โลกที่ AI เป็นส่วนสำคัญของการใช้งานสำหรับบุคคล และการทำงานของหลาย ๆ องค์กร การมี AI มาประยุกต์ใช้ใน Workflow องค์กรเพื่อประสิทธิภาพการทำงานเริ่มกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Google Cloud ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ในงาน Leaders’ Connect 2026 สรุจ ทิพเสนา Country Manager คนใหม่ของ Google Cloud ประเทศไทย ได้เปิดวิสัยทัศน์ในการสนับสนุนองค์กรไทยให้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Agentic AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร เพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินงาน และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น หลายปีที่ผ่านมา Google Cloud คาดการณ์ว่าสร้างรายได้ให้ประเทศไทยกว่า 1.4 ล้านล้านบาท จากเฉพาะการใช้งานทั่วไป เขาเชื่อมั่นว่า การเพิ่มศักยภาพของ Google Cloud สามารถเพิ่มไปได้มากกว่านั้นด้วย AI จึงเป็นที่มาของ Gemini Enterprise ด้วย

ดังนั้นภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนผ่านจาก ‘Cloud First’ สู่ ‘AI Ready’ Google Cloud ได้นำเสนอศักยภาพในการช่วยให้องค์กรสามารถรองรับ AI Workloads ที่มีความซับซ้อนในระดับประเทศ ควบคู่ไปกับระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง การบริหารจัดการต้นทุนที่แม่นยำ และการกำกับดูแลที่ครอบคลุม
Gemini Enterprise : AI ที่ช่วยงาน และควบคุมค่า ‘Tokenomics’ ให้อัตโนมัติ
หนึ่งในไฮไลต์ที่สรุจ ได้พูดถึงอย่างภาคภูมิใจคือการเปิดตัวของ ‘Gemini Enterprise’ ที่ไม่ใช่ AI ส่วน
ตัวทั่วไป แต่จะเป็น AI สำหรับ‘ธุรกิจ’ หรือ ‘องค์กร’ โดยเฉพาะ
โดยทั่วไป AI ที่เราใช้กันอยู่จะเป็นตัว Gemini แต่สำหรับ Gemini Enterprise จะอัปสเกลไปสู่การเป็น ‘Agentic AI’ คือไม่ได้ใช้แค่แชตและพรอมต์เพื่อรอผลลัพธ์แบบที่เราคุ้นชินกัน แต่ยังเป็น Agent Platform ที่เราสามารถสร้าง Agent AI เพื่อรองรับ Workflow สำหรับใช้ในองค์กรเราเองได้ด้วย ที่สำคัญ Gemini Enterprise จะช่วยควบคุม ‘Tokenomics’
Tokenomics คืออะไร ?
Tokenomics (มาจากคำว่า Token + Economics) คือ เศรษฐศาสตร์ของโทเคน ซึ่งโทเคนในบริบทของ AI จะหมายถึงหน่วยสำหรับการใช้งาน AI ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนต่อ Token และควบคุมค่าใช้จ่ายจากการใช้งาน Token เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่ไม่คาดคิด
อธิบายง่าย ๆ มันคือต้นทุนที่เราต้องจ่ายจากการใช้งาน AI โดยที่ผู้ใช้งานจะ ‘ไม่ต้องมาคุมค่า token ในการใช้งาน AI เอง ยกตัวอย่างเช่น ในงานบริหารเพจถ้าเราจะใช้งานให้ AI ตอบแอดมินง่าย ๆ ก็ใช้ตัวที่ไม่กิน Token เยอะ แต่ถ้าต้องตอบคำถามลูกค้าที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการดึงข้อมูลและการเปรียบเทียบ ก็จะปรับไปใช้โมเดลตัวแพง ซึ่งการบริหาร Token ภายใต้การทำงานของ Gemini Enterpris มันจะปรับการใช้โมเดลให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังใช้ทำงานส่วนอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น
- ใช้เป็นหน่วยวัดและประเมินต้นทุนของ Workflow รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)
- ใช้ในการติดตามและควบคุมค่าใช้จ่ายผ่านเครื่องมือด้าน FinOps และ Governance เพื่อให้ผู้บริหารตรวจสอบต้นทุนได้อย่างละเอียดเมื่อระบบ AI มีการขยายขนาดการใช้งานในระดับองค์กร
3 ตัวอย่างแบรนด์ไทยที่สร้างมูลค่าจริงด้วย Cloud และ AI
องค์กรชั้นนำในประเทศไทยได้เริ่มสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จากการทำงานร่วมกับ Google Cloud ในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่
- Minor Hotels กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มยุคใหม่ด้วยสถาปัตยกรรม Full-stack ของ Google Cloud เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้เข้าพักจากทุกช่องทางมาไว้ที่เดียว จุดเด่นคือการใช้ AI Agent ช่วยบริหารการจอง วางแผนทริป และตอบคำถามซับซ้อนแบบเรียลไทม์ พร้อมคาดการณ์ความต้องการเพื่อมอบประสบการณ์ที่รู้ใจแขกแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น
- Bitazza ยกระดับระบบการเงินด้วยการสร้าง Centralized Data Platform บน BigQuery เพื่อรองรับข้อมูลมหาศาลจากตลาดซื้อขายและสินทรัพย์หลากหลายรูปแบบ ช่วยลดเวลาจัดทำงบการเงินลงจากเดิม 1 ปี เหลือเพียง 3 เดือน จัดทำรายงานตามข้อกำหนดได้แบบเกือบเรียลไทม์ และเปิดทางให้ทีมข้อมูลบริหารจัดการ CI/CD Pipeline ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งวิศวกร DevOps
- Wisesight นำ Gemini บน Google Cloud มาช่วยวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนโซเชียลมีเดียจำนวนมหาศาลเพื่อดึงข้อมูลเชิงลึก พลิกโฉมงานวิจัยและสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เคยใช้เวลาถึง 2 วัน ให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างทันท่วงที
เสริมความปลอดภัยให้องค์กร ด้วย Google AI Threat Defense
มี AI เพื่อใช้ในองค์กรก็ต้องมีระบบที่รองรับความปลอดภัย วันนี้ Google Cloud ยังได้ประกาศเปิดตัว Google AI Threat Defense ระบบรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบ เฝ้าระวัง และหยุดยั้งภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ โดยการผสานพลังระหว่าง การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงตามบริบท (Contextual Risk Prioritization) ของ Wiz, ความสามารถในการแก้ไขโค้ดของ CodeMender, ความอัจฉริยะของ Gemini และความเชี่ยวชาญหน้างานของ Mandiant ทำให้ Google Cloud สามารถส่งมอบโครงสร้างที่จำเป็นต่อการรับมือกับความเร็วของฝ่ายโจมตี (Adversary) นอกจากนี้ AI Threat Defense ยังใช้งานโมเดลที่หลากหลายผ่าน Gemini Enterprise Agent Platform เพื่อช่วยให้องค์กรค้นพบช่องโหว่ได้ครอบคลุมที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุน ช่วยให้สามารถสแกน แก้ไข และบำรุงรักษาสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ได้อย่างต่อเนื่อง

สตีฟ เลดเซียน (Steve Ledzian) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Google Cloud Security และ Mandiant ประจำประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “AI ได้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของภัยคุกคามไปอย่างสิ้นเชิง การโจมตีที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในอดีต ตอนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลากหลายนี้ องค์กรต้องการมากกว่าแค่โมเดลหรือ Agent ตัวเดียว แต่จำเป็นต้องใช้กลุ่มโมเดลเพื่อตรวจสอบหลายรอบและโซลูชันที่สามารถวิเคราะห์ระบบ จัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด อุดช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว และเฝ้าระวังการโจมตีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง”













