ประเทศไทยเกือบเคยเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น หลากหลายประเทศแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ในขณะที่ประเทศไทยเติบโตถดถอย ติดหล่มปัญหาปากท้องที่ยังแก้ไม่ตก
แม้จะมีการพูดถึงเมกะโปรเจกต์หลายโครงการ แต่กลับยังไม่มีโครงการไหนสามารถดึงกราฟเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากปัญหาเดิม ๆ ได้ แต่ล่าสุดโปรเจกต์การสร้าง “ดิสนีย์แลนด์ในไทย” (Disneyland in Thailand) ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ด้วยงบลงทุนที่อาจสูงถึง 292,000 ล้านบาท และไม่ได้ครอบคลุมแค่สวนสนุกอย่างที่หลายคนเข้าใจกันเท่านั้น

เมื่อพูดถึง “ดิสนีย์แลนด์” ความรู้สึกแรกของคนไทยมักเป็นความตื่นเต้นที่ปนไปด้วยความกังขา หลายคนมองว่าเป็นเพียงฝันกลางวันยากจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ในยุคที่แผนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีขึ้นเพื่อยกระดับ 3 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง) เริ่มเป็นรูปธรรม และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยต้องการจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ คำถามที่ว่า “ดิสนีย์แลนด์ไทยแลนด์จะเป็นไปได้จริงไหม ?” จึงกลับมาเป็นสนใจของคนในสังคมอีกครั้ง
นี่อาจเป็นสัญญาณบวกของการขับเคี่ยวเศรษฐกิจระดับแสนล้าน กับโปรเจกต์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่รังสรรค์แหล่งเอนเทอร์เทนเมนต์ แต่ยังเป็นแรงกระเพื่อมที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การจ้างแรงงาน และมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล
อย่างกรณีของ Shanghai Disneyland Resort ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 120,000 ล้านบาท ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 50,000 ตำแหน่ง ผู้เข้าชมรวม 127 ล้านคน และสร้างรายได้ 29,000 ล้านหยวน (หรือประมาณ 128,000 ล้านบาท) แม้ว่าสัดส่วนการสร้างดิสนีย์แลนด์ของประเทศไทยอาจไม่ไปถึงขั้นนั้น แต่ก็คาดว่าจะสร้างอาชีพและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อย
[โปรเจกต์พร้อม พื้นที่พร้อม]
การเกิดขึ้นของดิสนีย์แลนด์ในไทย ไม่ใช่แค่เนรมิตปราสาทดิสนีย์บนที่ดินว่างเปล่าเท่านั้น แต่รวมถึงการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ ผ่านรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ครบครันทั้งสนามบินนานาชาติ ท่าเรือน้ำลึก และการเชื่อมต่อเมืองท่องเที่ยวหลัก ที่ต้องเสร็จสมบูรณ์และใช้งานได้จริง หากนักท่องเที่ยวสามารถลงเครื่องที่อู่ตะเภาแล้วเข้าสู่สวนสนุกได้ภายใน 15-20 นาที นั่นคือแต้มต่อที่สิงคโปร์หรือฮ่องกงเคยใช้สำเร็จมาแล้ว
โจทย์สำคัญของการจะตั้งโปรเจกต์ยักษ์ขนาดนี้ได้ พื้นที่ต้องถูกออกแบบให้เป็น Smart City รองรับการไหลเวียนของคลื่นนักท่องเที่ยวหลักแสนต่อวัน ทั้งระบบจัดการจราจร ขนส่งมวลชนสาธารณะ และการจัดการสิ่งแวดล้อมต้องได้มาตรฐาน
[แหล่งเงินทุนที่สำคัญ]
จากบทเรียนทั่วโลก Disney มักไม่ลงทุนเอง 100% แต่ใช้รูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) หรือการร่วมทุน เช่นเดียวกันกับในญี่ปุ่น ดิสนีย์ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่ให้สิทธิ์บริหารแก่ Oriental Land Co. จนประสบความสำเร็จมหาศาล ขณะที่เซี่ยงไฮ้เป็นการร่วมทุนกับรัฐบาลท้องถิ่น
การสร้างดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทยคาดว่างบลงทุนอาจสูงถึง 7,000-8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 256,000-292,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งไทยจะใช้รูปแบบการลงทุน PPP เช่นเดียวกัน เพื่อผสานความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเงินลงทุนจากเอกชนระดับโลก ร่วมกับการกำกับดูแลเชิงนโยบายของภาครัฐอย่างรอบคอบ โดยล่าสุดรัฐบาลในขณะนี้ระบุว่าหลังจากประกาศไอเดีย ดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทยเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา มีเสียงตอบรับจากนักลงทุน ที่แสดงออกว่าสนใจจะร่วมลงทุนเพื่อให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจริงจำนวนมาก
หลายคนบอกว่าถ้าสร้างได้จริง สุดท้ายก็อาจจะเจ๊งอยู่ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดเห็นนี้เป็นสิ่งที่เกิดได้ ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้แหละ จะเป็นสิ่งเตือนใจภาครัฐและเอกชนในการวางแผนให้ละเอียด คำนึงถึงประโยชน์ ผลกระทบของชาติและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
[ดิสนีย์แลนด์ในไทยต้องแตกต่าง]
เราจะไม่เจ๊ง ถ้าเราไม่ก๊อบปี้ดิสนีย์แลนด์ที่อื่นมาทั้งหมด ด้วยการสร้าง Entertainment & Lifestyle Hub ที่มีเอกลักษณ์ โดยเบื้องต้นได้วางแผนสร้างสนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง และฮอลล์คอนเสิร์ตระดับโลก คือการแก้โจทย์ “Low Season” ของสวนสนุก เพราะสถานที่เหล่านี้จะดึงดูดอีเวนต์ระดับโลกตลอดทั้งปี
หากสิงคโปร์ทำ “Swiftomics” สร้างรายได้เข้าประเทศหลักหมื่นล้านจากการจัดคอนเสิร์ต Taylor Swift เพียงประเทศเดียวในอาเซียน ไทยที่มีค่าครองชีพถูกกว่าและพื้นที่ใหญ่กว่า ถ้าสามารถนำโมเดลนี้มาปรับใช้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อยกระดับเป็นศูนย์กลาง Music & Sport Tourism ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในเวลาไม่นาน
โปรเจกต์ “ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย” จะไม่เป็นเพียงการขายฝัน ถ้ารัฐบาลและเอกชนทำงานสอดประสานกันอย่างมีแผนแม่บทที่ชัดเจน และหากเกิดขึ้นจริงนี่จะไม่ใช่แค่การสร้างที่เที่ยวแห่งใหม่ แต่คือการรีแบรนด์ประเทศไทย จากดินแดนแห่งวัฒนธรรม สู่การเป็นเมืองหลวงแห่งความบันเทิงของเอเชีย ที่พร้อมหลุดจากกรอบฉากทัศน์เดิม ๆ ที่รั้งให้ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รายได้ปานกลางระดับบนจากการจัดอันดับของธนาคารโลก













