China's 19-year-old Go player Ke Jie reacts during the second match against Google's artificial intelligence programme AlphaGo in Wuzhen, eastern China's Zhejiang province on May 25, 2017. Chinese netizens fumed on May 25 over a government ban on live coverage of Google algorithm AlphaGo's battle with the world's top Go player, as the programme clinched their three-match series in the ancient board game. / AFP PHOTO / STR / China OUT (Photo credit should read STR/AFP/Getty Images)

AlphaGo ผงาด “ชนะ” เซียนโกะมือหนึ่งของโลก 2 ครั้งซ้อน : เตรียมคว้าแชมป์ 3 เกมรวด

AlphaGo ของ Google DeepMind ได้ชนะ Ke Jie เซียนโกะมือหนึ่งของโลกไปถึง 2 ครั้งรวด เตรียมคว้าชัยชนะเบ็ดเสร็จ 3-0 ในไม่ช้านี้

Demis Hassabis, Ke Jie และ Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google

โกะ (Go) เป็นเกมกระดานของประเทศจีนที่มีมากว่า 3,000 ปี ถึงแม้มันจะดูเรียบงา่ย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้ายทายขีดความสามารถของมนุษย์อย่างแท้จริง จนทำให้เกิดการจัดการแข่งขันชิงแชมป์ชิงแชมป์โกะระดับโลกขึ้นมาในยุคปัจจุบันนี้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เริ่มเอาชนะมนุษย์ได้ในหลายๆด้าน ทั้งการทำงาน และในภาคอุตสาหกรรม โดยในเดือนมีนาคม 2016 แผนก DeepMind AI ของ Google ได้ทำให้ AlphaGo ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับเล่นเกมโกะที่ทางแผนกได้พัฒนาขึ้นมา เอาชนะ  Lee Sedol แชมป์โกะระดับโลก ได้เป็นครั้งแรกจากการแข่งขันแบบ 5 เกม

Hassabis และ Lee Sedol แชมป์โกะระดับโลก เมื่อเดือนมีนาคม 2016

ล่าสุดในปี 2017, AlphaGo ก็ได้เอาชนะ Ke Jie แชมป์โกะระดับโลกวัย 19 ปี ได้ถึง 2 ครั้งซ้อน ในการแข่งขัน 3 เกม ภายในงาน Future of Go Summit ที่จัดขึ้นใกล้กับนครเซียงไฮ้ ประเทศจีน

Ke Jie

Demis Hassabis ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Google DeepMind ได้โพสต์ผ่านทาง Twiiter ว่า “AlphaGo ชนะในเกมที่ 2 มันเป็นเกมที่ซับซ้อนและมหัศจรรย์มาก และ Ke Jie ก็เล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งช่วยผลักดันให้ AlphaGo ได้พัฒนามากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ Google DeepMind ได้กล่าวผ่านเว็บไซต์ของตนว่า ทางบริษัทหวังที่จะค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ในเกมโบราณชิ้นนี้ให้มากขึ้นภายในงาน Future of Go Summit นี้ ซึ่งจะมีการเล่นโกะกันในหลายรูปแบบ และทาง Google DeepMind ก็จะได้พูดคุยกับบริษัทและสถาบันวิจัยต่างๆของประเทศจีนเกี่ยวกับการค้นคว้า AI ต่อไปในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง : businessinsider