Connect with us

ข่าววงการมือถือ

อธิบายเหตุผล… ทำไม Google Pixle 2/XL จึงถ่ายภาพ Portrait ได้ดีมาก แม้มีกล้องเพียงตัวเดียว

Google เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง Pixel 2 และ 2 XL ที่มีประสิทธิภาพกล้องที่เหนือชั้นกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆด้วยศักยภาพเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence : ปัญญาประดิษฐ์)

Published

on

Google เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง Pixel 2 และ 2 XL ที่มีประสิทธิภาพกล้องที่เหนือชั้นกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ด้วยศักยภาพเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence : ปัญญาประดิษฐ์)

ฟีเจอร์หนึ่งที่ Pixel 2 และ 2 XL สามารถทำได้เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนที่มีกล้องหลัง 2 ตัว คือ การถ่ายภาพโหมด Portrait ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI ช่วยในการประมวลผลภาพได้อย่างยอดเยี่ยม

…เรามาดูกันว่า Google ทำได้อย่างไร ?

สเปคกล้อง Google Pixel 2

กล้องหลัง Google Pixel 2 และ 2 XL Google Pixel และ XL
ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล 12 ล้านพิกเซล
เลนส์ f/1.8 f/2.0
ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.6 นิ้ว 1/2.3 นิ้ว
ขนาดพิกเซล 1.4 μm 1.55 μm
OIS มี ไม่มี

จะเห็นได้ว่า Pixel 2 และ 2 XL ได้อัปเกรดสเปคกล้องหลังให้สามารถเก็บรายละเอียดของสีและแสงได้มากขึ้น และยังมีระบบกันสั่น (OIS : Optical Image Stabilization) ด้วย

อธิบายการถ่ายภาพโหมด Portrait ของ Pixel 2 และ 2 XL

การถ่ายภาพโหมด Portrait ด้วยกล้องหลังเพียงตัวเดียวของ Pixel 2 และ 2 XL มีด้วยกัน 3 ชั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1: HDR+

HDR ย่อมาจาก High-Dynamic Range ซึ่งใช้การนำภาพที่มี Exposure ต่างกัน 2 ภาพ คือ มืด และสว่าง มารวมกันในภาพเดียว ทำให้เห็นรายละเอียดทั้งในส่วนที่มืดและสว่างของภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ส่วน HDR+ นั้น จะใช้การถ่ายภาพจำนวน 10 ภาพ คือ ภาพที่มี Exposure ต่ำ ไปจนถึงภาพที่มีไฮไลท์สูงมาก มารวมกันเป็นภาพเดียว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้น ปรากฏให้เห็นด้านล่างนี้

ซ้าย: ปิด HDR+, ขวา: เปิด HDR+

ขั้นที่ 2: ศักยภาพของ AI

เมื่อได้ภาพ HDR+ แล้ว Machine Learning หรือ AI จะเข้ามามีส่วนช่วยเทรนระบบ Neural Network (โครงข่ายประสาทเทียม) ในการตรวจจับบุคคล, สัตว์เลี้ยง, ดอกไม้ และอื่นๆในลักษณะเดียวกัน เพื่อเลือกจุดที่จะโฟกัสและจุดที่จะเบลอ

กล่าวคือ Neural Network จะกรองภาพด้วยการชั่งน้ำหนักโดยรวมของพิกเซลทั้งหมด ดังนี้

  • เริ่มจากกรองสีและขอบ จากนั้นจะกรองไปเรื่อยๆจนบนใบหน้า
  • ระบบ Neural Network ได้รับการเทรนให้รู้จักผู้คนกว่าล้านรูปแบบ เช่น บางคนใส่หมวก, บางคนใส่แว่นดำ และอื่นๆอีกมากมาย
  • ทำ Segmentation Mask (การกำหนดจุดแบ่งส่วนของภาพ) ดัังที่ปรากฏด้านล่าง

ขั้นที่ 3: Dual Pixel

หลังจากทำ Segmentation Mask แล้วนั้น ต่อมาคือการเบลอภาพในหลายระดับ เนื่องจากพื้นหลังนั้นจะมีระยะลึกที่ต่างกัน โดย Pixel 2 มีเซ็นเซอร์ Dual Pixel ที่สามารถแบ่งแต่ละพิกเซลออกมาเป็น 2 พิกเซลย่อย หรือที่เรียกว่า Dual Pixel Auto Focus (DPAF) เพื่อเก็บรายละเอียดเดียวกันด้วยมุมของภาพที่ต่างกันเล็กน้อยมากๆ ซึ่งใช้ในการกำหนดความลึกของวัตถุแต่ละชิ้น

ผลลัพธ์

ผลที่ได้นั้น ยอดเยี่ยมมากๆ คือ ส่วนที่สว่างจะอยู่ใกล้ และส่วนที่มืดจะอยู่ไกล ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

  • ใช้การรวมภาพด้านซ้ายและภาพด้านขวา (หรืออาจเป็นภาพด้านบนและภาพด้านล่าง) ด้วยอัลกอริทึ่มแยกส่วน ซึ่งคล้ายกับ Jump Assembler ของ Google
  • อัลกอริทึ่มนำพิกเซลย่อยมาจัดเรียงเพื่อสร้าง Depth Map (การกำหนดจุดลึกของภาพเพื่อเป็นฉากหลัง) ที่มีความละเอียดต่ำ
  • เพิ่ม Depth Map ความละเอียดสูง

ด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนนี้ ทำให้ได้การรวมภาพในขั้นตอนสุดท้ายนั้นสมบูรณ์แบบ โดยสามารถกรอง Noise ออก เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด และแม่นยำอย่างที่สุด แม้แต่ปลายเส้นผมที่หยิกงอ หรือการถ่ายภาพ Macro ก็ตาม

จำไว้นะ Apple …ต้องทำให้ได้อย่างนี้ !

สำหรับกล้องหน้านั้น ไม่มีเซ็นเซอร์ Dual Pixel จึงใช้เพียง 2 ชั้นตอนแรก แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีใกล้เคียงกัน

ข้อมูลอ้างอิง : phonearena

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการมือถือ

จะเร็วกว่ากันไหม? ทดสอบบูตเครื่อง iPhone XS และ XS Max เปรียบเทียบกับ iPhone X

ดูกันชัดๆ iPhone X, XS และ XS Max รุ่นใดบูตเครื่องได้เร็วกว่ากัน

Published

on

เว็บไซต์ iClearified ได้ดำเนินการทดสอบ Boot Speed Test (ความเร็วในการบูตเครื่อง) ของ iPhone รุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางจำหน่ายทั่วโลกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 กันยาย 2018 ที่ผ่านมา

การทดสอบดังกล่าวได้นำ iPhone XS และ XS Max มาเปรียบเทียบกับ iPhone X ที่ได้รับการอัปเดทระบบปฏิบัติการ iOS 12.0 ผ่าน iTunes เรียบร้อยแล้ว

ผลการทดสอบ Boot Speed Test (ความเร็วในการบูตเครื่อง)

  • iPhone X : 11.708 วินาที
  • iPhone XS : 16.333 วินาที
  • iPhone XS Max : 16.500 วินาที

การทดสอบดังกล่าว ได้แสดงให้เห็นว่า iPhone X ที่ได้รับการอัปเดท iOS 12.0 นั้น สามารถบูตเครื่องได้เร็วที่สุด โดยทำได้ 11.708 วินาที แต่ยังคงช้ากว่า iPhone X ที่รัน iOS 11.2 ซึ่งทำได้ 9.583 วินาที

รองลงมาคือ iPhone XS และ XS Max ที่ทำได้ 16.333 วินาที และ 16.500 วินาที ตามลำดับ

จากการทดสอบดังกล่าว ถึงแม้ว่า iPhone XS และ XS Max จะบูตเครื่องได้ช้ากว่า (อาจเนื่องมาจากฮาร์ดแวร์บางส่วนที่แตกต่างกัน) แต่ก็เป็นเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น จึงมิได้ส่งผลต่อการใช้งานจริงแต่อย่างใด

ข้อมูลอ้างอิง : iclarified

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการมือถือ

จะแกร่งแค่ไหน? ทดสอบ “กระจกหน้า/หลัง” iPhone XS และ XS Max : กระจกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

จะรอดไหม บททดสอบความแกร่งของกระจกด้านหน้าและหลัง ของ iPhone XS และ XS Max

Published

on

Apple ได้วางจำหน่าย iPhone XS และ XS Max อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา โดยมีราคาที่ค่อนข้างแพงมาก และดีไซน์สุดพรีเมียมที่ Apple ได้เน้นย้ำเป็นไฮไลท์สำคัญเสมอ ซึ่งทำสื่อและผู้ใช้ต่างให้ความสนใจในตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดของ Apple นี้

ล่าสุด EverythingApplePro ช่องทาง YouTube ได้โพสต์วิดีโอ Drop Test เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของกระจกหน้าจอของ iPhone XS (สีทอง) และ XS Max (สีเทาสเปซเกรย์) ซึ่งทาง Apple ได้อ้างว่าเป็นกระจกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

เรามาเริ่มกันเลย

การทดสอบมี 3 ระดับคือ ระดับเอว, ศีรษะ และเหนือศีรษะ (10 ฟุต)

ระดับเอว

กระจกด้านหลัง : ไม่พบรอยแตกร้าวแต่อย่างใด

กระจกหน้าจอ : iPhone XS มีรอยแตกร้าวบนหน้าจอให้เห็นชัดเจน ซึ่งไม่น่าประทับใจนัก เนื่องจากกระจกหน้าจอ iPhone X สามารถทนต่อแรงกระแทกได้ดีกว่านี้ ส่วน iPhone XS Max นั้น ยังไม่มีรอยแตกร้าวแต่อย่างใด

ระดับศีรษะ

กระจกด้านหลัง : iPhone XS มีรอยแตกเล็กน้อยที่กระจกเลนส์ แต่ iPhone XS Max นั้น กระจกด้านหลังได้แตกละเอียดอย่างชัดเจน

กระจกหน้าจอ : iPhone XS มีรอยแตกเพิ่มขึ้นจากการทดสอบที่ระดับเอว ส่วน iPhone XS Max นั้น ยังไม่พบรอยแตกร้าวแต่อย่างใด

เหนือศีรษะ (10 ฟุต)

กระจกด้านหลัง : iPhone XS ยังคงไม่พบรอยแตกร้าวให้เห็น ส่วน iPhone XS Max ก็เกิดการแตกกระจายของกระจกด้านหลังเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กระจกด้านหน้า : iPhone XS Max พบรอยแตกร้าวอย่างชัดเจน ส่วนหน้าจอของ iPhone XS นั้น ไม่จำเป็นต้องทดสอบ เพราะแตกละเอียดไปก่อนหน้านี้แล้ว

สรุป

iPhone XS : กระจกด้านหลังมีความแข็งแกร่งมาก ถึงขนาดตกลงมาจากระดับความสูง 10 ฟุต ก็ยังไม่พบรอยแตกร้าวให้เห็นได้ชัดเจน แต่กระจกหน้าจอนั้นค่อนข้างเปราะบางอยู่เหมือนกัน

iPhone XS Max : กระจกหน้าจอมีความแข็งแกร่งในระดับดี แต่กระจกด้านหลังนั้นยังไม่น่าประทับใจนักสำหรับรุ่นพรีเมียมที่มีราคาสูงมาก

หลังจากทดสอบ iPhone XS และ XS Max ทั้ง 2 เครื่อง ยังคงสามารถใช้งานได้ แต่เนื่องจากกระจกเลนส์กล้องหลังนั้นได้รับความเสียหายมาก จึงทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพได้ชัดเจน

ทั้งนี้ ทาง EverythingApplePro ได้อธิบายว่า การมุมของการตกกระทบพื้นในแต่ละครั้งนั้นอาจทำให้ผลการทดสอบมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้น iPhone XS และ XS Max ก็ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนสุดพรีเมียมที่ไม่ควรตกกระทบพื้นคอนกรีตแแข็ง ๆ ในทุกกรณี

ข้อมูลอ้างอิง : youtube

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการมือถือ

เปิดตัว Meizu X8 เข้าร่วมวงการรอยบาก แรงด้วย Snapdragon 710

Published

on

เมื่อวาน Meizu เปิดตัวสมาร์ทโฟนทั้งหมดสามรุ่น ได้แก่ Meizu 16X, V8 และ V8 Pro และวันนี้ตามด้วยรุ่นที่ 4 กับ Meizu X8 ครับ

สเปก Meizu X8

  • หน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว Full HD+ ความละเอียด 2,220 x 1,080 พิกเซล
  • ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 710
  • มีความจุทั้งหมด 3 แบบให้เลือก ได้แก่ 4/64 GB, 6/64 GB และ 6/128 GB.
  • กล้องหลังคู่ ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/1.9 และกล้องรองความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับถ่าย Portrait
  • กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.0
  • รองรับการปลดล็อคด้วยใบหน้า หรือ Face AE
  • มีสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง

ระบบปลดล้อคด้วยใบหน้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ AI ใน Flyme OS ซึ่งมีพื้นฐานบน Android Oreo ตัวเครื่องมีแบตเตอรี่ความจุ 3,210 mAh พอร์ท USB-C และยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. อยู่เหมือนเดิมครับ

Meizu X8 มีสามสีให้เลือก ได้แก่ น้ำเงิน ดำ และ ขาว ราคาเริ่มต้น 1,598 หยวน หรือประมาณ 7,600 บาทเท่านั้น

อ้างอิง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!