ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Local News

เมื่อ “คะแนนสุขภาพ” กลายเป็นสิ่งใหม่ในยุค AI กับภารกิจเปลี่ยนคนไทยให้ “ป่วยยากขึ้น”

Tabel of Content

ทาง BT beartai มีโอกาสได้ไปนั่งฟังทิศทางใหม่จากทาง True Business ในหัวข้อ “Patient-Centric Care at Scale” แล้วรู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีสุขภา่พแบบเดิม แต่มันคือการใช้ AI และ Big Data มาทำหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรมการบริโภค และความสนใจของคนให้กลายมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ แต่การรู้ตัวเลขนี้ก็ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่ True Business จะนำไปทำอะไรต่อ ลองมาอ่านกันดูครับ

ปกติถ้าเราพูดถึง Big Data เกี่ยวกับสุขภาพเราน่าจะนึกถึงตัวเลขปรากฏบนสมาร์ตวอตช์หรือ Wearable อื่น ๆ แต่สำหรับ True Business ที่ดูแลเรื่องการค้าปลีกและส่งครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงฝั่งโทรคมนาคม ความน่าสนใจ คือ พฤติกรรมการซื้อ การเดินทาง และพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียกลายมาเป็นชุดข้อมูลสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและส่อถึงทิศทางสุขภาวะของคนไทยจำนวนมหาศาล

ลองนึกภาพว่า ข้อมูลไม่ได้มาจากแค่เซนเซอร์ที่ข้อมือ แต่มาจาก Telco Data และ Purchase Data (ข้อมูลการซื้อของ) ที่ผ่านการแชร์จากพาร์ตเนอร์หลังบ้าน เขาจะเห็นภาพรวมว่าเรามี Movement อย่างไร ใช้โซเชียลมีเดียแบบไหน หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์การกินการอยู่เป็นอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลเพื่อเพิ่ม Human Intelligence ให้เรารู้เท่าทันร่างกายตัวเองมากขึ้น เรียกว่าเป็นครั้งแรกในไทยที่เทคโนโลยีจะมาช่วยเสริมความฉลาดในการดูแลตัวเองแบบจริงจัง

ที่น่าสนใจและเป็นทิศทางที่ดี คือ คนไทยใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จาการซื้อสินค้าสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ อย่างกลุ่มเครื่อมดื่มทางเลือก ธัญพืช เครื่องปรุงทางเลือกสุขภาพ สินค้าและบริการเกี่ยวกับการออกกำลังกาย โดยในภาพรวมสินค้าและบริการกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติมโตต่อเนื่อง

ดร. ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอข้อมูลความหลากหลายจากการจัดประเภทของข้อมูลได้มากถึง 50 รูปแบบ แต่กลุ่มใหญ่ที่สุด 2 กลุ่มที่แบ่งออกมาได้ แก่

Single Glam – กลุ่มคนโสดวัยทำงาน อายุ 25-40 ปีในเมืองที่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและความสะดวกสบาย และมีแนวโน้มในการจ่ายไปกับการดูแลตัวเอง ทั้งสุขภาพและรูปลักษณ์ ให้ความสำคัญกับคุณภาพมาก่อนราคา ทั้งยังมีพฤติกรรมการออกกำลังกายเป็นประจำในกลุ่มของยิมและโยคะ

Silver Strong – กลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่สนใจเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว การมีชีวิตอิสระอย่างมีคุณภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ในกลุ่มของการเดิน โยคะ กอล์ฟ และว่ายน้ำ โดยกลุ่มนี้จะมีความสนใจในการลงทุน การเงิน การท่องเที่ยว และครอบครัว

โดยชุดข้อมูลนี้ยังลึกไปถึงสมาร์ตโฟนที่ใช้ และความสนใจในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย หรือแม้แต่พฤติกรรมการนอนของ 2 กลุ่มที่นี้ ที่ทำให้เราเห็นว่าคนอายุน้อยกว่า 92 เปอร์เซ็นต์มีพฤติกรรมการนอนที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่โอกาสที่มีแนวโน้มที่จะค้นหาโรงพยาบาลมากกว่ากลุ่มที่มีพฤติกรรมการนอนเป็นปกติ โดยอีกหนึ่งตัววัดคือการเคลื่อนไหวระหว่างวันที่สัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์การค้นหาโรงพยาบาล

นี่เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งที่ทาง ดร. ธีรเดช ได้เล่าให้ฟัง ซึ่งข้อมูลด้านพฤติกรรมจากทาง True Business สามารถนำไปรวมกับชุดข้อมูลด้านอื่น อย่างข้อมูลเวชระเบียนหรือประวัติการเจ็บป่วยจากโรงพยาบาล และข้อมูลด้านอื่นเพื่อสร้าง Health Scoring ครับ ที่บอกว่าสุขภาพของเราว่าในตอนนี้เป็นยังไงในรูปแบบของกราฟเพื่อให้คนเห็นภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีนี้ตั้งเป้าไปที่กลุ่ม The Missing Middle หรือกลุ่มคนก้ำกึ่งที่ดูเหมือนจะแข็งแรงดีแต่ความจริงเริ่มมีความเสี่ยงสะสม คะแนนนี้จะช่วยสะกิดเราล่วงหน้าว่า “เฮ้ย ! เริ่มเสี่ยงแล้วนะ” เพื่อให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนที่จะต้องไปนอนโรงพยาบาลจริง ๆ ซึ่งนี่คือหัวใจของ Preventive Healthcare หรือการดูแลเชิงป้องกันที่ True Business พยายามผลักดัน

หนึ่งในโซลูชันที่จะต่อยอดจากข้อมูลเหล่านี้หลังจากเอาไปใช้งานจริง เราอาจได้ใช้เทคโนโลยี อย่างการใช้ LiDAR  ร่วมกับแนวคิด Patient Digital Twin ปกติเวลาเราดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่บ้าน เรามักจะกังวลเรื่องการล้ม แต่ถ้าติดกล้องวงจรปิดก็ดูจะละเมิดความเป็นส่วนตัวเกินไป

LiDAR จะเข้ามาแก้โจทย์นี้ด้วยการแทร็กการเคลื่อนไหวเป็นจุด ๆ (คล้ายกราฟิกในหนัง) เพื่อประเมินความเสี่ยงของการพลัดล้ม (False detection) โดยไม่ต้องใช้ภาพวิดีโอจริง ๆ ข้อมูลนี้จะเชื่อมโยงกับระบบของโรงพยาบาลและแอปฯ “หมอดี” เพื่อให้คุณหมอสามารถดูแลเราได้แบบ Proactive หรือเชิงรุก แม้เราจะอยู่ที่บ้านก็ตาม

สิ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่กว่าแค่เรื่องของ True คือผลกระทบในระดับมหภาคครับ เขาตั้งเป้าว่าในระยะยาว ระบบนี้จะช่วยลดภาระงานของหมอและพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐได้อย่างมหาศาล

นึกภาพดูว่าถ้าคนไทยป่วยน้อยลง หรือดูแลตัวเองได้เก่งขึ้น งบประมาณที่ต้องใช้ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ก็จะลดลง ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้เหล่านั้นสามารถนำไปลงทุนพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ซึ่งมีการประเมินว่าอาจช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้ถึง 0.1% ในช่วงเริ่มต้นเลยทีเดียว ส่วนฝั่งเอกชน เทคโนโลยีนี้ก็จะกลายเป็นอาวุธสำคัญสำหรับกลุ่มที่สนใจเรื่อง Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

ตอนนี้ทุกอย่างกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาและทำ POC (Proof of Concept) ครับ คาดว่าภายใน 6-12 เดือนเราน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น โดยเป้าหมายใหญ่คือการเชื่อมต่อผ่านช่องทางของรัฐบาลอย่าง “หมอพร้อม” เพื่อให้เข้าถึงคนไทยทุกคน

สรุปสั้น ๆ จากที่ผมไปฟังมา: ในอนาคต “สุขภาพ” จะไม่ได้วัดกันที่ผลตรวจเลือดปีละครั้ง แต่วัดกันที่ “คะแนน” จากดาต้าในชีวิตประจำวัน ที่จะช่วยให้เราไม่ต้องป่วย…จนกว่าจะถึงเวลาที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ครับ

Highlight

ทำไม iPhone เลขตัวเดียว ถึงกลับมาฮิตในหมู่วัยรุ่น Gen Z

23/01/2026
Read More

หมดแรงใจจะไปต่อ พักก่อนแล้วค่อยเริ่มใหม่ รู้จัก Micro-Retirement เทรนด์เกษียณชั่วคราวของ Gen Z 

23/01/2026
Read More

PM 2.5 เท่ากับสูบบุหรี่กี่มวน ? 

23/01/2026
Read More

ทำไมถึงรู้สึกเมารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ง่ายกว่ารถสันดาป ?

23/01/2026
Read More

Meta ชวนสวมบทนักสืบ บุกคฤหาสน์หลอน ! เปิดโปงโลกสแกมเมอร์

23/01/2026
Read More

สรุป 8 เรื่องจากเวที The Day After AGI : หัวข้อนี้เขาคุยอะไรกัน ? 

23/01/2026
Read More

Related Content