกับนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของกล้องระดับ Middle segment X-E3 นี้ หลังจากได้ทำวิจัยด้านการตลาดพบว่า กลุมคนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปีทั้งชายและหญิง คือกลุ่มลูกค้าหลักของฟูจิฟิล์ม เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายนี้ชอบ ในดีไซน์ แบบ classic retro อันเป็น DNA ของฟูจิฟิล์ม สามารถพกพาไปได้ทุกที่ พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเสมอ เพื่อให้คุณภาพไฟล์ที่สวยโดนใจ โดยเฉพาะโทนสีผิวที่ถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ และมีเลนส์ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ตอบสนองความต้องการในการถ่ายภาพได้สมบรูณ์แบบ

นอกจากนี้ ฟูจิฟิล์ม ยังได้รับเกียรติจากช่างภาพ คุณชลิต ผดุงชีพ และ คุณมหาลาภ ตรีเดชโยธิน  ซึ่งเป็น X Photographer ของประเทศไทย มาร่วมแชร์ประสบการณ์และแสดงผลงานการถ่ายภาพจาก กล้อง X-E3 พร้อมนำเสนอผลงาน Photo Gallery อีกด้วย

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

AIS ผนึก Google สร้าง Digital for Thais พลิกโฉมการเข้าสู่โลก Online ไปอีกขั้น

Published

on

AIS ประสานพลัง Google ในฐานะ Strategic Partner นำเทคโนโลยีดิจิทัล ตอกย้ำแนวคิด Digital for Thais สนับสนุนและสร้างโอกาสให้คนไทย เข้าถึง Digital Content และ Digital Service จากนวัตกรรมระดับโลกอย่างเท่าเทียมกัน ทลายทุกขีดจำกัด เสริมศักยภาพให้การใช้ชีวิตของคนไทยก้าวไปอีกขั้น สอดรับนโนบาย Thailand 4.0

ในปีนี้ เอไอเอส และ กูเกิล ได้นำนวัตกรรมล่าสุดอย่าง Google Assistant ที่สามารถสั่งการได้ด้วยการใช้เสียงภาษาไทย มาพลิกโฉมรูปแบบการเข้าถึงบริการดิจิทัลของคนไทยไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการสั่งการใช้งานผ่านทาง Google Assistant เพื่อสั่งการใช้งานแอปพลิเคชัน my AIS รวมถึงสั่งการเปิดชม Digital Content บน แอปพลิเคชัน AIS PLAY ได้อย่างง่ายดาย นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถใช้ Local Language หรือ ภาษาไทย บน Google Assistant ได้ โดยจะเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ศกนี้

AIS ยังร่วมมือกับ Google เปิดตัวแอปพลิเคชัน YouTube GO เพื่อตอบสนองกลุ่มที่เริ่มใช้งานดาต้าผ่านสมาร์ทโฟนรุ่นประหยัดที่กำลังขยายตัวอย่างมากในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลได้สัมผัสประสบการณ์ เรียนรู้โลกกว้าง และกระตุ้นแรงบันดาลใจจาก Content จำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างสรรค์จากกลุ่มคนทั่วโลกในทุกๆวินาที ทั้งนี้เราได้เริ่มเปิดตัวแพ็คเกจราคาประหยัดที่ตอบสนอง feature ของ YouTube GO ให้ลูกค้าเอไอเอสได้เลือกใช้ เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยคิดค่าใช้จ่ายแค่เดือนละ 59 บาท

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ในฐานะ Digital Life Service Provider เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้คนไทย รวมถึง ภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล อันจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย ยกระดับ เสริมขีดความสามารถ รวมถึงต่อยอดสร้างการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดภายใต้แนวคิด Digital for Thais ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการผนึกกำลังกับ Strategic Partner ที่มีแนวคิดเช่นเดียวกัน เช่นในกรณีความร่วมมือกับ กูเกิล ซึ่งเราได้ร่วมทำงานกับกูเกิลมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกัน คือ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยจากเทคโนโลยีดิจิทัล”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

เตรียมรับสังคมผู้สูงอายุ! ชมอุปกรณ์ Smart Home จาก PZent Technology เปลี่ยนบ้านให้สะดวกและปลอดภัย

Published

on

พาชมบูธ PZent Technology โชว์อุปกรณ์ Smart Home ในงาน Intercare Asia 2018

PZent Technology

แบไต๋ลุยงาน Intercare Asia 2018 International Expo for Healthcare & Wellness งานแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยี สินค้าและบริการด้านสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดีกว่าจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยงานนี้จัดขึ้นที่ ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเราจะไปพาชมอุปกรณ์ Smart Home สุดล้ำ จาก PZent Technology ในโซน Home Care and Equipment กัน

PZent Technology

PZent Technology

เป็นบริษัทที่จำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้าน และที่พักอาศัย ด้วยการศึกษาค้นคว้าจากผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (R&D) จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำต่าง ๆ โดยภายในงานนี้ PZent ได้คัดอุปกรณ์ดูแลความปลอดภัยในบ้านที่เป็นอุปกรณ์ IoT ทั้งหมดมาจัดแสดง เหมาะกับบ้านที่ต้องการความสะดวกสบาย เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดสามารถสั่งงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ทำให้เราสามารถดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้อย่างใกล้ชิดผ่านกล้อง โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะทำงานควบคู่กัน และมีการแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เพื่อการช่วยเหลือที่ทันท่วงที อีกทั้งใช้ทำงานแทนรีโมตด้วยการสั่งงานผ่านแอปได้เช่นเดียวกัน รวมถึงตั้งค่าให้ควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดในครั้งเดียวได้ ไม่หมดเท่านี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกของ PZent Technology อีกมากมาย อาทิ

Smart Station

Smart Station

อุปกรณ์สำคัญเป็นศูนย์กลางการทำงานของระบบ Smart Home สามารถสั่งงานอุปกรณ์ได้กว่า 500 ตัว ทำงานได้ระยะกว้าง 200 เมตร สั่งงานด้วยเสียง AI เชื่อมต่ออุปกรณ์ทุกชิ้นเข้าด้วยกันผ่านระบบ Wifi

Spot (Universal Remote Controller)

อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทนรีโมตทั้งหมด ควบคุมอุปกรณ์ที่ใช้รีโมตทั้งหมด สั่งงานด้วยการกระจายสัญญาณอินฟราเรทโดยที่ไม่ต้องชี้รีโมตไปที่เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้สามารถสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ผ่านแอปได้โดยไม่ต้องนั่งจำรีโมตเลย

 

Cube Clicker / Door-Window Sensor

Cube Clicker

อุปกรณ์อัจฉริยะที่เราสามารถใช้สั่งงานเปิด-ปิดอุปกรณ์ IoT ทั้งหมดในบ้านได้เพียงการกดปุ่มคลิกเดียว (แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานกว่า 24 เดือน) เช่น คลิกเดียวปิดไฟทั้งห้อง หรือคลิกเดียวปิดหลอดไฟทั้งบ้านยกเว้นไฟทางเดิน สามารถตั้งค่าได้หลายแบบเลยทีเดียว

Door / Window Sensor

เซนเซอร์สำหรับตรวจจับการเปิด-ปิดประตู หรือหน้าต่าง สามารถทำงานควบคู่กับอุปกรณ์ IoT อื่น ๆ ได้ เช่น เมื่อปิดหน้าต่างให้เปิดไฟ หรือเมื่อเปิดประตูให้เปิดไฟ ไม่ต้องกลัวคลำหาสวิตช์ไฟไม่เจอเลยครับ

Wireless Camera

Wireless Camera

กล้องวงจรปิดความละเอียด 1080P หมุนซ้ายขวาได้ 270 องศา ขึ้นลงได้ 120 องศา บันทึกภาพนิ่งได้ มี Night Mode สามารถดูภาพได้แบบ Real-Time พร้อมบันทึกวิดีโอลง Micro SD Card มี Motion Detection จับความเคลื่อนไหวแล้วบันทึกภาพทันที หรือบันทึกภาพตามการตั้งค่า เช่น ทุกครั้งที่มีการเปิดประตู และสามารถทำงานควบคู่กับอุปกรณ์อื่นได้

Environmental Sensor / Motion Sensor

Environmental Sensor

เครื่องตรวจจับอุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่างในบ้าน สามารถแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุผิดปกติได้ และทำงานควบคู่กับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เปิดเครื่องฟอกอากาศ หรือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติได้ ร้อนปุ๊ป เปิดแอร์ปั๊ป

Motion Sensor

เซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว จำแนกเวลากลางวัน กลางคืนได้ เนื่องจากเป็นแค่ตัวจับความเคลื่อนไหว จึงต้องทำงานควบคู่กับอุปกรณ์อื่น เช่น แจ้งเตือนเมื่อมีคนเดินผ่านห้องเก็บของไปที่แอป เปิดไฟหรือบันทึกภาพเมื่อมีการเคลื่อนไหวผ่านประตูหน้าบ้าน เปิดไฟเมื่อเดินขึ้นบันได หรือปิดไฟเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่เป็นเวลานาน

Smart Switch

Smart Switch

สวิตซ์ไฟอัจฉริยะที่สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดอัตโนมัติได้ สั่งงานผ่านแอปพลิเคชันได้ ควบคุมการใช้งานได้แม้ไม่ได้อยู่ที่บ้าน (ไปต่างจังหวัดก็ตั้งเปิดปิดไฟในบ้านได้เหมือนมีคนอยู่บ้าน ป้องกันโจรได้ระดับนึงเลย)

Smart Curtain Switch

ที่ช่วยให้เราสะดวกยิ่งขึ้นในการเปิด-ปิดผ้าม่าน ด้วยการสั่งงานผ่านแอป การสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri และ Google Home โดยสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นได้ เช่น เปิดม่านเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทำงานร่วมกับ Cube Environmental Sensor

Intercare Asia 2018 International Expo for Healthcare & Wellness

ทั้งนี้ภายในงาน Intercare Asia 2018 International Expo for Healthcare & Wellness ระหว่างวันที่ 12 – 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังมีสินค้าและบริการอีกมากมายโดยแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 5 โซน ได้แก่

  1. Home Care and Equipment : อุปกรณ์และเครื่องมือในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ เช่น วีลแชร์ วอร์คเกอร์ อุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
  2. Rehabilitation : อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับการดูแลช่วยเหลือและปกป้องผู้สูงอายุ เช่น หุ่นยนต์ผู้ช่วย ลิฟต์สำหรับเคลื่อนย้าย และ Power Suits หรือชุดช่วยพยุงน้ำหนักในการเคลื่อนไหว
  3. Medical Tourism : การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น สปา ฟิตเนส และสถานบริการนวดแผนไทย
  4. Service : สินค้าและบริการทั่วไปสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การออมเงิน บริการรถรับส่ง ประกันชีวิต เป็นต้น และ
  5. Nutritional Food : ผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น เจลลี่สำหรับผู้สูงอายุ อาหารเสริมอัดเม็ด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานสัมมนาให้ความรู้จากวิทยากรที่มีชื่อเสียง ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันรวมถึงการต่อยอดทางธุรกิจสำหรับผู้สูงอายุ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

เจาะเงื่อนไข (ที่ว่าเป็นกฎใหม่ของ) LINE การเข้าถึงข้อมูลห้องแชทคืออะไร ไลน์แอบอ่านแชทเราได้ไหม

Published

on

กลายเป็นประเด็นที่มีผู้ส่งต่อเยอะมากในไลน์ เมื่อมีวิดีโอบอกว่า LINE สามารถดึงข้อมูลรวมถึงข้อความสนทนาต่างๆ ในห้องแชทของเราได้ ซึ่งสามารถเข้าไปแก้ไขได้ด้วยการปิด “การเข้าถึงข้อมูลห้องแชท” หรือ “Chat Infomation” ซึ่งประเด็นนี้ทางไลน์ยืนยันว่าไม่มีการเข้าไปอ่านข้อความ รูปภาพหรือวิดีโอที่ส่งกันไปมาในห้องแชท รวมถึงการโทรหาระหว่างกันอย่างแน่นอน! เพราะฉะนั้นผู้ใช้ไม่ต้องกลัว

แต่ข้อสงสัยต่อไปของเราคือ LINE ดึงข้อมูลอะไรจากผู้ใช้บ้าง

เมื่อดูจากข้อมูลที่ไลน์ให้มา ถ้าเราอนุญาตให้ไลน์เก็บข้อมูลห้องแชท ไลน์จะเข้าไปเก็บข้อมูลการใช้งานดังต่อไปนี้

  • สำหรับการแชทกับเพื่อนทั่วไป ไลน์จะเก็บข้อมูลการใช้สติกเกอร์ อิโมจิ เอฟเฟ็กต์ รวมถึงฟิลเตอร์ต่างๆ (ไลน์จึงบอกได้ไงว่าสติกเกอร์อะไรเป็นสติกเกอร์ยอดนิยมที่คนใช้มากที่สุด และวิเคราะห์อารมณ์ของผู้ใช้ได้) แต่ไม่เก็บเนื้อหาการสนทนารวมถึงรูปภาพและวิดีโอ
  • รายละเอียดการใช้งาน เช่นใครคือบุคคลที่ติดต่อ, วันเวลาในการติดต่อ, สถานะการอ่านข้อความ, รูปแบบข้อมูล, ข้อความที่ถูกยกเลิก และการกดเข้าลิงก์ต่างๆ
  • เนื้อหาที่โพสต์ใน Timeline และถ้าหากตั้งความเป็นส่วนตัวเป็น Myself Only จะเก็บเฉพาะข้อมูลวันเวลาที่โพสต์ รูปแบบของเนื้อหา สติกเกอร์ในช่องความเห็น และเวลาที่มีการดูโพสต์
  • การสื่อสารกับบัญชีทางการ (Official Account) ต่างๆ (คุยกับช่องของแบรนด์ต่างๆ นะถึงจะดึงข้อมูลพวกนี้ ถ้าคุยกับเพื่อนจะไม่ดึงไป) ซึ่งจะดึงคำไปวิเคราะห์การใช้, รูปและวิดีโอที่ส่งเข้าไป ซึ่งรวมถึง metadata พวกการตั้งค่ากล้อง วันเวลาที่ถ่ายรูป จะดึงไปวิเคราะห์ด้วย รวมถึงการใช้งานสติกเกอร์ และสถานที่
  • รายละเอียดการใช้งานเบราว์เซอร์ รวมถึงการบันทึกและแชร์ในไลน์
  • เมื่อกดดูเว็บผ่านไลน์ ก็จะบันทึกว่ากดอ่านจากห้องแชท หรืออ่านจากที่ไหนในแอปไลน์
  • ข้อมูลนี้อาจแชร์ไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่ทำงานกับไลน์ด้วย

ซึ่งไลน์ให้เหตุผลการดึงข้อมูลเหล่านี้ว่า จะนำไปใช้ป้องกันการใช้งานที่ไม่เหมาะสม จึงเก็บข้อมูลการเข้าถึงลิงก์ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ว่าลิงก์ไหนที่ไม่ปลอดภัย มีไวรัสหรือภัยอันตราย และใช้พัฒนาคุณภาพของบริการต่อไป คือนำไปรวมเป็น Big Data แล้วใช้ Machine Learning วิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งอาจมีการวิเคราะห์ข้อความจากโพสต์ที่เปิดสาธารณะบน Timeline แบบไม่ระบุตัวคนโพสต์ เพื่อปรับปรุงการให้บริการ

นอกจากนี้ข้อมูลของผู้ใช้จะนำไปวิเคราะห์เพื่อแสดงโฆษณาในเครือข่ายของไลน์ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น (ต้องเข้าใจนะว่า ถึงเราจะปิดไม่ให้ไลน์ดึงข้อมูลส่วนนี้ไป โฆษณาในไลน์ก็ยังมีอยู่ดีไม่ได้หายไปไหน แต่จะเป็นโฆษณาที่ขึ้นสุ่ม ไม่ได้วิเคราะห์เรื่องที่เราน่าจะชอบมาแสดง) และวิเคราะห์การใช้สติกเกอร์เพื่อนำเสนอสติกเกอร์อื่นๆ ที่เราน่าจะสนใจออกมา

ซึ่งถ้าใครอ่านแล้วอยากช่วยไลน์ให้บริการดีขึ้น นำเสนอบริการและโฆษณาที่ตรงใจเรามากขึ้น ก็เปิดใช้ Chat infomation นี้ต่อไปครับ แต่ถ้าใครอ่านแล้วไม่สบายใจ ก็ยกเลิกไม่ให้ไลน์เก็บข้อมูลได้โดยเข้าไปที่ Settings -> Privacy -> Provide Usage data -> Chat Information แล้วเอาติ๊กออกไปครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!