จากงานวิจัยของสถาบัน Berkeley Earth โดยนักวิจัย ริชาร์ด มัลเลอร์ (Richard Muller) และ เอลิซาเบธ มัลเลอร์ (Elizabeth Muller) ทำให้คนทั่วโลกเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า มลพิษทางอากาศส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพไม่ต่างจากการสูบบุหรี่
โดยสรุปกฎการคำนวณไว้ว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ทุก ๆ 22 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (µg/m³) จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน
นั่นหมายความว่า หากเราอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูง ร่างกายของเราจะได้รับผลกระทบเหมือนคนสูบบุหรี่จัดโดยไม่รู้ตัว ดังนี้
- ค่าฝุ่น 22 µg/m³ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน/วัน
- ค่าฝุ่น 44 µg/m³ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 2 มวน/วัน
- ค่าฝุ่น 66 µg/m³ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 3 มวน/วัน
- ค่าฝุ่น 110 µg/m³ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 5 มวน/วัน
- ค่าฝุ่น 220 µg/m³ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 10 มวน/วัน
นอกจากนี้ผลสำรวจของ Rocketmedialab ยังได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญอีกว่าในปี 2024 คนกรุงเทพฯ มีวันอากาศดีแค่ 43 วันใน 365 เท่านั้น สูดฝุ่นพิษเทียบเท่าการสูบบุหรี่ถึง 1,297.14 มวนตกวันละ 3.5 มวนเลยทีเดียว
แต่ความน่ากลัวของสถานการณ์นี้คือในขณะที่บุหรี่จริงมีกฎหมายห้ามจำหน่ายแก่เยาวชน แต่ PM 2.5 เหล่านี้ไร้ข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารก สตรีมีครรภ์ หรือผู้สูงอายุ ทุกคนต่างได้รับผลกระทบในปริมาณที่เท่ากันจากการหายใจ
ที่น่าห่วงที่สุดคือเด็กเล็ก ที่มีอัตราการหายใจที่เร็วกว่าผู้ใหญ่มาก ทำให้เด็กเหล่านั้นสูด PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายได้มากกว่า และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของปอดในระยะยาวมากกว่า
ดังนั้นเมื่อเห็นตัวเลขค่าฝุ่นพุ่งสูงจนเทียบเท่าบุหรี่หลายมวน การสวมหน้ากาก N95 และการใช้เครื่องฟอกอากาศในที่พักอาศัย จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดจำนวน อย่างน้อยการอยู่ในห้องก็ทำให้เราสูดอากาศบริสุทธิ์ได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ












