Connect with us

ข่าววิทยาการ

สรุปคนตายเพราะถ่าย Selfie ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สูญ 259 ชีวิต!

งานวิจัยชิ้นใหม่ออกมาเตือน ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา มีคนมากกว่า 250 คนทั่วโลกตายจากการถ่าย Selfie

นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ ใน New Delhi ประเทศอินเดียพบว่ามีคน 259 คนตายจากการ selfie ในช่วงตุลาคม 2011- พฤศจิกายน 2017 งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ใน Journal of Family Medicine and Primary Care ว่าสาเหตุการตายจากการ selfie ที่มากที่สุดคือการจมน้ำ ตามมาด้วยการเกิดอุบัติเหตุในการขนส่ง (เช่นการพาตัวเองไปนอนบนรางรถไฟ) และ การตกจากที่สูง ทำให้การ selfie กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพ โดยมากกว่า 85% ของผู้เสียชีวิต อยู่ในช่วงอายุ 10-30 ปี

Agam Bansal หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว อินเดียเป็นประเทศที่มีจำนวนการตายสูงที่สุด ตามมาด้วย รัสเซีย อเมริกา และ พาคิสแตน ถ้าคุณยืนถ่ายรูปกับคนดังหรืออะไรสักอย่าง มันก็ไม่อันตรายหรอก แต่เมื่อคุณถ่ายรูปกับกิจกรรมที่เกิดความเสี่ยงมันจึงทำให้การ selfie อันตราย สิ่งที่ฉันเป็นห่วงมากที่สุดคือเราสามารถป้องกันไม่ให้การ selfie เป็นสาเหตุของการตายได้ การที่คุณอยากจะมีรูป selfie ที่สวยเพียงเพื่อเรียกยอด like ยอด shares จาก facebook twitter หรือ social media อื่นๆ มันไม่คุ้มเลยกับการที่คุณจะต้องเสียชีวิต การป้องกันทางนึงคือการที่คุณควรจะมีจุด “selfie free zones” ที่ห้ามไม่ให้คนเข้าไปถ่ายรูปในที่ที่อันตราย เช่น ยอดเขา ตึกสูง หรือ น้ำตก

รัสเซียได้เปิดตัวแคมเปญ “Safe Selfie” ด้วยสโลแกน “ยอดไลค์นับล้านใน social media ก็ไม่คุ้มค่ากับชีวิตของคุณ”

ส่วนทางมุมไบก็ได้ประกาศ “no selfie zones” 16 โซนหลังจากที่มีการเสียชีวิต

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

ม.จุฬาฯ ชี้ หน้ากากอนามัยธรรมดากับทิชชู 2 ชั้นไม่มีประสิทธิภาพกันฝุ่นถึง 90%

Published

on

หลังจากที่ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย ไม่นานหน้ากาก N95 ก็กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก ถึงขั้นหายากกันเลยก็ว่าได้ หลังจากที่หน้ากากดังกล่าวหายากก็ได้มีการแชร์ข้อมูลอย่างแพร่หลายในเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และ การใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา กับทิชชู 2 ชั้นสามารถป้องกัน PM 2.5 ได้มากถึง 90% ซึ่งใกล้เคียงกับหน้ากาก N95 ก็เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการรับรองค่ะ

เราต้องมาขยายความกันหน่อยว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดานั้นถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันฝุ่นละออง และมลภาวะต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ไมครอน โดยหน้ากากแบบธรรมดา ฝุ่นขนาด PM 2.5 ยังคงสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้บางส่วน แต่เมื่อเราใส่พร้อมกับกระดาษทิชชูอีก 2 ชั้น จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกรองได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เทียบเท่ากับ N95 ที่สามารถกรองฝุ่นที่มีขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน

ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีด้านการวิจัย พัฒนา และ นวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬา ก็ออกมาชี้แจงว่า การใส่หน้ากากอนามัยกับกระดาษทิชชู 2 ชั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าป้องกันฝุ่นได้ถึง 90% จริง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือทุกๆคนหยุดเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวก่อน จนกว่าจะมีการยืนยันที่ชัดเจน หรือข้อมูลใหม่ๆออกมา

เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้คือซื้อหน้ากากที่ได้มาตรฐาน N95 จริงๆ มาใช้ค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

หุ่นยนต์ตกงาน! โรงแรมในญี่ปุ่นสั่งปลดพนักงานหุ่นยนต์หลังจากสร้างปัญหาให้ผู้เข้าพัก

Published

on

ในยุคไอทีที่หุ่นยนต์ และระบบ AI สามารถเข้ามาทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้คงจะทำให้หลายๆ คนตกงาน แต่! อย่าเพิ่งนึกโกรธหุ่นพวกนั้นไปละ เพราะที่ญี่ปุ่นเค้าก็มีการปลดหุ่นยนต์เหล่านี้ออกจากการทำงานเหมือนกัน

โรงแรม Henn-na ในประเทศญี่ปุ่นที่เคยเปิดตัวไปว่าเป็นโรงแรมที่มีความทันสมัย ที่มีพนักงานส่วนมากเป็นหุ่นยนต์ในปี 2015 ได้ทำการปลดพนักงานหุ่นยนต์บางส่วนออกหลังจากที่พวกมันสร้างปัญหาให้กับผู้เข้าพัก

Churi หุ่นยนต์ผู้ช่วยที่ประจำแต่ละห้องพัก

หนึ่งในหุ่นที่ถูกปลดนั้นมีชื่อว่า ‘Churi’ หุ่นยนต์ผู้ช่วยที่อยู่ในห้องพักแต่ละห้อง เมื่อ Churi ไม่สามารถตอบคำถามของผู้เข้าพักอย่าง ‘ร้านในถ้องถิ่นเปิดปิดกี่โมง’ ได้ ในขณะที่ Siri (จาก Apple) Google Assistant (จาก Google) และ Alexa (จาก Amazon) สามารถตอบคำถามนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีปัญหาต่างๆอีกเช่น หุ่นยนต์ขนกระเป๋า 2 ตัวมักจะเกิดปัญหาขัดข้องทุกครั้งเมื่อฝน และ หิมะตก ยังไม่พอมันยังขวางกันและกันตลอดเมื่อมันเดินสวนกันตรงทรงเดิน หุ่นยนต์ที่เคาน์เตอร์ Check-in ก็ไม่สามารถถ่ายสำเนาเอกสารของแขกที่เข้าพักได้ และ หุ่นยนต์ต้อนรับก็ไม่สามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเที่ยวบินได้ เป็นต้น

หุ่นยนต์ที่จุด Check-in

หุ่นยนต์จำนวนมากถูกปลดออกหลังจากใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี อาจเพราะด้วยเทคโนโลยีที่เริ่มล้าสมัยทำให้พวกมันทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และท้ายที่สุดงานจำนวนมากต้องถูกทิ้งไว้ให้มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องถามคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่หุ่นยนต์จะเข้าใจ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

นักวิจัยพัฒนา AI ที่สามารถวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมผ่านการสแกนใบหน้าได้!

Published

on

ในหนัง Sci-Fi ส่วนมากเรามักจะเจอกับระบบรักษาที่สามารถวินิจฉัยด้วยการสแกนใบหน้ามนุษย์แล้วระบุโรคที่เราเป็นได้ สิ่งนี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อนักวิจัยกลุ่มหนึ่งพัฒนาระบบ AI ที่สามารถตรวจโรคทางพันธุกรรมผ่านการสแกนใบหน้าผู้ป่วยได้

บริษัท Facial Dysmorphology Novel Analysis หรือ FDNA ในอเมริกา ได้ทำการพัฒนาระบบวิเคราะห์ใบหน้าเพื่อตรวจหาความผิดปกติผ่านใบหน้าของผู้ป่วย ที่เรียกว่า DeepGestalt ขึ้นมา ในระบบจะบรรจุรูปภาพใบหน้าของผู้ป่วยกว่า 17,000 รูป ที่มีอาการแตกต่างกันถึง 200 อาการ เพื่อใช้เปรียบเทียบหาอาการที่ผู้ป่วยเป็นผ่านใบหน้า ระบบนี้จะถูกใช้งานผ่านแอปบนโทรศัพท์มือถือที่มีชื่อว่า ‘Face2Gene’ ส่วนวิธีใช้ ก็เพียงแค่อัพโหลดรูปใบหน้าของผู้ป่วยเข้าไป ระบบก็จะทำการวิเคราะห์ใบหน้า และวินิจฉัยทันที

ในการทดสอบสองครั้งแรก DeepGestalt ถูกนำมาทดสอบกับโรคที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง Cornelia de Lange syndrome และ Angelman syndrome ทั้งสองโรคนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาการของสมอง และ การเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ทั้งสองโรคสามารถแสดงลักษณะบางอย่างทางใบหน้าได้เช่น Cornelia de Lange syndrome จะมีมุมคิ้วที่เป็นลักษณะเฉพาะ ในขณะที่ Angelman syndrome ผู้ป่วยจะมีลักษณะผิว และ ผมขาวกว่าปกติ และ เมื่อทดสอบ DeepGestalt กับใบหน้าของผู้ป่วยโรคอื่นๆแบบสุ่ม พบว่าระบบนี้สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องมากกว่า 90% ในขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถวินิจฉัยได้เพียง 70% ในการทดสอบแบบเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อทดสอบกับภาพใบหน้า 502 ภาพที่มีอาการ 92 อาการต่างๆ DeepGestalt ยังสามารถระบุโรคใกล้เคียงที่ผูู้ป่วยอาจะเป็นได้ถูกต้องมากกว่า 90% ภายในเวลาสั้นๆอีกด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีข้อจำกัดเพราะเมื่อทดสอบกับโรคที่เกิดจากการกลายพันธ์ุของพันธุกรรม ความแม่นยำของมันจะลดลง 20% และระบบจะสามารถวิเคราะห์ใบหน้าของคนผิวขาวได้ดีกว่าคนผิวสี ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นว่า DeepGestalt เป็นระบบที่น่าประทับใจ แต่อย่างไรก็ตามการแพทย์ก็ยังควรจะต้องมีการตรวจวินิจฉัยที่มีหลักฐานแน่ชัดมากกว่านี้ อีกอย่างหากนำระบบนี้ไปใช้กับผู้สูงอายุที่ใบหน้ามีริ้วรอย จะทำให้เป็นอุปสรรคในการวิเคราะห์ด้วยหรือไม่?

ถึงแม้ว่ามันจะยังคงมีข้อบกพร่อง ทาง FDNA ก็ยังคงพัฒนา DeepGestalt ต่อไป เพราะในเบื้องต้นระบบนี้ก็ช่วยลดระยะเวลาในการวินิจฉัยโรคบางโรคลงไปมาก ในทางกลับกันมันอาจจะจุดประกายวิธีการรักษาแบบใหม่ให้กับผู้ป่วยเหล่านี้ก็เป็นได้

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!