Connect with us

ข่าววิทยาการ

SophosLabs เผยรายงานปี 2018 ระบุว่า “แรนซั่มแวร์” รุนแรงกว่าเดิม !

Published

on

  • หลังจากรุมโจมตีวินโดวส์จนย่อยยับแล้ว แรนซั่มแวร์ก็ได้เบนเข็มเป้าโจมตีไปยังแอนดรอยด์, ลีนุกส์, และแม้แต่ MacOS เพิ่มมากขึ้นในปี 2560 ที่ผ่านมา
  • มีแรนซั่มแวร์สองสายพันธุ์ที่ถูกใช้ในการโจมตีกว่า 89.5 เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมดที่พบจากการช่วยเหลือลูกค้าของ Sophos ทั่วโลกในการรับมือและป้องกัน

อ๊อกซ์ฟอร์ด,  สหราชอาณาจักร,  –Sophos (LSE:SOPH) ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยบนเครือข่ายและเอนด์พอยต์ ได้เผยแพร่รายงานทำนายสถานการณ์มัลแวร์ในปี 2561 ที่จะถึงนี้จาก SophosLabs(SophosLabs 2018 Malware Forecast) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับเทรนด์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้า Sophos ทั่วโลกในช่วงวันที่ 1 เมษายน จนถึง 3 ตุลาคม 2560พบข้อเท็จจริงที่สำคัญมากคือ ขณะที่พบการโจมตีด้วยแรนซั่มแวร์อย่างหนักหน่วงบนระบบวินโดวส์ในช่วง 6 เดือนล่าสุด และยังพบด้วยว่าแพลตฟอร์มอื่นทั้งแอนดรอยด์, ลีนุกส์, และMacOS ก็ไม่สามารถรับมือกับภัยแรนซั่มแวร์นี้ได้เช่นกัน

“แรนซั่มแวร์เริ่มแพร่กระจายแบบไม่เจาะจงแค่วินโดวส์แพลตฟอร์มอีกต่อไป แม้จะเคยพุ่งเป้าไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้วินโดวส์เป็นหลัก แต่ปีนี้ SophosLabsได้มองเห็นความถี่ที่เพิ่มขึ้นของการโจมตีแบบเข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการประเภทอื่นของลูกค้า Sophos ทั่วโลก” Dorka Palotay นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecast กล่าว

เผย WannaCry ติดอันดับ 1 Ransomware

รายงานฉบับนี้ยังได้ติดตามรูปแบบการเติบโตของแรนซั่มแวร์ โดยพบว่า WannaCry ที่มีการแพร่กระจายอย่างรุนแรงเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นแรนซั่มแวร์ที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งที่ Sophos ช่วยเหลือลูกค้าของตนในการป้องกัน ถือว่าล้มอดีตแชมป์แรนซั่มแวร์เดิมอย่าง Cerberที่เคยระบาดหนักเมื่อต้นปี 2559 โดย WannaCryเป็นแรนซั่มแวร์ที่พบจากการตรวจติดตามของ SophosLabsคิดเป็น 45.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ขณะที่ Cerberคิดเป็น 44.2 เปอร์เซ็นต์

“ถือเป็นครั้งแรกที่เราพบแรนซั่มแวร์ที่มีพฤติกรรมเหมือนเวิร์ม ซึ่งช่วยให้แพร่กระจาย WannaCryได้รวดเร็วมาก แรนซั่มแวร์ตัวนี้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่บนวินโดวส์ที่เคยมีแพ็ตช์ออกมาก่อนหน้าแล้วในการติดเชื้อและกระจายตัวเองบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ควบคุมได้ยากมาก” Palotayกล่าวเสริม “แม้ว่าลูกค้าของเราจะได้รับการปกป้องจาก WannaCryอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เราก็ยังต้องเฝ้าติดตามอันตรายนี้ต่อไปเพื่อศึกษาธรรมชาติการสแกนหาและเข้าโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เราคาดกันไว้ว่าในอนาคตจะมีอาชญากรไซเบอร์ที่นำความสามารถของในการกระจายตัวเองดังที่เห็นใน WannaCryและ NotPetyaนี้ไปใช้สร้างแรนซั่มแวร์ตัวใหม่ในอนาคต ซึ่งก็ได้เห็นแล้วจากกรณีของแรนซั่มแวร์Bad Rabbit ที่มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายกับNotPetyaด้วย”

การเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด NotPetya

ในรายงาน SophosLabs2018 Malware Forecast นี้ยังได้กล่าวถึงการเริ่มต้นระบาดและจุดสิ้นสุดของแรนซั่มแวร์NotPetyaที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่ง NotPetya นี้เริ่มต้นจากการระบาดผ่านตัวติดตั้งซอฟต์แวร์ทางบัญชีสัญชาติยูเครน ทำให้เป็นการจำกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีการโจมตี นอกจากนี้ยังสามารถแพร่ตัวเองผ่านช่องโหว่EternalBlueได้เหมือน WannaCryแต่เมื่อมองเหตุการณ์ครั้ง WannaCryที่ได้เข้าไปติดเชื้อคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้แพ็ตช์วินโดวส์ทันท่วงทีเกือบทั้งหมดทั่วโลกแล้ว จึงไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของคนปล่อยNotPetyaได้ ทั้งนี้เนื่องจากการโจมตีมีข้อผิดพลาดและการข้ามขั้นตอนมากมาย ยกตัวอย่างเช่น บัญชีอีเมล์ที่เหยื่อจะต้องใช้ติดต่อผู้โจมตีนั้นไม่สามารถใช้งานได้ จนทำให้เหยื่อไม่สามารถถอดรหัสและกู้ข้อมูลที่โดนเล่นงานไปแล้วได้ เป็นต้น

“NotPetyaได้โจมตีอย่างหนักหน่วงและรวดเร็วมากสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจปริมาณมหาศาลเนื่องจากเป็นการทำลายข้อมูลบนคอมพิวเตอร์โดยตรงแบบกู่ไม่กลับ นอกจากนี้ NotPetyaยังหยุดการโจมตีอย่างกระทันหันให้หลังจากเริ่มต้นระบาดเพียงไม่นานนัก” Palotayอธิบาย “เราสงสัยว่า ครั้งนั้นอาชญากรไซเบอร์คงเพียงแค่อยากทดลองอะไรบางอย่าง หรือวัตถุประสงค์จริงไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ แต่เป็นการจงใจสร้างความเสียหายกับข้อมูลอย่างถาวร แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามSophos แนะนำอย่างจริงจังว่าอย่าจ่ายค่าไถ่ให้เจ้าของแรนซั่มแวร์ แล้วปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันที่ดีที่สุดแทน เช่น การสำรองข้อมูล และอัพเดตแพ็ตช์ให้เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ”

มีการซื้อขายโค้ด Ransomware

เมื่อกลับมามองที่ดาวรุ่งในอดีตอย่าง Cerber ที่มีการขายชุดโค้ดของตัวเองในเว็บตลาดมืด ถือว่าเป็นภัยร้ายที่อันตรายอย่างมาก ทั้งนี้เพราะผู้สร้าง Cerberยังคงบริการอัพเดตโค้ดตัวเองให้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจูงใจให้แฮ็กเกอร์วันนาบีนำไปใช้ฟรีโดยเก็บเปอร์เซ็นต์ค่าหัวคิวจากค่าไถ่ที่ได้รับเมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์ล่าสุดของ Cerberแล้ว ทำให้ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือในการโจมตีอย่างเดียว แต่เป็นการแจกอาวุธร้ายให้แก่อาชญากรไซเบอร์ทั่วโลก“โมเดลธุรกิจของเว็บตลาดมืดนี้มีลักษณะคล้ายกับการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่เปิดให้สาธารณะชนระดมทุนเพื่อพัฒนาสินค้า ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของโค้ดได้รับกำไรงามอย่างต่อเนื่องจนเป็นแรงจูงใจให้ขยันอัพเดตโค้ดจนถึงทุกวันนี้” Palotay สรุป

อาชญากรด้านแรนซั่มแวร์ยังคงให้ความสนใจแพลตฟอร์มแอนดรอยด์อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ของ SophosLabsแล้ว ปริมาณการโจมตีลูกค้าของ Sophos ที่ใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560

เผย Ransomware ระบาดหนักใน Android

“แค่ในกันยายนเดือนเดียวนั้น พบว่ามัลแวร์บนแอนดรอยด์ที่ SophosLabsตรวจพบกว่า 30.4 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นแรนซั่มแวร์ทั้งสิ้น ซึ่งเราคาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม” Rowland Yu นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอีกหนึ่งอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecastกล่าวเสริม “สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้แรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ นั้นเชื่อว่าเป็นเพราะสามารถรีดไถเงินจากเหยื่อได้มากกว่าการขโมยข้อมูลผู้ติดต่อ หรือ SMSไปขาย, การบังคับแสดงโฆษณา, หรือแม้แต่การแฮ็คแอพอีแบงกิ้งแบบแต่ก่อนที่ต้องใช้เทคนิคและความรู้ที่ซับซ้อนกว่า อีกหนึ่งข้อเท็จจริงสำคัญที่พบก็คือ เรามักพบแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ในตลาดแอพที่อยู่นอก Google Play ซึ่งทำให้เราพยายามย้ำให้ผู้ใช้เฝ้าระวังเกี่ยวกับที่มา และตัวตนของแอพที่แท้จริงที่ตัวเองกำลังกดดาวน์โหลดอยู่เสมอ”

วิธีโจมตีของ Ransomware บนมือถือ

ในรายงานของ SophosLabs ฉบับนี้ ยังได้อธิบายถึงการโจมตีแอนดรอยด์สองประเภทที่กำลังแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ อันได้แก่ การล็อกหน้าจอโทรศัพท์โดยไม่ได้เข้ารหัสข้อมูลภายใน กับการล็อกหน้าจอพร้อมทั้งเข้ารหัสล็อกข้อมูลบนเครื่องพร้อมกันด้วย ซึ่งแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ารหาข้อมูลของผู้ใช้ แต่จะใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการล็อกหน้าจอพร้อมข้อความขู่ที่ดูน่าเชื่อถือให้คนสิ้นหวังและยอมโอนเงินค่าไถ่ให้แทน ยิ่งมองที่ความถี่ของการใช้งานสมาร์ทโฟนต่อวันของผู้ใช้ปัจจุบันแล้วยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำเงินเป็นอย่างมาก “Sophos แนะนำให้สำรองข้อมูลบนโทรศัพท์เป็นประจำ ลักษณะเหมือนที่ทำกับบนคอมพิวเตอร์ปกติทั้งนี้เพื่อรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้อีกครั้ง เรามองเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ และจะขึ้นเป็นกลุ่มมัลแวร์บนแพลตฟอร์มอุปกรณ์พกพาที่พบมากที่สุดในปีหน้า” Yu กล่าว

สำหรับรายงานฉบับเต็มพร้อมแผนภาพอธิบายประกอบอย่างละเอียดนั้น สามารถเข้าชมได้ที่ https://www.sophos.com/en-us/en-us/medialibrary/PDFs/technical-papers/malware-forecast-2018.pdf?la=en

ท่านสามารถเยี่ยมชมสำนักข่าว Sophos News สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น การคาดการณ์การระบาดของแรนซั่มแวร์ในปี 2561 ที่จะกระจายครบทุกแพลตฟอร์ม หรือคำถามและคำตอบที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงาน 2018 Malware Forecast เป็นต้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

แสงสีฟ้าทำร้ายตาของคุณได้อย่างไร

Published

on

ในทุกๆ วันเราได้รับแสงสีฟ้าจากดวงอาทิตย์ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้ แต่ถึงจะมีประโยชน์เราก็ไม่ควรรับมากเกินไป เพราะ แสงสีฟ้าที่มาจากดวงอาทิตย์ และ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่งผลเสียต่อกระจกตา และ เลนส์ตาของเรา

มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แสดงถึงข้อเสียของแสงสีฟ้า ในตอนกลางคืนแสงสีฟ้าจะส่งผลในการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งมีผลกับนาฬิกาชีวิต และ การที่ได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไปจะส่งผลกับจอประสาทตา ถึงแม้ว่ายังไม่มีปริมาณที่แน่ชัดก็ตาม งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Toledo แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเมื่อแสงสีฟ้ากระทบกับจอประสาทตา มันจะทำให้สารเคมีในจอประสาทตาเกิดความเป็นพิษ และ ส่งผลต่อดวงตาของเรา

ในตาของเรามีเซลล์รับแสงอยู่สองแบบ คือ rods และ cones เซลล์แบบ rods จะรับแสงได้มากกว่าและมันจะมีโปรตีน rhodopsin ในการช่วยตรวจจับแสง โมเลกุลของเรติน่ามีหน้าที่ในการดูดซับแสงจะอยู่ในจุดพิเศษของโปรตีน rhodopsin เมื่อ Photon ของแสงกระทบกับจอประสาทตา เซลล์พิเศษเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปร่างของมัน (ถึงจะเป็นเพียงแค่การบิดตัวนิดๆหน่อยก็เถอะ) แต่การเปลี่ยนรูปร่างนี้จะส่งผลให้สารเคมีเปลี่ยนและส่งกระแสประสาทไปยังสมองผ่าน optical nerve

Ajith Karunarathne นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Toledo กล่าวว่า คุณต้องดูแลจอประสาทตาให้ดีหากคุณยังอยากมองเห็นอยู่ ซึ่งเขาได้ค้นพบเซลล์ HeLa (เซลล์ที่ถูกใช้แทนเซลล์รับแสง) ซึ่งเมื่อแสงสีฟ้าเข้ามายังจอประสาทตามันจะส่งผลกระทบต่อโปรตีนสำคัญๆ ที่เยื่อหุ้มเซลล์ และมันมีผลต่อการเพิ่มการ oxidation และ ระดับแคลเซียมในเซลล์ เกิดเป็นพิษ จากผลดังกล่าวจะทำให้เซลล์รับแสงตาย แต่เมื่อมีการนำแสงสีแดง และ แสงสีเหลืองมาทดสอบกลับไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษกับเซลล์

นักวิจัยเกิดข้อสงสัยว่าหากมันเป็นพิษแล้วทำไมจึงไม่เกิดผลกับตาของเราในทันที และคำตอบนั้นคือเมื่อสาร anti-oxidation ที่ถูกเรียกว่า alpha-tocopherol (สารที่มาในรูปแบบของวิตามิน E ) เกิดขึ้น มันจะช่วยลดผลกระทบจากแสงสีฟ้า และ ช่วยป้องกันเซลล์ได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นกระบวนการนี้ก็เสื่อมถอยลงไปด้วยการได้รับแสงสีฟ้าเป็นระยะเวลานานจึงจะส่งผลกระทบต่อจอประสาทตา และ ทำให้ตาบอดได้

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าแสงสีฟ้าส่งผลอย่างไรกับจอประสาทตาของเรา และ ก็หวังว่าจะมีการพัฒนาอะไรขึ้นมาเพื่อป้องกันอาการดังกล่าวอย่างเช่นยาหยอดตา หรืออะไรก็ตามเพื่อปกป้องสายตาของเด็กที่อยู่ในยุคดิจิตอลเช่นนี้

ในท้ายที่สุดถ้าการได้รับแสงสีน้ำเงินจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในปริมานที่มากแสดงให้เห็นว่ามันส่งผลกระทบอย่างมากตเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ถึงแม้จะมีปัจจัยร่วมด้วยอย่างเช่น สารอาหาร การออกกำลังกาย และ กรรมพันธุ์ เป็นต้น

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

โปรตีนในมื้อเช้า ช่วยลดน้ำหนักได้!

Published

on

การรับประทานอาหารในหนึ่งมื้อมันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด เมื่อการรับประทานอาหารแบบ Atkins diet (การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ) กำลังเป็นที่นิยม โปรตีนจึงกลายมาเป็นสารอาหารที่ผู้คนต้องการบริโภคมากขึ้น และหลังจากนั้น เมื่อกระแสการกินผักกำลังมาแรงกลับมีคนกล่าวว่าเรารับประทานโปรตีนมากเกินไป และ โปรตีนจากสัตว์กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย แต่ในตอนนี้เราจะกลับมารับประทานโปรตีนในอาหารเช้าของเรา

งานวิจัยชิ้นใหม่ได้ออกมาเถียงว่า โปรตีนเป็นแหล่งพลังงาน และเราควรจะรับประทานโปรตีนในอาหารเช้าของเราเพื่อลดความอยากน้ำตาลในเวลากลางวัน และยังทำให้อยู่ท้องอีกด้วย และนี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านสารอาหาร

โปรตีนกับการลดน้ำหนัก

Tim Ferriss ผู้ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพและนักเขียนในนิตยาสาร New York Times ระบุว่าการรับประทานอาหารเช้าที่เหมาะสมช่วยให้คนจำนวนมากลดน้ำหนักได้ ถ้าคุณรับประทานอาหารเช้าทุกๆวัน แม้ว่าคุณไม่ได้ปรับเปลี่ยนกิจวัตรใดๆ เลยก็ตามคุณก็ยังลดน้ำหนักได้ถึง 10-20 ปอนด์ ต่อเดือน และไขมันจะหายไป 99% แนวคิดของ Ferriss คือ 30:30 รับประทานโปรตีน 30 กรัม ภายใน 30 นาทีหลังตื่นนอน “ความเชื่อเดิมของหลายๆคนคือเราควรรับประทานอาหารภายใน 1 ชม. หลังตื่นนอน แต่จริงๆ แล้วเราไม่ควรรับประทานอาหารทันที เราควรรับประทานอาหารตอนที่ร่างกายบอกเราว่าหิว และเราควรรับประทานก่อน 11 โมงเช้าถ้าเป็นไปได้ นักวิจัยเชื่อว่าการรับประทานโปรตีนในตอนเช้า จะส่งผลให้สมองส่วนกลาง ที่มีหน้าที่ในการควบคุมความหิวลดลง นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมการรับประทานโปรตีนในมื้อเช้าถึงช่วยในการลดน้ำหนักได้ เรารับโปรตีนได้จากหลายแห่งซึ่งไม่จำกัด แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือพวกเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น เบคอน ไส้กรอก เป็นต้น” Kristin Kirkpatrick, MS, RD, LD, นักโภชนาการ และผู้จัดการด้านสุขภาพที่ Cleveland Clinic Wellness Institute และผู้เขียน “Skinny Liver” กล่าว

การรับประทานโปรตีน ไม่ได้มีระบุไว้ว่าไม่ควรเกินเท่าไหร่ เว้นแต่ว่าคุณจะมีปัญหาเกี่ยวกับตับและไตอยู่ก่อนแล้ว ประเด็นสำคัญของการรับประทานอาหารคือความสมดุล ดังนั้นถ้าเป้าหมายของคุณคือการรับประทานอาหารเช้าคุณก็สามารถปรับปริมานโปรตีนในมื้ออาหารหลังจากนี้ได้

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

นวัตกรรม วิตามินสูบได้! ดีจริงหรือแค่เทรนด์

Published

on

ในปัจจุบันนี้มีบริษัทที่ทำการผลักดันการสูบวิตามินบอกว่าเราสามารถสูบเพื่อสุขภาพที่ดีได้ บริษัทอย่างน้อย 3 ที่ สนับสนุนการสูบวิตามิน โดยบริษัทหนึ่งที่ผลักดันเรื่องการสูบวิตามิน B12 ได้ให้คำโฆษณาไว้ว่า ’เพียงคุณสูบแค่ 10 ครั้งคุณก็จะได้รับปริมาณของวิตามิน B12 มากกว่าปกติถึง 10 เท่า’ พร้อมแนบภาพของลูกเบอรี่สดๆ ไปด้วย (ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีวิตามิน B12 เลยก็ตาม) ในขณะที่บริษัทขายน้ำผลไม้ที่กำลังหันมาสนใจกระแสนี้ ก็ได้ใช้สโลแกนว่า “ถ้าคุณไม่อยากกิน ก็สูบมันเข้าไปสิ”

แต่บางสิ่งบางอย่างเพียงแค่คุณกินมันได้ ไม่ได้หมายความว่ามันปลอดภัยที่คุณจะสูบมันเข้าไปด้วย แต่อย่างว่าหรือการสูบมันจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพกันแน่? มีงานวิจัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ แต่เราจะนำเสนอสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการสูบวิตามิน

ประเด็นแรก การสูบวิตามินปลอดภัยหรือไม่?

อ้างอิงจากงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ โดย National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine ในงานวิจัยได้บอกว่าเครื่องสูบไอน้ำมีสารพิษน้อยกว่าบุหรี่แบบธรรมดา การสูบบุหรี่แบบจุดไฟนั้นทำให้เราได้รับสารเคมีมากมาย และสารเคมีที่พบอย่างน้อย 70 ชนิด เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ข้อดีอย่างหนึ่งของการสูบสมุนไพร หรือวิตามิน ผ่านการระเหยเป็นไอคือ มันไม่มีนิโคติน ที่ช่วยให้เกิดการเสพติด และสารเคมีที่ผู้บริโภคจะได้รับนั้นจะขึ้นอยู่กับสารที่ผสมอยู่ในของเหลวก่อนกลายเป็นไอ แต่อย่าลืมว่าในระหว่างกระบวนการกลายเป็นไอนั้นเราก็จะได้สารเคมีอื่นเกิดขึ้นมาด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ธรรมดาแล้ว บุหรี่ไฟฟ้า หรือเครื่องสูบไอน้ำนั้น มีระยะเวลาการสูบที่สั้นกว่า จึงทำให้มีงานวิจัยเพียงเล็กน้อยที่บอกได้ว่ามันปลอดภัย “เราไม่รู้จริงๆว่าผลกระทบระยะยาวของการสูบเครื่องสูบไฟฟ้านั้นเป็นอย่างไร มันเป็นกระแสใหม่ และเรายังไม่มีข้อมูลของผู้ที่สูบเครื่องสูบไฟฟ้ามากพอ ที่จะบอกถึงผลกระทบของมันได้” Dr. Adam Lackey, chief of thoracic surgery แห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Staten Island , in Staten Island, New York. กล่าวไว้ “ปอดของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อหายใจเอาควันหรือมลพิษเข้าไป แล้วเราจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ปอดด้วยการหายใจเอาอย่างอื่นเข้าไปทำไม?” Lacky กล่าว และบางงานวิจัยก็ได้ให้ความเห็นว่าการใช้เครื่องสูบไอน้ำมีผลต่อ โรคหัวใจ และ โรคเกี่ยวกับปอดอีกด้วย

การสูบวิตามินจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้นจริงหรือไม่?

ก่อนที่คุณจะคิดว่าวิตามินที่สูบเข้าไปนั้นจะมีประโยชน์กับคุณหรือไม่ คุณต้องแน่ใจก่อนว่าคุณต้องการวิตามินเหล่านั้นจริงๆเพราะการที่จะมีสุขภาพที่ดี ไม่จำเป็นว่าจะต้องรับประทานวิตามินรวม เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเช่นเดียวกับการรับประทานสมุนไพร และ อาหารเสริมอื่นๆ การออกฤทธิ์ หรือประสิทธิภาพของมันจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยต่างๆ แล้วคำถามคือการสูบวิตามินจะได้ผลหรือไม่ Lacky ตอบไว้ว่า “การที่เราสูบเอาวิตามินB12เข้าไปมันจะไม่ได้ผลดีเท่ากับการที่เรารับประทานเข้าไปหรอก” มันก็เหมือนกับการสูบบุหรี่ ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าการที่มันจะส่งผลให้เห็น และ บางคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมวิตามิน อย่างเช่น โฟเลต วิตามินซี ที่ลำไส้เล็ก ยิ่งใช้ระยะเวลานานเข้าไปใหญ่

ท้ายที่สุดการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นวิธีที่ทำให้เราได้รับสารอาหาร และวิตามินที่ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!