Connect with us

ข่าววงการไอที

การตลาด vs. ใช้งานจริง: ทดสอบ MicroSD Card ความเร็วสูง 10 ยี่ห้อ เหมือนหรือต่างจากที่โฆษณาอย่างไร ?

Tom David Frey จาก Tech Time ได้ทำการทดสอบความเร็วในการอ่าน/เขียน ของ MicroSD Card ความเร็วสูง จำนวน 10 ยี่ห้อ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่ารุ่นใดที่คุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด

Published

on

Tom David Frey จาก Tech Time ได้ทำการทดสอบความเร็วในการอ่าน/เขียน ของ MicroSD Card ความเร็วสูง จำนวน 10 ยี่ห้อ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่ารุ่นใดที่คุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด

แต่บอกก่อนเลยว่า บางครั้งตัวเลขที่นำมาโฆษณาก็ไม่ตรงตามการใช้งานจริงเสมอไป

ในการทดสอบนี้ Tom David Frey ได้เลือก MicroSD Card ความเร็วสูงในท้องตลาดมาด้วยกัน 10 ยี่ห้อ ดังนี้

  • SanDisk
  • Transcend
  • Toshiba
  • Panasonic
  • Kingston
  • Verbatim
  • Patriot
  • Samsung
  • Sony

MicroSD Card ทุกยี่ห้อที่กล่าวมานี้มีมาตรฐานความเร็ว Class 10 และ UHS Class 3 เหมือนกันทั้งสิ้น ตามที่แต่ละยี่ห้อได้โฆษณาไว้ และการันตีว่าจะมีความเร็วในการเขียนชั้นต่ำที่ 30 MB / วินาที ซึ่งแน่นอนว่าความเร็วในการเขียนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากในการถ่ายภาพแบบ Burst Mode หรือบันทึกวิดีโอระดับ 4K

อธิบายความหมายของแต่ละ Class ได้ดังนี้

  • Class 2 สามารถถ่ายโอข้อมูลขั้นต่ำที่ 2 MB / วินาที
  • Class 4 สามารถถ่ายโอข้อมูลขั้นต่ำที่ 4 MB / วินาที
  • Class 6 สามารถถ่ายโอข้อมูลขั้นต่ำที่ 6 MB / วินาที
  • Class 10 สามารถถ่ายโอข้อมูลขั้นต่ำที่ 10 MB / วินาที

สำหรับขั้นตอนการทดสอบนั้น Tom David Frey ได้ใช้ Card Reader ของ Transcend USB 3.0 โดยใช้ร่วมกับโปรแกรมหลายตัวเพื่อหาค่าเฉลี่ยของความเร็ว และใช้การคัดลอกวิดีโอขนาด 4 GB จากเครื่องคอมพิวเตอร์ลงใน MicroSD Card ดังกล่าวด้วย

ผลที่ได้นั้นค่อนข้างแตกต่างกันออกไป ดังภาพที่ปรากฏด้านล่างนี้

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อจำกัดบางประการที่อาจเป็นตัวแปรทำให้ความเร็วในการใช้งานจริงแตกต่างออกไป เช่น การใช้ Card Reader เพียงแค่รุ่นเดียวในการทดสอบ เป็นต้น ซึ่งท่านสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ MicroSD Card ให้คุ้มกับราคา และตรงกับความต้องการของท่านมากที่สุด

ข้อมูลอ้างอิง : petapixel

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการไอที

อ้าว !? โปรเจ็ค Kodak ทำ Cryptocurrency แท้จริงคือเรื่องหลอกลวงซะงั้น !?

Published

on

ถ้าใครจำได้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาในงาน CES 2018 ที่ Las Vegas ได้เกิดกระแสฮือฮาอย่างมาก เพราะทาง Kodak แบรนด์ผู้ผลิตฟิล์มชื่อดังในอดีตก็ได้มีการเปิดเผยถึงความเป็นไปได้ที่จะทำเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองในชื่อ Kodakcoin พร้อมเผยเครื่องขุด Kodak Kashminer ขึ้นมาภายในงานนี้ โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนจำนวนมากจนทำให้หุ้นของเขาพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์คือ จาก 3.10$ ต่อหุ้น จนไปแตะ 11.55$ ต่อหุ้นภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน แต่เพียงแค่ครึ่งปีหลังจากนั้น ก็ได้มีข่าวออกมาอย่างเป็นทางการจาก BBC แล้วว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

ราคาหุ้น Kodak ที่ทะยาน To the Moon แบบสุด ๆ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา (และร่วงแบบสุด ๆ ในเวลาต่อมาเช่นกัน)

ความจริงคืออะไร?

เรื่องที่เกิดขึ้นคือ แผนการที่ทาง Kodak ตั้งใจสร้าง Kodakcoin เพื่อเพิ่มมูลค่าของรูปภาพโดยใช้ Blockchain ในการควบคุมนั้น ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก SEC หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ จึงได้มีการสั่งระงับแผนการทำ Kodakcoin ที่วางไว้จึงต้องหยุดลงไปทั้งหมด

แล้วเครื่องขุด Kodak Kashminer ล่ะ?

ส่วนเครื่อง Kodak Kashminer จริง ๆ แล้วทางบริษัท Spotlite USA ซึ่งเป็น 1 ในบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้นำเอา Label ของ Kodak ไปใช้นั้น เอาไปติดด้วยตัวเองเพื่อวางแผนให้คนอยากเช่าเครื่องขุดของเขานั่นเอง รวมไปถึงข่าวที่ว่ามีเครื่องขุดตัวนี้มากกว่า 100 เครื่องติดตั้งอยู่ที่บริษัท Kodak ทางผู้ให้สัมภาษณ์ของ Kodak ก็ได้กล่าวว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเช่นกัน

 

แถมปัจจุบันหน้าเว็บ https://www.kodakhashpower.com/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดให้เช่าเครื่องก็ไม่สามารถเข้ารับชมได้แล้ว ส่วนเรื่องเครื่องขุดที่เป็นข่าวนั้น ทางผู้ให้สัมภาษณ์ Spotlite USA ก็ได้เผยข้อมูลว่า เขาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากการเปิดให้เช่าตามที่เคยพูดถึงกลายเป็นขุดด้วยตัวเองแทน โดยปัจจุบันเหมืองจะอยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์

อ้างอิง: BBC

ความเห็นจากแบไต๋

เรื่องนี้ก็ถือเป็นอีก 1 เรื่อง Scam (หลอกลวง) ระดับโลกที่ทางบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Kodak ไม่สามารถทำในสิ่งที่หลาย ๆ คนรอคอยได้ และปล่อยให้ข่าวออกมาโดยไม่แก้ข่าวตั้งแต่ต้น คาดว่าน่าจะเกิดจากกระแสด้านบวกต่อแบรนด์จึงไม่ได้ทำ จนกลายเป็นว่าพอเรื่องจริงแดงออกมา คราวนี้น่าจะเกิดผลกระทบกับแบรนด์ไม่มากก็น้อย นี่เป็นอีก 1 Case study ที่หลาย ๆ แบรนด์ต้องระวังเอาไว้เพราะถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว อาจจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายได้ครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการไอที

สื่อนอกเผย Apple มั่นใจไอโฟนรุ่นแพงสุดจะขายดีสุด

Published

on

รายงานจากสื่อประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยว่า Apple ประเมินการวางจำหน่ายของไอโฟนทั้ง 3 รุ่นใหม่ในปีนี้ไว้โดยมองว่า iPhone XI Plus ซึ่งเป็นรุ่นพรีเมียมและมีราคาแพงที่สุดจะเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดที่ 45 ล้านเครื่อง ตามด้วย iPhone 9 จอ LCD 6.1 นิ้วที่ 30 ล้านเครื่อง ขณะที่รุ่น iPhone XI หรือ ที่เป็นรุ่นอัปเกรดจาก iPhone X นั้นจะขายได้อยู่ประมาณ 25 ล้านเครื่อง

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ผลลัพธ์ยอดขายในครั้งนี้จะส่งผลกับแนวทางของบริษัทในการทำตลาดไอโฟนอนาคต ซึ่งหาก iPhone XI Plus ที่คาดว่าจะเป็นรุ่นหน้าจอใหญ่ที่สุดที่เคยทำมานั้นมียอดขายสูงสุดตามการประเมินนั้น ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะตัด iPhone SE 2 ที่ครองตลาดมือถือตจอ 4 นิ้วออกไปจากสายพานการผลิตแบบไม่มีวันหวนกลับ และที่สำคัญคือมันจะเป็นยกระดับราคาของสมาร์ทโฟนรุ่นพรีเมียมให้ขายได้แพงกว่ารุ่นอื่น ๆ ในตลาดทั้งหมดขึ้นไปอีกนั่นเอง culfofmac

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการไอที

อยู่ไม่ไหว! ทีมขาย Apple ทยอยลาออกเซ่นวิกฤตยอดขายไอโฟนในอินเดีย

Published

on

ก่อนหน้านี้ ตลาดสมาร์ทโฟนหลักของ Apple คือ สหรัฐและจีน รวมทั้งอินเดียซึ่ง ทิม คุก เคยเชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้เหมือนในจีน แต่ยอดขายในความเป็นจริงนั้นต้องบอกว่า Apple กำลังเจอทางตันอย่างมาก แม้ว่าพวกเขาจะพยายามใช้กลยุทธ์วางขายแต่โมเดลเก่าราคาไม่สูงอย่าง iPhone SE หรือว่า iPhone 6s รวมทั้งไปสร้างโรงงานผลิตในอินเดียเพื่อลดต้นทุนจากค่าภาษีนำเข้า แต่เมื่อแบรนด์มือถือจีนเข้าไปตีตลาดเต็มตัว สถานการณ์ในตลาดมือถืออินเดียของ Apple ก็สาละวันเตี้ยลงจนน่าตกใจ

จากรายงานของ Counterpoint Research ระบุว่า ตลอดช่วงเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา Apple ทำยอดขายไอโฟนได้ต่ำกว่า 1 ล้านเครื่อง โดยในเวลานี้ไอโฟนคว้าส่วนแบ่งตลาดในอินเดียเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งล่าสุดมีรายงานจาก Bloomberg เปิดเผยว่า มีพนักงานระดับสูงของ Apple 3 รายตัดสินใจลาออก ซึ่งเป็นพนักงานในตำแหน่งที่ดูแลรับผิดชอบด้านบริหารการขายและจัดจำหน่าย, หัวหน้าทีมดูแลช่องทางการจัดจำหน่ายและหัวหน้าทีมขายที่ผูกร่วมกับเครือข่ายมือถือในอินเดีย

ทั้งนี้ Counterpoint Research ระบุว่าตลาดมือถืออินเดียนั้นเมื่อโฟกัสจริง ๆ แล้วมีตลาดที่ค่อนข้างเล็ก ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์อย่าง Xiaomi ซึ่งทำมือถือสเปคแรงในราคาถูกกว่าจึงครองส่วนแบ่งตลาดในดินแดนโรตีนี้ bloomberg

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!